xs
xsm
sm
md
lg

“ประยุทธ์” ยกปมไฟดับภาคเหนือ จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้า โวยมีปัญหาทุกอย่าง วันหน้าไม่ต้องทำอะไรแล้ว !

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


“ประยุทธ์” ยกกรณีไฟดับจังหวัดภาคเหนือ จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม วอนหาข้อมูลรอบด้าน เดี๋ยวนี้โรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีก้าวหน้าไม่ก่อปัญหาอีกแล้ว ปัดเอื้อประโยชน์นายทุนแต่ประมูลไปตามกฎหมาย โวยถ้าเอาทุกอย่างมาเป็นปัญหา วันข้างหน้าคงทำอะไรไม่ได้แล้ว


วันนี้ (31 มี.ค.) เมื่อเวลา 20.15 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ตอนหนึ่งว่า สิ่งที่ยังเป็นปัญหาในบ้านเมืองเรา ขอฝากช่วยพิจารณา ช่วยกันคิด ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลบังคับให้คิดตาม หรือคิดอย่างอื่นไม่ได้ คิดได้ แต่อยากให้รอบคอบ มีเหตุผล ไม่มองแต่มุมตัวเองมากเกินไป ฟังคนอื่น ไม่ฟังรัฐบาล ไม่ไว้ใจใครเลย ในส่วนของรัฐบาลรับฟังครับ เหมือนที่รับฟังทุกคนทุกฝ่าย เพราะเป็นรัฐบาลของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่รัฐบาลใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การรับฟังไม่ใช่การเอาชนะ จึงไม่ใช่การหักล้างข้อมูลของผู้อื่นว่าเป็นเท็จ และของท่านเป็นจริง ต้องเป็นการนำหลักฐาน หลักการและยกเหตุผลมาสนับสนุนข้อมูลจากทุกฝ่าย ย่อมมีความสำคัญทั้งสิ้น อาจเป็นการมองต่างมุม บิดเบือนโดยเจตนา เป็นสิ่งอันตราย แต่จะพิสูจน์ว่า ข้อมูลใดถูกต้องนั้น ต้องอาศัยข้อมูลทางวิชาการ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่เชื่อถือได้อ้างอิงได้เป็นสากล เอามาดูทั้งหมด และแสวงหาบทสรุปร่วมกันได้ ขอให้ทุกฝ่ายยอมรับสิ่งนั้นด้วย เราจะได้เดินหน้าต่อไปได้

เช่น 1. เรื่องพลังงานไฟฟ้า หากจะมีปัญหากับสิ่งแวดล้อม ไปดูว่าเขาแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร การนำข้อบกพร่องในอดีตมาเป็นบทเรียนวันนี้ เป็นสิ่งที่ดี การติดตามการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น เป็นอย่างไร ยุคสมัยเปลี่ยน เทคโนโลยีก้าวหน้า สิ่งที่เป็นปัญหาในอดีตอาจไม่ใช่ปัญหาปัจจุบัน เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ จ.ลำปาง วันนี้ไม่มีปัญหาแล้ว ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าปัจจุบัน ปัญหาเขาได้รับการแก้ไข ได้รับประโยชน์ที่มากกว่า มีไฟฟ้าใช้ เช่น มีกองทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน ผมอยากให้ลองติดตามและคิดดู การที่บุคคลภายนอก ทั้งเอ็นจีโอ คนนอกชุมชน ไม่ให้เกิดสิ่งต่างๆ เหล่านั้น บางครั้งเป็นการค้านแบบหัวชนฝา อ้างปัญหาเดิมๆ ไม่ไว้วางใจ เอาเทคโนโลยีเดิมๆ มาพูด โดยไม่รับฟังข้อมูลฝ่ายรัฐ เมื่อเกิดความเสียหาย ประชาชนเสียประโยชน์ ประเทศชาติไม่มีความมั่นคงด้านพลังงาน ตัวอย่างเห็นไหม ไฟดับชั่วโมงกว่าในภาคเหนือ ในหลายวันที่ผ่านมา อันตรายมากนะ เราไม่สามารถเพิ่มกระแสไฟฟ้าจากภายนอกได้ทันเวลา ดังนั้น จำเป็นต้องมีแหล่งกำเนิดไฟฟ้าในพื้นที่เป็นพลังงานสำรอง ที่จะทำให้ในพื้นที่ไฟไม่ดับ เป็นระบบสำรอง โครงการต่างๆ เกิดไม่ได้ ถ้าทุกคนยังไม่ช่วยคิดช่วยทำ มันไม่เกิด ทุกคนไม่รับผิดชอบ ดังนั้น ขอให้หาข้อมูลมาหักล้าง ข้อมูลราชการไม่ถูกต้องไม่เป็นจริง เพียงแต่ไม่ตรงใจท่าน ท่านก็บอกว่า ไม่ใช่ แบบนี้ ไม่ถูกต้อง

ส่วนการกล่าวอ้างว่ารัฐบาลนี้จะทำอะไร ก็ทำเพื่อเอื้อประโยชน์แก่นายทุนนั้น ผมคิดว่าทุกคนเข้าใจเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐดีอยู่แล้ว ก็เป็นการประมูลตามกฎหมายที่ต้องกำกับดูแลไม่ให้มีการทุจริต ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการเอื้อประโยชน์ ถ้าเรายกทุกอย่างมาเป็นปัญหา วันข้างหน้าเราก็คงจะทำอะไรไม่ได้แล้ว เพราะเป็นอุปสรรคไปเสียทั้งหมด แต่ก็อยากได้ อยากมี อยากแก้ปัญหา อยากพัฒนาเหมือนต่างประเทศ ที่เขาพัฒนากันทุกวัน ทำโน่นทำนี่ เราต้องดูว่าเขาไปถึงไหนกันบ้างแล้ว แม้กระทั่งในอาเซียนด้วยกัน เขามีของเก่าเหลืออยู่ เขาทำของใหม่เพิ่มขึ้น หรือพัฒนาของเดิมให้ดีขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ดังนั้น ผมไม่อยากให้พูดแต่ปัญหาเพียงด้านเดียว ควรจะกล่าวถึงผลดี กล่าวถึงการพัฒนาประเทศควบคู่กันไปด้วย จะได้ช่วยกันถ่วงน้ำหนัก หาจุดลงตัว หาทางออกให้ได้เสียที เห็นใจชาวบ้าน และประเทศชาติบ้าง

2. กรณีการแก้ปัญหาจราจร ไม่มีกฎหมายใดแก้ได้ ต้องแก้ด้วยความมีวินัย และการเคารพกฎหมาย ความจำเป็นที่ต้องมีกฎหมายมากขึ้น ชัดเจนขึ้น เพิ่มเติมจากกฎหมายเดิมที่บางส่วนมีอยู่แล้ว แต่บังคับใช้ไม่ได้ผล กฎหมายไม่ได้เป็นปัญหาอะไรกับผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมาย มีแต่ผู้ที่ชอบละเมิดกฎหมายเท่านั้นที่เห็นเป็นปัญหา เช่น ผู้ใช้รถใช้ถนนบางส่วนไม่เชื่อฟัง ไม่สวมหมวกกันน็อก ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยบ้าง ขับรถสวนเลน ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด หรือเมาสุราแล้วขับบ้าง ขับขี่รถทุกครั้ง ผมอยากให้ระลึกเสมอว่า ทุกคนรักชีวิต และทุกชีวิตมีค่า แม้ท่านจะขับรถยนต์ส่วนบุคคล แต่ท่านก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ร่วมทางคนอื่นๆ ด้วย

