xs
xsm
sm
md
lg

“น้ำตาปู” เรียกคะแนนสงสาร “ลุงตู่” งัด ครม.สัญจร กระชากเรตติ้ง

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวการเมือง


ป้อมพระสุเมรุ

 คงไม่กล่าวเกินเลยไป หากจะวิเคราะห์ว่า น้ำตาที่หลั่งรินออกมาของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯในระหว่างทำบุญวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 50 ปี ที่วัดสระเกศ ที่แม้จะดูว่ามาจากความอัดอั้นตันใจ บวกกับบรรยากาศพาไป แต่ก็น่าจะเป็นฉากที่ “จงใจ” ให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองไม่น้อย

จริงอยู่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องเสียน้ำตาในที่สาธารณะ เพราะตลอดระยะเวลาตั้งแต่เป็นจับพลัดจับพลูเข้ามาเป็น “ผู้นำรัฐบาล” กระทั่งเจอกระแสการเมืองเล่นงานอย่างหนักในช่วงที่มีอำนาจ หรือในช่วงที่ถูกเล่นงานหนักเอาการตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ทั้งม็อบการเมือง การถูกตัดสินให้พ้นตำแหน่ง มาถึงการถูกยึดอำนาจ "คุณหนูปู" ก็มีซีนน้ำตาแตก-น้ำตาซึมให้เห็นเป็นประจำ

หากแต่การปล่อยให้น้ำพรั่งพรูรอบล่าสุดนี้ มีจังหวะเวลาที่พอดิบพอดี กับความคืบหน้าที่ตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ คอพาดเขียงตกเป็นจำเลยในคดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบกรณีละเลยไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว จนทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท ที่จนถึงนาทีนี้ เหลือการไต่สวนพยานจำเลย อีกเพียง 19 ปาก หรืออีกเพียง 3 นัด ที่จะเสร็จสิ้นภายในเดือน ก.ค.นี้ หรืออาจจะล่วงเลยไปเต็มที่ไม่เกินเดือน ส.ค. หากมีการขอไต่สวนพยานเพิ่มเติม ถัดจากนั้นก็เป็นการแถลงปิดคดี ไม่ว่าจะด้วยวาจา หรือเป็นลายลักษณ์อักษร 

ดูทรงแล้ว “คดีจำนำข้าว” ในส่วนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ น่าจะได้บทสรุปไม่เกินช่วงปลายปีที่จะถึงนี้

แล้วก็อย่าลืมว่าคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อยู่ในศาลฎีกาแผนกอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ตัดสินแบบ “ศาลเดียวจบ” ไม่มีช่วงให้อุทธรณ์-ฎีกาได้อีก ซึ่งก็มีการคาดหมายว่าหากตัดสินว่าอดีตนายกฯมีความผิดจริง ก็คงไม่รอดต้องเข้าไปถูกจองจำในคุกตะราง จากความเสียหายของโครงการที่ก่อไว้มากมายมหาศาลเหลือเกิน

ขณะที่ในทางแพ่งนั้น แม้จะอยู่ในชั้นศาลปกครอง แต่เบื้องต้นฝ่ายรัฐซึ่งเป็นผู้เสียหายก็ได้ออกคำสั่งทางปกครอง ตั้งแต่เมื่อเดือน ก.ย.ปีก่อน เรียกค่าเสียหายจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการจำนำข้าวไปแล้ว โดยในส่วนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดนไปเบาะ 3.5 หมื่นล้านบาทเศษ คิดเป็นสัดส่วน 20% ของมูลค่าความเสียหายที่มีการประเมินไว้ โดย กรมบังคับคดี ก็สามารถดำเนินการยึดทรัพย์ได้ทันที แม้จะมีเรื่องค้างในศาลปกครอง แต่ก็ไม่ทราบเหตุผลกลใด จึงยังไม่มีการดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา
 
วิบากกรรมในตอนนี้ จึงค่อนข้างบีบคั้น “อดีตนายกฯ ปู” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะที่เจ้าตัว และทีมกุนซือก็รับรู้และทำใจกับชะตากรรมที่กำลังเผชิญอยู่มาโดยตลอด จึงจะเห็นได้ว่า แทนที่จะตรอมใจรอรับผลกรรม "คุณหนูปู 6 ล้านไลค์" ยังมักใช้เวลาว่างในการเดินสายประคองความนิยมส่วนตัวอย่างต่อเนื่อง ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งความเคลื่อนไหวผ่านสังคมออนไลน์ หรือการลงพื้นที่พบปะมิตรรักแฟนคลับ ที่มักมีภาพการรุมล้อมให้กำลังใจมาทำให้ “บิ๊ก คสช.” ต้องหงุดหงิดอยู่เป็นประจำ

คงหวังว่าใช้หลังพิงแนวร่วมไว้เพื่อเป็น “เกราะคุ้มกัน” ให้รอดพ้นการถูกเผด็จศึกจาก “รัฐบาลทหาร” หรืออย่างน้อยก็อาจจะทำให้ถูกลงโทษสถานเบา เนื่องจากประเมินได้ว่า หากมีการเอาผิด “คุณหนูปู” อย่างไม่ปราณี ก็อาจกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเบ้อเริ่มที่เป็นชนวนในการปลุกระดมของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลได้โดยง่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลที่มีอำนาจล้นมือ ก็ไม่พึงปรารถนา

