xs
xsm
sm
md
lg

ยกแรกศึกชิง 7 เก้าอี้ กสทช. “บิ๊กเนม”สะดุดตอ - “อารีพงศ์” หัวทิ่ม เปิดทาง“บิ๊กมีสี” ยึด“อาณาจักรซอยสายลม”

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวการเมือง

 อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม
ป้อมพระสุเมรุ



เบ็ดเสร็จ 86 ราย ผู้เสนอตัวเข้าชิงชัยสรรหาเป็น กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ชุดใหม่ ที่ไม่เพียงแต่ค่าตอบแทนล่อใจ เดือนละกว่า 3 แสนบาท ส่วนค่าตอบแทนอื่น-สวัสดิการไม่ต้องพูดถึง ถ้าไม่ล้มหายตายจากไปก่อน อยู่ดีกินดีไป 6 ปีเต็มๆ ตามวาระ แถมยังได้ดูแล “อาณาจักรซอยสายลม” คุมผลประโยชน์ประเทศหลักแสนๆล้านบาท อีกด้วย

คราวนี้เปลี่ยนกติกาใหม่ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ฉบับใหม่ที่ทำคลอดออกมาเมื่อปีกลาย

สาระสำคัญมีการยุบ “บอร์ดเล็ก” ทั้ง “กสท.-กทค.” เหลือเพียง “บอร์ด กสทช.ชุดใหญ่” เพียงชุดเดียว พร้อมลดจำนวนจาก 11 เก้าอี้ เหลือเพียง 7 เก้าอี้ให้ชิงชัยเท่านั้น .. โดยกำหนดว่าต้องเป็น “ผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ” จาก 7 ด้าน “กิจการกระจายเสียง-กิจการโทรทัศน์-กิจการโทรคมนาคม-วิศวกรรม-กฎหมาย-เศรษฐศาสตร์-คุ้มครองผู้บริโภค”

แต่ละด้านจะมี “ผู้ได้รับเลือก”เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ที่จะได้เข้าไปเป็นบอร์ด กสทช.ชุดใหม่ แต่ก่อนหน้านั้นต้องมีการสแกนเบื้องต้นให้เหลือ 14 ราย หรือด้านละ 2 รายเป็นคู่เทียบไปให้ วุฒิสภา ที่ในวันนี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปฏิบัติหน้าที่แทนอยู่ เป็นผู้คัดเลือกรอบสุดท้าย

สำรวจตรวจสอบรายชื่อผู้เข้ารับการสรรหา ต้องยอมรับว่าแต่ละด้านมีประเภท “บิ๊กเนม-ไฮโปรไฟล์” อีกทั้งยังน่าจับตา “บิ๊กคนมีสี” ทั้งสีเขียว-สีกากี ที่มากันอย่างคลาคร่ำ ด้วยประสมกับประเภท “ไฮโปรฟิต” ที่มี “ขาใหญ่” ส่งเข้าประกวดอีกบางส่วน

ส่องผู้สมัครที่น่าสนใจ ไล่เรียงตั้งแต่ ด้านกิจการกระจายเสียง โดดเด้งสุด หนีไม่พ้น พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่มีบทบาทสำคัญใน สปท. และ สปช. หลายเรื่อง และยังเป็นหน้าห้อง “ประธานเจี๊ยบ” พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี อดีตประธาน กสทช.คนเก่า มาอีกด้วย

ด้านกิจการโทรทัศน์ ด้านนี้ยกให้ พล.ต.วิเศษศักดิ์ สุนทรเกส ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและแผน ททบ.5 แต่ก็ต้องจับตาคิวที่ “คน อสมท.” มาชนกันหลายราย วางตาไม่ได้ รายของ สุระ เกนทะนะศิล อดีตรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท. ที่ว่ากันว่ามี “แบ็กดี” ไม่แพ้ใคร

