xs
xsm
sm
md
lg

“วีระ” ยื่น ป.ป.ช.จี้อุทธรณ์ 7 ตุลาฯ ย้ำ พธม.ชุมนุมสงบ-จนท.ปราบผิด กม. คำพิพากษาศาลฎีกาฯ คลาดเคลื่อน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


“วีระ สมความคิด” ยื่น ป.ป.ช.จี้อุทธรณ์คดี 7 ตุลาฯ ชี้คำพิพากษายกฟ้อง คลาดเคลื่อนข้อเท็จจริงหลายประการ ย้ำเหตุผล พธม.ชุมนุมโดยสงบ รักษาประโยชน์ชาติ แต่เจ้าหน้าที่สลายชุมนุมไม่เป็นไปตามหลักสากล ใช้ความรุนแรง จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก สอดคล้องคําพิพากษาศาลปกครองกลาง มติ ป.ป.ช. รายการคณะกรรมการสิทธิฯ และรายงานวุฒิสภา

วันนี้ (7 ส.ค.) เมื่อเวลา 11.30 น. นายวีระ สมความคิด ในฐานะตัวแทนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบและได้รับบาดเจ็บ ได้เดินทางไปผู้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้อุทธรณ์คําพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองคดีสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 พร้อมแนบรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมดังกล่าว โดยมีนายธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ รองเลขาธิการสำนักงาน ป.ป.ช.มารับหนังสือ ซึ่งมีรายละเอียดของหนังสือดังนี้

๗ สิงหาคม ๒๕๖๐

เรื่อง ขอให้อุทธรณ์คําพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง

เรียน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

อ้างถึง สําเนาเอกสารข่าวศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง วันพุธที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๐

สิ่งที่ส่งมาด้วย

๑. สําเนาหนังสือคํากล่าวหาร้องเรียน เรื่อง ขอให้ไต่สวนและดําเนินคดีทั้งทางวินัยและทางอาญากับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ กับพวก ในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๒๘๙(๔) ลงวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๑ ของนายวีระ สมความคิด

๒. สําเนาคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๒๐/๒๕๕๑ เรื่องพิจารณาที่ ๔๕/๒๕๕๑ ระหว่าง อัยการสูงสุด ผู้ร้อง พรรคพลังประชาชน ผู้ถูกร้อง

๓. สําเนาคําพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดําที่ ๑๕๖๙/๒๕๕๒ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๘๖๒/๒๕๕๕ ระหว่าง นายชิงชัย อุดมเจริญกิจ ที่ ๑ กับพวก ผู้ฟ้องคดี สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ที่ ๑ กับพวก ผู้ถูกฟ้องคดี

๔. สําเนาภาพถ่ายจากเว็บไซต์ กรณีเจ้าหน้าที่ตํารวจสลายการชุมนุม

๕. สําเนารายการผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รายงานการตรจสอบที่ ๕๑๙/๒๕๕๑ เรื่อง สิทธิในชีวิตและร่างกาย กรณีการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑

๖. สําเนารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่องผลการศึกษาและตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเจ้าหน้าที่ตํารวจใช้แก๊สน้ำตาสลายกลุ่มผู้ชุมนุม เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ของคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา

ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้ยื่นฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ ๑ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ที่ ๒ พลตํารวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ที่ ๓ พลตํารวจโท สุชาติ เหมือนแก้ว ที่ ๔ จําเลย กรณีร่วมกันสลายการชุมนุมและไม่ดําเนินการระงับยับยั้งเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตาย อันเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๘๓ ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เป็นคดีหมายเลขดําที่ อม. ๒/๒๕๕๘ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๐ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้มีคําพิพากษายกฟ้องรายละเอียดปรากฏตามที่อ้างถึง

ข้าพเจ้า นายวีระ สมความคิด ในฐานะผู้ยื่นหนังสือกล่าวหาร้องเรียนต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ๑. และในฐานะคณะทํางานเพื่อติดตามการดําเนินคดีของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้ได้รับบาดเจ็บ และผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม ได้ทราบข่าวศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่ศาลได้มีคําพิพากษายกฟ้องจําเลยทั้งสี่แล้ว เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๐ รายละเอียด ปรากฏตามที่อ้างถึง ข้าพเจ้ารวมถึงผู้ได้ผลกระทบจากการสลายการชุมนุมและพี่น้องประชาชนที่อยู่ในเหตุการณ์ เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ยังมิอาจเห็นพ้องด้วยกับคําพิพากษาดังกล่าวและเห็นว่ายังคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย รวมทั้งการตีความ ข้อกฎหมายอยู่หลายประการ สมควรที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจะยื่นอุทธรณ์ คําพิพากษาต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ดังจะได้เสนอเหตุผลเพื่อประกอบการพิจารณา ดังต่อไปนี้้