ยิ่งท่านที่ขับรถสาธารณะ ท่านยิ่งต้องรับผิดชอบต่อผู้โดยสารทุกคน ซึ่งล้วนแล้วก็มีครอบครัว มีคนที่อยู่ข้างหลัง ที่ท่านอาจไม่ทันคิด แต่รัฐบาลนี้คิดให้ทั้งหมด และรับไม่ได้กับการสูญเสียจากอุบัติเหตุที่เราน่าจะป้องกันได้ จะเห็นว่าการคาดเข็มขัดนิรภัยเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นในการลดความเสียหายที่ปลายเหตุ แต่มาตรการอื่นๆ ที่ป้องกันอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นต้นเหตุนั้น สำคัญที่สุด เช่น การตรวจระดับแอลกอฮอล์ การตั้งด่านตรวจความเร็ว ตรวจใบอนุญาตขับขี่ การแก้ปัญหาการแข่งรถบนถนนสาธารณะ เด็กแว้น การป้องปราบการทำผิดวินัยจราจร และการติดตั้งป้ายเตือน สัญญาณจราจร ในพื้นที่คับขัน เพื่อจะลดอุบัติเหตุ เหล่านี้เป็นต้น ไม่อยากให้มองเพียงประเด็นเข็มขัดนิรภัยเรื่องเดียว มันเป็นความปรารถนาดีของรัฐบาล แต่กลับกลายเป็นรัฐบาลรังแกคนจน ไม่มีรายได้เพียงพอในการไปติดตั้งเข็มขัดนิรภัย ไปเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทติดตั้ง ไปกันใหญ่ ก็ทุกคนก็บ่นว่าเราเสียหาย บาดเจ็บล้มตายจำนวนมากทุกปีๆ รัฐบาลก็น่าจะต้องแก้ปัญหาให้ได้ พอรัฐบาลแก้ก็ไม่เข้าใจอีก คือสรุปว่าไม่รู้จะทำยังไง แก้ปัญหาตัวเองกันไม่ได้อีก

3. การออกกฎหมายต่างๆ มีการดำเนินการตามขั้นตอน มีการพิจารณาใน 3 วาระ กฎหมายหลายอย่างยังมีปัญหา อาจติดขัดทางเทคนิค ในเรื่องของการบังคับใช้ของเจ้าหน้าที่ หรืออาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ก็ต้องปรับแก้ตามการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ซึ่งมีการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชน รัฐบาลไม่ได้ดึงดัน ไม่ได้จะบังคับไปเสียทั้งหมด แต่ทุกกฎหมายที่รัฐบาลผลักดันนั้น มีความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาเพื่อการพัฒนาประเทศ รวมทั้งให้เป็นไปตามสนธิสัญญาต่างๆ ที่เราทำไว้กับประชาคมโลก เช่น เรื่องการประมงผิดกฎหมาย การบินพลเรือน ทั้ง IUU ทั้ง ICAO หรือการค้างาช้างผิดกฎหมาย (CITES) เหล่านี้ เป็นต้น

ที่ผ่านมา คนที่ออกมาวิจารณ์รัฐบาลในวันนี้ ขณะที่ยังอยู่ในอำนาจ หรือมีหน้าที่ในการกำกับดูแล ทำไมไม่เคยคิดจะออกกฎหมายเหล่านี้ เพราะอาจจะเกรงมีผลกระทบกับตนเอง และพวกพ้องหรือเปล่า ท่านน่าจะละอายตัวเองกันบ้าง รัฐบาลนี้กล้าจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง หากท่านจ้องจะตำหนิ จับผิด ผลร้ายก็จะเกิดกับประชาชน ขอให้เป็นการติเพื่อก่อ เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง เป็นที่ตั้งในการคิด ผมไม่ได้ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ แต่ขอให้มีข้อมูล มีข้อเท็จจริงบ้าง

4. การทุจริตในโครงการต่างๆ ผมขอย้ำอีกครั้ง กรณีผู้ใดแอบอ้างนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการ หรืออื่นๆ แล้วไปข่มขู่ส่วนราชการต่างๆ หรือไปเรียกรับผลประโยชน์ หากผมทราบหรือมีหลักฐานเมื่อใด จะลงโทษสถานหนัก หากมีการอ้างคนใกล้ชิด คสช. หรือผู้ที่อยู่ในตำแหน่งใดก็แล้วแต่ ขอให้ส่งรายชื่อ หลักฐานมาให้นายกรัฐมนตรี ผมจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ไม่มีการละเว้น ทำไมท่านต้องไปกลัวเขา ผมจะให้ความเป็นธรรมในทุกกรณี

ผู้ที่ทำงานใกล้ชิดก็เพราะจำเป็นต้องใช้งานเขา แต่หากทำงานใกล้ชิดแล้วไปแอบอ้างหาผลประโยชน์ ก็ไม่สมควรจะรับไว้ทำงานเพื่อส่วนรวม เพราะจะเป็นเส้นทางสู่การทุจริตคอร์รัปชัน ที่รัฐบาลนี้ต้องการจะลบล้างให้หมดไปจากสังคมไทย ไม่ว่าจะเรียกร้องผลประโยชน์ การประมูล จัดซื้อจัดจ้างหรือการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่ง

และ 5. ข้อสังเกต กระบวนการใช้ประโยชน์จากสื่อต่างๆ รวมทั้งโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน มีการบิดเบือนมากขึ้น อาจเกิดจากการเข้าใจผิด หรือเจตนาสร้างเงื่อนไขใดๆ ก็ตาม ทำให้ไร้การควบคุม เพราะต่างคนต่างก็ไม่มีการตรวจสอบ ก่อนที่จะส่งต่อไปยังกลุ่มเพื่อนฝูง คนใกล้ชิดต่างๆ สร้างผลกระทบในวงกว้างในสังคมของเรา หากเป็นเรื่องที่ผิดเพี้ยน มีเจตนาร้ายแอบแฝง ยิ่งจะสร้างความเสียหาย ความขัดแย้ง ที่ผ่านมา ก็มีหลายคดี คดีพระธัมมชโย คดีจับอาวุธสงคราม คดีเก็บภาษีจากการขายหุ้น หรือคดีจำนำข้าว เป็นต้น

ถ้าเราติดตามดูก็รู้ได้ไม่ยากว่ามาจากแหล่งใด ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากการทำผิดกฎหมาย ซึ่งยังไม่ชัดเจน ก็ให้ศาลตัดสินออกมา เพียงแต่ว่าก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แล้วท่านไม่ยอมรับความผิดใดๆ เลย ไม่ยอมเข้ากระบวนการศาลยุติธรรม แบบนี้กฎหมายก็บังคับใช้ไม่ได้อีก เราก็จะเรียกว่า 2 มาตรฐาน อีกเหมือนเดิม

