xs
xsm
sm
md
lg

จ่อทุ่ม 3 หมื่นล้าน ลง ครม.สัญจรอยุธยา “คลองบางบาล-บางไทร” 1.7 หมื่นล.-“เมืองแฝดเกียวโต” 1 หมื่นล.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


จ่อทุ่ม 3 หมื่นล้าน ลง ครม.สัญจรที่อยุธยา เกษตรชงผุด “คลองน้ำหลากบางบาล-บางไทร” วงเงิน 1.7 หมื่นล้าน แก้ปัญหาอุทกภัย-จัดการลุ่มเจ้าพระยาระยะเร่งด่วน เอกชนภาคกลาง ชูแหล่งท่องเที่ยวประชารัฐ “เมืองแฝดเกียวโต” วงเงิน 1 หมื่นล้าน จ่อของบสร้างฐานข้อมูลน้ำภาคอุตสาหกรรม-เร่งเขตพัฒนากาญจนบุรี-เพิ่มถนนลดแออัดขึ้นเหนือ

วันนี้ (18 ก.ย.) มีรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมกับภาคเอกชนภาคกลาง ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ภาคกลาง สภาหอการค้าไทย ภาคกลาง และสมาคมธนาคารไทย (สำนักงาน กกร.) เพื่อเตรียมประเด็นที่ภาคเอกชน ภาคกลาง จะเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ที่มีกำหนดประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.สุพรรณบุรี ระหว่างวันที่ 18-19 ก.ย. 2560 นี้

ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นพ้องว่าจะมีการเสนอแผนการสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำ โดยเสนอให้สร้างฐานข้อมูลน้ำภาคอุตสาหกรรม เพื่อการบริหารจัดการน้ำด้วยวิธีบินสำรวจทางธรณีฟิสิกส์ และไลดาร์ (ดูทิศทางการไหลของน้ำ-แหล่งน้ำใต้ดิน-แหล่งน้ำผิวดิน) และเพิ่มพื้นที่สำรองน้ำหลากในพื้นที่ภาคกลางให้เป็น 3 พันล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้งสนับสนุนให้มีคลองขวาง

ภาคเอกชนจะเสนอประเด็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เสนอให้เพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักรและอุปกรณ์ในภาคการผลิต พัฒนาสังคมผู้ประกอบการแบบบูรณาการ และเร่งรัดการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดกาญจนบุรี การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเสนอให้พัฒนาอาชีวศึกษาเพื่อเตรียมแรงงานที่มีทักษะรองรับไทยแลนด์ 4.0 การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในภาคกลาง การส่งเสริมเกษตรปลอดภัย

“เสนอแผนการสร้างโครงข่ายถนนเพิ่มเติม เพื่อลดความแออัดทางการจราจรจากภาคเหนือ จะเสนอขอให้สร้างเส้นทางคู่ขนานกับทางหลวงหมายเลข 32 ซึ่งมีปริมาณการจราจรหนาแน่น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล ซึ่งอาจพิจารณาสร้างความเชื่อมโยงกับเส้นทางหลวงหมายเลข 311 และ 3196 เพื่อลดเวลาในการเดินทางสัญจร” รายงานข่าวระบุ

มีรายงานว่า ในส่วนภาคเอกชนในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จะเสนอให้รัฐบาลสนับสนุน โครงการบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เศรษฐกิจและโรงงานอุตสาหกรรม โดยถือเป็นโครงการสำคัญที่จะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนชาวญี่ปุ่นที่มีโรงงานอุตสาหกรรมในอยุธยากว่า 2,400 โรงงาน และมีการจ้างแรงงานกว่า 3.5 แสนคน

ทั้งนี้ยังจะเสนอแผนการเชื่อมโยงพื้นที่การผลิตของอุตสาหกรรมในอยุธยากับพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีรัฐบาลกำลังส่งเสริมการลงทุนในระเบียงตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของอุตสาหกรรมในพื้นที่ทั้งสองพื้นที่