๑.การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญที่มาจากเสียงส่วนใหญ่จากการลงประชามติของประชาชนในประเทศ รักษาสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ดังตัวอย่างเนื ้อหาของการชุมนุมได้แก่ การคัดค้านมิให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อลบล้างความผิดให้กับกลุ่มของตนเองและพวกพ้องทั้งคดีการกระทําความผิดตามพระราชบัญญัติประกอ[รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ และกฎหมายเลือกตั้ง คัดค้านการใช้อํานาจฝ่ายบริหารโยกย้ายข้าราชการในกระบวนการยุติธรรมเพื่อตัดตอนความผิดของพรรคพวกของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเพื่อมิให้มีการพิจารณาในชั ้นศาล คัดค้านการทุจริตเลือกตั้งอันเป็นอันตรายอย่างร้ายแรงต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คัดค้านการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง และรักษาไว้ในการปกป้องอธิปไตยพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารที่รัฐบาลในขณะนั ้นมีการลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา เพื่อนําแผนที่กําหนดให้พื้นที่รอบปราสาทพระวิหารไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกของกัมพูชาฝ่ายเดียวโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ต่อต้านการกระทําของทนายของ พ.ต.ต.ทักษิณ ชินวัตร ที่พยายามนําเงิน ๒ ล้านบาทไปให้เจ้าหน้าที่ศาล คัดค้านและเปิดโปงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือสนับสนุนรัฐบาล มีพฤติการณ์ดูหมิ่นและละเมิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ฯลฯ ซึ่งเนื ้อหาในการคัดค้านดังกล่าวข้างต้น ได้พิสูจน์มาแล้วปรากฏในคําพิพากษาของศาลในหลายกรณี

โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลในขณะนั ้นอยู่ภายใต้การนําของพรรคพลังประชาชน ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้มีคําวินิจฉัยที่ ๒๐/๒๕๕๑ เมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๑ ให้ยุบพรรคพลังประชาชนและเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคดังกล่าว ซึ่งรวมถึงนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคในขณะนั้นด้วย อันสืบเนื่องมาจากนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน กระทําความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งมีผลทําให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยถึงความร้ายแรงดังกล่าวเอาไว้ความตอนหนึ่งว่า “เป็นความผิดที่ร้ายแรงและเป็นภัยคุกคามต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของประเทศ กรณีจึงสมควรที่จะต้องยุบพรรคพลังประชาชน เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานพฤติกรรมทางการเมืองที่ดีงาม เพื่อให้เกิดผลในทางยับยั้งป้องปรามมิให้เกิดการกระทําผิดซํ้าขึ้นอีก” ย่อมแสดงให้เห็นว่าการคัดค้านต่อต้านรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในขณะนั ้นของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นไปเพื่อพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญ รักษาประชาธิปไตยของประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติและประชาชน

ทั้งนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้มีคําพิพากษาเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ตั้งแต่วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ดังนั้นในเหตุการณ์หลังวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑ จนถึงวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยย่อมเล็งเห็นและคาดการณ์ได้อยู่แล้วว่า เมื่อกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนคนหนึ่งทุจริตการเลือกตั้งแล้ว พรรคพลังประชาชนย่อมถูกยุบพรรค และรวมถึงนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์จะต้องถูกเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง และส่งผลทําให้พ้นจากตําแหน่งกรรมการบริหารพรรคและตําแหน่งนายกรัฐมนตรีไปด้วย และเนื่องจากการทุจริตเลือกตั้งนั้นเป็นความผิดที่ร้ายแรงและเป็นภัยคุกคามต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของประเทศ การชุมนุมคัดค้านนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ จึงย่อมเป็นการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศชาติและประชาชน หากนิ่งเฉยหรือไม่ทําการคัดค้านก็ไม่อาจเป็นที่คาดการณ์ได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาตัดสินอีกนานเท่าใด และช่วงเวลาระหว่างนั้นย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อประเทศเพียงใด เพราะนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคการเมืองที่มีกรรมการบริหารพรรคทุจริตการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นความผิดที่ร้ายแรงและเป็นภัยคุกคามต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของประเทศ และได้พิสูจน์ในเวลาต่อมาที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน และเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค อันเป็นผลทําให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต้องพ้นจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมาเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๑ อันเป็นการพิสูจน์ว่าการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ พิทักษ์รัฐธรรมนูญ และรักษาระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รายละเอียดปรากฏตามสําเนาคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ สิ่งที่ส่งมาด้วย ๒.

นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยดังกล่าวข้างต้นยังสอดคล้องกับคําพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขแดงที่ ๑๘๖๒/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๕ ระหว่างผู้ฟ้องคดีนายชิงชัย อุดมเจริญกิจกับพวก กับ ผู้ถูกฟ้องคดี สํานักงานตํารวจแห่งชาติและสํานักนายกรัฐมนตรีนั ้น ศาลปกครองกลางได้มีคําพิพากษาความตอนหนึ่งว่า “เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะเข้าแถลงนโยบายก่อนรับตําแหน่งนายกรัฐมนตรีที่รัฐสภาและมีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในฐานะประชาชนเจ้าของอํานาจอธิปไตยโดยแท้ที่มอบผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ปฏิบัติหน้าที่แทน หากไม่เห็นด้วยกับการที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์นายกรัฐมนตรี จะเข้ามาบริหารประเทศโดยสืบทอดอํานาจต่อจากรัฐบาลพันตํารวจโททักษิณ ชินวัตรซึ่งต้องหาว่าทุจริต ย่อมมีสิทธิที่จะชุมนุมแสดงออกถึงการไม่เห็นด้วยกับผู้นําฝ่ายบริหารตามวิถีทางประชาธิปไตย” รายละเอียดปรากฏตามสําเนาคําพิพากษาศาลปกครองกลาง สิ่งที่ส่งมาด้วย ๓.

๒. การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ พทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งบังคับใช้ในขณะนั้นมิได้เป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ย่อมต้องได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามคําวินิจฉัยของศาลคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงอย่างยิ่ง เนื่องจากพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตยได้ชุมนุมอยู่โดยสงบ ปราศจากอาวุธ โดยมีรถเวทีปราศรัยที่หน้ารัฐสภา และมีผู้ร่วมชุมนุมเต็มพื้นที่โดยรอบบริเวณถนนอู่ทองในและถนนราชวิถี ตลอดแนวหน้ารัฐสภา ตั้งแต่ช่วงเวลา ๑๗.๐๐ น.ของวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๑ และมีการชุมนุมปราศรัยตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้าของวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ โดยมิได้ปรากฏเหตุความไม่สงบเรียบร้อยหรือก่อความวุ่นวายแต่อย่างใด มิได้มีการกระทําใดอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมายหรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน

เหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย และความวุ่นวายเกิดขึ้นจากการกระทําของจําเลยทั้งสี่ ที่ได้มีการประชุมตระเตรียมการที่จะใช้กําลังต่อประชาชนผู้ชุมนุม โดยเริ่มตั้งแต่การประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อคืนวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๑ เวลาประมาณ ๒๓.๐๐ น. และมอบหมายให้ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ จําเลยที่ ๒ มาร่วมวางแผนปฏิบัติการกับ จําเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้ระดมกําลังเจ้าหน้าที่ตํารวจจากทั่วประเทศ รวมถึงตํารวจตระเวนชายแดน จํานวนถึง ๒,๕๐๐ นายพร้อมอาวุธ นํามาสู่การปฏิบัติการใช้กําลังกับผู้ชุมนุมด้วยอาวุธปืน ระเบิด และแก๊สน้ำตา นานาชนิดถล่มใส่ผู้ชุมนุม โดยเริ่มตั้งแต่เช้ามืด ๐๖.๑๕ น.ของวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ และยิงถล่มใส่ประชาชนเรื่อยมารวม ๔ ช่วงเวลา จนถึงเวลา ๒๔.๐๐ น. จนมีผู้บาดเจ็บถึง ๔๗๑ คน เสียชีวิต ๒ คน เหตุแห่งความวุ่นวายและความไม่สงบ เกิดจากการกระทําของเจ้าหน้าที่ตํารวจ ภายใต้การบังคับบัญชา สั่งการของจําเลยทั้งสี่ และเป็นการจงใจใช้ความรุนแรงกับประชาชน จากเจ้าหน้าที่ตํารวจแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยประชาชนมิได้เป็นฝ่ายก่อความวุ่นวายขึ้นมาก่อน หรือต่อสู้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด

๓. การสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ เจ้าพนักงานตํารวจมิได้ปฏิบัติตามหลักการมาตรฐานของสากล มิได้ปฎิบัติตามแผนกรกฎ/๔๘ ทั้งยังไม่ใช้มาตรการจากเบาไปหาหนักซึ่งตามคําวินิจฉัยของศาลคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงอย่างยิ่ง โดยวิธีการที่ถูกต้องนั ้น ต้องเริ่มจากการเจรจาต่อรอง หากไม่สามารถเจรจาต่อรองได้จึงจะใช้มาตรการสลายการชุมนุมจากเบาไปหาหนักโดยใช้โล่กําบังผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุม หากไม่ได้ผลจึงจะใช้มาตรการฉีดน้ำจากรถดับเพลิงซึ่งมีความแรงพอที่จะผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมให้ออกจากเป้าหมายที่ประสงค์จะเปิดทางได้ หากใช้น้ำฉีดไม่ได้ผลจึงค่อยใช้แก๊สน้ำตา ทั้งสามขั้นตอนดังกล่าว เจ้าหน้าที่จําต้องประกาศให้กลุ่มผู้ชุมนุมทราบก่อน แต่กลุ่มผู้ชุมนุม กลุ่มสื่อมวลชน กลุ่มเจ้าหน้าที่พยาบาลและทีมแพทย์สนามยืนยันว่าไม่ได้ยินเสียงประกาศแจ้งเตือนแต่อย่างใด และไม่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตํารวจได้ใช้มาตรการในการควบคุมผู้ชุมนุมจากเบาไปหาหนักตามแผนที่วางไว้ ประกอบกับอาวุธที่นํามาใช้ล้วนแต่เป็นอาวุธอันตรายโดยสภาพและนํามาใช้สลายกลุ่มผู้ชุมนุมโดยไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลดังที่นาวาเอก พงษ์ศักดิ์ เกื้ออรุณ ผู้อํานวยการกองวิทยาการกรมสรรพาวุธทหารอากาศ ยืนยันว่า หลักการใช้ระเบิดแก๊สน้ำตาชนิดขว้างควรขว้างให้ตกห่างฝูงชนมากกว่า ๓ เมตร ในทิศทางเหนือลม ส่วนการยิงระเบิดแก๊สน้ำตา ควรใช้มุมยิง ๒๕-๔๕ องศา โดยยิงห่างฝูงชน ๖๐-๙๐ เมตร ทั้งสองวิธีไม่ควรขว้างหรือยิงเล็งไปยังบุคคลใดโดยตรง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตํารวจมีการนําอาวุธและวัตถุระเบิดมาใช้ในการสลายการชุมนุมเป็นจํานวนมากมิได้ปฏิบัติจากเบาไปหาหนัก มิได้ปฏิบัติตามแผนกรกฎ/๔๘ แต่อย่างใด อีกทั้งการสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงได้เกิดขึ้นตลอดเวลาตั้งแต่เช้าจดคํ่า แม้ว่าจะมีการประชุมรัฐสภาเสร็จสิ้นแล้ว หรือแม้แต่สมาชิกรัฐสภาได้เดินทางออกจากรัฐสภาแล้ว รายละเอียดปรากฏตามสําเนาคําพิพากษาศาลปกครองกลาง สิ่งที่ส่งมาด้วย ๓. ทั้งแก๊สน้ำตาที่เจ้าหน้าที่ตํารวจนํามาใช้มีเป็นจํานวนมาก ส่วนใหญ่เป็นระเบิดแก๊สน้ำตาที่ผลิตจากประเทศจีน จากผลการทดสอบของผู้เชี่ยวชาญปรากฏว่าจากการแตกกระจายทําให้เกิดหลุมบนพื้นสนาม และพบสาร RDX ซึ่งมีอันตรายร้ายแรง และเป็นระเบิดแก๊สน้ำตาที่หมดอายุแล้ว นอกจากนี้้ การขว้างและยิงระเบิดแก๊สน้ำตาของเจ้าหน้าที่ตํารวจก็เลือกใช้วิธีขว้างและยิงขนานไปกับพื้น รายละเอียดปรากฏตามสําเนาภาพถ่ายจากเว็บไซต์ สิ่งที่ส่งมาด้วย ๔. ดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น มองเห็นเจตนาได้อย่างชัดเจนว่าประสงค์ต่อผลให้ประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิต

การสลายการชุมนุมมีความรุนแรง มีประชาชนเสียชีวิตสองราย และได้รับบาดเจ็บจํานวนมาก โดยประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมจํานวนมากไม่ได้รับทราบการแจ้งเตือนและมาตรการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตํารวจ ซึ่งศาลปกครองกลางได้มีคําสั่งไต่สวนฉุกเฉิน มีคําสั่งกําหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองและมีคําสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติดําเนินการเท่าที่จําเป็น โดยคํานึงถึงความเหมาะสม และมีลําดับขั้นตอน ให้ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติบังคับบัญชาให้เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคําสั่งศาล และให้นายกรัฐมนตรีใช้อํานาจหน้าที่ดําเนินการให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติปฏิบัติตามมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราว ตามคําสั่งศาล จนกว่าศาลจะมีคําพิพากษาหรือคําสั่งเป็นอย่างอื่น

๔. ในคดีนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งมีนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ เป็นประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้พิจารณาคดีสั่งการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่หน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม๒๕๕๑ ซึ่งที่ประชุมมีมติชี้มูลความผิดนักการเมืองและนายตํารวจที่เกี่ยวข้อง ตามข้อกล่าวหาประกอบด้วย

๔.๑ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗

๔.๒ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินลําดับถัดมาจากนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ให้เป็นผู้มีอํานาจสั่งการสํานักงานตํารวจแห่งชาติในภารกิจดําเนินการเปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุม จึงมีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗

๔.๓ พลตํารวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ได้ทําตามคําสั่งนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี ที่ได้สั่งการให้กระทํา โดยมิได้ยับยั้งการกระทําที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชน ตามวิสัยของข้าราชการตํารวจที่มีหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ จนเกิดความเสียหายดังกล่าว การกระทําหรือละเว้นการกระทําของพลตํารวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ จึงมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานกระทําการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และฐานละเว้นการกระทําใดๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๗๙(๕), (๖) และมีมูลความผิดทางอาญาฐาน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗

๔.๔ พลตํารวจโท สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตํารวจนครบาล มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทําร้ายประชาชนในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ราชการ กระทําการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และกระทําหรือละเว้นการกระทําใดๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ มาตรา ๗๙ (๓), (๕), (๖) และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗

ต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้ดําเนินการฟ้องร้องบุคคลทั้งสี่เป็นจําเลยต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๘๓ เป็นคดีหมายเลขดําที่ อม.๒/๒๕๕๘ แม้ต่อมาเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๐ ศาลจะมีคําพิพากษายกฟ้องก็ตาม ท่านในฐานะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติชุดปัจจุบัน ซึ่งมี พลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ เป็นประธานฯ ย่อมต้องยึดถือข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามแนวมติเดิมที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้ลงมติไว้แล้ว เนื่องจากเป็นมติจากการพิจารณาขององค์กรเดียวกัน เพื่อดําเนินคดีกับบุคคลทั้งสี่ตามกระบวนการของกฎหมายในการอุทธรณ์คําพิพากษา จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

๕. คําพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองดังกล่าว มีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงหลายประการและคลาดเคลื่อนกับคําพิพากษาศาลปกครองกลาง มติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ รายการผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และรายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ที่ได้มีคําวินิจฉัยในกรณีดังกล่าวแล้วว่า การชุมนุมของประชาชนเป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธ เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มิได้ทําไปเพื่อประโยชน์ของตนเอง ในขณะที่การสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตํารวจไม่ได้ปฏิบัติตามหลักมาตรฐานสากล เจ้าหน้าที่ตํารวจมีการนําอาวุธและวัตถุระเบิดมาใช้ในการสลายการชุมนุมเป็นจํานวนมาก มิได้ปฏิบัติจากเบาไปหาหนัก มิได้ปฏิบัติตามแผนกรกฎ/๔๘ แต่อย่างใด อีกทั้งการสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงได้เกิดขึ้นตลอดเวลาตั้งแต่เช้าจดคํ่า แม้ว่าจะมีการประชุมรัฐสภาเสร็จสิ้นแล้ว หรือแม้แต่สมาชิกรัฐสภาได้เดินทางออกจากรัฐสภาแล้ว ซึ่งขัดแย้งต่อข้อกล่าวอ้างว่าต้องสลายการชุมนุมด้วยวิธีการดังกล่าวเพราะผู้ชุมนุมขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งทั้ง ๔ องค์กรดังกล่าวได้ชี้ว่าจําเลยมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จงใจกระทําละเมิดต่อผู้ชุมนุม

