xs
xsm
sm
md
lg

เปลือยตัวเองล่อนจ้อน!“บิ๊กตู่”รับแล้วเป็น“นักการเมืองอาชีพ”ทั้งที่ตั้งแง่รังเกียจมาตลอด **ทำเป็นเรื่องใหญ่โตสุดท้ายไม่มีอะไร!“อธิบดีกรมคุก”จุดพลุปมเบิก“สนธิ ลิ้มฯ”ไปศาลผิดวัน**กลืนไม่เข้า คายไม่ออก !! นาฬิกา“เสี่ยป้อม”เจอคุ้ยรัวๆ15เรือน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: นกหวีด


ข่าวปนคน คนปนข่าว



** เปลือยตัวเองล่อนจ้อน!! “บิ๊กตู่”รับแล้วเป็น“นักการเมืองอาชีพ”ทั้งที่ตั้งแง่รังเกียจมาตลอดศก เดินสายดีล“นักการเมืองบิ๊กเนม”ด้วยตัวเอง จูบปาก “บ้านใหญ่สะสมทรัพย์” ทั้งที่เคยสั่งกวาดล้าง เอาเป็นเอาตาย ปรับโหมดการเมืองไทยเข้า“สูตรขี้ผสมข้าว”เต็มรูปแบบ

ไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม.. กับคำประกาศของ “นายกฯตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ว่า “..ผมไม่ใช่ทหาร เข้าใจไหม เป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหาร มันก็ติดนิสัยทหารอยู่บ้าง..”..ถือเป็นการยอมรับครั้งแรกว่า ตัวเองเป็น“นักการเมืองอาชีพ”หลังจากที่ทำท่ายึกยัก ไม่ยอมรับว่าตัวเองมี “อาชีพใหม่”มานานสองนาน .. เผอิญว่ามันเป็นคำประกาศของ“ท่านนายกฯตู่”ที่ทุกวันนี้ยังพูดถึง“นักการเมือง”แบบ“สาดเสียเทเสีย-หาดีไม่ได้” .. ก็ตลอด 3-4 ปี ในฐานะหัวหน้าคสช. หรือย้อนไปกระทั่งสมัยเป็นผบ.ทบ. “บิ๊กตู่”คนนี้แหละ ที่ลั่นวาจาตั้งแง่รังเกียจ“นักเลือกตั้ง - นักการเมือง”มาตลอด .. มาวันนี้ถึงขนาดยอม“เปลือยตัวเองล่อนจ้อน”ก็คงหวังปลดเปลื้องครหาการ“สืบทอดอำนาจ”ที่เอากันแน่ แต่จะได้อ้างว่า ไม่ได้สืบทอดอำนาจ “รัฐบาลทหาร”..กล้าพูดถึงขนาดว่า วันนี้ไม่มี“รัฐบาลทหาร”ก็ด้วยมีพลเรือนร่วม ครม.เยอะแยะ ถ้ากล้าคิดแบบนั้น ก็เอาที่สบายใจ ที่ชอบ ที่ชอบ เถอะ .. แล้วถ้าคิดว่าไม่ใช่ “รัฐบาลทหาร”จริง ก็น่าจะลองใช้ “อำนาจปกติ”ตามครรลองคลองธรรมบ้าง เอะอะๆ งัด “อำนาจพิเศษ”มาใช้เรื่อย .. มีอย่างที่ไหน แค่อนุญาตจุดพลุฉลองปีใหม่ ยังต้องใช้ มาตรา 44 เสพติด“อภินิหารกฎหมาย”เกินพอดีแบบนี้ ท่าจะไม่รอด .. ยิ่งใช้ ยิ่งหลง ยิ่งเหลิง ติดบ่วงปลื้มปริ่มกับอำนาจ วันหนึ่งไม่มี“อำนาจพิเศษ”คุ้มหัว ก็อยู่ยาก .. ต้นสายมายังไงไม่รู้ แต่ปลายเหตุวันนี้ก็คือ“ท่านผู้นำ”เปลี่ยนไปเยอะ ไม่ใช่“ฮีโร่ตู่”เมื่อครั้งปี 2557 .. เอาง่ายๆ แค่จุดยืนที่เคยประกาศกวาดล้าง“วงจรอุบาทว์”ที่มี “นักการเมือง - นักเลือกตั้ง”เป็นส่วนผสมสำคัญ .. ย้อนดูข่าวเมื่อ3-4 ปีก่อนได้ ที่คณะคสช. ปาดหน้าเข้ามาคว้าชิ้นปลามันไปรับประทาน พันธกิจแรกๆ เอาเป็นเอาตายกับการล้างบาง“ผู้มีอิทธิพล”ที่โดยมากเป็น“นักการเมืองระดับบิ๊กเนม”ทั้งนั้น .. ด้วยภารกิจชื่อเท่ๆ ว่า “ปฏิบัติการฟ้าสาง”ที่ทุกพื้นที่อิทธิพล โดนกันถ้วนหน้า .. หนึ่งในเป้าหมายสำคัญ คือเครือข่าย“บ้านใหญ่สะสมทรัพย์”ที่ จ.นครปฐม ถูกเจ้าหน้าที่“ลง”กันแบบถี่ยิบกับ ปฏิบัติการ "นครปฐมร่มเย็น" เรียกว่า ทุบกันจนน่วม .. แล้วมาวันนี้ ก็เพิ่งมีภาพหลุดของ “บิ๊กตู่”และชาวคณะ ไปยืนยิ้มแป้นแล้น ร่วมกับพี่น้องบ้านใหญ่ "เผดิมชัย-ไชยยศ-ไชยา-อนุชา" พร้อมหน้าพร้อมตา .. ด้วยข้ออ้างตื้นๆ ว่า ไปตีกอล์ฟ แล้วบังเอิญเจอกัน จนเกิดคำถามว่า สนามกอล์ฟเมืองไทยมีเป็นดอกเห็ด ไฉนถึงเจาะจงไปที่“นิกันติ กอล์ฟ คลับ”ที่รู้กันทั้งบางว่า เป็นของ“ตระกูลสะสมทรัพย์”..

