xs
xsm
sm
md
lg

“ครม.ตู่ 5” สูตรผสม “ไฮโปรไฟล์ - ไฮโปรฟิต”

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวการเมือง


ป้อมพระสุเมรุ

“ครม.ประยุทธ์ 5” ดีเดย์ประเดิมงานกันได้แล้ว หลังเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ต้องบอกว่า ตั้งแต่ตั้ง “ครม.ประยุทธ์ 1” เป็นต้นมา ครั้งนี้มีเสียงร้องยี้น้อยที่สุด ส่วนหนึ่งเพราะมีการลดสัดส่วนทหาร แล้วดึงเอา “มืออาชีพ” หรือพวก “โปรไฟล์เด่น-ภาพลักษณ์ดี” เข้ามาทำงาน แต่บางส่วนก็รู้เช่นเห็นชาติกันว่า “มือเซ้งลี้” ถูกวางมาเป็นมือไม้ในมหกรรมเก็บค่าต๋งแห่งชาติ

ด้วยโจทย์ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะเป็นปีสุดท้ายที่ต้องผลิตผลงาน จำใจต้องเขี่ย “ขุนทหาร” ที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกันมายึดอำนาจจาก “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” เพื่อประคองภาพรวมไปให้ถึงเส้นชัยก่อนลงหลังเสือ

กอปรกับการปูทางสู่การเป็น “นายกฯ” อีกเทอมของ “บิ๊กตู่” ที่จะต้องผลิตผลงาน ปั่นโปรไฟล์ติดตัวเอาไว้บ้าง จึงเป็นไฟต์บังคับให้ต้องผลักเพื่อนพ้องน้องพี่ออกบางส่วน แล้วดึงมืออาชีพเพื่อเข้ามาต่อลมหายใจให้กับรัฐบาลในช่วงโค้งสุดท้าย ผนวกกับการตระเตรียมกระสุนไว้สู้ศึกเลือกตั้ง หากไอเดียการตั้งพรรคทหารเป็นจริง ทำให้ดูละล้าละลัง เมื่อกั๊กๆ อยู่พอสมควร

เพราะไม่เพียงแต่เสริมทัพพวก “ไฮโปรไฟล์” (High profile) เข้ามาเท่านั้น ยังผสมปนเปเหล่ามือเซ้งลี้ “ไฮโปรฟิต” (High profit) เข้ามาด้วย

ดูจากภาพรวมจากตำแหน่งที่มีการจัดวางขุมกำลัง นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับคำชมมากที่สุด จากการผลัดใบตั้งรัฐมนตรีใหม่ทั้งหมด โดยดึง “2 กูรู” อย่าง “อ.ยักษ์” วิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และ ลักษณ์ วจนานวัช อดีตผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

การดึง “อ.ยักษ์” มาอยู่ในกระทรวงเกษตรฯ ถือเป็นการเพิ่มภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแนวทางการทำงานของรัฐบาล เพราะที่ผ่านมา เป็นแบรนด์ที่คนไทยติดตามาตลอดว่า บุคคลนี้ คือผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ส่วนตัว “บิ๊กตู่” เองก็ปลื้มในหลักคิดที่สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่สำคัญ ไม่มีขั้ว ไม่มีสี เป็น “ปราชญ์” ที่แตกฉานเรื่องการเกษตรยั่งยืน

ขณะที่ “ลักษณ์” ถือเป็น “นักการธนาคาร” ฝีมือดี ที่ทำงานร่วมกับ “รัฐบาลบิ๊กตู่” มาตั้งแต่แรกๆ ถือเป็นหนึ่งคีย์แมนสำคัญที่พา ธ.ก.ส. ฝ่ามรสุมจำนำข้าว ที่เจ๊งระเนระนาดมาได้ นอกจากนี้ ยังเป็นคนที่สนองนโยบายของภาครัฐได้แบบถูกตาต้องใจรัฐบาล โดยเฉพาะการดำเนินการ “โครงการบัตรสินเชื่อเกษตกร” ซึ่งน่าจะมาเป็น 1 ในมืองานสำคัญของการขับเคลื่อน “ประชารัฐ” ของรัฐบาลชุดนี้อีกแรง