เพราะประชาชนทั้งประเทศนับร้อยนับพันนับหมื่น ที่เขาก็ถูกตัดสินโดยศาลโดยกระบวนการยุติธรรมเหล่านี้ เขาก็ถูกตัดสินเช่นเดียวกัน อาจจะมองว่าเขาได้รับความไม่เป็นธรรม แต่กลายเป็นว่าท่านมาอ้างว่าท่านไม่เป็นธรรม ได้รับความไม่เป็นธรรม ไม่ยุติธรรม โดยการไม่ยอมเข้ารับการพิจารณาคดี อันนี้หมายความถึง ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ลองคิดดูใช่หรือเปล่า คนไทยคิดอย่างไร รัฐบาล และ คสช. จะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้หรือไม่


คำต่อคำ : ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน 31 มีนาคม 2560

สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน วันที่ 2 เมษายนของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยในปีนี้ทรงเจริญพระชนมายุ 62 พรรษา รัฐบาลขอเชิญชวนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ได้พร้อมใจกันน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคลแด่พระองค์ พร้อมกันนี้ขอให้ร่วมใจกันทำความดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลด้วย

สำหรับวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี เป็นวันข้าราชการพลเรือน ซึ่งได้กำหนดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ผู้ทรงวางรากฐานระเบียบข้าราชการพลเรือนไทย อีกทั้งเพื่อเป็นการสร้างความภาคภูมิใจแก่เหล่าข้าราชการทุกท่าน ทุกประเภท ทุกระดับที่ได้ทำงานต่างพระเนตรพระกัณฑ์ เพื่อความสุข เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่้น้องประชาชน และการพัฒนาประเทศเสมอมา ผมหวังว่าเพื่อนพี่น้องข้าราชการทุกท่าน จะมีความภาคภูมิใจ และดำรงไว้ซึ่งอุดมการณ์ของความเป็นข้าราชการ ที่ต้องมีความเสียสละ ซื่อสัตย์สุจริต อุทิศเวลา และกำลังความสามารถพัฒนาตนเอง เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยการน้อมนำศาสตร์พระราชา และหลักปรัญชาของเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มานำพาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ผมเองอยากเห็นพี่น้องข้าราชการทำหน้าที่เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านประเทศ โดยน้อมนำลายพระหัตถ์ของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ว่า ทำตามหน้าที่ไป และคิดเอาเองว่าหน้าที่คืออะไรมาใส่เกล้าใส่กระหม่อม ใช้ความกล้าหาญ และความคิดสร้างสรรค์ นำพาประชาชนไปสู่การเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ดีกว่า และเพื่อการปฏิรูปประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและสมดุล

จากการลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยือนประชาชน จ.นครพนม เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมขอชื่นชมความคืบหน้า และความสำเร็จ จากการทำงานอย่างหนักของข้าราชการ ร่วมกับผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มพลังมวลชน และประชาชนในพื้นที่ในการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล เช่น 1. โครงการบ้านสวยเมืองสุข 2. ศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัญชาของเศรษฐกิจพอเพียง 3. โครงการจัดการที่ดินทำกินให้ชุมชน 4. การส่งเสริมและพัฒนาทางอาชีพเกษตรกร เช่น การปลูกข้าวอินทรีย์ ไรซ์เบอร์รี และพืชผักสวนครัว และ 5. การเตรียมความพร้อมสู่สังคมผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ จากการพบปะ และรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน และมีการหารือร่วมกันกับภาคเอกชนในพื้นที่ ผมรับรู้ได้ถึงการทำงานอย่างมียุทธศาสตร์ในความต้องการที่จะผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัด และกลุ่มจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาการเกษตรและอาหาร การบริหารจัดการน้ำ อีกทั้งการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน และกลไกประชารัฐตามนโยบายรัฐบาล ที่สำคัญก็คือ ยุทธศาสตร์การพัฒนาของจังหวัด กลุ่มจังหวัดนั้น นอกจากจะมีการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อนแล้ว ได้มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศอีกด้วย เช่น นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อันได้แก่ การก่อสร้างรถไฟรางคู่สายบ้านไผ่ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด มุกดาหาร นครพนม เพื่อจะเชื่อมเขตเศรษฐกิจพิเศษ การก่อสร้างถนนจากท่าอากาศยานนครพนม การก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 212 นครพนม-ท่าอุเทน การสร้างสะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 นครพนม-คำม่วน การก่อสร้างด่านศุลกากรแห่งใหม่ และการก่อสร้างศูนย์ขนส่งชายแดน เพื่อรองรับการขนส่งระหว่างประเทศ ไทย ลาว เวียดนาม และจีน

โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนโครงการต่างๆ เพื่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งช่วยส่งผลให้มีการกระจายความเจริญ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ผมขอขอบคุณข้าราชการ และพี่น้องประชาชนทั้งจากในพื้นที่ และจังหวัดใกล้เคียง ที่ให้การต้อนรับผมและคณะด้วยความอบอุ่นและเป็นการกันเอง

ระหว่างการเยือนครั้งนี้ ผมได้เห็นสภาพภูมิทัศน์บ้านเรือน สิ่งปลูกสร้าง ถนนหนทางใน จ.นครพนม ขอชื่นชมในความเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด ผมสังเกตเห็นตลอดสองข้างทางที่รถวิ่งผ่านนั้นสะอาดสะอ้านไม่มีป้ายโฆษณาเยอะแยะให้รกหูรกตา เหมือนหลายๆ เส้นทางที่เคยเห็น อยากจะฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้คอยกำกับดูแล ในเรื่องของการติดป้ายโฆษณาทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ตามถนนหนทาง และในเมือง รวมทั้งข้างทางด่วน และบนตึกสูงให้เป็นไปตามกฎหมาย ที่พวกเราอาจจะเห็นชินตาไปแล้ว อาจจะไม่ปลอดภัยด้วยซ้ำไป ก็ขอให้ช่วยตรวจสอบว่าถูกต้องตามระเบียบ และข้อกฎหมายที่มีอยู่หรือไม่ โครงสร้างมีความมั่นคงหรือเปล่า เพราะนอกจากจะทำลายทัศนียภาพแล้ว จะเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่อากาศแปรปรวนอย่างเช่นเวลานี้ และอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ เนื่องจากเป็นการดึงความสนใจของผู้ขับขี่ยานพาหนะ และบดบังสัญญาณไฟจราจร ป้ายบอกทาง ป้ายเตือนภัยต่างๆ อีกด้วย

ตัวอย่างดีๆ ที่หน่วยงานของรัฐ ก็ได้พยายามพัฒนารูปแบบการให้บริการพี่น้องประชาชน โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เช่น 1.กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการผลิตอุปกรณ์ช่วยฝึกเดินสำหรับคนพิการ และผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ช่วยให้คนมีอาการอัมพาตครึ่งซีก สามารถทำกายภาพบำบัด ฝึกเดิน เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพ ฟื้นฟูจากอาการอัมพาตได้อย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ โดยการผลิตในประเทศใช้ต้นทุนที่ต่ำกว่าการจัดซื้อจากต่างประเทศมาก นับเป็นตัวอย่างของการทำงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ได้จริง สร้างการผลิต สร้างมูลค่าในประเทศด้วยต้นทุนที่ต่ำ แต่ได้คุณภาพตรงกับความต้องการของผู้ป่วย

