xs
xsm
sm
md
lg

“ประยุทธ์” ขอร้องพวกใส่ร้ายรัฐบาลหยุดได้แล้ว - ย้ำกรณี “ธรรมกาย” จำเป็นต้องงัด ม.44 เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมใช้กฎหมายปกติ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


“ประยุทธ์” ขอร้องกลุ่มบุคคลที่บิดเบือนการทำงานของรัฐบาล - คสช. ยุติได้แล้ว เนื่องจากสร้างความเดือดร้อนให้ประเทศชาติ ย้ำ กรณี “ธรรมกาย” จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและใช้กฎหมายปกติ

วันนี้ (17 มี.ค.) เมื่อเวลา 20.15 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ช่วงหนึ่งว่า ขอร้องอีกครั้ง บรรดาบุคคล กลุ่มบุคคล ที่พยายาม หรือเจตนาจะบิดเบือนการทำงานของรัฐบาล และ คสช. โดยจับเอาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือบางเรื่อง เรื่องส่วนตัว มาทำให้สังคมสับสน อลหม่านไปหมด ทั้งนี้ ก็เพื่อประโยชน์ของตน ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต คนกลุ่มเหล่านี้ยังมีอยู่ ก็ขอร้องให้ยุติได้แล้ว

ประชาชนช่วยกันตัดสินใจ ว่า เราจะให้คนเหล่านี้อยู่สร้างความเดือดร้อนให้กับประเทศชาติต่อไปหรือไม่ ทั้งนี้ ตนอยากให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ ตนรับฟังทุกคน ทุกฝ่าย โดยไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย สื่อ โซเชียลมีเดีย ก็ขอให้พยายามเข้าใจรัฐบาล และ คสช. ด้วย ทุกคนก็อยากได้ อยากให้ประเทศไทยดีขึ้น ตนไม่ต้องการให้ทุกคนมาช่วยเชียร์ เพียงขอแค่เสนอข่าวโดยใช้ข้อเท็จจริง แล้วอะไรที่ประชาชนจำเป็นต้องเรียนรู้ ก็ขอให้ข้อมูลเขาด้วย อะไรที่เป็นเรื่องจริงที่ต้องชี้แจงในการปฏิบัติ อะไรกำลังทำอยู่ อะไรที่ยังไม่ได้ทำ เพราะอะไร เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เราต้องสร้างหลักคิดให้กับประชาชน ปูพื้นฐานให้เขา ให้เขาคิดเป็นทำเป็น พูดเป็น

นายกฯ กล่าวต่อว่า การกระทำใดๆ ต่างๆ ก็ตามที่ดี รัฐบาลพร้อมจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ถ้าเป็นการทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะในอดีต หรือปัจจุบัน รัฐบาล และ คสช. พยายามใช้กฎหมายปกติ อำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระ กระบวนการยุติธรรม เป็นผู้ดำเนินการ เราไม่ได้มุ่งหวังจะใช้มาตรา 44 ไปใช้ด้วยเจตนาร้าย บางอย่างจำเป็น บางอย่างไม่จำเป็น ก็ขอให้ทุกคนได้เข้าใจว่าเราทำเพื่อให้เกิดการบูรณาการ แล้วก็นำทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมใช้กฎหมายปกติเท่านั้น เช่น กรณีธรรมกาย รัฐบาล และ คสช. ก็ได้พยายามดำเนินการทุกมาตรการ ด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ เพื่อยุติปัญหา และรักษากระบวนการยุติธรรมของประเทศ ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง ไม่ได้ทำตามอำเภอใจ หรือทำตามความรู้สึก เพราะว่าสถาบันศาสนา นั้นเป็นหนึ่งในสถาบันหลักของชาติ การใช้มาตรา 44 นั้น มีความจำเป็น ทั้งนี้ เนื่องจากกฎหมายปกติถูกละเมิด แล้วก็มีการใช้กฎหมู่ กฎหมายอื่นๆ ก็มี เช่น พ.ร.ก. ฉุกเฉิน กฎอัยการศึก ก็จะรุนแรงเกินไป เพราะใช้แล้วก็ต้องใช้อย่างเต็มที่ อาจจะเกินกว่าเหตุ เพราะความมุ่งหมายก็เพื่อจะตรวจค้น นำตัวผู้กระทำความผิด และก็มีหมายจับของศาลมาดำเนินคดีตามกฎหมายถ้าไม่ผิดก็คงไม่มีหมายศาลไปจับ ไปย้อนดูตรงโน้น ไม่ใช่รังแกใครทั้งสิ้น สำหรับ การใช้ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ฯ และ กฎ มส. นั้น ก็เพื่อจะให้ผู้ปกครองคณะสงฆ์ และหน่วยงานด้านความมั่นคงได้ทำงานร่วมกัน และให้การดำเนินการต่างๆ ในวัดพระธรรมกายเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

สุดท้ายการใช้พระธรรมวินัย ที่เรียกว่า วินัยของพระ เราก็จะต้อง มาพิจารณาความถูกผิด ในเรื่องของคำสอน ในเรื่องของพิธีกรรม พิธีการ การบริจาคเงิน การบริหารกิจการของวัด รวมทั้งการปฏิบัติตนของพระสงฆ์ในวัดพระธรรมกาย ว่า มีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร และที่ถูกต้องคืออะไร เราจะได้ตอบข้อสงสัยของประชาชนไปด้วย โดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนอื่นๆ อีกด้วย ที่นับถือพุทธศาสนาเป็นจำนวนมากเกิน 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ในประเทศไทย ตนเข้าใจว่าทุกคนก็มีความเชื่อ มีความศรัทธาที่ไม่เหมือนกัน แต่หลักธรรมคำสอนอยู่ตรงไหน ตรงนั้นเป็นสิ่งสำคัญ แล้วก็ไม่อยากให้ทุกอย่างนั้น บิดเบือนไปสู่ในเรื่องของการแสวงหาผลประโยชน์ เราต้องทำให้เกิดความชัดเจน ที่วัดอื่น พระอื่นๆ ก็มีที่ทำผิดวินัยจำนวนมาก ขอให้ทุกคนได้ช่วยกันสอดส่อง แล้วแจ้งหน่วยราชการ หรือแจ้งเจ้าคณะให้มีการสอบสวนลงโทษ เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ว่า อันอื่นก็มี ทำไมจะต้องมาทำที่วัดธรรมกาย พูดแบบนี้ไม่ได้ ก็ต้องการทำทุกที่

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า อีกประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ ก็คือ กรณีการประเมินภาษีจากการขายหุ้นกลุ่มชินคอร์ป ซึ่งเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติ ก็ไปดูกันว่าหลักการคืออะไร หลักการที่ฝ่ายกฎหมายเขาประชุมร่วมกันมาก็สรุปว่าต้องดูก่อนว่า เป็นการโอนและซื้อขายหุ้นที่กระทำโดยสุจริตหรือไม่ เพราะที่ผ่านมานั้นศาลฎีกาเคยตัดสินแล้วว่า มันมีการโอนกันหลายทอดมีเจตนาที่แยบยล แสวงประโยชน์จากช่องว่างของกฎหมาย จนมีผลกำไร แล้วทุกวันนี้สังคมเองก็เชื่อว่าไม่สุจริต เพราะเป็นการเลี่ยงภาษี และอีกประเด็นก็คือ การใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ทำให้ประเทศชาติเสียรายได้ ในขณะที่อยู่ในตำแหน่ง มีอำนาจ มีหน้าที่ต้องรักษากฎหมาย รักษาผลประโยชน์ของชาติโดยรวม จึงต้องมีคุณธรรมจริยธรรมมากกว่าบุคคลทั่วไป ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นสมควรแล้วหรือไม่ก็ไปพิจารณากันมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ต่อสู้กันให้ถูกต้อง

