xs
xsm
sm
md
lg

นายกฯยันแก้ รธน.ไม่กระทบโรดแมป - เสนอสร้างถนนมีทางน้ำไหลแก้อุทกภัยภาคใต้อย่างยั่งยืน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


“ประยุทธ์” สั่งคมนาคมศึกษาการก่อสร้างถนนใหม่สำหรับจังหวัดภาคใต้ที่เกิดอุทกภัย เสนอให้มีช่องน้ำไหลอยู่ด้านล่าง เชื่อ แก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน แจงแก้รัฐธรรมนูญไม่กระทบกระบวนการตามโรดแมป ลั่นเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อย่างแน่นอน

วันนี้ (13 ม.ค.) เมื่อเวลา 20.15 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่า ขอขอบคุณคนไทยทุกคน รวมทั้งเอกชนทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันแสดงน้ำใจ เห็นอกเห็นใจพี่น้องชาวใต้ อีกทั้งร่วมกันบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น และปัจจัยในการดำรงชีวิตต่างๆ สำหรับผู้ประสบภัยอยู่ในขณะนี้ และตนขอเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ พลเรือน ตำรวจ ทหาร ป้องกันภัย และอาสาสมัครทุกคนที่ทุ่มเทเสียสละในการทำงานด้วยสำนึก ที่ว่า ประชาชนรอการช่วยเหลือข้างหน้า แม้นาทีเดียวก็ไม่อาจรอได้ ขอให้ใช้ความระมัดระวัง และไม่ประมาทในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ขอให้ทุกคนปลอดภัยมีสวัสดิภาพ สำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัยเอง ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารการแจ้งเตือนทางราชการอย่างใกล้ชิด และขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำ และให้ความช่วยเหลือกับเจ้าหน้าที่ด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน ตนได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมได้เก็บข้อมูล เพื่อเป็นแผนบทเรียนกรณีศึกษาในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะการบริหารจัดการเกี่ยวกับการก่อสร้างถนนใหม่ การซ่อมถนนเดิม ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดการกีดขวางทางน้ำ มีร่องระบายน้ำ มีสะพานต่างๆ ที่สามารถทำให้น้ำไหลลงจากภูเขาสู่ทะเลได้รวดเร็วยิ่งขึ้นสำหรับถนนใหม่นั้น อาจจะต้องมีการสร้างถนนที่อยู่ด้านบน มีสะพาน หรือช่องทางน้ำไหล หรือมีการสร้างอุโมงค์ทางลอดน้ำอยู่ด้านล่าง ทั้งนี้ เพื่อให้น้ำระบายผ่านลงสู่ทะเลได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม เราจึงจะแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ได้อย่างยั่งยืน ปัจจุบันนี้สภาพจังหวัดต่างๆ อาจจะทุกจังหวัดได้มีการขยายตัวเมืองมากขึ้น ประชาชนมากขึ้น ส่งผลให้มีการก่อสร้าง ซึ่งอาจจะไม่เป็นไปตามผังเมือง หรือตามกฎหมายควบคุมอาคารที่มีอยู่ หรือไปสร้างในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมไปขวางทางน้ำไหลลงสู่ทะเล หรือทางระบายน้ำทางธรรมชาติ จึงมีความยากลำบากที่ทำให้เกิดสถานการณ์น้ำเอ่อล้นดั่งเช่นเป็นอยู่ในขณะนี้ กรุงเทพฯ ก็เช่นเดียวกัน

นายกฯ กล่าวอีกว่า แม้ว่าเราจะประสบปัญหาอย่างไร แต่ประเทศชาติก็คงต้องเดินหน้าต่อไปให้ได้ และเราต้องเป็นกำลังใจให้กันและกัน ต่างคนต่างต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ไม่สร้างภาระให้ซึ่งกันและกัน

“สำหรับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติตามมติที่ประชุมร่วมของคณะรัฐมนตรี และ คสช. นั้น ทางรัฐบาลได้หารือกับ คสช. แล้ว สามารถดำเนินการได้ โดยไม่กระทบต่อกระบวนการตามโรดแมป จึงขอให้พี่น้องประชาชนได้เชื่อมั่น และไว้ใจว่า เราได้เดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อย่างแน่นอน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