2. กระทรวงศึกษาธิการได้มีการพัฒนา ENCO English การเรียนภาษาอังกฤษฟรีบนมือถือ ซึ่งมีแบบเรียนแบบทดสอบ สำหรับฝึกทักษะ ฝึกการฟัง พูด สำเนียงของเจ้าของภาษา และทักษะการเขียนด้วย ได้แบ่งระดับพื้นฐานของผู้เรียนแตกต่างกัน เช่น ระดับพื้นฐานก็เป็นเรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน การทักทาย การแนะนำสถานที่ การสนทนากับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ระดับกลางก็จะใช้ในการประกอบอาชีพสาขาต่างๆ เพื่อจะรองรับไทยแลนด์ 4.0 ที่ต้องการแรงงานฝีมือที่พร้อมพัฒนาตนเองเป็นหัวหน้างาน และระดับขั้นสูง เป็นระดับวิชาการ เป็นภาษาทางเทคนิค สำหรับการดำเนินกิจการ ทำงานร่วมกับชาวต่างชาติได้

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลา ทั้งระบบ Android และ IOS อันนี้อยากจะให้ทุกคนให้ความสนใจ ให้ความสำคัญมากๆ เรื่องของภาคษาอังกฤษ และ 3. สำนักงานตำรวจแห่งชาติในการพัฒนาแอปพลิเคชัน “Police i lert u” สำหรับการแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายในรูปแบบข้อความ ภาพถ่าย คลิปวิดีโอ

ปัจจุบันได้ร่วมมือจับมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาแอปพลิเคชันนี้ เพื่อจะควบคุมการขับขี่ของโชเฟอร์รถตู้โดยสารสาธารณะ ที่ขับรถเร็วเกินกว่าอัตรา ประมาท น่าหวาดเสียว ใช้วาจาไม่สุภาพกับผู้โดยสาร เป็นต้น ขณะนี้มีรถตู้เข้าร่วมกับแอปพลิเคชันแล้วกว่า 2,500 คัน ผมอยากให้ทุกหน่วยราชการได้นำมาเป็นตัวอย่างในการที่จะนำผลงานวิจับจากภาควิชาการมาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มมูลค่าช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องประชาชน และสนับสนุนการพัฒนาประเทศให้สมกับคำว่า ข้าราชการ ที่หมายถึงผู้ทำกิจการทำงาน เพื่อสนองพระราชปณิธานของพระราชาด้วย

พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ ประเด็นที่ผมต้องการสร้างความเข้าใจให้โครงการนี้ ได้แก่ 1. การปฏิรูปประเทศในทุกๆ ด้าน ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่บนพื้นฐานของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่คำนึงถึงยุทธศาสตร์ทั้ง 6 ด้าน โดยแปลงไปสู่การปฏิบัติในรูปแบบแผนงานโครงการต่างๆ เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 4 แผน แผนละ 5 ปี รวมใช้เวลาอย่างน้อย 20 ปี ทั้งนี้ 5 ปีแรก ได้มีรัฐบาลใหม่ก็น่าจะมีผลเป็นรูปธรรมไปสู่ความยั่งยืน แต่ถ้าปล่อยให้เป็นการบริหารราชการแผ่นดินแบบเดิมๆ เช่น การแก้ปัญหาไปตามกระแสความเรียกร้องที่ไม่ยั่งยืน ไม่สร้างความเข้มแข็งก็จะสิ้นเปลืองงบประมาณ และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ปัญหาเดิมๆ ก็จะวนเวียนอยู่ในสังคมไทยตลอดไป

2. การปฏิรูปเป็นสิ่งที่ทุกคนเรียกร้อง แต่ต้องทำโดยมียุทธศาสตร์ เขาจะได้กลัว หรือหวาดระแวงทุกอย่างต้องเริ่มที่กฎหมาย ต้องมีวิสัยทัศน์ในการร่างกฎหมาย ต้องศึกษาจนเข้าใจสภาพปัญหาและสภาพแวดล้อม เพื่อให้กฎหมายทันสมัย ทันโลก ทันเทคโนโลยี ปัจจุบันทุกอย่างที่เราทำกันอยู่นี้ เป็นไปตามหลักสากลกำลังเข้ารูปเข้ารอย และชาวโลกเขาก็ต้องยอมรับ เมื่อเราทำสำเร็จแล้ว ที่ผ่านมากฎหมายถูกบิดเบือน บังคับใช้แบบศรีธนญชัย ถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจในการหลอกลวง ตักตวงผลประโยชน์ ไม่สุจริต ประชาชนเข้าไม่ถึง ข้าราชการระดับปฏิบัติปล่อยปละละเลย และฝ่ายการเมืองระดับนโยบายไม่กำกับดูแล จนสังคมเคยชินกับการไม่ต้องเคารพกฎหมาย ละเมิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิผู้อื่น เป็นเหตุให้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ กระบวนการยุติธรรมถูกท้าทาย มีกฎหมู่เหนือกฎหมาย มีอำนาจทับซ้อนอำนาจรัฐ มีผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ไปจนถึงระดับชาติ สุดท้ายประชาชนก็เป็นผู้ถูกกระทำ ประเทศชาติต้องรับผลเสียหาย ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องมาดูแลตรงนี้ เหมือนกับที่รัฐบาล และ คสช.ทำอยู่ในปัจจุบันคือ ดำเนินการทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นยุทธศาสตร์ชาติจะกำหนดทิศทางการปฏิรูป และการวางรากฐานการพัฒนาในอนาคต

ตัวอย่างสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการปรับปรุง แก้ไข ได้แก่ 1. การป้องกันทุจริตที่เป็นระบบ เช่น ในการจัดซื้อจัดจ้างมีการกำหนดราคาลาง การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ e-bidding ในการประมูล ซึ่งเป็นระบบปิด และการสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรอิสระในการตรวจสอบ

2. การดำเนินที่ไม่มีธรรมาภิบาล ไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เกิดการไม่เคารพกฎหมายของประชาชน และการปล่อยปละละเลยของเจ้าหน้าที่ เราต้องสร้างวัฒนธรรมในการเลือกตั้งใหม่ ที่จะต้องมุ่งเน้นเลือกตั้ง จากนโยบายพรรคในการหาเสียงที่ช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ความนิยมในตัวบุคคล สร้างจิตสำนึกพลเมืองดี และสร้างหลักคิดในการแก้ปัญหา ไม่ใช่อารมณ์ หรือความรู้สึกอยู่เหนือเหตุผล

3. การเข้าไปถึงบริการภาครัฐ สวัสดิการสังคม และกระบวนการยุติธรรม โดยต้องมีศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จให้บริการประชาชน และผู้ประกอบการอย่างทั่วถึง และลดเงื่อนไขการเรียกรับผลประโยชน์ การตั้งกองทุนยุติธรรม กองทุนการออมแห่งชาติ และการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และสังคม