คำต่อคำ : ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน 17 มีนาคม 2560

สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน ช่วงนี้ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว อุณหภูมิสูงขึ้นทุกวัน เมื่อวานก็ประมาณ 36 องศา ถึงแม้ว่าอากาศจะร้อน ผมก็อยากให้ทุกคนใจเย็นๆ ไม่ใช้อารมณ์ฉุนเฉียวในการแก้ปัญหา ผมเองก็ด้วย ก็ต้องแก้ไขตัวเอง ปรับปรุงตัวเอง เพราะว่าวันนี้ในท้องถนน ในการทำงาน หรือแม้กระทั่งที่บ้านย่อมมีเรื่องที่ไม่ค่อยได้ดั่งใจ อาจจะมีการกระทบกระทั่งกันอยู่บ้าง ด้วยคำพูด ด้วยการกระทำ ก็ขอให้ทุกคนได้มีสติ รู้จักให้อภัยกัน อย่าใช้ความรุนแรงในการตัดสินปัญหา บางอย่างก็เกิดจากความไม่เข้าใจ หรืออาจจะเกิดจากความหวังดี ไม่เข้าใจเจตนา ก็ขอให้อดทนฟังกันให้มาก แล้วก็ร่วมกันคิดว่าเราจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร ถ้าหากตัวเราตั้งแง่ใส่กัน ค้านทุกอย่าง เปิดใจให้กว้างขึ้นน่าจะดีกว่า สิ่งที่เกิดเป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูร้อน ก็คือ การลืมเด็กไว้ในรถจนเสียชีวิต หรือการจมน้ำตายของลูกหลานที่ลงไปเล่นน้ำ เหล่านี้ผมยกเป็นตัวอย่างขึ้นมาเตือนไว้ก่อน อยากให้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนขับรถตู้รับส่งนักเรียน ผู้ปกครอง พ่อแม่ ผู้คนรอบข้าง ได้สังเกตและก็ดูแลซึ่งกันและกัน ให้เด็กๆ ของเรานั้นอยู่ในสายตา โดยผู้ใหญ่ก็ต้องไม่เผลอเรอ ไม่ประมาท

ในภาพรวมของประเทศสิ่งที่มากับฤดูร้อนนี้ ก็คือ ภัยแล้งก็คู่กับประเทศไทยมายาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่นอกเขตชลประทานหรือแม้กระทั่งในเขตชลประทานที่ดูเหมือนจะมีน้ำมากเก็บกักน้ำไว้ได้ แต่ก็ไม่มากนัก ระบบส่งกระจายน้ำที่ยังไม่สมบูรณ์ มีทั้งสร้างไม่เสร็จ สร้างไม่ได้ หรือประชาชนไม่ยินยอมให้ทางผ่าน และอีกเรื่องคือปัญหาหมอกควัน ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ และจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเราได้มีการหารือร่วมกันว่าจะแก้ปัญหาโดยรวมอย่างไรในภูมิภาค เหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ง่ายๆ ด้วยการสั่งการครั้งเดียว วันเดียว เดือนเดียว ปีเดียว เพราะว่าประกอบไปด้วยคนหลายส่วน แล้วหลายพื้นที่ มีปัญหาทั้งทางด้านการปฏิบัติ ทางด้านกฎหมาย เพราะฉะนั้นเราต้องหาวิธีการร่วมมือกันให้ได้ ในพื้นที่ แล้วก็ต่างพื้นที่ด้วย ไปด้วยกัน นอกประเทศก็หารือกันเรื่องหมอกควัน เรื่องน้ำเราก็ได้มีการพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้านเรา ทำอย่างไรเราจะมีน้ำเพิ่มขึ้น ช่วยกัน ภัยพิบัดิเหล่านี้นั้นเราสามารถจะป้องกันหรือให้ทุเลาเบาบางลงได้ ทั้งนี้ก็ด้วยมาตรการต่างๆ ของรัฐ ที่เราได้พยายามวางรากฐานไว้ให้แล้ว ก็ขอแต่เพียงช่วยเชื่อฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ทั้งในพื้นที่และในส่วนกลาง แล้วก็ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ก็จะไม่ลุกลามใหญ่โต ในการทำงานเพื่อบรรเทาสาธารณภัยนั้น มีพลังมวลชนกลุ่มหนึ่ง ที่ถูกจัดตั้งโดยใช้กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี เป็นกลไกในการสร้างพลังเยาวชนเป็นหน่วยลูกเสือราชประชานุเคราะห์ ในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 58 แห่ง ทั่วประเทศ ซึ่งผมเห็นว่า ศาสตร์พระราชานี้ นอกจากจะช่วยให้เด็กนักเรียน ทำตัวไม่เป็นภาระของพ่อแม่แล้ว ก็ยังทำให้มีความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองและผู้อื่น ในสถานการณ์ต่างๆ ได้อีกด้วย เช่นที่ผ่านมา ช่วงปลายปีที่แล้วก็เกิดอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ หน่วยลูกเสือราชประชานุเคราะห์ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยเป็นกำลังสำคัญในการจัดอาหารประกอบเลี้ยงและแจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบภัย รวมถึงขนย้ายสิ่งของการทำความสะอาดบ้านเรือนของผู้ประสบภัยหลังน้ำลด ก็ขอให้ระมัดระวังด้วยนะครับอย่าเอาคนส่วนนี้ไปอยู่ในพื้นที่ที่มีอันตราย ทั้งนี้ ผมอยากให้พวกเราช่วยกันสร้างจิตสำนึก อุดมการณ์ เผื่อแผ่ แบ่งปัน จิตสาธารณะด้วย สำหรับคุณสมบัติของหน่วยลูกเสือราชประชานุเคราะห์ ก็ได้แก่ การเป็นคนดีมีคุณธรรม มีระเบียบวินัย มีความสามัคคีและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ที่สำคัญ ก็คือ มีจิตอาสา มีจิตสาธารณะ พร้อมที่จะทำประโยชน์หรือบรรเทาสาธารณภัยให้แก่ส่วนรวม ผมก็เห็นว่าเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับเยาวชนรุ่นใหม่ ก็อยากให้เป็นแบบอย่างให้กับเยาวชนและกลุ่มพลังอื่นๆ เช่น นักศึกษาอาชีวะ ที่ผมก็ถือว่า หรือเชื่อว่ามีศักยภาพอยู่แล้วมากมาย หากได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม ให้ทำกิจกรรมอื่นๆ อีกด้วย ที่สร้างสรรค์ เพื่อสังคม เพื่อส่วนรวม ในช่วงปิดภาคเรียน เราก็จะลดปัญหาต่างๆ ไปได้อีกมากมาย เช่น งานจราจร งานรักษาความสะอาด งานมัคคุเทศก์ งานซ่อมแซมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ งานซ่อมแซมบ้านเรือนจากพายุฤดูร้อน หรืองานจิตอาสาอื่นๆ เป็นต้น ก็จะช่วยให้ประเทศไทยของเรานั้นมีพลเมืองดี มีพลังบริสุทธิ์ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และก็พร้อมที่จะช่วยกันพัฒนาประเทศก็ขอให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ช่วยกันดูแลเยาวชนเหล่านี้ด้วย เอาไปร่วมงานกันในช่วงปิดเทอมเพื่อสังคม

พี่น้องประชาชนทุกท่าน บันได 3 ขั้น สู่ความสำเร็จ เราทราบดีอยู่แล้ว ก็คือ คิด พูด แล้วก็ทำ แต่เราต้องทำอย่างไรให้ครบวงจร ปัญหาใหญ่ปัญหาเล็ก เราจะแก้ไปพร้อมๆ กันได้ไหม เพราะมันเป็นส่วนประกอบซึ่งกันและกัน แล้วจึงพูด แล้วก็ปฏิบัติ คือ คิด พูด แล้วก็ทำ ในสิ่งที่คิดไว้อย่างแล้วก็รัดกุม ถ้าต่างคนต่างคิด ไม่รับฟังความคิดเห็นต่างเลยไม่คิดหาทางให้มันเกิดขึ้น ไม่ยอมกันอย่างเดียว ถ้าไม่ตรงกับของตัวเองก็ไม่ยอม ก็ไม่สามารถจะลงมือทำ แล้วก็นำไปสู่ความสำเร็จได้อีกเลย ส่วนการพูด นั้น ประเทศชาติของเราวันนี้ ต้องการการพูดที่สร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดความรู้ ให้เข้าใจกัน จะได้ร่วมกันพัฒนาประเทศ ด้วยปัญญา ด้วยเหตุผล ดังนั้น การพูด การนำเสนอในสิ่งดีๆ เป็นสิ่งที่สำคัญมากนะครับ เพราะการเสพสื่อทุกชนิดนะครับ หรือเสพข้อมูลข่าวสารก็เหมือนกับคนเรานั้นกินอาหารเพราะปกติอาหารก็คือสิ่งที่เป็นประโยชน์ บำรุงร่างกาย มีพลังงานไปทำงาน แต่ถ้ากินแต่อาหารไม่ดี อาจจะอร่อยถูกปาก แทนที่จะให้คุณ ก็อาจจะกลับกลายเป็นโทษ ทำลายสุขภาพด้วย และถ้าหากเปรียบประเทศของเราคือร่างกาย ประชาชนต่างสาขาอาชีพก็คงเป็นอวัยวะ ที่ต่างคนต่างมีหน้าที่ และต้องทำงานประสานสอดคล้องกัน สื่อมวลชนก็เหมือนกัน ก็เป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะเหล่านี้ด้วย มีความ สำคัญ ในการให้ความจริงที่เป็นความรู้ แต่ถ้าเราให้โดยไม่รู้นะครับ เป็นความเท็จ ก็เป็นอวิชชา นอกจากไม่สร้างการรับรู้ความรู้ที่ดีแล้ว ก็ยังนำไปสู่ความเข้าใจผิด และความขัดแย้งในที่สุด ที่ผ่านมานั้น เราคงโทษใครไม่ได้ แต่อยากให้สติทุกคน แล้วก็ขอร้องสื่อว่าควรเสนอข่าวด้วยความระมัดระวัง ให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงเท่านั้น อย่าสร้างประเด็นที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ไม่เช่นนั้น การที่เราส่งเสริมให้ประชาชนช่วยกันร่วมมือกัน ไม่เกิด ถ้าทุกคนร่วมมือกัน ช่วยกัน ช่วยตัวเองบ้าง ก็จะลดภาระของรัฐบาลลงแล้วก็จะเร็วขึ้นด้วย เราจะได้ใช้งบประมาณอย่างทั่วถึง สร้างสภาวะแวดล้อมของการลงทุน ความไว้เนื้อเชื่อใจ เพื่อจะเพิ่มอาชีพรายได้ให้กับประชาชนให้มากยิ่งขึ้น ทุกกลุ่มทำให้ถูกวิธี บางอย่างอาจจะต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่าสร้างความคิดที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยติดขัด เป็นอุปสรรคเพราะความไม่รู้ ความไม่เข้าใจหรือจะด้วยเจตนา หรือไม่เจตนาก็ตาม เพราะสิ่งที่เราทุกคนรวมทั้ง รัฐบาล และ คสช. คาดหวังก็คือ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