รายงานข่าวระบุว่า ภาคเอกชนใน จ.พระนครศรีอยุธยา ยังจะหารือกับรัฐบาลในการเร่งรัดโครงการเชื่อมโยงด้วยรถไฟฟ้าซึ่งปัจจุบันมีโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ซึ่งเส้นทางในอนาคตจะขยายจาก ม.ธรรมศาสตร์รังสิต ไปถึง นิคมอุตสาหกรรม นวนคร ซึ่งมีเส้นทางรถไฟเชื่อมไปถึงชุมทางบ้านภาชี ที่เป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงกับเส้นทางรถไฟความเร็วสูง กทม.-โคราช ซึ่งหากมีการวางแผนการเชื่อมโยงพื้นที่อุตสาหกรรมทั้งสองพื้นที่ให้ชัดเจนก็จะสามารถเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุนมากขึ้น

“สำหรับการท่องเที่ยวภาคเอกชน ได้เสนอแผนที่จะพัฒนาให้อยุธยาเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกที่มีความนิยมมากขึ้น ตามที่คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ได้เสนอโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวอยุธยาตามแนวทางการพัฒนาเมืองเกียวโตประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตามแผนจะต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ 8,000-10,000 ล้านบาท”

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการปรับปรุงภูมิทัศน์สถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณ 1,700 ล้านบาท จังหวัดได้รับการจัดสรรงบประมาณในปี 2560 แล้ว 600-700 ล้านบาท ซึ่งได้มีการนำงบประมาณไปปรับปรุงสถานที่ท่องเที่ยวและภูมิทัศน์ในจังหวัดแล้ว เช่น การนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน การปรับปรุงตลาดในสถานที่ท่องเที่ยว การติดตั้งไฟฟ้าและกล้องวงจรปิดเพื่อดูแลความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว คาดว่าจะสามารถเพิ่มระยะเวลาการมาท่องเที่ยวในจังหวัดอยุธยาของนักท่องเที่ยวให้นานขึ้นและมีการพักค้างของนักท่องเที่ยวซึ่งจะช่วยให้มีการใช้จ่ายเงินในท้องถิ่นมากขึ้น

มีรายงานจากกระทรวงเกษตรแลสหกรณ์ ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเสนอที่ประชุม ครม.สัญจร โครงการระบายคลองน้ำหลากบางบาล-บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มูลค่าโครงการ 17,000 ล้านบาท เพื่อให้หน่วยงานของกรมชลประทาน สามารถดำเนินการตามแผนแก้ไขปัญหาอุทกภัย และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในลุ่มเจ้าพระยาได้ในระยะเร่งด่วน

โดยโครงการนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยาถึงปากแม่น้ำ โดยการขุดคลองระบายน้ำสายใหม่เพื่อผันน้ำเลี่ยงตัวเมืองอยุธยาตั้งแต่อำเภอบางบาลถึงบางไทร คาดว่าจะสามารถเพิ่มการระบายน้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านอยุธยาได้ถึง 2,400 ลบ.ม.ต่อวินาที จากแต่ก่อนระบายน้ำได้เพียง 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที

นอกจากนี้ยังเพิ่มศักยภาพในการใช้ประโยชน์พื้นที่ด้านการเกษตรใน อ.พระนครศรีอยุธยา บางบาล บางไทร บางปะอิน ผักไห่ และเสนา และ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง จำนวน 229,138 ไร่ รวมทั้งยังเป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภคบริโภค โดยมีความจุคลอง 25 ล้าน ลบ.ม.ครอบคลุมพื้นที่สองฝั่งคลองระบายน้ำหลาก รวมทั้งสิ้น 48 ตำบล 362 หมู่บ้าน อย่างไรก็ตาม ถนนคันคลองระบายน้ำหลากทั้งสองฝั่ง ยังใช้เป็นเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงระหว่างอำเภอบางบาลและบางไทร ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น และลดต้นทุนในการขนส่ง
กำลังโหลดความคิดเห็น...