4. การแก้ปัญหาปากท้อง และการพัฒนาที่ไม่สมดุลกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยรัฐบาลได้น้อมนำหลักปรัญชาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นแนวทางในการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีฐานคิดในการกำหนดทุกมาตรการ รวมทั้งเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน และผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยการสร้างความเข้มแข็งในระดับฐานรากเป็นสำคัญ ทั้งนี้ เศรษฐกิจฐานรากจะเป็นเสาเข็มที่มั่นคงให้กับระบบเศรษฐกิจของชาติในภาพรวม มีการสร้างงาน สร้างรายได้ กระจายการพัฒนาไปสู่ภูมิภาค โดยการกำหนดกลุ่มจังหวัด และเขตพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 10 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกที่มุ่งเน้นใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการขนส่ง สารสนเทศ พลังงาน น้ำ รองรับการพัฒนาต่างๆ ดังกล่าวอย่างมียุทธศาสตร์

และ 5. การยกระดับภาคการเกษตรของประเทศ ให้เป็นไทยแลนด์ 4.0 ให้ความสำคัญเรื่องการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม แปรรูปผลิตภัณฑ์ ลดต้นทุนการผลิต และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เช่น เมืองนวัตกรรมอาหาร ซึ่งรัฐบาลต้องดูแลตั้งแต่ต้นทางคือ พัฒนาพี่น้องเกษตรกรไทยให้เป็นสมาร์ทฟาร์เมอร์ ให้สามารถเข้าถึงศูนย์การเรียนรู้ของกระทรวงต่างๆ ทั่วประเทศ ส่งเสริมการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ได้สร้างความเข้มแข็ง และรวมเป็นเกษตรแปลงใหญ่ทั้งพืช ประมง ปศุสัตว์ ได้ช่วยลดต้นทุนการผลิต ง่ายต่อการบริหารจัดการ อีกทั้งการบริหารจัดการแหล่งน้ำ ระบายน้ำ ระบบส่งน้ำ และการฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนการเกษตร ที่จะต้องเชื่อมโยงข้อมูลดิน น้ำ อากาศ ช่วยพยากรณ์ ช่วยตัดสินใจ ช่วยให้รู้ว่าพื้นที่ใดควรปลูกอะไรมากน้อยแค่ไหน น้ำเพียงหรือไม่ พืชผลจะได้ไม่เสียหาย ราคาจะได้ไม่ตกต่ำ

สำหรับกลางทาง ปลายทาง และต้นทางก็ต้องมีบริษัทประชารัฐรักสามัคคี ทำหน้าที่ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งดิจิทัล และออนไลน์ เพื่อเชื่อมโยงตลาดออนไลน์ เชื่อมโยงภาคการเกษตร และอุตสาหกรรม เป็นต้น สิ่งที่ผมอยากให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจอีกครั้งก็คือ ทุกวินาทีที่ผ่านไปโลกมีการเปลี่ยนแปลง อาเซียนก็เปลี่ยนแปลง ทุกประเทศในอาเซียนก็ยังต้องปรับตัว เราจะอยู่แบบเดิมๆ ไม่ได้นะครับ จะต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ต้องพัฒนา เราต้องอิงหลักการ เหตุผล กฎหมาย และการมีจิตสำนึก และปรับปรุงการทำกิจกรรมของตนให้ดีขึ้น เราต้องช่วยเหลือกัน ต้องร่วมมือกัน ประเทศไทยไม่ได้มีอำเภอเดียว จังหวัดเดียว และอยู่ประเทศเดียวแบบโดดเดี่ยวก็ไม่ได้นะครับ ประเทศไทยมีทั้งคนยากดีมีจนไม่เท่ากัน แต่ทุกคนสำคัญเหมือนกันหมด เพราะเป็นคนไทย

รัฐบาลต้องสร้างบรรยากาศความเท่าเทียมทางสังคมด้วย ในทางเศรษฐกิจก็มีทั้งนายทุน ผู้ประกอบการ บริษัทขนาดใหญ่ของคนรวย ซึ่งธรรมชาติในการทำธุรกิจเสรีย่อมหวังผลกำไร แต่กำไรนั้นก็จะย้อนกลับมาสู่ประเทศชาติ และพวกเราทุกคนในรูปแบบของเงินภาษี สำหรับในการจัดหาสวัสดิการให้กับคนทั้งประเทศ แต่การทำธุรกิจที่มุ่งแต่ผลกำไรก็คงไปไม่รอด ต้องเกื้อกูลสังคม ต้องสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ ต้องดูแลผู้บริโภค และทุกคนในห่วงโซ่อุปทานอีกด้วย

นี่คือ หลักคิดของกลไกประชารัฐ เชื่อมโยงและเกื้อกูลกัน เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่รอด และเศรษฐกิจระดับฐานรากสามารถลืมตาอ้าปากได้ ดังนั้นการที่จะขับเคลื่อนในประเทศเติบโตไปได้อย่างยั่งยืน ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี มีฐานะมั่นคง การพัฒนาประเทศจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ ในระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ

ทั้งนี้ การวางยุทธศาสตร์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาให้เกิดการปฏิรูปก็ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบของระบบเศรษฐกิจให้ได้ครบถ้วนในทุกกลุ่ม กลุ่มแรกคือ เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีมูลค่าสูง เช่น การลงทุนในประเทศของบริษัทขนาดใหญ่ การลงทุนของภาครัฐในสาธารณูปโภคด้านต่างๆ รวมไปถึงการเข้ามาลงทุนจากนักลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งการลงทุนเหล่านี้คิดเป็นเม็ดเงินขนาดใหญ่ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการจ้างงาน เพิ่มรายได้ของประเทศในระยะสั้น ภาษีที่จัดเก็บได้ก็เป็นกอบเป็นกำก็สามารถนำไปพัฒนาประเทศ กระจายทำประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนกลุ่มอื่นๆ ได้อย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ เราต้องไม่ลืมว่าการลงทุนของภาคเอกชนและภาครัฐ ถือเป็นการช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศ ทางด้านเทคโนโลยี และโครงสร้าง สาธารณูปโภคพื้นฐาน และจะยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนได้ในระยะยาวอีกด้วย ดังนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจขนาดใหญ่จึงต้องให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ชาติ ในการจะสร้างความสามารถในการแข่งขัน มีการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะสนับสนุนการผลิตและการขนส่งเพื่อให้ประเทศมีความพร้อม สามารถดึงดูดการลงทุน ทั้งจากในและนอกประเทศให้ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเกื้อหนุนภาคส่วนอื่นๆ ของเศรษฐกิจให้เติบโตพร้อมกันได้

กลุ่มที่ 2 คือ เศรษฐกิจขนาดกลาง ไปจนถึงขนาดเล็ก กลุ่มนี้ถือเป็นกลไกที่เป็นแขนขาของระบบเศรษฐกิจ เป็นมดงานที่จะช่วยขับเคลื่อนให้งานสำเร็จ ถึงมูลค่าไม่ใหญ่ รายได้ไม่มาก สืบเนื่องจากมีจำนวนมาก ทำให้มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไม่แพ้เศรษฐกิจขนาดใหญ่ อย่าลืมว่าการจ้างงานของประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่กับบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กเหล่านี้ ทั้งนี้ การสนับสนุนเศรษฐกิจขนาดกลาง ต้องเร่งรัดพัฒนารากฐานสำคัญ คือ เรื่องคน เพราะเป็นส่วนประกอบสำคัญของเศรษฐกิจขนาดกลางนี้ ซึ่งอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นคนเต็มคน ดึงศักยภาพออกมาใช้เต็มที่ การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กว้างขวางในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าการผลิต เพิ่มรายได้ให้คนกลุ่มนี้ มีรายได้มั่นคงมีเสถียรภาพ ซึ่งหมายความถึงความมั่นคงของภาครัฐ และเศรษฐกิจอื่นด้วย