นายกฯ กล่าวด้วยว่า วันพรุ่งนี้ เป็นวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม ซึ่งเป็นวันเด็กแห่งชาติ และวันจันทร์ที่ 16 มกราคม ของทุกปี เป็นวันครู ซึ่งล้วนแล้วมีความสำคัญสำหรับอนาคตของประเทศชาติทั้งสิ้น ในโอกาสอันดีทั้ง 2 ประการนี้ ตนขอมอบคำขวัญวันครู ว่า “ชาติพัฒนาด้วยครูดีมีคุณภาพ ศิษย์ซาบซึ้งในพระคุณครู” เพื่อให้ผู้ที่เป็นครูโดยอาชีพ และเป็นครูโดยจิตวิญญาณได้ระลึกอยู่เสมอว่า ท่านมีความสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะสร้างคน สร้างชาติ สร้างอนาคตให้กับประเทศ ดังนั้น ภาระอันยิ่งใหญ่นี้ ไม่เพียงแต่ท่านจะเป็นแบบอย่างที่ดี ด้วยคำสั่งสอน ด้วยการประพฤติตนแล้ว ท่านต้องมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ก้าวให้ทันวิชาการสมัยใหม่ซึ่งเป็นพลวัต เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากในฐานะที่ท่านเป็นแม่พิมพ์ของชาติ จึงเป็นความคาดหวังของทุกๆ คน ทั้งผู้ปกครอง และลูกศิษย์ ที่จะได้ซาบซึ้งในพระคุณ ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ สอนคนให้เป็นพลเมืองดีของชาติต่อไป ด้วยความเป็นครู ซึ่งก็ไม่เคยจางหาย

สำหรับคำขวัญวันเด็กปีนี้ ก็คือ “เด็กไทยใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง” เพราะตนอยากเห็นเด็กไทยของเราเห็นความสำคัญของการศึกษา ดูตัวอย่างจากผู้ที่ประสบความสำเร็จหลายท่าน ล้วนเป็นผลมาจากการศึกษา ไม่ว่าจะมีที่มา หรือกำเนิดในครอบครัวที่มีฐานะทางสังคม หรือในเศรษฐกิจระดับใดก็ตาม การศึกษาจะนำพาไปสู่ความสำเร็จ หมายถึงการยกระดับฐานะทางระดับสังคม และยกระดับจิตใจ เมื่อคนไทยได้รับโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่เหมาะสมทุกคน ปัญหาทางสังคมก็จะลดลง คนไทยก็จะไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ เพราะการศึกษาสอนให้เราใช้หลักเหตุและผล ปัญหาเศรษฐกิจก็จะไม่มี เพราะทุกคนมีวิชาความรู้ และพึ่งตนเองได้ ปัญหาสิ่งแวดล้อมก็จะไม่เกิด

นายกฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในวันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม รัฐบาลจะจัดรายการเพื่อเป็นกำลังใจ และช่วยเหลือพี่น้องชาวไทย ที่กำลังประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ขอเรียนเชิญชวนประชาชนทุกคนร่วมกันติดตามและแสดงพลังความสามัคคี ความเป็นหนึ่งเดียว ในการเป็นกำลังใจ เสียสละ ให้การสนับสนุนในรูปแบบประชารัฐ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติ ในยามต้องเผชิญความลำบากทุกข์เข็ญ เริ่มถ่ายทอดพร้อมกันทุกช่อง เวลา 18.00 - 18.20 น. และต่อจากนั้น ติดตามชมได้ทาง NBT จนถึงเวลาประมาณ 20.00 น.

คำต่อคำ : รายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” 13 มกราคม 2560