ประจวบเหมาะกับที่เพิ่งมีเสืองทักจาก“ป๋าเปรม”พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่ว่าตอนนี้คสช.“กองหนุนร่อยหรอ” พอดี .. จึงอ่านเป็นอื่นไม่ได้ว่า ช่วงนี้“บิ๊กตู่”ต้องลงทุนเดินสายหากองหนุน ทั้งอาศัยหมายทางการ ลงพื้นที่ในฐานะนายกฯ และหมายอย่างไม่เป็นทางการเช่นที่ จ.นครปฐม .. ไม่ว่าจะมองเป็นการทอดสัมพันธไมตรี หรือเดินสายตีเมืองขึ้น วัตถุประสงค์ก็เพื่อสลายมุ้ง-กวาดต้อนนักการเมืองเอามาเป็นพวก เป็นกองหนุน เสริม "นั่งร้าน" ให้คสช. หมุดหมายก็เพื่อผลักดัน“ลุงตู่”เป็นนายกฯ คนนอกนั่นเอง .. และน่าสังเกตว่า หมายแบบนี้ที่น่าจะ“ปิดลับ”กลับมีการบันทึกภาพ ก่อนที่จะมีรูปหลุดออกมา คล้ายกับ“ตั้งใจหลุด”เพื่อส่งสัญญาณว่า “เต๊าะเด็ก”ได้อีกก๊วน เผื่อ“ก๊วนการเมืองอื่น”จะกลัว“ตกรถ”ก็รีบต่อสายปรี่เข้ามาสวามิภักดิ์ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยแรงเดินสายไปด้วยตัวเอง .. ในคิวที่“ก๊วนลุงตู่”ออกหน้าดีลกับ “ก๊วนการเมือง”ด้วยตัวเองแบบนี้ ส่อเค้าจะเข้าทำนอง“สูตรขี้ผสมข้าว”อย่างที่ “เครือผู้จัดการฯ”เคยวิเคราะห์ไว้ตั้งแต่ปีกลาย .. สำคัญวันนี้“ทหารไทย”ที่เคยฉาบด้วยภาพลักษณ์ “คนดี - คนเสียสละ” ยอมเปลือยกายลงมาเกลือกกลั้วกับ“นักการเมือง-นักเลือกตั้ง”ที่ตัวเองเคยตราหน้าว่า“ของเน่า - ของเสีย”ซะเอง ...ดังนั้น การตีความของ"บิ๊กตู่" คงมอง "กองหนุน" คนละแบบกะ "ป๋า" เพราะกองหนุนที่บิ๊กตู่ต้องการ มาจากการ "ตกเขียว" นี่เอง หาได้สนใจความคาดหวังจากประชาชน ที่ต้องการปฏิรูปประเทศไม่
บิ๊กตู่ พบปะ ตระกูลสะสมทรัพย์
** ทำเป็นเรื่องใหญ่โต สุดท้ายไม่มีอะไร!! พิลึก“อธิบดีกรมคุก”จุดพลุปม จนท.ราชทัณฑ์เบิก“สนธิ ลิ้มฯ”ไปศาลผิดวัน ที่ไม่มีอะไรในกอไผ่แต่ต้น ดันตั้งโต๊ะแถลงข่าวให้เข้าใจผิด ก่อนสรุป จนท.ไม่มีเจตนา จนน่าถามว่าแล้ว“ท่านอธิบดี”มีเจตนาแอบแฝงอะไร หรือเปล่า ?