ที่เป็นรอยตำหนิ น่าจะเป็นรายของ ของ “ปลัดปุ้ย” นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ไม่เคยมีความเกี่ยวข้องกับ “กระทรวงพญานาค” มาก่อนแม้แต่น้อย แต่การดึงเข้ามานั่งเป็น “หัวขบวน” กระทรวงปากท้องแห่งนี้ เพราะมีบุคลิกประนีประนอม เข้ากับชาวบ้านชาวช่องได้เป็นอย่างดี ดูได้จากโปรไฟล์ สมัยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้รับการชื่นชมอย่างกว้างขวาง กระทรวงเกษตรฯ เป็นกระทรวงที่ต้องรับมือกับ “ม็อบ” ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นชาวสวนยาง หรือชาวนา การดึงอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยรายนี้เข้ามากับภารกิจ “จัดการม็อบ” เหนือสิ่งอื่นใด

“ปลัดปุ้ย” เองยังถือเป็นคนที่มีความสนิทชิดเชื้อกับเหล่าแม่ทัพนายกองเป็นอย่างดี โดยเฉพาะ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และ“บิ๊กตู่” เองด้วย นอกจากนี้ ในภาคการเมืองยังถูกมองว่า เป็น “เด็ก” ของ “กำนันเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. สมัยม็อบ กปปส. เมื่อปี 2557 ก็ “กฤษฎา บุญราช” รายนี้นี่แหละ ที่เป็นผู้ว่าฯ คนแรกๆ ที่นำเรียกร้องให้ตำรวจออกจากศาลาว่าการจังหวัด เพื่อเปิดทางให้ม็อบ กปปส. เข้าไปปักหลัก โดยไม่สนใจอำนาจของรัฐบาลในขณะนั้น

จึงเป็นที่จับตาว่า หาก“ปลัดปุ้ย” อยู่ใต้อาณัติของ “บิ๊กป๊อก” รวมทั้งเปิดช่องให้ “กำนันเทือก” เข้ามาแทรกแซง ก็น่ากลัวว่ากระทรวงที่ควรดูแลปากท้องชาวบ้าน ก็กลายเป็นการดูแลปากท้องคนกันเองมากกว่า

ขณะที่กระทรวงเศรษฐกิจสำคัญอีกแห่ง อย่างกระทรวงคมนาคม อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เจ้ากระทรวง หนังยังเหนียวได้ไปต่อ แม้จะมีเสียงติติงความอืดอาดในการทำงานของอดีตเลขาฯสภาพัฒน์ผู้นี้มากพอสมควร แต่มีการเติมกำลังพลมาช่วย หลังหยิบเอา ไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และกรรมการ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) มาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงราชรถ เซอร์ไพร์สอยู่บ้างที่ตอนแรกมีชื่อไปคั่วตำแหน่ง “เสมา 1” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ด้วยหลังพ้นตำแหน่งในปตท. ก็ออกมาลุยงานด้านการศึกษาเต็มตัว

ระดับความรู้ความสามารถของ “ไพรินทร์” ถือว่าไม่ใช่คนอื่นไกลของแวดวงผู้มีอำนาจ เป็นที่หมายปองของรัฐบาลแทบทุกยุค ที่จะดึงมาช่วยงาน จนวนเวียนในตำแหน่งต่างๆ มากมาย แต่ก็เพิ่งมาตกร่องปล่องชิ้นคราวนี้ แน่นอนว่าจุดเด่นคือ เรื่องการหาเงิน แต่รายนี้น่าหวาดเสียวในอนาคตที่อาจเป็น “หมู่บ้านกระสุนตก” ได้ เพราะมีคดีอยู่ในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และที่อาญา คดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเป็นกระบุง โดยเฉพาะกรณีการซื้อขายที่ดินเพื่อปลูกปาล์มนํ้ามันที่อินโดนีเซีย ของบริษัท ปตท.กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (PTTGE) ที่ฟาดฟันอยู่กับ นิพิฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.กรีน เอ็นเนอร์ยี จำกัด (PTTGE)

ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแกะกล่อง ที่ตอนแรกทุกคนมองว่า เป็นของ อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อดีตปลัดฯ สุดท้ายกลายเป็น ศิริ จิระพงษ์พันธ์ อดีตอำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย คว้าชิ้นปลามันไป ถือว่าอยู่แวดวงปิโตรเลียมมานาน เช่น การออกแบบโรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมัน การจัดตั้งและบริหารบริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ เป็นผู้บริหารธนาคารกรุงเทพ ด้านการลงทุน และเป็นผู้ว่าการของบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด ได้เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง

คนนี้ฝั่งรัฐบาลค่อนข้างชัด เพราะมีแนวทางเดียวกันคือ เรื่องการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ที่ “ศิริ” สนับสนุนเรื่องระบบสัมปทานมาโดยตลอด การเอา “ศิริ” มานั่งตรงนี้ อาจเป็นการเปิดฉากให้สงครามเรื่องปิโตรเลียมกลับมาอีกครั้ง เชื่อแน่ว่าภารกิจแรกของ “ศิริ” คงหนีไม่พ้นการตีธงเดินหน้าต่อสัมปทานปิโตรเลียม พับเก็บแนวทาง “แบ่งปันผลผลิต” ที่ “ภาคประชาชน” อุตส่าห์ต่อสู้จนบรรจุไว้ในกฎหมายปิโตรเลียมฉบับใหม่ไว้ในลิ้นชัก 

จนน่าห่วงเหลือเกินว่า การเข้ามาของ “ศิริ” ในฐานะ “ม้ามืด” รอบนี้ เป็นเพราะ “มีงาน” มาลุยสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ให้เป็นตาม“ธงเดิม” ของ “ฝ่ายอำนาจ” อันอาจจะนำมาสู่ผลประโยชน์ “ค่าต๋ง” ก้อนมหึมา ที่ “บิ๊ก คสช.” อาจหวังตุนไว้ใช้เป็น “ทุนเลือกตั้ง” หรือเป็น “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ยามหมดอำนาจก็เป็นได้

วนไปที่กระทรวงศึกษาธิการกันบ้าง ตัวรัฐมนตรียังคงเหนียวแน่น ทั้งที่มีข่าวหนาหูว่า จะให้หลุดได้ กระทั่งบทสรุปออกมากลายเป็นการเปลี่ยนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น คือ “นพ.อุดม คชินทร” อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ถูกดึงมาท่ามกลางข่าวหนาหูว่า เอามาเพื่อเป็นการรองรับการตั้งกระทรวงใหม่ ที่เรียกว่า "กระทรวงอุดมศึกษา" ที่กำลังอยู่ในระหว่างร่างกฎหมายในขณะนี้

เพราะสมัยที่ “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เป็น รมว.ศึกษาธิการ ได้มอบโจทย์ให้แยกสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา ออกจากกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่ง “หมออุดม” ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ก็รับโจทย์นี้ และได้แต่งตั้งให้เป็นประธานคณะเตรียมและศึกษาการจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษาเมื่อต้นปี 2560 ที่ผ่านมา

คนนี้ไม่เหนือความคาดหมาย “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เพราะนี่คือ เด็ก “เฮียกวง” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่เอามาทำงานด้วยนานนม ฝีมือฉกาจฉกรรจ์ แถมยังเป็นที่ถูกอกถูกใจ “ลุงตู่” เวลาอธิบายเรื่องเศรษฐกิจยากๆ ให้เข้าใจง่าย ไหนๆ ก็อยู่กันแค่นี้ อัพเดตขึ้นเป็นรัฐมนตรีให้ทำงานเต็มตัวกันไปเลย ช่วย “เฮียกวง” ขับเคลื่อนโปรเจกต์ “ประชารัฐ” ให้จบ

ขณะที่พวกหน้าเก่าแต่สลับเก้าอี้ รายนี้กลับที่เดิมอีกครั้ง “สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ” ที่โยกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กลับมาเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่ลือกันสนั่นกระทรวงตราชั่ง ชีวิต “สุวพันธุ์” ที่นั่นไม่โอเค ข้าราชการในกระทรวงส่ายหน้าเป็นพัดลม แถมสื่อนั่นบ่นกันระงม เลยต้องดึงกลับมาอยู่ใกล้ๆ ตัวนายกฯ คงได้ดูสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เหมือนเดิม แต่จะไปปล่อยปละตามใจ “พระ” เหมือนเดิมไม่ได้ เพราะเห็นอยู่ตำตาแล้วว่า แนวทางควรจะเป็นอย่างไร หลัง “พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์” คัมแบ็ก

แต่อย่างว่า หลายๆ คนที่หน้าตาดูดี แต่ไม่ได้การันตีว่า จะนำพารัฐบาลลุยฝ่าวิกฤติไปได้ เพราะเห็นกรณีตัวอย่างกันแล้วว่า เมื่อมาอยู่รัฐบาลทหาร มันมีกรอบการทำงานที่จำกัด กี่รายต่อกี่รายที่เอาชื่อมาทิ้ง...ก็รอดูกันไป .
กำลังโหลดความคิดเห็น...