สำหรับกลุ่มสุดท้าย คือ เศรษฐกิจฐานราก ถือเป็นกระดูกสันหลัง เป็นเสาหลักของประเทศ เป็นกลุ่มสำคัญที่สุด เพราะประกอบด้วยประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่อยู่ภาคเกษตร และภาคนอกเกษตร เป็นที่มาของแรงงานผลิตสินค้าของประเทศ เป็นผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ ถ้าพี่น้องกลุ่มนี้มีรายได้ดี ผู้ผลิตขนาดกลาง ขนาดเล็กจะได้ประโยชน์ไปด้วย แต่ที่ผ่านมา รายได้พี่น้องประชาชนเศรษฐกิจฐานรากนี้ยังผันผวน ไม่แน่นอน ขึ้นกับหลายปัจจัย ส่วนใหญ่ควบคุมได้ยาก หรืออาจควบคุมไม่ได้เลย เช่น ราคาสินค้าเกษตรตลาดโลก ดินฟ้าอากาศ ภัยแล้งและน้ำท่วม โรคระบาด ทั้งในพืชและสัตว์ ที่ผ่านมานั้น ภาครัฐและเอกชนเห็นความสำคัญของพี่น้องกลุ่มนี้อย่างมาก และพยายามช่วยกันดูแล รัฐบาลจะเร่งดำเนินการช่วยสนับสนุนด้านรายได้ในระยะสั้น ให้กับผู้ประสบปัญหา ควบคู่ไปกับการเพิ่มศักยภาพการผลิตระยะยาว เช่น การบริหารจัดการน้ำให้พอเพียง การสนับสนุนการทำเกษตรแปลงใหญ่ การจัดหาพื้นที่ทำกินให้พี่น้องประชาชน การร่วมมือเอกชนเพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตและการตลาดภายใต้โครงการประชารัฐอย่างมาก

มาตรการทั้งหมดนี้ อยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติด้านที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำ ให้พี่น้องประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น หากประชาชนกลุ่มใหญ่ของประเทศมีรายได้มั่นคงขึ้น ลดการพึ่งพาการสนับสนุนระยะสั้น ยืนบนลำแข้งของตัวเองได้ ประเทศจะก้าวข้ามกับดักรายได้ที่เราติดอยู่เป็นเวลานาน ประเทศจะดีขึ้น

ทั้งนี้ การที่จะทำให้ทุกกลุ่มดีขึ้น ภาครัฐต้องสนับสนุนทั้ง 3 กลุ่ม อย่างเหมาะสมให้ตรงกับความต้องการ ต้องช่วยแก้ปัญหาอุปสรรค ข้อจำกัด เช่น กฎหมายที่ไม่ทันสมัยแล้วจึงเกิดประโยชน์ขึ้นได้ ที่จะส่งผลถึงประชาชนโดยรวม ดังนั้น การแก้ปัญหาต้องทำด้านโครงสร้าง ปฏิรูป และสนับสนุนกิจกรรมไปพร้อมกัน ที่จะแก้ไขที่ต้นเหตุด้วย ไม่ใช่แก้ปลายเหตุอย่างเดียว เช่น ที่ผ่านมา สิ่งสำคัญที่สุดคือ การยึดโยงการเติบโตของทุกกลุ่มเข้าด้วยกัน แต่ละกลุ่มสามารถสนับสนุนซึ่งกันและกันได้เต็มที่ เพราะล้วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันสูง ให้ประโยชน์กระจายถึงประชาชนทุกระดับ จนถึงผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะการเกษตรในการที่จะก้าวไปข้างหน้า เราไม่สามารถจะไปข้างหลังได้อีกต่อไป ภาครัฐเองต้องเร่งดำเนินการยุทธศาสตร์ด้านต่างๆ ไปพร้อมกัน ทั้งการปรับปรุงการบริหารจัดการ และการทำงานของข้าราชการให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่ไม่ทันสมัย และเพิ่มการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ และประชาชนในการช่วยแก้ปัญหา ไม่ใช่คอยแต่จะคัดค้านตลอดเวลา เพียงเพราะเกรงกระทบตนเอง ทั้งหมดนี้ เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตได้ ประชาชนอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ดี ประเทศมีความมั่นคง ซึ่งจะเพิ่มความเชื่อมั่น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทุกคน ต้องร่วมมือพัฒนา เผื่อแผ่ แบ่งปัน ที่สำคัญ เราต้องไม่ลืมกลับมามองตนเอง ปรับปรุงตนให้คิดอย่างมีหลักคิด มีอุดมการณ์ มีความเสียสละอดทน ไม่ให้ร้าย ไม่บิดเบือนโดยปราศจากข้อเท็จจริง สร้างความแตกร้าวให้สังคม เพื่อจะสร้างสังคมเข้มแข็ง ประเทศเติบโตยั่งยืนให้ได้

พี่น้องประชาชนที่รัก สิ่งที่ยังเป็นปัญหาในบ้านเมืองเรา ผมขอฝากช่วยพิจารณา ช่วยกันคิด ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลบังคับให้คิดตาม หรือคิดอย่างอื่นไม่ได้ คิดได้ แต่อยากให้รอบคอบ มีเหตุผล ไม่มองแต่มุมตัวเองมากเกินไป ฟังคนอื่น ไม่ฟังรัฐบาล ไม่ไว้ใจใครเลย ในส่วนของรัฐบาลรับฟังครับ เหมือนที่รับฟังทุกคนทุกฝ่าย เพราะเป็นรัฐบาลของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่รัฐบาลใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การรับฟังไม่ใช่การเอาชนะ จึงไม่ใช่การหักล้างข้อมูลของผู้อื่นว่าเป็นเท็จ และของท่านเป็นจริง ต้องเป็นการนำหลักฐาน หลักการและยกเหตุผลมาสนับสนุนข้อมูลจากทุกฝ่าย ย่อมมีความสำคัญทั้งสิ้น อาจเป็นการมองต่างมุม บิดเบือนโดยเจตนา เป็นสิ่งอันตราย แต่จะพิสูจน์ว่า ข้อมูลใดถูกต้องนั้น ต้องอาศัยข้อมูลทางวิชาการ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่เชื่อถือได้อ้างอิงได้เป็นสากล เอามาดูทั้งหมด และแสวงหาบทสรุปร่วมกันได้ ขอให้ทุกฝ่ายยอมรับสิ่งนั้นด้วย เราจะได้เดินหน้าต่อไปได้ เช่น 1 เรื่องพลังงานไฟฟ้า หากจะมีปัญหากับสิ่งแวดล้อม ไปดูว่าเขาแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร การนำข้อบกพร่องในอดีตมาเป็นบทเรียนวันนี้ เป็นสิ่งที่ดี การติดตามการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น เป็นอย่างไร ยุคสมัยเปลี่ยน เทคโนโลยีก้าวหน้า สิ่งที่เป็นปัญหาในอดีตอาจไม่ใช่ปัญหาปัจจุบัน เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ จ.ลำปาง วันนี้ไม่มีปัญหาแล้ว ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าปัจจุบัน ปัญหาเขาได้รับการแก้ไข ได้รับประโยชน์ที่มากกว่า มีไฟฟ้าใช้ เช่น มีกองทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน ผมอยากให้ลองติดตามและคิดดู การที่บุคคลภายนอก ทั้งเอ็นจีโอ คนนอกชุมชน ไม่ให้เกิดสิ่งต่างๆ เหล่านั้น บางครั้งเป็นการค้านแบบหัวชนฝา อ้างปัญหาเดิมๆ ไม่ไว้วางใจ เอาเทคโนโลยีเดิมๆ มาพูด โดยไม่รับฟังข้อมูลฝ่ายรัฐ เมื่อเกิดความเสียหาย ประชาชนเสียประโยชน์ ประเทศชาติไม่มีความมั่นคงด้านพลังงาน ตัวอย่างเห็นไหม ไฟดับชั่วโมงกว่าในภาคเหนือ ในหลายวันที่ผ่านมา อันตรายมากนะ เราไม่สามารถเพิ่มกระแสไฟฟ้าจากภายนอกได้ทันเวลา ดังนั้น จำเป็นต้องมีแหล่งกำเนิดไฟฟ้าในพื้นที่เป็นพลังงานสำรอง ที่จะทำให้ในพื้นที่ไฟไม่ดับ เป็นระบบสำรอง โครงการต่างๆ เกิดไม่ได้ ถ้าทุกคนยังไม่ช่วยคิดช่วยทำ มันไม่เกิด ทุกคนไม่รับผิดชอบ ดังนั้น ขอให้หาข้อมูลมาหักล้าง ข้อมูลราชการไม่ถูกต้องไม่เป็นจริง เพียงแต่ไม่ตรงใจท่าน ท่านก็บอกว่า ไม่ใช่ แบบนี้ ไม่ถูกต้อง