จบดื้อๆ แบบนี้ไม่ค่อยสวย .. ก็ประเด็นที่จู่ๆ“บิ๊กเอ”พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ จุดพลุขึ้นมาเอง กับคำสั่งย้าย พร้อมตั้งกรรมการสอบสวน “เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์-ผู้คุมเรือนจำพิเศษกรุงเทพ”รวม 5 ราย .. ก่อนมาแถลงข่าวใหญ่โต ว่ามี“พิรุธ”กรณีเบิกตัว สนธิ ลิ้มทองกุล ที่ปัจจุบันต้องโทษอยู่ในเรือนจำ ส่งขึ้นศาลผิดวัน .. ทั้งที่ผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้คุมเอง หรือข้อมูลจาก สุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความนายสนธิ ที่ระบุว่า การเบิกตัว "สนธิ ลิ้มฯ" ออกมาจากเรือนจำ เมื่อวันที่ 22 พ.ย.นั้น เป็น "ความบกพร่องของบุคคล" .. กระทั่งตัว“สนธิ ลิ้มฯ”เองก็ยังไม่ยินยอมที่จะออกจากเรือนจำ เนื่องจากทนายไม่ได้แจ้งหมายไว้ล่วงหน้า .. สรุปมันไม่มีอะไรในกอไผ่ตั้งแต่ต้น แต่กลับถูกนำมาเป็นประเด็นใหญ่โต จาก“อธิบดีณรัชต์”ที่แถลง “ดีเลย์”หลังเกิดเรื่องไปแล้วหลายสัปดาห์ จนถึง“สื่อใหญ่”ที่ “รับงาน-รับลูก”กัน ปั้นเรื่องเหมือนอยากให้เกิด “ความเข้าใจผิด”..

