xs
xsm
sm
md
lg

เปิด 3 คดีดังในมือ “ว่าที่ประมุขตุลาการ” สลายชุมนุม พธม.-จำนำข้าวยิ่งลักษณ์-จีทูจีบุญทรง

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวการเมือง


ป้อมพระสุเมรุ

                            

จาก “หนังยาว” ที่ถูกจับตามองว่าอาจกลายเป็นมหากาพย์ “วิกฤตตุลาการ ภาค 2” กลายเป็น “ละครสั้น” ที่จบบริบูรณ์ไปเป็นที่เรียบร้อย

เมื่อ “คนผิดหวัง” อย่าง ศิริชัย วัฒนโยธิน ประธานศาลอุทธรณ์ ผู้มีอาวุโสอันดับ 1 ในการขึ้นดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนใหม่ แถลงข่าวเปิดใจยอมรับเหตุผลของ คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ที่ลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า เจ้าตัว “ไม่เหมาะสม” ในการขึ้นดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนใหม่

ตัดจบดรามาศึกชิงเก้าอี้ “ประธานศาลฎีกา” ลง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวว่านายศิริชัย จะฟ้องร้องเอาผิดคณะกรรมการ ก.ต.
 
“ในใจลึก ๆ ถ้าได้เป็นประธานศาลฎีกา ก็เป็นประธานศาลฎีกาคนแรกที่จบจากคณะนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง แต่มันเป็นเรื่องของวาสนา ไม่ได้คิดอะไรมาก รู้สึกอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร” คือคำกล่าวเปิดใจของนายศิริชัย

ประเด็นนี้ต้องย้อนไปถึงกระบวนการพิจารณาเลื่อนข้าราชการตุลาการเป็นประธานศาลฎีกาคนที่ 44 แทน วีระพล ตั้งสุวรรณ ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้ โดยตามขั้นตอนคณะอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (อนุ ก.ต.) รวม 3 ชั้นศาล ได้แก่ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา จำนวน 21 คน ต้องกลั่นกรองบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตุลาการ ซึ่งตามที่ปฏิบัติกันมา อนุ ก.ต.จะเสนอชื่อราชการ “ตุลาการที่มีอาวุโสสูงสุด” ซึ่งปัจจุบันก็คือ นายศิริชัย

แต่ปรากฏว่าเรื่องราวส่อเค้าจะยุ่งเหยิงขึ้นมาทันที เมื่อ อนุก.ต.พิจารณาเรื่องนี้ถึง 4 ครั้ง ได้ข้อยุติจากเสียงข้างมาก 19 ต่อ 1 เสียง ไม่เห็นชอบกับบัญชีรายชื่อดังกล่าว ซึ่งก็หมายถึง ไม่เห็นชอบชื่อของนายศิริชัย ก่อนส่งเรื่องให้ที่ประชุม ก.ต.พิจารณา เมื่อวันที่ 3 ก.ค.60

ภายหลังการประชุมในวันนั้น สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า ที่ประชุม ก.ต.เห็นว่า การพิจารณาแต่งตั้งผู้บริหารต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถในการบริหารไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าหลักอาวุโส เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการศาลยุติธรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์การแต่งตั้งการเลื่อนตำแหน่งการโยกย้าย ประจำตำแหน่งข้าราชการตุลาการปี 2554 

“ที่ประชุม ก.ต.มีมติเอกฉันท์ไม่เห็นชอบให้นายศิริชัยดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา เนื่องจากเป็นผู้ไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งดังกล่าวแม้จะเป็นผู้มีอาวุโสสูงสุดก็ตาม” โฆษกศาลยุติธรรม ระบุ

ซึ่งตามระเบียบเลขาธิการศาลยุติธรรมต้องทำบัญชีเสนอชื่อ “บุคคลอื่น” มาให้ ก.ต.พิจารณาใหม่ใน 15 วัน นับแต่วันที่มีมติ

สำหรับลำดับอาวุโสของผู้พิพากษาถัดไปจากนายศิริชัย อาทิ ชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา ธนฤกษ์ นิติเศรณี รองประธานศาลฎีกา ไสลเกษ วัฒนพันธ์ ประธานแผนกคดีภาษีอากรศาลฎีกา เมทินี ชโลธร ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนาญพิเศษ

ถัดมาอีกวัน เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ก็ได้มีการเผยแพร่บัญชีรายชื่อโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการตุลาการบัญชี 1 ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นบัญชีรายชื่อที่สำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้เสนอ “ชีพ จุลมนต์” รองประธานศาลฎีกาลำดับที่ 1 เป็นบุคคลผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม สมควรเสนอรายชื่อเป็นประธานศาลฎีกาคนที่ 44 เพื่อให้อนุ ก.ต.ทั้ง 21คนร่วมพิจารณารายชื่อบุคคลผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม สมควรเสนอรายชื่อเป็นประธานศาลฎีกา

และก็เป็นไปตามคาดเมื่อ อนุ กต.ลงมติเอกฉันท์ ให้ ชีพ จุลมนต์ เป็นประธานศาลฎีกา โดยจะนำชื่อเสนอให้ ก.ต.พิจารณาแต่งตั้งในวันที่ 11 ก. ค.ต่อไป

แม้จะต้องผ่านที่ประชุมใหญ่ ก.ต.ตามขั้นตอน แต่ก็เชื่อว่าคงไม่มีอะไรพลิกโผ สำหรับ “ว่าที่ประมุขตุลาการ”

อย่างไรก็ดี คนในแวดวงตุลาการ ก็คงจะโล่งอกไม่น้อยที่นายศิริชัย ออกมาแสดงสปิริต ไม่ต่อความยาวสาวความยืดตามกระแสข่าว เพราะก่อนหน้านี้มีการวิเคราะห์กันว่า การที่ประชุมอนุ ก.ต.และที่ประชุม ก.ต.ไม่เห็นชอบชื่อนายศิริชัย อาจทำให้เกิด “วิกฤตตุลาการ” ซ้ำรอยเมื่อปี 2534 ที่มีการแย่งชิงตำแหน่งประธานศาลฎีการะหว่าง สวัสดิ์ โชติพานิช ซึ่งมีอาวุโสสูงสุดกับ ประวิทย์ ขัมภรัตน์ จนเกิดความแตกแยกครั้งใหญ่ในแวดวงตุลาการ ทำให้มีการปฏิรูปวงการตุลาการในเวลาต่อมา

หากแต่วิกฤตตุลาการในครั้งนั้น ว่ากันว่าเป็นความพยายามแทรกแซงของ “ฝ่ายการเมือง” เนื่องจาก “องค์กรศาล” ในวันนั้นยังอยู่ภายใต้กำกับของกระทรวงยุติธรรม ต่างจากครั้งนี้ที่ดูจะเป็นเรื่องของ “ตัวบุคคล” มากกว่าเกมการเมืองเช่นในอดีต

ทั้งนี้ การเลือกประธานศาลฎีกาคนที่ 44 ครั้งนี้ ถือเป็นการเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่วงการตุลาการอย่างน้อยๆ 2 ประการ 

ประการแรก ไม่ว่าจะเป็นนายศิริชัย หรือนายชีพ ได้รับการแต่งตั้ง ก็จะถือเป็นครั้งแรกที่ “นิติศาสตรบัณฑิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง” ได้ขึ้นเป็น “ประมุขตุลาการ” 

อีกประการหนึ่ง คือการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่เดิม "ผู้อาวุโสสูงสุด" ที่สอบผู้พิพากษาได้ที่ 1 ของรุ่น จะต้องได้เป็น "ประธานศาลฎีกา" แต่ก็ยังไม่แน่ชัดว่าจะเป็น "บรรทัดฐาน" ในครั้งต่อๆ ไป หรือไม่

สำหรับ ชีพ จุลมนต์ ว่าที่ประธานศาลฎีกาคนใหม่ นั้น ปัจจุบันก็เป็นองค์คณะผู้พิพากษาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีสำคัญๆหลายคดี

ทั้งสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ที่มี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. เป็นจำเลย ซึ่งได้ไต่สวนพยานและมีการแถลงปิดคดีไปแล้ว โดยศาลนักอ่านคำพิพากษาในวันที่ 2 ส.ค.นี้ โดยคดีนี้ยังมีนายวีระพล และนายศิริชัย ร่วมเป็นองค์คณะด้วย

รวมไปถึงคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่มี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย และคดีทุจริตการขายข้าวแบบจีทูจีที่ บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์และพวก เป็นจำเลย ซึ่งขณะนี้ทั้ง 2 คดีดังกล่าวอยุ่ในช่วงโค้งสุดท้าย เหลือการไต่สวนพยานจำเลยอีกไม่กี่นัด และคาดว่าจะมีการนัดอ่านคำพิพากษาภายในเร็วๆนี้เช่นกัน.
กำลังโหลดความคิดเห็น...