ผมขอร้องอีกครั้ง บรรดาบุคคล กลุ่มบุคคล ที่พยายาม หรือเจตนาจะบิดเบือนการทำงานของรัฐบาลและ คสช.โดยจับเอาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือบางเรื่อง เรื่องส่วนตัว มาทำให้สังคมสับสน อลหม่านไปหมด ทั้งนี้ ก็เพื่อประโยชน์ของตน ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต คนกลุ่มเหล่านี้ยังมีอยู่ ก็ขอร้องให้ยุติได้แล้ว ประชาชนช่วยกันตัดสินใจ ว่าเราจะให้คนเหล่านี้อยู่สร้างความเดือดร้อน ให้กับประเทศชาติต่อไปหรือไม่ ทั้งนี้ผมก็อยากให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ ผมรับฟังทุกคน ทุกฝ่าย โดยไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย จะทำให้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อส่วนรวม กับประเทศชาติในที่สุด สื่อ โซเชียลมีเดีย ก็ขอให้พยายามเข้าใจรัฐบาลและ คสช. ด้วย ทุกคนก็อยากได้ อยากให้ประเทศไทยดีขึ้น ผมไม่ต้องการให้ทุกคนมาช่วยเชียร์ผม อะไรต่างๆ ผมไม่ต้องการ ก็ขอให้ข่าว หรือเสนอข่าวโดยใช้ข้อเท็จจริง แล้วอะไรที่จำเป็นต้อง ประชาชนเรียนรู้ ก็ขอให้ข้อมูลเขาด้วย อะไรที่เป็นเรื่องจริงที่ต้องชี้แจงในการปฏิบัติ อะไรกำลังทำอยู่ อะไรที่ยังไม่ได้ทำ เพราะอะไร เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เราต้องสร้างหลักคิดให้กับประชาชน ปูพื้นฐานให้เขา ให้เขาคิดเป็นทำเป็น พูดเป็น หลายอย่างจำเป็นต้องทำ วันนี้เช่นน้ำ เช่นเกษตร หลายอย่างก็ทำไม่ได้ ติดขัดทั้งหมด หลายๆ อย่างติดขัดเรื่องที่จำเป็นต้องทำก่อน ก็ทำไม่ได้ ก็ไม่ต่อเนื่อง เพราะว่าถ้าเราทำไม่ได้ประโยชน์ก็ไม่เกิดกับใครทั้งสิ้น ส่วนรวมก็ไม่ได้ ส่วนน้อยก็ไม่ได้ ตัวเองก็ไม่ได้ เพราะคัดค้านกันไปหมด การกระทำใดๆ ต่างๆ ก็ตามที่ดี รัฐบาลพร้อมจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ถ้าเป็นการทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะในอดีต หรือปัจจุบัน รัฐบาลและ คสช. พยายามใช้กฎหมายปกติ อำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระ กระบวนการยุติธรรม เป็นผู้ดำเนินการ เราไม่ได้มุ่งหวังจะใช้มาตรา 44 ไปใช้ด้วยเจตนาร้าย บางอย่างจำเป็น บางอย่างไม่จำเป็น ก็ขอให้ทุกคนได้เข้าใจว่าเราทำเพื่อให้เกิดการบูรณาการ แล้วก็นำเข้าทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมใช้กฎหมายปกติเท่านั้น เช่น กรณีธรรมกาย รัฐบาล และ คสช. ก็ได้พยายามดำเนินการทุกมาตรการ ด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ เพื่อยุติปัญหา และรักษากระบวนการยุติธรรมของประเทศ ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง ไม่ได้ทำตามอำเภอใจ หรือทำตามความรู้สึก เพราะว่าสถาบันศาสนานั้น เป็นหนึ่งในสถาบันหลักของชาติ การใช้มาตรา 44 นั้นมีความจำเป็นทั้งนี้เนื่องจากกฎหมายปกติถูกละเมิด แล้วก็มีการใช้กฎหมู่ กฎหมายอื่นๆ ก็มี เช่น พ.ร.ก. ฉุกเฉิน กฎอัยการศึก ก็จะรุนแรงเกินไป เพราะใช้แล้วก็ต้องใช้อย่างเต็มที่นะครับ อาจจะเกินกว่าเหตุไปเกินไป เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ หรือเรื่องใหญ่ก็กลายเป็นใหญ่มาก เพราะความมุ่งหมายก็เพื่อจะตรวจค้น นำตัวผู้กระทำความผิดและก็มีหมายจับของศาลมาดำเนินคดีตามกฎหมายนะครับ ถ้าไม่ผิดก็คงไม่มีหมายศาลไปจับ ไปย้อนดูตรงโน้น ไม่ใช่รังแกใครทั้งสิ้น สำหรับ การใช้ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ฯ และกฎ มส. นั้น ก็เพื่อจะให้ผู้ปกครองคณะสงฆ์ และหน่วยงานด้านความมั่นคงได้ทำงานร่วมกัน และให้การดำเนินการต่างๆ ในวัดพระธรรมกายเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สุดท้ายการใช้พระธรรมวินัย ที่เรียกว่าวินัยของพระ เราก็จะต้อง มาพิจารณาความถูกผิด ในเรื่องของคำสอน ในเรื่องของพิธีกรรม พิธีการ การบริจาคเงิน การบริหารกิจการของวัด รวมทั้งการปฏิบัติตนของพระสงฆ์ในวัดพระธรรมกาย ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร และที่ถูกต้องคืออะไร เราจะได้ตอบข้อสงสัยของประชาชนไปด้วย โดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนอื่นๆ อีกด้วย ที่นับถือพุทธศาสนาเป็นจำนวนมากเกิน 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ในประเทศไทย ผมเข้าใจนะครับว่าทุกคนก็มีความเชื่อ มีความศรัทธาที่ไม่เหมือนกัน แต่หลักธรรมคำสอนอยู่ตรงไหน ตรงนั้นเป็นสิ่งสำคัญ แล้วก็ไม่อยากให้ทุกอย่างนั้น บิดเบือนไปสู่ในเรื่องของการแสวงหาผลประโยชน์เราต้องทำให้เกิดความชัดเจน เรื่องอื่นก็มีนะครับ ที่วัดอื่น พระอื่นๆ ก็มีที่ทำผิดวินัยจำนวนมาก ขอให้ทุกคนได้ช่วยกันสอดส่อง แล้วแจ้งหน่วยราชการ หรือแจ้งเจ้าคณะให้มีการสอบสวนลงโทษ เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ว่า อันอื่นก็มีทำไมจะต้องมาทำที่วัดธรรมกาย ผมว่าพูดแบบนี้ไม่ได้ ก็ต้องการทำทุกที่

เพราะฉะนั้นตรงไหนมีความรุนแรงก็อาจจะต้องทำก่อน แต่ที่อื่นมีความจำเป็นต้องทำ ฝากให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ได้ติดตาม แล้วก็ทำให้เป็นที่เคารพและศรัทธา เชื่อมั่นของประชาชนที่เป็นพุทธศาสนิกชนให้มากที่สุด

อีกประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ ก็คือ กรณีการประเมินภาษีจากการขายหุ้นกลุ่มชินคอร์ป ซึ่งเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติ ก็ไปดูกันว่าหลักการคืออะไร หลักการที่ฝ่ายกฎหมายเขาประชุมร่วมกันมาก็สรุปว่าต้องดูก่อนว่า เป็นการโอนและซื้อขายหุ้นที่กระทำโดยสุจริตหรือไม่ เพราะที่ผ่านมานั้นศาลฎีกาเคยตัดสินแล้วว่า มันมีการโอนกันหลายทอดมีเจตนาที่แยบยล แสวงประโยชน์จากช่องว่างของกฎหมาย จนมีผลกำไร แล้วทุกวันนี้สังคมเองก็เชื่อว่าไม่สุจริต เพราะเป็นการเลี่ยงภาษี และอีกประเด็น ก็คือ การใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ทำให้ประเทศชาติเสียรายได้ ในขณะที่อยู่ในตำแหน่ง มีอำนาจ มีหน้าที่ต้องรักษากฎหมาย รักษาผลประโยชน์ของชาติโดยรวม จึงต้องมีคุณธรรมจริยธรรมมากกว่าบุคคลทั่วไปนะครับ ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นสมควรแล้วหรือไม่ก็ไปพิจารณากันมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ต่อสู้กันให้ถูกต้อง

เรื่องที่ 2 ถ้าหากว่า เราพบว่า ไม่สุจริตแล้วก็ต้องสร้างมาตรฐานเดียว คือการบังคับใช้กฎหมายตามปกติ เหมือนกับนิติบุคคลอื่นๆ ที่มีการซื้อขายหุ้น แล้วต้องเสียภาษีตามกฎหมาย โดยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้ง สตง. ป.ป.ช. ปปง. ป.ป.ท. และกรมสรรพากร กระทรวงการคลังไปหารือกัน และทำการศึกษาข้อเท็จจริงโดยรายละเอียด

3. การดำเนินการในเรื่องนี้มีความอ่อนไหว จะต้องมีความโปร่งใส เป็นธรรม ไม่ขัดหลักนิติธรรม และผมไม่ให้ใช้มาตรา 44 ในการที่จะขยายเวลา ขยายอายุความแต่ประการใด ยังคงเป็นกระบวนการยุติธรรมตามปกติ ในการประเมินภาษีจากเจ้าของหุ้นที่แท้จริงโดยตรง ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวการที่ย่อมต้องมีความผูกพันต่อการกระทำของ ตัวแทนด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น สิ่งที่เกิดตามมาก็คือ

1. กรมสรรพากรต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป ได้แก่ การประเมินภาษีก่อนสิ้นเดือนมีนาคมนี้

2. กระทรวงการคลังตั้งคณะกรรมการสอบสวนทุกขั้นตอน เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับหน่วยงานราชการอื่นๆ ต่อไป และ

3. ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของศาล โดยผู้ถูกประเมินภาษียังมีสิทธิ์อุทธรณ์ภายใน 30 วัน เป็นวิธีการปกติ แล้วก็ไปต่อสู้ในศาล สุดท้ายการที่จะเรียกเก็บภาษีได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับศาล ทุกอย่างต้องเกิดขึ้นชัดเจน รัฐบาลไม่สามารถจะช่วยใครเข้าข้างใครได้ทั้งสิ้น เพราะเป็นเรื่องของของกระบวนการยุติธรรม แต่เมื่อได้ข้อยุติมาแล้ว ตัดสินออกมาแล้ว ทุกคนต้องเชื่อถือเชื่อมั่น เคารพการตัดสินของศาล จากทั้ง 2 กรณี รวมทั้งกรณีสินบนโรลส์-รอยซ์ นั้น ผมก็ไม่ได้มองเพียงว่าเราจะแก้ปัญหา หาคนมาลงโทษได้อย่างไรเท่านั้น เราต้องสร้างความชัดเจนให้กับสังคมในปัจจุบันด้วย สิ่งที่ผมเป็นห่วงคือว่าเหตุการณ์อย่างนี้จะทำอย่างไรวันข้างหน้าจะไม่เกิดขึ้นอีก สิ่งเลวร้ายเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในสังคมไทย ไม่ตามมาหลอกหลอนพวกเรา หรือรัฐบาลต่อๆ ไป บั่นทอนการพัฒนาประเทศของเรา อย่างน้อยผมอยากให้สังคมได้รับรู้เข้าใจ และตระหนักดีในเรื่องของประเด็นปัญหาต่างๆ เหล่านี้ เพื่อจะร่วมมือกันป้องกันที่ต้นเหตุ เหมือนกับอุบัติเหตุทุกอย่าง แม้ว่าจะเกิดจากเหตุสุดวิสัย แต่เราสามารถป้องกันได้ถ้าไม่ประมาท มีการเตรียมตัวให้พร้อมล่วงหน้า ดังนั้น ผมเชื่อว่าทุกปัญหามีทางออก หากใช้ประชารัฐร่วมมือร่วมใจกัน

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการที่มีการกล่าวอ้างว่า มีการแอบอ้างผลประโยชน์จากผมบ้าง จากรองนายกฯ บ้าง จากรัฐมนตรีบ้าง แจ้งมาเลย ผมยินดี ผมยืนยันว่า ผมไม่ได้ไปเรียกร้องอะไรกับใครทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นใครไปแอบอ้าง ไม่ว่าจะเรื่องส่วนตัว เรื่องผลประโยชน์ เรื่องใดก็ตาม อย่าไปเชื่อเขานะครับ ผมยืนยันแทนท่านรองนายกรัฐมนตรี แทนรัฐมนตรีอื่นๆ ด้วย แต่ถ้ามีส่งมาผมจะสอบสวนให้ อย่าเกรงใจผม ไม่ต้องเกรงใจ ไม่อย่างนั้นทุกคนไปกล่าวอ้างกันเลอะเทอะไปหมด มันเสียหาย เพราะผมเข้ามาเพื่อจะทำให้บ้านเมืองมีความสงบสุขเรียบร้อย แล้วทำให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม

ผมมีตัวอย่างความร่วมมือดีๆ มาเล่าให้ฟัง ไม่ว่าพวกเราทุกคน รัฐบาลทุกรัฐบาลจะพยายามแก้ไขเพียงไหนในการที่จะนำพาประเทศไปสู่วิสัยทัศน์มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน แต่ถ้าเราไม่สามารถเอาชนะภัยเงียบจากการทุจริตคอร์รัปชันได้ ประเทศชาติก็ไม่อาจบรรลุเป้าหมายได้ วันนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ และร่วมมือกับภาครัฐ ประกอบไปด้วย องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันประเทศไทย มูลนิธิเพื่อคนไทย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เชนจ์ เวนเจอร์ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน 15 บริษัท ในการจัดตั้งกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย สำหรับหาแหล่งทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินของภาคเอกชนที่เกี่ยวกับเรื่องธรรมาภิบาล และการต่อต้านคอร์รัปชัน อันได้แก่

1. คือ การรณรงค์ให้คนไทยเห็นความสำคัญ และเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศ

2.การรณรงค์ให้มีการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคม ทำให้เกิดค่านิยม และวัฒนธรรมการทำการค้าที่ซื่อสัตย์ ไม่ร่วมมือกับคนโกง และไม่ยอมให้ใครโกงด้วย

3. การแก้ปัญหาธรรมาภิบาล และการคอร์รัปชันในธุรกิจตลาดทุน เพื่อจูงใจให้บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีการบริหารจัดการ และดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส เป็นต้น ซึ่งก็เป็นครั้งแรกของประเทศ และน่าจะเป็นครั้งแรกของโลกที่ทุกภาคส่วนมีการลงขัน สร้างกลไกกำหนดวิธีการในการทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อป้องกัน และเอาชนะการโกง การทุจริตตั้งแต่ต้นเหตุ ต้องช่วยกัน เริ่มตั้งแต่วันนี้ ประเทศชาติจะได้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ

พี่น้องประชาชนที่รักครับ เมื่อต้นสัปดาห์นี้ธนาคารโลกได้รายงานเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาประเทศของไทย โดยมีมุมมองว่าไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี โดยระหว่างปี 2503-2539 เศรษฐกิจไทยเจริญเติบโตดีอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยร้อยละ 7.5 แต่ในช่วงปี 2548 เป็นต้นมา ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลกจนมาถึงปัจจุบัน อัตราการเติบโตลดลงเหลือเฉลี่ยร้อยละ 3.3 หลักๆ เป็นผลมาจากความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ลดลง อีกด้านหนึ่งคือ ไทยยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำ เป็นปัญหาที่ยังคงแก้ไขได้ยาก แล้วยังมีผู้มีรายได้น้อยอยู่อีกมาก ปัญหาหลักๆ เหล่านี้ รัฐบาลปัจจุบัน คสช. ได้เล็งเห็น แล้วพยายามเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วนเต็มความสามารถ มันไม่ได้ทำมาตั้งแต่ปี 2548 ตามที่เขาวิเคราะห์มานั่นแหละ หลายปัญหาไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาสั้น เราต้องพยายามวางรากฐาน และมีการดำเนินการอย่างเต็มที่ ในรายงานของธนาคารโลกนี้ได้เสนอแนะให้ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนา 4 ด้าน เพื่อให้สามารถลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพิ่มความกินดีอยู่ดีของประชากร ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศที่เรากำลังจัดทำอยู่ขณะนี้ ยุทธศาสตร์ 20 ปี ที่รัฐบาล และคสช.ได้เร่งดำเนินการในโครงการต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง

อันนี้ตรงกัน แสดงว่า เราเดินถูกเส้นทางแล้ว ตรงกับที่เขาคิดวิเคราะห์แนะนำมา ผมอยากจะมาเล่าสู่กันฟังให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่า การดำเนินงานของภาครัฐได้สอดคล้องกับ 4 แนวทาง ที่ธนาคารโลกเสนอแนะมีอะไรบ้าง ผมพอจะเล่าให้เห็นเป็นตัวอย่าง การแก้ปัญหาหลายอย่างต้องใช้เวลามากบ้าง น้อยบ้าง หรือทำได้โดยทันที ในการปฏิรูปนั้นเราจำเป็นต้องมีโรดแมปทุกกิจกรรม เพราะว่าเวลามันเป็นตัวจำกัด งบประมาณด้วย เหล่านี้อยู่ในยุทธศาสตร์ไงทั้งหมด

ด้านแรกคือ ประเทศไทยต้องเร่งสร้างงานที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ธนาคารโลกแนะนำให้ปรับปรุงการเชื่อมโยงของโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ระบบรางในภูมิภาคให้ดียิ่งขึ้น มีการส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน ผ่านการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิต ด้วยการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ และมีการสร้างนวัตกรรม เพื่อต่อยอดการใช้งาน และสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นแนวทางที่ภาครัฐได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง อันได้แก่ 1. การลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐาน เร่งการสร้างถนน โดยเฉพาะที่เป็นสายหลัก ที่เชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งการเร่งสร้างระบบราง เช่น รถไฟรางคู่ หรือรถไฟความเร็วสูงที่จำเป็นให้เกิดขึ้นโดยเร็วอย่างเป็นรูปธรรม และโปร่งใส

นอกจากนั้น ได้มีการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาท่าเรือ ท่าอากาศยาน เน้นให้สามารถเชื่อมต่อกันได้ง่าย แล้วเชื่อมโยงกับแหล่งผลิตอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มกำไรเพิ่มรายได้ให้กับภาคธุรกิจด้วย ในการทำในเรื่องนี้ มันจำเป็นต้องทำให้เกิดธุรกิจต่อเนื่องด้วย ไม่ใช่ว่าทำเฉพาะถนน หรือไม่ก็ทำเฉพาะท่าเรือแล้วจบแค่นั้น ไม่ใช่ มันต้องสร้างธุรกิจต่อเนื่องเป็นพื้นที่นะครับ ถึงจะเกิดการสร้างงาน สร้างห่วงโซ่รายได้ ประชาชนมีรายได้น้อย ก็มีงานทำได้รับประโยชน์จากโครงการเหล่านั้นด้วย วันนี้ติดอยู่หลายโครงการเหมือนกัน ต้องเข้าใจไม่งั้นไปไม่ได้หรอก อยู่แบบเดิมโดยไม่แก้ไข ไม่ปรับปรุงไม่เปลี่ยนแปลงเลย มันไปไม่ได้ทั้งหมด ประเทศไทยเราเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางด้านการเกษตร มันก็ต้องทำทั้งเกษตรอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมที่มันมีมูลค่าสูง มันจะเสริมกันทั้งคู่ เลือกอันใดอันหนึ่งไม่ได้หรอกครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เรามีศักยภาพมีมากมาย

เรื่องที่ 2 การเร่งดำเนินการให้เกิดระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกอีอีซี หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เกิดขึ้นได้โดยเร็วนั้น เพื่อจะเสริมสร้างความเข้มแข็งของการผลิต เพิ่มความเชื่อมโยงอย่างที่กล่าวไปแล้วระหว่างการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมขั้นต่างๆ เรามีการเพิ่มการพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ เพื่อจะช่วยดึงดูดการลงทุน วันนี้หลายประเทศแย่งกัน เพื่อจะให้มีการลงทุนให้มากขึ้นในประเทศของตนเราก็ต้องทำเหมือนกัน ทั้งนี้เพื่อจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างงานที่มีคุณภาพให้กับประเทศเพื่อการพัฒนา

3. สำหรับธุรกิจขนาดเล็กทั้งเอสเอ็มอี และสตาร์ทอัป ภาครัฐก็เร่งให้การสนับสนุนทั้งด้านสิทธิประโยชน์ต่างๆ ความช่วยเหลือด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีหลายประเภทด้วยกัน จากทั้งภาครัฐ แล้วในส่วนของแหล่งเงินทุนภายนอก หรือกองทุนชุมชนต่างๆ ในพื้นที่ทั้งหมดก็เอามาขับเคลื่อนเอสเอ็มอีด้วย อันนี้ก็อาจจะต้องกล่าวถึงในเรื่องของการลดหนี้นอกระบบด้วย ผมเห็นอย่างยกตัวอย่างก็มีพื้นที่ที่เป็นโครงการนำร่องได้ เรียกว่าประธานกองทุนประจำพื้นที่ของหนองสาหร่ายได้ใช้โครงการที่รัฐบาลได้นำไปสู่การแก้หนี้นอกระบบ ทำยังไงให้มีกองทุนของชาวบ้านในพื้นที่ของตัวเองที่หนองสาหร่าย เพราะทุกคนก็มีหลักประกันก็คือความดีของทุกคนต้องทำเอาไว้ และถ้าทำความดีมากๆ เขาก็ได้รับการพิจารณา อันนี้ผมอยากให้เป็นโมเดลในเรื่องของการดูแลตัวเอง ช่วยเหลือตัวเอง การลดหนี้นอกระบบ อยากให้ทุกส่วนราชการไปติดตามดู เอาอันนี้เป็นโมเดลขับเคลื่อนได้โมเดลหนึ่งนะครับ ในการแก้หนี้นอกระบบ เชื่อมโยงกันทั้งหมด

วันนี้ความช่วยเหลือต่างๆ ก็กำลังเข้ามาทั้งหมด ในเรื่องของแหล่งเงินทุนทั้งบริษัท ห้างร้าน ภาคธุรกิจขนาดใหญ่มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือ เช่น การจัดตั้งบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีทุกจังหวัด เพื่อสนับสนุนให้บริษัทเหล่านี้ สร้างนวัตกรรมนำไปใช้ในการเพิ่มผลผลิตอุตสาหกรรม และบริการใหม่ๆ เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ธุรกิจ และประเทศชาติโดยรวม

ด้านที่สอง คือ ไทยควรสนับสนุนผู้มีรายได้ต่ำสุด ร้อยละ 40 ของประชากร ด้วยการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและเพิ่มทักษะให้กับกำลังแรงงานทั้งระบบ การเพิ่มผลิตภาพในภาคเกษตร และการสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมที่เข้มแข็งกว่าเดิม นี่ก็เป็นอีกด้านที่รัฐบาลและ คสช. ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยได้มีการ 1. วางยุทธศาสตร์ในการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ 20 ปี มันก็เปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ ก็ได้รับการอนุมัติจาก ครม. ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็มุ่งสนับสนุนให้คนไทยมีโอกาสแสวงหาความรู้ในทุกช่วงวัยอย่างเต็มศักยภาพ และก็สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองตลอดชีวิต เพิ่มทักษะ มีคุณธรรม ศีลธรรม เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับภาวะแวดล้อมใหม่ๆ ได้ ไปดูนะครับรายละเอียดมีเยอะแยะเลย มีหลายกิจกรรม

2. การสนับสนุนการทำเกษตรแปลงใหญ่ ทั้งนี้ ก็เพื่อจะลดต้นทุนการเพาะปลูก นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้ เช่น ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมในการวางแผนการผลิต รวมทั้งโครงการประชารัฐ สนับสนุนให้มีการเพิ่มผลิตภาพ เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร เพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ซึ่งจะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้

3. การยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนผู้มีรายได้น้อย รัฐก็พยายามที่จะจัดให้มีโครงการที่หลากหลาย ตั้งแต่เรื่องการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย การปฏิรูปสาธารณสุขที่ดำเนินการในทุกมิติ ทั้งในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทุกวัย โดยมีการเตรียมการ เพิ่มมาตรการการเข้าถึงบริการสาธารณสุขเพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัย ซึ่งผมบอกแล้วว่ามีความสำคัญในระยะต่อไปนี้ เราสูงเป็นอันดับ 2 ในอาเซียนนะครับ และยังต้องดำเนินการเรื่องสวัสดิการของรัฐอีกมากมาย เราก็ยังมีปัญหาเรื่องการหาเงินมาทำให้ดีขึ้น วันนี้เพิ่มภาระไปอีกอันก็คือสังคมสูงวัย มันเป็นภาระรับผิดชอบของรัฐบาลที่ต้องเตรียมการเสียแต่วันนี้ ก่อนที่ช้าไปเพราะเราไม่ได้เริ่มมาก่อน

การพัฒนาสุขภาพเด็กเล็กเช่นกัน ก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็ง เราต้องดูแลตั้งแต่เล็กๆ รวมทั้งมีการปรับปรุงระบบหลักประกันสุขภาพ เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน อย่าไปฟังคำบิดเบือนภายนอกที่มันไม่ใช่ ถามเจ้าหน้าที่ ถามหน่วยงานภาครัฐว่ามันเป็นยังไง ประกันสังคมของแต่ละคน แต่ละพวก แต่ละกลุ่ม มันเป็นยังไง ไม่งั้นก็ไปฟังคำบิดเบือนก็เสียหายอีก ก็มีการต่อต้าน มีการประท้วงกันมากมายอย่างเช่นที่ผ่านมา

อีกด้านนะครับ ก็คือ การสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลดความเปราะบางต่อภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและพลังงานหมุนเวียน พลังงานทดแทน ซึ่งก็ถือว่าเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ 20 ปีของเรานะครับ ที่ภาครัฐให้ความสำคัญอย่างมาก และเรายังขับเคลื่อนอยู่ รัฐบาลสนับสนุนการสร้างแหล่งน้ำ แก้มลิงเพิ่มเติมเท่าที่ทำได้ เพื่อจะให้ท้องถิ่นต่างๆ สามารถบริหารจัดการน้ำด้วยตัวเองได้ดีขึ้น สามารถรับมือกับทั้งภัยแล้ง และอุทกภัยได้ ผลผลิตเกิดความเสียหายน้อยที่สุด

นอกจากนั้น เรายังให้ความสำคัญกับการจัดสรรที่ดิน ซึ่งกำลังเร่งทำให้ครบทุกจังหวัด ทั้งในส่วนของที่ดินทำกินเพื่อให้ประชาชนที่เดือดร้อน มีพื้นที่ทำกินให้ถูกกฎหมาย แต่ขณะเดียวกันก็ต้องดูแลป้องกันการรุกป่าด้วย ช่วยกันปลูกป่าไปด้วย ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่างนะครับ อย่าลืม

ในเรื่องของพลังงาน ภาครัฐก็ได้จัดทำแผนพลังงานระยะยาว เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่จะเพิ่มขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือประชากรที่เพิ่มขึ้นทุกวัน โดยพยายามเพิ่มความสมดุลในการใช้เชื้อเพลิงในรูปแบบต่างๆ ให้ได้มากขึ้นในระยะยาวคงต้องดูรายละเอียดกัน ว่าอย่างไรดีกว่าอย่างไร บางอย่างมันดีเท่าๆ กัน เพียงแต่ว่ามันจะใช้อย่างไรตามสัดส่วน มีหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวกับต้นทุน เกี่ยวกับเรื่องราคาการใช้พลังงานอยู่ด้วย การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน ให้ความสำคัญ และก็พยายามลดการพึ่งพาประเทศอื่นๆ เพื่อให้ประเทศของเรามีความมั่นคงทางพลังงานไว้ให้ลูกหลานของเราด้วย ก็ต้องฟังข้อมูลทางวิชาการด้วย ของส่วนราชการต่างๆ มันเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องเอามาพิจารณาไม่ใช่ทุกคนใช้ความรู้สึกอย่างเดียว คิดเอามันไม่ใช่ พยายามหน่อย ช่วยกันสร้างให้ได้ ทำให้ได้ อะไรก็แล้วแต่ ผมไม่ชี้ชัดว่าจะเป็นอะไรตอนนี้นะ ท่านก็ไปตัดสินกันให้ได้ และท้ายสุดถ้าไม่ได้มันก็ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีพลังงานใช้ แล้วจะไปโทษใครล่ะครับ

ด้านสุดท้าย ที่ธนาคารโลกแนะนำ ก็คือ สนับสนุนให้ไทยเสริมสร้างขีดความสามารถด้านสถาบันให้กับภาครัฐ เพื่อให้เกิดการดำเนินการปฏิรูปประเทศในเรื่องที่สำคัญให้บรรลุผลสำเร็จ ซึ่งรัฐบาลพยายามจะทำเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นในทุกมิติ มีการปรับปรุงกระบวนการทำงานของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ อันนี้ก็อยู่ในยุทธศาสตร์หนึ่งใน 20 ปี ด้วยเหมือนกันการบริหารราชการ การทำงานของภาครัฐ

ในเรื่องของการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาระบบ และนำข้อมูลมาใช้แบบบูรณาการ เพื่อวิเคราะห์และวางนโยบายมากขึ้น มีการเร่งสร้าง และพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะในกลุ่มที่จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้เข้าใจ มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน ตระหนักถึงความสำคัญ และความเร่งด่วนในการแก้ปัญหา ขณะเดียวกัน ก็มีการปรับระบบการทำงานภาครัฐไปด้วย ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการทุจริตโดยเฉพาะเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ที่วันนี้เราก็ได้แก้ไขดำเนินการคืบหน้าไปมากแล้ว

นอกจากนั้น รัฐบาลก็ยังให้ความสำคัญกับการเร่งปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ ไม่ได้ทำเพื่อไปรังแกใครนะครับ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันกฎหมาย ผมอยากให้ใช้ในเชิงป้องกันมากกว่าให้คนเกรงกลัวให้คนเข็ดหลาบ ไม่อยากทำเพราะถ้าไม่มีกฎหมาย หรือมีแล้วใช้ไม่ได้ มันก็ไม่เกิดประโยชน์ คนก็ยังฝ่าฝืนกันทุกวัน หลายคนก็มากล่าวอ้างในสิ่งที่ทุกคนก็ทราบดีอยู่ คงได้ยินนะออกมาพูดๆกัน เพราะฉะนั้นถ้าหากเรามีการปรับกระบวนการทำงานของภาครัฐให้โปร่งใสมากยิ่งขึ้น เราก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของของประเทศต่อไปอีกด้วย

นี่เป็นตัวอย่างสำคัญในอีกหลายๆอย่างของโครงการอีกหลายโครงการที่ภาครัฐ และ คสช. กำลังดำเนินการอยู่ ผมเชื่อว่า เรายังมีอีกหลายๆ โครงการ เป็นร้อยนะครับ ที่จะตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาประเทศ และยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน หลายเรื่องเราต้องใช้เวลา ต้องใช้งบประมาณที่จำกัด และสิ่งสำคัญก็คือ เราต้องการความเข้าใจ และความร่วมมือจากพวกเราทุกคน ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในช่วงต่อจากนี้ พวกเราจะช่วยกันวางรากฐานการปฏิรูปประเทศให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม เป็นแนวทางที่ให้ภาครัฐ ไปดำเนินการต่อให้เกิดผลสำเร็จ ที่ทำมาร่างมาทั้งหมดก็เดี๋ยวต้องไปสร้างงานเรื่องศาสตร์เรื่องปฏิรูปต่างๆ มันต้องไปฟังความคิดเห็นด้วยนะ ไม่ใช่รัฐบาลคิดแล้วก็สั่งๆ มันก็ไปไม่ได้อีก ขั้นตอนต่อไปนี้หลังจากทำเรียบร้อยแล้วก็จะส่งให้ประชาชนนั้นไปอะไรล่ะ สร้างการรับรู้นะครับ ทำความเข้าใจ อาจจะเสริมนี่เสริมโน่นมาก็ผมยินดีรับนะครับ ทำให้เกิดความสำเร็จในระยะยาว แล้วก็จะถือเป็นความร่วมมือเป็นความสำเร็จของประชาชนทุกคนร่วมกัน