ส่วนการกล่าวอ้างว่ารัฐบาลนี้จะทำอะไร ก็ทำเพื่อเอื้อประโยชน์แก่นายทุนนั้น ผมคิดว่าทุกคนเข้าใจเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐดีอยู่แล้ว ก็เป็นการประมูลตามกฎหมายที่ต้องกำกับดูแลไม่ให้มีการทุจริต ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการเอื้อประโยชน์ ถ้าเรายกทุกอย่างมาเป็นปัญหา วันข้างหน้าเราก็คงจะทำอะไรไม่ได้แล้ว เพราะเป็นอุปสรรคไปเสียทั้งหมด แต่ก็อยากได้ อยากมี อยากแก้ปัญหา อยากพัฒนาเหมือนต่างประเทศ ที่เขาพัฒนากันทุกวัน ทำโน่นทำนี่ เราต้องดูว่าเขาไปถึงไหนกันบ้างแล้ว แม้กระทั่งในอาเซียนด้วยกัน เขามีของเก่าเหลืออยู่ เขาทำของใหม่เพิ่มขึ้น หรือพัฒนาของเดิมให้ดีขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ดังนั้น ผมไม่อยากให้พูดแต่ปัญหาเพียงด้านเดียว ควรจะกล่าวถึงผลดี กล่าวถึงการพัฒนาประเทศควบคู่กันไปด้วย จะได้ช่วยกันถ่วงน้ำหนัก หาจุดลงตัว หาทางออกให้ได้เสียที เห็นใจชาวบ้าน และประเทศชาติบ้าง

2. กรณีการแก้ปัญหาจราจร ไม่มีกฎหมายใดแก้ได้ ต้องแก้ด้วยความมีวินัย และการเคารพกฎหมาย ความจำเป็นที่ต้องมีกฎหมายมากขึ้น ชัดเจนขึ้น เพิ่มเติมจากกฎหมายเดิมที่บางส่วนมีอยู่แล้ว แต่บังคับใช้ไม่ได้ผล กฎหมายไม่ได้เป็นปัญหาอะไรกับผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมาย มีแต่ผู้ที่ชอบละเมิดกฎหมายเท่านั้นที่เห็นเป็นปัญหา เช่น ผู้ใช้รถใช้ถนนบางส่วนไม่เชื่อฟัง ไม่สวมหมวกกันน็อก ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยบ้าง ขับรถสวนเลน ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด หรือเมาสุราแล้วขับบ้าง ขับขี่รถทุกครั้ง ผมอยากให้ระลึกเสมอว่า ทุกคนรักชีวิต และทุกชีวิตมีค่า แม้ท่านจะขับรถยนต์ส่วนบุคคล แต่ท่านก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ร่วมทางคนอื่นๆ ด้วย

ยิ่งท่านที่ขับรถสาธารณะ ท่านยิ่งต้องรับผิดชอบต่อผู้โดยสารทุกคน ซึ่งล้วนแล้วก็มีครอบครัว มีคนที่อยู่ข้างหลัง ที่ท่านอาจไม่ทันคิด แต่รัฐบาลนี้คิดให้ทั้งหมด และรับไม่ได้กับการสูญเสียจากอุบัติเหตุที่เราน่าจะป้องกันได้ จะเห็นว่าการคาดเข็มขัดนิรภัยเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นในการลดความเสียหายที่ปลายเหตุ แต่มาตรการอื่นๆ ที่ป้องกันอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นต้นเหตุนั้น สำคัญที่สุด เช่น การตรวจระดับแอลกอฮอล์ การตั้งด่านตรวจความเร็ว ตรวจใบอนุญาตขับขี่ การแก้ปัญหาการแข่งรถบนถนนสาธารณะ เด็กแว้น การป้องปราบการทำผิดวินัยจราจร และการติดตั้งป้ายเตือน สัญญาณจราจร ในพื้นที่คับขัน เพื่อจะลดอุบัติเหตุ เหล่านี้เป็นต้น ไม่อยากให้มองเพียงประเด็นเข็มขัดนิรภัยเรื่องเดียว มันเป็นความปรารถนาดีของรัฐบาล แต่กลับกลายเป็นรัฐบาลรังแกคนจน ไม่มีรายได้เพียงพอในการไปติดตั้งเข็มขัดนิรภัย ไปเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทติดตั้ง ไปกันใหญ่ ก็ทุกคนก็บ่นว่าเราเสียหาย บาดเจ็บล้มตายจำนวนมากทุกปีๆ รัฐบาลก็น่าจะต้องแก้ปัญหาให้ได้ พอรัฐบาลแก้ก็ไม่เข้าใจอีก คือสรุปว่าไม่รู้จะทำยังไง แก้ปัญหาตัวเองกันไม่ได้อีก

3. การออกกฎหมายต่างๆ มีการดำเนินการตามขั้นตอน มีการพิจารณาใน 3 วาระ กฎหมายหลายอย่างยังมีปัญหา อาจติดขัดทางเทคนิค ในเรื่องของการบังคับใช้ของเจ้าหน้าที่ หรืออาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ก็ต้องปรับแก้ตามการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ซึ่งมีการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชน รัฐบาลไม่ได้ดึงดัน ไม่ได้จะบังคับไปเสียทั้งหมด แต่ทุกกฎหมายที่รัฐบาลผลักดันนั้น มีความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาเพื่อการพัฒนาประเทศ รวมทั้งให้เป็นไปตามสนธิสัญญาต่างๆ ที่เราทำไว้กับประชาคมโลก เช่น เรื่องการประมงผิดกฎหมาย การบินพลเรือน ทั้ง IUU ทั้ง ICAO หรือการค้างาช้างผิดกฎหมาย (CITES) เหล่านี้เป็นต้น