ด้านกิจการโทรคมนาคม น่าสนใจหลายราย ทั้ง กิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท. หรือ CAT อานนท์ ทับเที่ยง อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที ยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล อดีตผู้ว่าการ รฟม. และอดีตรอง บมจ.ไทยคม ที่ล้วนเชื่อมโยงกับ “กลุ่มอำนาจเก่า” หรือจะเป็นสายแข็งสีเขียวก็ พล.ท.มณฑล ปราการสมุทร เจ้ากรมการทหารสื่อสาร เป็นต้น

ด้านวิศวกรรม มีทั้ง พล.อ.ต.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ รองเลขาธิการ กสทช. ชัยยงค์ พัวพงศกร ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) รวมไปถึง พล.อ.อ.เอกรัฐ ษรานุรักษ์ อดีตเจ้ากรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทหารอากาศ ชิงกัน

ด้านกฎหมาย มีผู้ร่วมสมัครถึง 18 ราย น่าสนใจหลายราย ทั้ง เสาวนีย์ อัศวโรจน์ อดีตตุลาการศาล รธน. ก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการสำนักงาน กสทช. พล.อ.จิระ โกมุทพงศ์ - พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย

แล้วก็ยังมีประเภท “ไฮโปรฟิต”เข้าจอยในด้านนี้หลายคน ทั้ง ณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา ผู้ตรวจการอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด สรจักร เกษมสุวรรณ อดีตกรรมการ-ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กระทั่ง ประพันธ์ คูณมี ก็ต้องจับตา ตลอดจน “พี่แอน”สุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการ ETDA ผู้สนับสนุนหลักงานสุพรรณหงส์ ที่นั่งคร่อมเก้าอี้เป็นสมาชิก สนช. อยู่ด้วย

ด้านเศรษฐศาสตร์ นอกจากอดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมคนแรก ทรงพร โกมลสุรเดช ที่ตกสวรรค์ด้วยมาตรา 44 แล้วอาจจะได้ลุ้นได้รับการ “เยียวยา” ด้วยตำแหน่งนี้ ก็ยังมีชื่อที่ทิ่มตาอย่าง อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน-คลัง อดีตแคนดิเดตรัฐมนตรีหลายกระทรวง หรืออย่าง สุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร อดีตเลขาธิการ กทช.คนแรก และอดีตกรรมการ กทช.ชุดสุดท้าย ก่อนกฎหมายเปลี่ยนเป็น กสทช. ก็เข้าที

ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค หรือส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน มีผู้สมัครร่วมสรรหาถึง 18 รายเช่นกัน มาแรงนาทีนี้ ยกให้ จิรชัย มูลทองโร่ย อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปด้านสื่อมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ของ คสช. แต่อาจมีคิวแทรกโดย ต่อพงศ์ เสลานนท์ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ที่พะยี่ห้อ คสช. เช่นกัน

มีข้อสังเกตว่า “คุณสมบัติ กสทช.” ที่กำหนดในกฎหมาย ออกแนว “สเปกดาดๆ” เป็นสเปกที่ไม่เทพ เหมือนกรรมการองค์กรอิสระ ทั้งที่ดูแลผลประโยชน์มหาศาล

กำหนดไว้คร่าวๆ แค่ดำรงตำแหน่งไม่ตํ่ากว่ารองหัวหน้าส่วนราชการตั้งแต่ระดับกรมขึ้นไป ตำแหน่งทางวิชาการต้องสูงกว่ารองศาสตราจารย์ขึ้นไป หรือเคยเป็นนายทหาร หรือนายตำรวจ ที่มียศตั้งแต่พันเอกพิเศษ นาวาเอกพิเศษ นาวาอากาศเอกพิเศษ หรือพันตำรวจเอกพิเศษ ขึ้นไป ส่วนเอกชนก็ต้องเคยเป็นผู้บริหารไม่น้อยกว่า 3 ปี ตำแหน่งไม่ตํ่ากว่ารองกรรมการผู้จัดการใหญ่ในบริษัทมหาชน ทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท หรือทำงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคไม่น้อยกว่า 10 ปี หรือเคยทำงานบริหารกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคมไม่น้อยกว่า 10 ปี เป็นต้น