หลายกิจกรรมที่ผมพูดมาทั้งหมด มันเกี่ยวข้องกันทั้งหมดเชื่อมโยงหลายอย่าง อย่าคิดสั้นๆ คิดแคบๆ หรือคิดไม่เป็นระบบ มันก็ไม่เข้าใจกัน คิดให้ยาวอีกสักนิดหนึ่งนะครับ มีความตั้งใจ มีสมาธิในการฟัง ในการคิด ในการพูด มันก็จะทำให้เรามีการพัฒนาตัวเอง แล้วเราก็ไม่ถูกใครเข้ามาชักจูงไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องนะครับถึงจะสำเร็จ

สำหรับนโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาลนี้ เราได้กำหนดเป้าหมายปลายทาง คือ เกษตรกรไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น มีหนี้สินลดลง มีฐานะทางสังคมที่ดี และมีความภาคภูมิใจในอาชีพกสิกร โดยสิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ กำลังดำเนินการอยู่ ก็คือ 1. การทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง 2. การเพิ่มมูลค่าและคุณภาพของสินค้าเกษตร ด้วยการแปรรูป สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ 3. สร้างเครือข่าย เชื่อมโยง หาตลาดรองรับที่สมดุลกันระหว่างดีมานด์-ซัปพลาย โดยขับเคลื่อนด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีการบูรณาการงาน ทั้งงานตามนโยบาย Agenda งาน Function และ Area Base ตามความต้องการของพื้นที่ท้องถิ่นด้วย ตามศักยภาพด้วย รวมทั้งมีการส่งเสริมทางเทคโนโลยี ทั้งนวัตกรรม และองค์ความรู้ ก็เป็นที่มาของการกำหนดนโยบาย มาตรการ โครงการ และกิจกรรมด้านเกษตรกรรมต่างๆ ที่สำคัญ เช่น

(1) โครงการศูนย์การเรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)
(2) การส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่
(3) การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม อย่างที่เราคุ้นเคยกัน ที่เรียกว่า Agri-map
(4) การส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อการรักษาสุขภาพและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
(5) การเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวทาง 5 ประสาน ลักษณะเดียวกับกลไกประชารัฐ คือ ความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ประชาสังคม และเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย
(6) ธนาคารสินค้าเกษตร ได้แก่ ธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน ธนาคารข้าว ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ ธนาคารโค-กระบือ ธนาคารผลผลิตด้านการประมง และธนาคารปัจจัยการผลิตหม่อนไหม เป็นต้น
(7) การพัฒนาความเข้มแข็งของสหกรณ์ โดยจัดให้มีระบบควบคุมภายใน กลไกการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการดำเนินธุรกิจ และการสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้กับสหกรณ์ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพสหกรณ์ให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้น
(8) การจัดสรรแผนงาน หรือ แผนการผลิตข้าวครบวงจร ประกอบไปด้วยการ กำหนดอุปสงค์ อุปทาน (ดีมานด์-ซัปพลาย) การกำหนดพื้นที่ส่งเสริมการปลูกข้าวให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำและการตลาด รวมทั้งการส่งเสริมเกษตรทางเลือก เป็นต้น
(9) การจัดสรรที่ดินทำกินตามแนวทางคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ให้ชุมชนดำเนินการในรูปแบบสหกรณ์ ปัจจุบันก็สามารถที่จะนำพื้นที่ที่ถูกบุกรุกคืนมาได้ ที่ผิดกฎหมายได้แล้ว กว่า 3 แสนไร่ และ
(10) การพัฒนาระบบส่งน้ำและกระจายน้ำ ที่ผ่านมาสามารถเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้ ราว 1,800 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า 1.3 ล้านไร่ เป็นต้น ก็ยังไม่พอนะครับ เพียงทำให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งน้ำได้มากขึ้น ทำเกษตรได้ผลดีมากขึ้นในพื้นที่ที่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้มากเพียงพอหรือส่งน้ำได้ ที่ทำได้แล้วจะเพิ่มรายได้กว่า 2,500 บาทต่อไร่ต่อปี

สิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นของการปฏิรูปด้านเกษตรกรรมของไทย อย่าไปฟังใครที่บอกว่ารัฐบาลนี้จะไปเอื้อประโยชน์ให้กับคนรวย เอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจ อุตสาหกรรม ไม่ดูแลเกษตรกร นี่เฉพาะกิจกรรมเกษตรกรรมก็มากมาย เราก็ต้องดูทั้งเศรษฐกิจฐานราก เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ขณะเดียวกัน ก็ต้องไปดูปานกลาง รายได้สูงหรือข้ามชาติด้วย เพราะมันเอื้อกันทั้งหมด เราจะทำอย่างไรเพื่อจะให้มันมาต่อยอดกันให้ได้ ในเรื่องของรายได้

สำหรับการปฏิรูปด้านเกษตรกรรมของไทยนั้น วางรากฐานไว้มากมาย เมื่อกี้ลืมไปเรื่องหนึ่ง คือเรื่องของการปรับเปลี่ยนการปลูกพืช หลายๆ พื้นที่อาจจะต้องปรับเปลี่ยนให้ได้โดยเร็ว เพราะว่ามันจะเสียหาย อย่างเช่นในกรณีภัยแล้ง นาข้าวนาปรังประมาณ 2.2 ล้านไร่ ที่ปลูกเกินมา มันเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายทั้งสิ้น รัฐบาลก็เคยเตือนไปแล้วล่ะ คราวนี้หลายคนก็ยังไม่เข้าใจ หลายคนก็ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ทั้งๆ ที่เราก็มีวิธีการแก้ปัญหาให้ว่า เราไม่ได้ห้ามนะ เพียงแต่ว่าช่วงนี้อย่าเพิ่งปลูกเลย เปลี่ยนไปปลูกอย่างอื่นได้ไหม ถ้าท่านไม่เชื่อฟัง มันก็เสียหาย แล้วเสียหายรัฐบาลก็แทนที่จะเอาเงินเหล่านี้มาปรับปรุงในเรื่องอื่นๆ ก็ต้องมาเสียหายกับค่าชดเชยในเรื่องที่มันเสียหายโดยไม่จำเป็น แต่เราเข้าใจว่ายังไงชาวนาก็ต้องมีเงินใช้ ก็ต้องหาวิธีการอื่น ไม่ใช่ว่าห้ามไม่ให้ปลูกข้าว แล้วไม่มาบอกว่าจะให้ทำอะไร อันนี้ไม่ใช่เลยนะครับ เพราะฉะนั้นอย่าไปเชื่อฟังคนบิดเบือน

มีแต่ว่าต้องไปหาเจ้าหน้าที่เขา มีทุกอำเภอ ทุกจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบ ต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้ เรื่องการทำเกษตรแปลงใหญ่ การรับการสนับสนุนต่างๆ จากรัฐบาล มีหลายโครงการลงไปแล้ว หลายคนก็ไม่ทราบ หลายท่านก็ไม่ทราบ

รัฐบาลมีงานอีกมากนะครับที่ต้องดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำอย่างไรให้เกิดความยั่งยืนให้แก่เกษตรหรือเกษตรกร เราจะต้องสร้างเกษตรกรไทยยุดใหม่ ที่เรียกว่า สมาร์ทฟาร์เมอร์ ในขณะที่ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพให้เป็นสมาร์ทออฟฟิศเซอร์ ก็ทุกกระทรวงนั่นล่ะครับต้องไปด้วยกัน ทั้งประชาชน แล้วก็ข้าราชการ เป็นสมาร์ทออฟฟิศเซอร์ ประชาชนก็เป็นสมาร์ทพีเพิล ควบคู่ไปกับการยกระดับสถาบันเกษตรให้เข้มแข็ง และที่ต้องไม่ลืม คือการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย กฎกระทรวงต่างๆ ที่มันล้าสมัยบางอย่างก็หลายสิบปีมาแล้ว ต้องแก้ไขทั้งหมด เพื่อจะให้เกิดการพัฒนาและปฏิรูปทางการเกษตรกรรมของไทย ทั้งนี้ ก็ขอความร่วมมืออีกครั้งนะครับ แบบกลไกประชารัฐทั้งหมด

