xs
xsm
sm
md
lg

กสทช.งัดวิชา “โจรเรียกค่าไถ่”บีบ Facebook-YouTube เป็นเมืองขึ้น

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวการเมือง


ป้อมพระสุเมรุ

 Go So Big .. ไปกันใหญ่แล้ว กับปฏิบัติการขายอำนาจตัวเองของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ไปดึงเอาเรื่องของ Over the Top หรือ “OTT” ที่เป็นการจำกัดความ บริการแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอื่นที่ไม่ใช่โครงข่ายวิทยุ-โทรทัศน์แบบดั้งเดิม มาอยู่ในอำนาจการกำกับของ กสทช.เอง

ต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้ก็มาจากการที่ กสทช.ตีความว่าตัวเองมีอำนาจควบคุม OTT ว่าเป็นการออกอากาศ “ภาพ - เสียง” บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ไม่ต่างจาก “วิทยุดิจิทัล - ทีวีดิจิทัล” ที่ตัวเองดูแลอยู่ ก่อนเรียกประชุม บอร์ด กสทช. “นัดพิเศษ” ลงมติให้ OTT เป็นกิจการภายใต้การกำกับของ คณะกรรมการคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ใน กสทช.

พร้อมทั้งตั้งให้ “เดอะน้ำ” พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. ในฐานะประธาน กสท. เป็นประธานคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ Over The Top (OTT) เสร็จสรรพ พร้อมประกาศว่า กสทช.ได้นำ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มา “ปรับใช้” กับการกำกับดูแล OTT

การเอ่ยอ้างว่าต้อง “ปรับใช้” ก็เหมือนสารภาพกลางแดดว่า กสทช. ไม่ได้มีอำนาจเกี่ยวกับ OTT ซึ่งไม่ได้ถูกระบุอยู่ใน “คำจำกัดความ” ที่เขียนไว้ในช่วงต้นของตัวกฎหมายนี้ซึ่งพื้นที่ “ป้อมพระสุเมรุ” ตรงนี้ก็เคยระบุถึงเบื้องลึกเบื้องหลังการล็อบบี้เอา OTT มาอยู่ในอาณัติของ กสทช.แล้วว่า เป็นฝีมือของ ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ไปเสนอตัวจนได้ไฟเขียวจาก “ผู้หลักผู้ใหญ่” โดยมีธงในการมามาไล่ล่าจัดการ “เวบเพจหมิ่นเหม่” ทั้งหลายแหล่ เพื่อแลกการอัพเกรดตัวเองขึ้น “เบอร์ 1 อาณาจักรซอยสายลม” ด้วยอภินิหารกฎหมาย มาตรา 44 ในช่วงที่ กสทช. ชุดปัจจุบันกำลังจะหมดวาระในเดือน ต.ค.ที่จะถึงนี้

และก็เคยบอกหลายครั้งแล้วว่า อำนาจในการกำกับดูแล OTT นั้นควรจะอยู่กับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มากกว่า เพราะงานหลักของ กสทช. น่าจะจำกัดวงอยู่แค่การกำหนดมาตรฐาน และออกใบอนุญาตเท่านั้น นอกเหนือจากนั้น งานเดิมที่ กสทช.กำกับดูแลอยู่ ทั้งในเรื่องโทรคมนาคม โทรศัพท์พื้นฐาน สัญญาณ 3G-4G หรือทีวีดิจิทัล ทั้งหลาย ก็ยังทำได้ไม่ดี

ยังจะเบ่งกล้ามไปเอา OTT ที่ระบุว่าเป็นเนื้อหาหรือบริการพื้นฐานที่ส่งผ่านสื่อที่มิใช่โครงข่ายกระจายภาพและเสียง ซึ่งยิ่งนับวันจะขยายประเภทที่มีหลากหลายมากขึ้นโดยตลอด เรียกได้ว่ามีการพัฒนาต่อเนื่อง ยากที่จะไปจับได้ไล่ทัน

เมื่อกระโดดเข้าจับงานที่ไม่มีอำนาจ แถมขาดความรู้ความเข้าใจอีกต่างหาก กสทช.ก็ไม่ต่างจาก “มวยวัด” ที่ออกมือออกหมัดเปะปะไปเรื่อย เข้าเป้าบ้าง วืดเป้าบ้าง แต่ก็อาศัยลูกอึดเดินหน้า แบบไม่ฟังอีร้าค่าอีรม

จากเดิมที่ดึงงานมาเพื่อ “ล่าเพจหมิ่นฯ” จนประกาศศักดาว่าได้จับมือกับ “สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย” ลุยปิดเว็บไซต์ไม่เหมาะสมไปแล้ว 6 พันกว่าเว็บไซต์ พร้อมประกาศว่าได้ประสาน “FACEBOOK” หาช่องทางกำราบ “เซเลบหมิ่นสถาบันฯ” ไว้เรียบร้อย

แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นว่า 6 พันกว่าเว็บไซต์ที่อ้างนั้นคือเวบอะไร เพราะไม่ว่าเว็บดังๆ ที่เป็นเว็บโป็เปลือย เว็บพนัน เว็บหมิ่นเบื้องสูง หรือเว็บที่เป็นภัยความมั่นคง ก็ยังอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา หรือ “เซเลบหมิ่นสถาบันฯ” ก็ยังออนไลน์ แถมโพสต์ถี่ยิบ โดยที่ กสทช.ได้แต่นั่งบื้อ จนไม่รู้ว่าไปไล่ปิดเวบที่ประเทศไหน

จากนั้น กสทช.โดย พ.อ.นที ก็สวมหมวกประธานคณะอนุกรรมการฯ OTT ก็รุกคืบไปอีกขั้น โดยการกวักมือเรียก “เพจเด่น - เพจดัง” เหล่าไอดอลที่มีแฟนเพจใน FACEBOOK เกิน 1 ล้านไลค์ มาร่วมเวทีรับฟังความเห็นเกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการ OTT พร้อมประกาศว่า ทุกเพจต่างให้ความร่วมมือกับ กสทช.เป็นอย่างดี แต่ในทางกลับกันหลายเพจได้ “รีวิว” บรรยากาศการพรีเซ็นต์เรื่อง OTT ของ พ.อ.นที ที่ยึดฟลอร์เดี่ยวไมโครโฟน ในวันนั้นว่าเหมือนพูดคนละภาษา คุยกันคนละเรื่อง หลายคนถึงกับโพสต์หลังจบงานว่า เชิญ...มาทำไม ??