ซึ่งผู้สมัครแต่ละรายก็รู้ตัวเองดีว่าผ่าน “คุณสมบัติพื้นฐาน” เหล่านี้จึงหาญกล้ามาสมัคร

แต่ที่ทำเอา “บิ๊กเนม” บางรายเหงื่อแตกซิก กริ่งเกรงกันว่าต้องสะดุดตอ ตกสเปกตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าแท่นสตาร์ท คือในส่วน “ลักษณะต้องห้าม” ที่นอกเหนือจากจำพวกต้องคำพิพากษาให้จำคุก และถูกคุมขังโดยหมายศาล หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและในพรรคการเมือง ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเคยถูกวุฒิสภามีมติถอดถอนออกจากตำแหน่ง ที่ต้องห้ามกันทั่วๆไปแล้ว

ที่เป็นตอที่ทำให้ “บิ๊กเนม” ชนจังเบ้อเริ่ม ก็ตรง “ลักษณะต้องห้าม” ตาม “มาตรา 7 ข.(12)” ที่ระบุว่า “เป็นหรือเคยเป็นกรรมการ ผู้จัดการ ผู้บริหาร ที่ปรึกษา พนักงาน ผู้ถือหุ้น หรือหุ้นส่วนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนหรือนิติบุคคลอื่นใด บรรดาที่ประกอบธุรกิจด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม ในระยะเวลา 1 ปีก่อนได้รับการคัดเลือก”

แปลความง่ายๆว่า ผู้สมัครต้องพ้นจากตำแหน่งเหล่านั้น หรือขายหุ้นกิจการเหล่านั้นทิ้งไปตั้งแต่สงกรานต์ปีที่แล้ว

ส่องสแกนดู “บิ๊กเนม” หลายคนติดบ่วงข้อนี้ ประมาณว่า กลับไปแก้ไขประวัติการทำงานในอดีตไม่ได้ จนแว่วว่ามี “นักวิ่งบางคน” เริ่มซอยฝีเท้าเพื่อหวังใช้ “อภินิหาร” ให้ “อรหันต์กรรมการสรรหา” เกิดอาการ “หลับตาข้างหนึ่ง” ตีความว่า ประวัติการทำงานของตัวเองไม่เข้าข่าย “ลักษณะต้องห้าม” ดังกล่าว

ไล่เรียงผู้ที่ส่อแววไม่ได้ไปต่อ ก็มีตั้งแต่บรรดาแคนดิเดตที่มาจาก “ททบ.5 - กรมประชาสัมพันธ์ - ไทยพีบีเอส” ที่ทั้งหมดเป็นโครงข่าย-แม่ข่าย (Mux)ในการรับส่งสัญญาณทีวีดิจิทัลในปัจจุบัน หนีไม่พ้นการดำเนินการ “กิจการโทรทัศน์” มีการเก็บค่าเช่าจากลูกข่าย ทำธุรกิ๗แสวงหาผลกำไร ไม่ว่าจะเป็น “บิ๊กทีนิวส์” พิพัทธ์ ชนะสงคราม ปัจจุบันเป็นกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส พล.ต.วิเศษศักดิ์ สุนทรเกส ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและแผน ททบ.5 จำลอง สิงห์โตงาม อดีตรองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เพิ่งเกษียณเมื่อเดือน ก.ย.60 เป็นต้น

มาถึงคิวของบริษัทเอกชนที่เป็น “ผู้รับใบอนุญาต กสทช.” ไม่ว่าจะธุรกิจด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม ทำเอาร่วงระนาว วุฒิดนัย ฐิตะกสิกร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที ณัฐวุฒิ ศาสตราวาทะ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอซีทีโมบาย จำกัด หรืออย่าง ชัยยงค์ พัวพงศกร ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ก็ไม่รอด ด้วย กฟน. ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม จาก กสทช.มาตั้งแต่ปี 2549 เพื่อขายบริการโครงข่าย Fiber Optic แสวงหากำไรมานานหลายปี