พี่น้องประชาชนครับ วันนี้รัฐบาล และ คสช. คำนึงถึงการปกครองประเทศตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเราต้องการ เรากำลังก้าวไปสู่เป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วก็สิทธิมนุษยชนนั้น เป็นหลักการสากลที่เราต้องเคารพ ต้องปฏิบัติ แต่วันนี้ สถานการณ์ของประเทศ ผมต้องขอนิดหนึ่งว่า เราต้องมองปัญหาประเทศของเรา ด้วยความเข้าใจ ไม่ลำเอียง ไม่เอาคนอื่นเขามามองตัวเรา เพราะมันเป็นกลไกภายนอกประเทศ แต่เราก็ทำตาม ไม่ได้ฝ่าฝืน เว้นแต่บางอย่างเราต้องปรับให้เข้ากับสถานการณ์ของเราในวันนี้ คือ ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน เป็นข้อพิจารณาในการบริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบัน ทั้งนี้ เรากำลังเตรียมการไปสู่การปฏิรูปประเทศ แล้วก็มียุทธศาสตร์ชาติด้วย ฉะนั้น ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ เราอาจจะมีปัญหาในมุมมองของต่างประเทศ แต่เราก็ต้องยอมรับว่าเรากำลังปฏิรูปประเทศ แล้วเราก็จำเป็นต้องทำเพื่อคนไทย ประเทศไทยก่อน แล้วก็มิตรประเทศด้วย เพื่อให้รับประโยชน์ร่วมกันด้วยจากสิ่งที่ทำมาทั้งหมด

ก็ขอให้ดำเนินการอย่างระมัดระวัง ผมก็เสียใจเหมือนกันที่มีคนไทยบางคนบางกลุ่มที่ไม่เข้าใจ บางคนไม่เข้าใจ แล้วก็หลายส่วน หลายกลุ่ม หลายคน ก็สร้างความเสียหายเหล่านี้ไว้ให้ผมต้องแก้ วันนี้เราก็กำลังพยายามแก้ไขอยู่ แต่ก็เอาเรื่องเหล่านี้ไปประจานที่ต่างประเทศ โดยไม่พูดถึงปัญหาที่ตัวเองทำไว้ แล้วก็โยนความผิดต่างๆ เหล่านี้ให้กับรัฐบาล ไม่มีความรักประเทศตัวเองเลยนะครับ เป็นคนไทยหรือเปล่า

ผมก็อยากให้พวกเราช่วยกันพยายามหาวิธีการสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นให้จงได้ วางรากฐานประเทศในอนาคต วิธีการเหล่านี้ จำเป็นต้องใช้วิสัยทัศน์ในการทำงาน มีกระบวนการ มีกฎหมาย มาสนับสนุน มารองรับการทำงานต่างๆ อย่างเหมาะสม ไม่อย่างนั้นประเทศเราก็จะหยุดอยู่ที่เดิม ไม่มีการพัฒนา แข่งขันใครไม่ได้ รายได้ก็ตกต่ำ เกษตรกรก็เดือดร้อน ผู้มีรายได้น้อยก็ลำบาก อันนี้คือสิ่งที่รัฐบาลคิดตลอดเวลา

สิ่งสำคัญ คือ ประชาชนทุกคน ทุกฝ่าย ต้องร่วมมือกันให้มากที่สุด มีความคิดเห็นอะไรก็ส่งมา ผมก็จะดูให้เท่าที่จะมากได้ มันก็เหมือนกับคอมพิวเตอร์นั่นแหละ วันนี้เราใช้กันมากมาย ถ้าเรามีคอมพิวเตอร์แล้วไม่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต มันก็ไม่เกิดเครือข่าย ถ้าเกิดเครือข่ายได้ มันก็เกิดประโยชน์สูงสุด ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ ถ้าเราคิดแบบเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ขวนขวายหาความรู้ใหม่ๆ ไม่สร้างนวัตกรรมอะไรใหม่ๆ มันก็เสียโอกาส ตกยุค ตกขบวน หรือหากเราเชื่อฟังคำบิดเบือน ข้อโต้แย้ง โดยไม่ตั้งสติให้ดี ไม่มีหลักคิด ไม่ใช้สติปัญญาคิดใคร่ครวญให้ดี การคิดการตัดสินใจก็จะผิดเพี้ยน บิดเบี้ยว ถูกชี้นำไปในทางที่ไม่ถูกต้อง

สิ่งใหม่ๆ ที่ทุกคนต้องการดีกว่า ก็ไม่เกิด ความพยายามที่จะลดความเหลื่อมล้ำก็ไม่สำเร็จ เศรษฐกิจของประเทศก็ไม่ดีขึ้น วันนี้ก็มีแต่พูดกันมาแล้วก็ไม่เคยทำ วันนี้เราพยายามทำทุกอย่างที่ท่านพูดมาแล้วไม่ทำหลายคนนะ ฉะนั้นคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนเราต้องการให้ได้รับการยกระดับ รัฐบาลก็ต้องหารายได้ให้เพียงพอ ในการจัดสวัสดิการ รัฐสวัสดิการให้กับทุกคน ทุกกลุ่ม วันนี้ก็สังคมผู้สูงอายุด้วย

หากว่าเราฟังคำบิดเบือนมากมาย ไม่พิจารณาให้ถ่องแท้ มันก็เหมือนกินยาพิษ กินยาแทนที่จะรักษา มันก็จะเป็นการกินยาผิดขนานเข้าไป กินยาผิดซอง นอกจากจะไม่รักษาโรคแล้ว ก็เกิดโรคตามมา โรคเก่าก็แก้ไม่ได้ โรคใหม่ก็เกิดอีก เหมือนกับไม่ให้รัฐบาล คสช. แก้ปัญหาเก่าๆ แต่ก็อยากให้ทุกอย่างดีขึ้น เร็วขึ้น อยากให้อยู่อย่างสบายที่สุดในปัจจุบัน มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ มันต้องลำบากกันบ้างในช่วงการเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ แต่จะให้มันเดือดร้อนน้อยที่สุดก็แล้วกัน

เพราะฉะนั้นการกล่าวอ้างประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ที่ไร้ขอบเขต แต่กลับไปละเมิดสิทธิผู้อื่น ละเมิดกฎหมายบ้านเมือง บ้านเมืองพัฒนาไม่ได้ อันนี้ไม่ใช่ตรรกะที่ถูกต้องนะครับ

นี่เราก็ต้องส่งคนไปชี้แจ้งที่องค์กรระหว่างประเทศด้วย ผมทราบว่ามีผลออกมาในทางที่ดี แต่เราก็ยอมรับนะครับหลายๆ อย่างเราก็ต้องแก้ไขกันต่อไป

ขอขอบคุณคณะที่ไปทำงานต่างประเทศ ไปทำงานแทนคนไทยทั้งประเทศในการชี้แจง แต่ก็มีคนบางคน บางประเภท เอาไปประจาน ผมก็ไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นเป็นคนไทยหรือเปล่า ขอพูดอีกทีเถอะ

สุดท้ายนี้ ผมขอยกย่องและชื่นชม ศาสตราจารย์ ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล รองศาสตราจารย์ นพ.กีรติ เจริญชลวานิช ประธานคณะกรรมการดำเนินงาน คณะกรรมการ ทีมงาน และคณะนักศึกษาแพทย์ศิริราชทุกคน ที่ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม “1 ล้าน 5 แสนก้าว วิ่งเพื่อชีวิต เชียงใหม่-ศิริราช” เป็นระยะทางประมาณ 750 กิโลเมตร ซึ่งเริ่มตั้งวันที่ 11 มีนาคม มาจนถึงวันนี้ เพื่อจะหารายได้สร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา ซึ่งเป็นอาคารหลังสุดท้ายของโรงพยาบาลศิริราช ที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระราชทานนาม เพื่อผู้ป่วยด้อยโอกาส ต้องขอบคุณสื่อมวลชนทุกแขนงที่ได้ให้ความสำคัญ ช่วยกันส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมดีๆ สร้างสรรค์แบบนี้ ผมก็ได้ติดตามให้กำลังใจข่าวนี้มาโดยตลอด ดีใจที่เห็นความรัก ความสามัคคีของพี่น้องคนไทยทุกคน รวมถึงเหล่าศิลปิน ดารา นักร้อง นักแสดง ไม่ว่าจะเป็น เคน - ธีรเดช หน่อย - บุษกร ตูน บอดี้สแลม แอ๊ด - คาราบาว อ๊อฟ - พงษ์พัฒน์ และอีกหลายๆ ท่านที่ไม่ได้กล่าวนาม ที่ตลอดเส้นทางก็ได้ร่วมมาออกวิ่งอย่างต่อเนื่องทุกวัน

ยอดบริจาคเมื่อวานนี้ ทราบว่า 63 ล้านแล้ว แม้จะจบกิจกรรมการวิ่งไปแล้ว พี่น้องประชาชนยังคงร่วมบริจาคต่อไปได้ ผ่านช่องทางตามหน้าจอข้างล่าง ช่วยกัน เพื่อเป็นการสานต่อพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่ต้องการให้คนไทยมีสุขภาพดีถ้วนหน้า และเป็นการแสดงความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร อีกด้วย

ขอขอบคุณนะครับ ขอให้ทุกคนมีความสุขในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ สวัสดีครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...