ก็ในการแถลงข่าวย้ำอยู่นั่นว่ามี "เสียงเล่าลือ" ในวันนั้นมี "ญาติสนธิ" ไปรอพบที่ศาลอาญา ทั้งที่ไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย .. สุดท้าย“โอละพ่อ..”ด้วยเรื่องที่ไม่ได้สลับซับซ้อน เป็นความผิดส่วนบุคคลตามที่ว่านี่เอง สอบสวนอยู่ไม่นาน“ท่านอธิบดีกรมคุก”ก็ต้องออกมาตัดจบเรื่องเองว่า เจ้าหน้าที่ ทั้ง 5 ราย มี“ความผิดวินัยไม่ร้ายแรง”เป็นการกระทำที่“ประมาทเลินเล่อ ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้มีเจตนาช่วยเหลือผู้ต้องขังด้วยการเบิกตัวไปศาล .. ที่สุด สั่งตัดเงินเดือน 3 ผู้คุมเรือนจำพิเศษกรุงเทพ และ ตักเตือน 2 เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางคลองเปรม โทษฐานไม่ตรวจสอบรายละเอียดให้ดีก่อน โดยให้คงคำสั่งย้ายทั้ง 5 รายตามเดิม และไม่มีการย้ายกลับมาปฏิบัติหน้าที่ที่เดิม .. อันนั้นไม่ว่ากัน เป็นเรื่องระบบริหารภายใน ที่ถือว่าเป็น“โทษสถานเบาสุดๆ”ที่น่าจะเป็นทางลง “แก้เกี้ยว”ไม่ให้ “ท่านอธิบดีกรมคุก”เสียหน้าเสียตาอะไรมาก .. อย่าลืมว่า เรื่องนี้“ผู้ได้รับผลกระทบ”นอกเหนือจากเจ้าหน้าที่ 5 ราย คนที่โดนเต็มๆ หนีไม่พ้น “สนธิ ลิ้มฯ”..ที่ข่าวออกไปวันเดียว โดนถล่มต่างๆ นานา ทั้งที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย และด้วยต้นตอข่าว ก็มาจากตัว “อธิบดีณรัชต์”เองเสียด้วย .. เป็นถึงผู้บริหารระดับนี้ น่าจะรู้ได้ว่า “Human error - ความผิดส่วนบุคคล”มันเกิดกันได้ ประเภท“เบิกผิดตัว-ผิดวัน”มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ยุคอธิบดีคนก่อนๆ ก็ไม่เห็นจะติดใจเอาความอะไรกัน .. อ๊ะๆ มองในแง่ดี อาจจะอ้างได้ว่า“ท่านอธิบดี”เพิ่งมาใหม่ ไม่รู้ระบบของ“กรมคุก”อันนั้นก็เข้าใจ แต่ก็ควรทำการบ้าน สอบถามผู้รู้เสียก่อน ดันนัดแนะสื่อมาแถลงให้เป็นเรื่องซะงั้น .. ตรงนี้ก็ขออนุญาตถามต่อว่า ในเมื่อตอนจบ สรุปว่า เจ้าหน้าที่ไม่มีเจตนา แล้ว “ท่านอธิบดีณรัชต์”มีเจตนาอะไรหรือเปล่า ?? ... แต่ถึงยังไง ก็ถือว่าท่านยังพอมีสปิริต ที่ออกมาให้ความกระจ่าง แบบว่า ตบหัวแล้วลูบหลัง ก็ยังดีกว่าจ้องจะซัดท่าเดียว ตามบัญชาของผู้มีอำนาจ !!


**กลืนไม่เข้า คายไม่ออก !! กรุนาฬิกาหรู “เสี่ยป้อม”ไหลไม่หยุด เจอคุ้ยรัวๆ 15 เรือน มูลค่าไม่ต่ำ 30 ล้านบาท จากปัญหาหนักอก “เจ้านาย” กลายเป็นเผือกร้อนบนตัก “น้องกุ้ย”ประธาน ป.ป.ช. ที่ส่อจะของเข้าตัว เจอ ม.157 เสียเอง

ปล่อยของออกมาไม่หยุด .. แม้จะเป็นช่วงหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ แต่เพจดังเจ้าเก่า CSI LA ก็ “กัดไม่ปล่อย”ไม่ยอมให้ “เสี่ยป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่ คสช. อาศัยช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง“ดำดิน”ไปได้ง่ายๆ .. ขุดคุ้ยคอนเลกชั่นนาฬิกาหรูของ “เสี่ยป้อม”ออกมาเป็นรายวัน ตั้งแต่เรือนที่ 12 จนถึงล่าสุดเรือนที่ 15 ออกมารัวๆ .. 4 เรือนล่าสุด ประกอบไปด้วย Rolex Yacht-Master Rose Gold 2-Tone Chocolate ราคาราว 4.6 แสนบาท Audemars Piguet Royal Oak Stainless Steel ราคา 5.8 แสนบาท Rolex Datejust Oyster 41 ราคา 4.1 แสนบาทเศษ .. ที่ดูมีราคาค่างวดหน่อย ก็เรือนที่ 15 กับ Patek Philippe Aquanaut Brown Dial 18k Rose Gold ราคาราว 1.15 ล้านเศษ .. รวมยอดทั้ง 15 เรือน คะเนด้วยสายตา ตีตัวเลขกลมๆ ก็ปาเข้าไป 30 ล้านบาทเข้าให้แล้ว .. ราคาค่างวดของแต่ละเรือนนั้น ไม่สำคัญเท่ากับการที่เป็น“ทรัพย์สิน”มูลค่าเกิน 2 แสนบาท ที่กฎหมาย “บังคับ”ให้แจ้งต่อ ป.ป.ช. แต่ก็ไม่ปรากฏในบัญชีของ“เสี่ยป้อม”ซักกะเรือนเดียว .. แล้วเห็นว่า ช่วงชุลมุนก่อนปิดทำการ“ท่านป้อม”ได้ทำหนังสือชี้แจงไปถึง ป.ป.ช.แล้ว ไม่รอให้ถึงเส้นตาย 8 ม.ค.61 อย่างที่คาดไว้ .. คาดกันว่าในหนังสือชี้แจง คงกล่าวถึงแหวนเพชรเม็ดงาม กับ Richard Mille เรือนแรกที่เป็นข่าว .. ทว่าแทนที่ชี้แจงไปแล้วจะทำให้สังคมคลายสงสัย ทาง ป.ป.ช. กลับบอกว่า เป็น “ชั้นความลับ”ยังเปิดเผยไม่ได้ ด้วยเหตุมีชื่อ“บุคคลที่ 3”ตาม “ข้ออ้าง”ของ วรวิทย์ สุขบุญ ที่เพิ่งได้นั่ง เลขาธิการ ป.ป.ช. เต็มก้นอย่างเป็นทางการ .. ทั้งที่ๆ รู้เต็มอกว่า เป็นเรื่องที่สังคมกำลังให้ความสนใจ แต่ก็เลือกงุบงิบ ปกปิด ย้อนแย้งเหลือเกินที่ว่าป็น “ยุคปราบโกง”เน้น “โปร่งใส-ตรวจสอบได้”..