ที่ผ่านมา คนที่ออกมาวิจารณ์รัฐบาลในวันนี้ ขณะที่ยังอยู่ในอำนาจ หรือมีหน้าที่ในการกำกับดูแล ทำไมไม่เคยคิดจะออกกฎหมายเหล่านี้ เพราะอาจจะเกรงมีผลกระทบกับตนเอง และพวกพ้องหรือเปล่า ท่านน่าจะละอายตัวเองกันบ้าง รัฐบาลนี้กล้าจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง หากท่านจ้องจะตำหนิ จับผิด ผลร้ายก็จะเกิดกับประชาชน ขอให้เป็นการติเพื่อก่อ เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง เป็นที่ตั้งในการคิด ผมไม่ได้ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ แต่ขอให้มีข้อมูล มีข้อเท็จจริงบ้าง

4. การทุจริตในโครงการต่างๆ ผมขอย้ำอีกครั้ง กรณีผู้ใดแอบอ้างนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการ หรืออื่นๆ แล้วไปข่มขู่ส่วนราชการต่างๆ หรือไปเรียกรับผลประโยชน์ หากผมทราบหรือมีหลักฐานเมื่อใด จะลงโทษสถานหนัก หากมีการอ้างคนใกล้ชิด คสช. หรือผู้ที่อยู่ในตำแหน่งใดก็แล้วแต่ ขอให้ส่งรายชื่อ หลักฐานมาให้นายกรัฐมนตรี ผมจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ไม่มีการละเว้น ทำไมท่านต้องไปกลัวเขา ผมจะให้ความเป็นธรรมในทุกกรณี

ผู้ที่ทำงานใกล้ชิดก็เพราะจำเป็นต้องใช้งานเขา แต่หากทำงานใกล้ชิดแล้วไปแอบอ้างหาผลประโยชน์ ก็ไม่สมควรจะรับไว้ทำงานเพื่อส่วนรวม เพราะจะเป็นเส้นทางสู่การทุจริตคอร์รัปชัน ที่รัฐบาลนี้ต้องการจะลบล้างให้หมดไปจากสังคมไทย ไม่ว่าจะเรียกร้องผลประโยชน์ การประมูล จัดซื้อจัดจ้างหรือการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่ง

และ 5. ข้อสังเกต กระบวนการใช้ประโยชน์จากสื่อต่างๆ รวมทั้งโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน มีการบิดเบือนมากขึ้น อาจเกิดจากการเข้าใจผิด หรือเจตนาสร้างเงื่อนไขใดๆ ก็ตาม ทำให้ไร้การควบคุม เพราะต่างคนต่างก็ไม่มีการตรวจสอบ ก่อนที่จะส่งต่อไปยังกลุ่มเพื่อนฝูง คนใกล้ชิดต่างๆ สร้างผลกระทบในวงกว้างในสังคมของเรา หากเป็นเรื่องที่ผิดเพี้ยน มีเจตนาร้ายแอบแฝง ยิ่งจะสร้างความเสียหาย ความขัดแย้ง ที่ผ่านมา ก็มีหลายคดี คดีพระธรรมชโย คดีจับอาวุธสงคราม คดีเก็บภาษีจากการขายหุ้น หรือคดีจำนำข้าว เป็นต้น

ถ้าเราติดตามดูก็รู้ได้ไม่ยากว่ามาจากแหล่งใด ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากการทำผิดกฎหมาย ซึ่งยังไม่ชัดเจน ก็ให้ศาลตัดสินออกมา เพียงแต่ว่าก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แล้วท่านไม่ยอมรับความผิดใดๆ เลย ไม่ยอมเข้ากระบวนการศาลยุติธรรม แบบนี้กฎหมายก็บังคับใช้ไม่ได้อีก เราก็จะเรียกว่า 2 มาตรฐาน อีกเหมือนเดิม

เพราะประชาชนทั้งประเทศนับร้อยนับพันนับหมื่น ที่เขาก็ถูกตัดสินโดยศาลโดยกระบวนการยุติธรรมเหล่านี้ เขาก็ถูกตัดสินเช่นเดียวกัน อาจจะมองว่าเขาได้รับความไม่เป็นธรรม แต่กลายเป็นว่าท่านมาอ้างว่าท่านไม่เป็นธรรม ได้รับความไม่เป็นธรรม ไม่ยุติธรรม โดยการไม่ยอมเข้ารับการพิจารณาคดี อันนี้หมายความถึง ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ลองคิดดูใช่หรือเปล่า คนไทยคิดอย่างไร รัฐบาลและ คสช. จะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้หรือไม่

พี่น้องประชาชนครับ สุดท้ายนี้ ผมอยากให้ทุกคนรักการเรียนรู้ รักการอ่าน หนังสือ จะเป็นแอ่งน้ำสำหรับผู้กระหายความรู้ เป็นศูนย์รวมองค์ความรู้ ประสบการณ์ที่ตกผลึก ช่วงนี้ก็มีงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม - 9 เมษายน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ก็ขอเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจไปหาซื้อหนังสือดีๆ มีประโยชน์มาอ่านกัน

ทุกวันนี้ แหล่งเรียนรู้เปิดกว้างสำหรับผู้ใฝ่รู้ นอกจากหนังสือแล้วก็ยังมีอินเทอร์เน็ต แต่การเสพสื่อ การรับรู้ให้เกิดปัญญานั้น ต้องมีสติ ต้องรู้จักการตรวจสอบ เปรียบเทียบ วิเคราะห์ข้อมูล โดยเฉพาะในสื่อโซเชียล เพราะทุกคนสามารถเป็นผู้นำเสนอ เป็นผู้สื่อข่าวได้โดยตรงในโลกออนไลน์ ที่ปราศจากกองบรรณาธิการ ตรวจสอบความถูกต้อง เหมาะสม

กรณีนี้ ผมขอชื่นชมความริเริ่มของ อสมท และกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ในการเปิดตัวศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของเครือข่ายการตรวจสอบข้อเท็จจริงสากล ที่รณรงค์ให้ทุกคนตระหนัก ถึงความสำคัญในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสาร และภัยเงียบของการแชร์แบบมั่วๆ ไม่มีความรับผิดชอบ

ผมอยากให้ทุกคนกล้าเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงด้วยปัญญา โดยการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หาโอกาสที่จะพัฒนา เราต้องก้าวไปข้างหน้า สู่อนาคตที่ดีกว่าไปด้วยกัน ผมขอฝากเป็นข้อคิดเห็นประจำสัปดาห์นี้

ขอบคุณครับ ขอให้ทุกคนมีความสุขในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ใช้เวลาว่าง หรือก่อนนอน อ่านหนังสือให้เด็กๆ ลูกหลาน เพื่อจะเสริมความรู้ และสร้างความผูกพันในครอบครัว แล้วอย่าลืมพัฒนาภาษาอังกฤษด้วยนะครับ Echo English ตามที่ให้ข้อมูลไปแล้ว สวัสดีครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...