ในระหว่างที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินหมากเรียกคะแนนสงสารอยู่นั้น อีกฟากฝั่ง “นายกฯลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็อยู่ในสภาพกระเสือกกระสนไม่แพ้กัน กับภาวะคะแนนนิยมของรัฐบาล หรือความนิยมส่วนตัว “ลุงตู่” อยู่ในระดับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน จากผลงานที่จับต้องไม่ได้เป็นรูปธรรม เศรษฐกิจที่ตกต่ำต่อเนื่อง การปฏิรูปที่ไม่คืบหน้าแม้แต่ด้านเดียว ตลอดจนแนวนโยบายและโครงการต่างๆ ไม่ได้เป็นมรรคเป็นผลกับประชาชนที่เคยให้การสนับสนุน
 
จนทำให้ “ติ่งลูงตู่” เริ่มถอนตัวกันเป็นแถบๆ
 
เหตุนี้กระมัง พล.อ.ประยุทธ์ จึงได้ประกาศรื้อฟื้นการจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางนอกสถานที่ หรือที่เรียกกันว่า “ครม.สัญจร” ที่เคยเป็นทีเด็ดในการสร้างคะแนนนิยมของ “รัฐบาลเลือกตั้ง” กลับมาใช้บ้าง

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ หรือ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะออกมา “แก้เกี้ยว” ว่า วัตถุประสงค์ไปรับฟังทุกข์สุขประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ไม่ใช่เพื่อการสร้างคะแนนนิยม อย่างที่ถูกจับได้ไล่ทัน โดยอ้างว่า คสช.ไม่ต้องการเล่นการเมืองต่อก็ตาม

แต่เมื่อพิเคราะห์ตามภาวการณ์ในปัจจุบัน ก็จะเห็นได้ว่า การรื้อฟื้น ครม.สัญจร จึ้นมานั้น ไม่ได้เป็นการวางเกมยาวไปถึงการเล่นการเมือง หรือปูทางไปสู่รัฐบาลสมัยหน้า แต่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ในยามที่ เรตติ้ง-คะแนนนิยมใน "รัฐบาลลุงตู่" กำลังตกต่ำต่างหาก

โดยจะใช้ภาพการลงพื้นที่ของ “นายกฯลุงตู่” ที่ไปสัมผัสกับประชาชน มาเป็นเครื่องมือใน “ยุทธการทางข้อมูลข่าวสาร” หรือ IO : Information Operation ที่ทหารถนัด และรัฐบาล คสช.ก็ใช้มาตลอด

จับทางไม่ยากว่าเมื่อ “ครม.ลุงตู่” เคลื่อนพลไปในพื้นที่ใด ก็จะมีการโชว์ผลงานผ่านประชาชนบางส่วนที่ได้รับอานิสงค์จากนโยบายรัฐบาล คสช. เพื่อสะท้อนภาพความประสบความสำเร็จของรัฐบาลออกไปในวงกว้าง

ซึ่งก็ไม่ต่างจาก “อาจสามารถโมเดล” ที่ ทักษิณ ชินวัตร เคยใช้ได้ผลมาก่อน

โดยสมัยนั้นมีการเซตฉาก-จัดตั้งชาวบ้านเข้ามาพูดคุยกับนายทักษิณ เป็นรายครัวเรือน ก่อนที่นายทักษิณจะโชว์การวินิจฉัยปัญหา แล้วแนะนำวิธีการแก้จน พร้อมสนับสนุนเรื่องเงินทุน หรือที่ดินทำกิน ให้ชาวบ้านภายใน 10 นาที แม้จะถูกมองว่าเป็นการไล่แจกเงินก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่าในทางคำแนนเสียงแล้วได้ผลชะงักนัก

ถือเป็นความเคลื่อนไหวของ “คีย์แมน” จาก 2 ฟากฝั่ง ที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอย่างบังเอิญ ฝ่าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจากวิบากกรรมที่ต้องเผชิญอยู่
 
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องเร่งสร้างคะแนนความคิยมให้กลับคืนมา เพระารู้ดีว่าหลังจากนี้จะมีการระดมสรรพกำลังจากฝ่ายตรงข้ามประเคนเข้าใส่ "รัฐบาล คสช." อย่างต่อเนื่อง อย่าง "น้ำตาปู" ที่หลั่งรินออกมาวันก่อนก็เป็นอาวุธในแผน "นารีพิฆาต" ที่เจาะจงซัดเข้าใส่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ดังจะเห็นได้จากแรงบวกราวกับนัดแนะกันของ “โอ๊คอ๊าค” พานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ที่โพสต์ข้อความอวยพรวันเกิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ หรือ “อาปู” โดยการขยี้ปม “ผู้ชายอก 3 ศอก กลั่นแกล้งผู้หญิง” จนต้องไปร้องไห้ในวันมงคลของตัวเอง

ไม่เท่านั้น “หนุ่มโอ๊ค” ยังสาบแช่งลอยๆ ให้กรรมตามทันในสิ่งที่ท่านได้ก่อไว้ ซึ่งคงหมายถึง พล.อ.ประยบุทธ์ และรัฐบาล คสช.
 
มัวแต่สาบแช่งคนอื่น โดยอาจจะไม่ทันระแวดระวังว่า กรรมของตัวเองในคดีฟอกเงินที่สืบเนื่องจากคดีทุจริตปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร กำลังจะงวดเข้ามาทุกขณะแล้วนะ .. โอ๊คเอ๋ยยยย.
กำลังโหลดความคิดเห็น...