เมื่อคิดจะมาทางนี้แล้วก็ต้องไปให้สุด กสทช.ก็เรียก “ผู้ผลิตเนื้อหา” ที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ Youtube รวมไปถึงผู้ดูแลช่องรายการของผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล เช่น ช่อง 3 ช่อง 7 ไทยรัฐทีวี ช่องวัน เวิร์คพอยท์ และแกรมมี่ มาลงทะเบียนเป็น “ผู้ให้บริการ OTT”

ล่าสุด ท่านประธานคณะอนุกรรมการฯ OTT ก็ได้เชิญ สมาคมมีเดียเอเยนซี และธุรกิจสื่อดิจิทัลแห่งประเทศไทย, สมาคมโฆษณาดิจิทัลแห่งประเทศไทย และสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย รวมทั้งเชิญ 50 บริษัทที่มีมูลค่าสื่อโฆษณาออนไลน์มากสุด เพื่อชี้แจงแนวทางการกำกับดูแลการให้บริการในรูปแบบ OTT

โดยมีการขอความร่วมมือแกมบังคับว่า “เอเยนซี-เจ้าของเงิน” ไม่ควรสนับสนุนโฆษณาให้กับผู้ให้บริการที่ไม่เข้าระบบกำกับดูแล

และได้แจ้งกับ “มีเดียเอเยนซี-นายทุน” ถึงโทษตาม พ.ร.บ.กสทช. มาตรา 66 ที่ระบุว่า “ผู้ใดประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยจะปรับวันละไม่เกิน 5 หมื่นบาท ตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืน” รวมทั้ง มาตรา 83 กรณีความผิดที่เกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคล

นอกจากนี้ กสทช. ได้นำรูปแบบการกำกับดูแลโดยอ้างอิงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่เชื่อมโยงฐานการกระทำความผิดระหว่างตัวการ ผู้ใช้ และผู้สนับสนุน โดยระบุว่า การสนับสนุนผู้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือกระทำความผิดตามกฎหมาย มีโทษ 2 ใน 3 ตามกฎหมายอาญา

มองเป็นอื่นไม่ได้นอกจากขู่กันเห็นๆ

สาเหตุที่ กสทช.ต้องมาบีบ “มีเดียเอเยนซี” ซึ่งเป็นตัวกลางในการบริหารงบประมาณโฆษณาของทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งแจ้งตรงต่อ “นายทุน” นั้น ก็เพราะว่าปฏิบัติการตีเมืองขึ้น จับ “เพจดัง-ผู้ผลิตคอนเทนท์-เจ้าของแพลตฟอร์ม” มาลงทะเบียนเป็นผู้ให้บริการ OTT นั้น แม้จะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

แต่ก็ต้องสะดุดเมื่อปรากฎว่าเจ้าใหญ่อย่าง “FACEBOOK - YouTube - Netflix” ไม่ยอมติดต่อขอลงทะเบียน ทำท่าจะไม่ยอมตกเป็นเมืองขึ้นง่ายๆ จน กสทช.ต้องขีดเส้นตาย 22 ก.ค. หากไม่ลงทะเบียน ก็จะกลายเป็น “บริษัทเถื่อน” ว่าไปโน่น ไม่เท่านั้นยังอ้างด้วยว่า ผู้ประกอบการทุกรายจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย การสนับสนุนการประกอบกิจการที่ไม่ได้อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย จะส่งผลกระทบต่อ “บรรษัทภิบาล - ธรรมาภิบาล” ของผู้ที่สนับสนุนด้วย

เข้าใจดีว่า กสทช.คงหวังดี ต้องการจัดเก็บรายได้จากบริษัทต่างชาติเหล่านี้ที่มากอบโกยรายได้จากประเทศไทยไปอย่างมหาศาล แต่แนวทางดูจะมั่วๆ ขาดความรอบคอบ อยู่ไม่น้อย ทั้งการตีความกฎหมายเข้าข้างตัวเองไม่ว่า ยังไปโยงหลักบรรษัทภิบาล - ธรรมาภิบาล ให้ดูสวยหรูเสียอีก

ท่าทีที่ขึงขังของ กสทช. แม้จะดูเหมือนทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ แต่ก็ฉาบไปด้วยความอ่อนหัดที่ไม่สามารถต่อรองให้บริษัทข้ามชาติเหล่านั้นยอมเข้าระบบแต่โดยดี ทั้งไม่มีกลไกในการตรวจสอบรายได้ของบริษัท เมื่อทำอะไรไม่ถูกก็กดดันทางอ้อม โดยการตัดท่อน้ำเลี้ยง จับ “มีเดียเอเยนซี-นายทุน” รวมทั้งผู้ใช้บริการอย่างประชาชนทั่วไปเป็น “ตัวประกัน”

จึงขอมอบฉายา “โจรเรียกค่าไถ่ ยุค 4.0” ให้ กสทช.ไทยแลนด์ ด้วยประการฉะนี้.
กำลังโหลดความคิดเห็น...