ซึ่งศาลปกครองกลางได้วินิจฉัยว่าการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตํารวจเป็นการกระทําโดยจงใจกระทําต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมายเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายถึงแก่ชีวิต ร่างกาย อันเป็นการกระทําละเมิดต่อผู้ชุมนุม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ จากรายการผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตํารวจต้องรับผิดชอบในการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการละเมิดต่อกฎหมายที่อาจเข้าข่ายเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ และ/หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ร่วมกันทําร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ทําร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๒๙๕, ๒๙๗, ๒๘๘, ๒๘๙, ๘๓ และจากรายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา พบว่า เจ้าหน้าที่ตํารวจมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กําหนดไว้ในแผนกรกฎ/๔๘ หรือหลักการควบคุมฝูงชนอย่างเป็นขั้นตอนจากเบาไปหาหนักเพื่อควบคุมสถานการณ์และยุติความรุนแรง และจงใจเลือกใช้ระเบิดแก๊สน้ำตาชนิดที่มีสารประกอบวัตถุระเบิด ซึ่งรู้หรือควรจะได้รู้อยู่ว่าสามารถทําให้เกิดอันตรายแก่อนามัยร่างกาย และชีวิต แก่บุคคลทั่วไปได้ และมีวิธีการยิงและขว้างระเบิดแก๊สน้ำตาที่ผิดไปจากมาตรฐานการใช้เพื่อสลายการชุมนุม แต่มีการใช้ระเบิดแก๊สน้ำตาในลักษณะที่คล้ายกับการปราบผู้ก่อความไม่สงบ การก่อการร้ายหรือการปราบจลาจลมากกว่า รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ๓. ถึง ๖.

๖. ในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองต้องยึดถือและปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งตามมาตรา ๕ บัญญัติให้ศาลรายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นหลักในการพิจารณาคดี เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้วินิจฉัยและสรุปข้อเท็จจริงจากการไต่สวนแล้วว่า การชุมนุมของประชาชน เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ เมื่อมิได้ปรากฏข้อเท็จจริงและหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟัง ศาลฎีกาจะวินิจฉัยโดยมิได้ยึดถือสํานวน ป .ป.ช.เป็นหลักย่อมไม่มีอํานาจพิจารณาเช่นนั้นได้ คําวินิจฉัยส่วนนี้้ของศาลฎีกาย่อมขัดต่อกฎหมาย และฝ่าฝืนต่อข้อเท็จจริงที่มิอาจนํามารับฟังได้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจึงควรยื่นอุทธรณ์คําพิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา

๗. ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๙๕ วรรคสี่ บัญญัติสิทธิในการอุทธรณ์คําพิพากษาของศาล ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ได้ซึ่งเป็นสิทธิในการอุทธรณ์คําพิพากษาที่บัญญัติขึ้นใหม่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่มิต้องมีพยานหลักฐานใหม่ที่ทําให้ข้อเท็จจริงในคดีเปลี่ยนแปลงไปในสาระสําคัญ ซึ่งมีความแตกต่างจากบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมา ดังนั้น เมื่อตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้เปิดโอกาสให้ใช้สิทธิทางศาลในการอุทธรณ์คําพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้ จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่ใช้สิทธิดังกล่าว จึงขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติโปรดยื่นอุทธรณ์คําพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพื่อให้มีคําพิพากษากลับคําพิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเพื่อให้สอดคล้องกับมติของคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติโปรดดําเนินการยื่นอุทธรณ์คําพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อความเชื่อถือศรัทธาที่ประชาชนมีต่อ คณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน คงไว้ซึ่งหลักธรรมาภิบาล เพื่อ ป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากการสลายการชุมนุมที่มีประชาชนบาดเจ็บและล้มตายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐต่อไปในอนาคต

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและดําเนินการต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

(นายวีระ สมความคิด)
นายวีระ สมความคิด


















กำลังโหลดความคิดเห็น...