ที่ทำให้ลึกลับ ซ่อนเงื่อน ก็คงหวังเหมือนกันว่า หลังปาร์ตี้ปีใหม่ แล้วคนไทยจะเมาค้าง จนลืมเรื่องนี้ไปทั้งประเทศกระมัง .. แต่ฝันไปเถอะ เผอิญช่วงนี้คนไทยจำแม่น เปิดทำการก็เห็นสื่อไปทวงถาม“ป๋าป้อม”ถึงเรื่องร้อนๆ ก็ถึงกับร้องเสียงหลงว่า “โว้ะ!!”มาคำเดียว .. ท่าทีต่างจากตอนต้น ที่เกิดเรื่องหน้ามือเป็นหลังมือ ด้วยวันนั้นคงนึกว่าจะโดนล่อแค่ “แหวนวง-นาฬิกาเรือน”จนโยนหิน “แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน”ออกมา .. มาวันนี้เจอคุ้ยเกินโหล มีคนเอาไปทำปฏิทินรายเดือน แชร์กันว่อนในโซเชี่ยล ฮิตซะยิ่งกว่าปฏิทินวาบหวิวสมัยก่อนซะอีก .. “ป๋าป้อม”ร้อนคนเดียวไม่ว่า คนที่ร้อนกว่าวันนี้หนีไม่พ้น “น้องกุ้ย”พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ที่เท่ากับอุ้ม “เผือกร้อน”อยู่บนตัก .. ทั้งข้อครหาใกล้ชิดเป็น“แขกประจำ”เข้านอกออกใน “บ้านวงษ์สุวรรณ”ประเภทเช้าถึง เย็นถึงเสียด้วย แถม อดีต รองเลขาธิการนายกฯ ประจำหน้าห้อง“นายป้อม”คนก่อนก็ชื่อ พล.ต.อ.วัชรพล .. อีกทั้งยังมีการแหย่ๆ ถามถึง ป.ป.ช. ด้วยว่า นาฬิกาหรู 10 กว่าเรือนหลังมานี่ ว่าได้ทำหนังสือสอบถาม “นายป้อม”ไปแล้วหรือยัง ไม่ใช่นั่งงมโข่งอยู่กับ แหวนวง นาฬิกาเรือน ทั้งที่ชาวบ้านเขาคุ้ยกันไปถึงไหน เสิร์ฟข้อมูลสำเร็จรูปให้แล้วด้วยซ้ำ .. ชุลมุนชุลเก จน “ประธานกุ้ย”โอดโอยว่า น่าจะถูก“เซตซีโร”ไปให้รู้แล้วรู้รอด ไม่ต้องมาเผชิญชะตากรรม“กลืนไม่เข้า คายไม่ออก”เยี่ยงนี้ .. ก็แทนที่จะเป็น“พ่อหมอ”เสกของลงอาคมใส่คนอื่น ทำไปทำมาจะ“ของเข้าตัว-เท้าแหย่คุก” โดน มาตรา 157 ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ เสียเอง.

ช.ชฎา


กำลังโหลดความคิดเห็น...