กระทั่งตัวเก็งเต็งหนึ่ง อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ก็ส่อเค้าจะอดไปต่อ ด้วยเหตุเพิ่งพ้นจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มาเมื่อวันส่งท้ายปี 2560 ซึ่ง กฟผ.เองก็เป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม จาก กสทช. และทำมาค้าขายคล้ายกับกรณี กฟน.มาตั้งแต่ปี 2550 นั่นเอง

ถือเป็นการวางเงื่อนไขเพื่อให้การสรรหา กสทช.หลุดพ้นข้อกล่าวหา “ผลประโยน์ทับซ้อน” ซึ่งก็อาจจะไม่ส่งผลดีกับตัวผู้สมัครน้อยใหญ่ ทว่าในทางกลับกันก็ส่งผลดีต่อ “แคนดิเดตคนมีสี” ที่เกือบทั้งหมดไม่ติดบ่วง “ลักษณะต้องห้าม” จนอาจเป็นการปูพรมแดงให้ กสทช.กลายเป็น “บอร์ดคนมีสี” อย่างที่หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงก็ได้

ที่ไล่เรียงเป็นการกะเก็ง ว่ากันไปตามเนื้อผ้า เชื่อว่าช่วงโค้งสุดท้ายน่าจะหลุดกันไปอีกเยอะ ด้วยหลายรายมีปัญหาคุณสมบัติตกสเปกอยู่ แต่ด้วย “อำนาจ-ผลตอบแทน” ที่หอมหวน ถึงขนาดมีผู้สมัครบางรายสร้างเวบไซต์ ตบแต่งประวัติ-อวยตัวเอง หลอกว่าเป็น “วิกิ” หรือสารานุกรมออนไลน์ แล้วทุ่มทุนซื้อ Ad โฆษณาของ “อากู๋” Google เพื่อเอาประวัติหลอกๆ ห้อยเป็น “เวบดัก” ไว้บนสุดเวลาถูกค้นหาในระบบออนไลน์ ราวกับป้ายหาเสียงของนักการเมืองย่างไร อย่างนั้น

แต่สมัยนี้ข้อมูลเหล่านี้สืบค้นกันได้ไม่ยาก ก็อยู่ที่ “7 อรหันต์กรรมการสรรหา” จะ “ซื่อตาใส” ไปหลงกลลูกไม้ตื้นๆ แบบนี้ หรือจะยึดผลประโยชน์ชาติเป็นสำคัญ

อาจหมายรวมไปถึงผู้สมัครที่อายุเกิน 64 ปีหลายราย ที่หากได้รับเลือกแล้วจะนั่งได้ไม่ครบวาระ 6 ปี ก็เป็นเรื่องที่ “7 อาหันต์กรรมการสรรหา” ต้องชั่งใจใช้ดุลพินิจอย่างหนักว่า ควรเสนอชื่อ “ผู้อาวุโส” เหล่านี้หรือไม่ ด้วยอาจเป็นปัญหาการทำงานในอนาคต ที่ต้องพ้นวาระตอนอายุ 70 ก่อนสิ้นวาระ ต้องมีการสรรหาคนใหม่ เกิดภาวะ “ลักลั่น - ปลาสองน้ำ” เป็นปัญหาในการทำงานขึ้นมาอีก

ท้ายที่สุด วิเคราะห์กันตามเกม ใครจะได้เข้ารอบไฟนอล 14 คน หรือใครจะเป็นผู้คว้าชัย 7 เก้าอี้ในตอนท้าย ไม่ได้อยู่ที่ “คุณสมบัติ-ความสามารถ” อะไรหรอก

แต่อยู่ที่หลังโค้งสุดท้ายเข้าสู่ช่วงทางตรงว่า “นักวิ่ง” คนไหนฝีเท้าดีที่สุดมากกว่า.


กำลังโหลดความคิดเห็น...