สวัสดีครับพี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงห่วงใยประชาชนที่ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ภาคใต้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์ อัญเชิญทุกยังชีพพระราชทาน สิ่งของพระราชทานและชุดธารน้ำใจสภากาชาด สำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยอีกทั้งยังทรงห่วงใยพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะที่ความช่วยเหลือของทางราชการเป็นไปด้วยความยากลำบาก เข้าไปยังไม่ถึงหรือเข้าถึงช้า แต่ละพื้นที่มีความยากง่าย ในการให้ความช่วยเหลือที่แตกต่างกัน ช่วยการจะส่งเงินให้ไปมอบแก่ประชาชน ก็ยังไม่สามารถให้ไปซื้อข้าวของได้ จะส่งข้าวสารไป ก็ไม่มีไฟ ไม่มีน้ำในการหุงต้ม จึงทำให้ลำบาก แต่ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็มีการช่วยเหลือ หรือมีการบริจาคข้าวที่พร้อมรับประทาน รับไปแจกจ่ายในพื้นที่บ้างแล้ว ทั้งนี้ ตามที่คณะองคมนตรีได้อัญเชิญพระกระแสรับสั่ง ในเรื่องอุทกภัยภาคใต้ เดินทางมาหารือนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลก็รับแนวทางดังกล่าวนั้นใส่เกล้าใส่กระหม่อมเพื่อนำไปดำเนินการต่อไป ปัจจุบันนั้นรัฐบาลยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์และแก้ปัญหา เพื่อลดระดับความรุนแรงมาอย่างต่อเนื่องช่วยให้สถานการณ์พื้นที่ประสบอุทกภัยทั้ง 12 จังหวัด ภาคใต้ ดีขึ้นโดยลำดับ

อย่างไรก็ตาม การพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ยังคงเฝ้าระวังและเตรียมการป้องกัน แก้ไขต่อไปด้วย อย่าประมาท จากต้นเดือนมกราคม เป็นต้นมา มีฝนหนักอย่างต่อเนื่อง ซ้ำเติมสถานการณ์อุทกภัย ที่ยกระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงได้ประกาศยกระดับการจัดการสาธารณภัย จากระดับ 2 ขนาดกลาง เป็นระดับ 3 ขนาดใหญ่ โดยได้มีคำสั่งตั้งกลไก การทำงาน ระดับชาติ และระดับพื้นที่ สำหรับบูรณาการ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สามารถทำงาน ร่วมกันอย่างประสานสอดคล้อง ไม่ซ้ำซ้อน ที่สำคัญก็คือ สามารถตอบสนองทุกสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที เช่น 1. กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ส่วนกลาง ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เพื่อทำหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ และระดมกำลังจากทุกหน่วยทุกภาคส่วน จากทั่วประเทศ เข้าไปเสริมกำลังช่วยเหลือในการแก้ปัญหา และบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องผู้ประสบภัยกว่า 1 ล้านคน ราว 3.7 แสน ครัวเรือน ใน 12 จังหวัด

ปัจจุบันมีกำลังพลจากทุกหน่วยกว่า 4,000 นาย เรือไฟเบอร์ เรือท้องแบน 671 ลำ รถยนต์บรรทุก 142 คัน เครื่องผลักดันน้ำ 107 เครื่อง เครื่องสูบน้ำ 200 เครื่อง เครื่องกำเนิดไฟฟ้า 16 เครื่อง รถส่งน้ำระยะไกล แรงดันสูง 18 คัน รถผลิตน้ำดื่ม 12 คัน รถไฟส่องสว่าง 11 คัน สะพานเบลีย์ ขนาดใหญ่ 3 สะพาน เฮลิคอปเตอร์ 5 ลำ เหล่านี้เป็นต้น 2. กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารภัย (ส่วนหน้า) ณ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 11 สุราษฎร์ธานี เพื่อดูแลพื้นที่ภาคใต้ ตอนบน และเขต 12 สงขลา เพื่อดูแลพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง ในการเชื่อมโยงการปฏิบัติจากส่วนกลางกับหน่วยปฏิบัติในระดับพื้นที่ ซึ่งมีการจัดตั้งศูนย์ย่อยในแต่ละจังหวัด เพื่อเกาะติดสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ของตน โดยได้แบ่งพื้นที่การปฏิบัติตามลักษณะ และระดับความรุนแรงของปัญหา เป็น 3 ลักษณะ คือ 1. พื้นที่วิกฤต 2. พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ และ 3. พื้นที่คลี่คลาย เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดสรรทรัพยากร เข้าไปดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละพื้นที่ ซึ่งดูแล แก้ไข และจัดการกับปัญหา ความเสียหายในทุกมิตินอกเหนือจากตัวผู้ประสบภัย ที่มีความต้องการ น้ำ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม เครื่องนอน การรักษาพยาบาล และการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยแล้ว ยังคงต้องดูแลในเรื่องพื้นที่เกษตรกรรม โครงสร้างพื้นฐานทุกระบบ รวมทั้งโทรคมนาคม สถานประกอบการ หน่วยงานราชการ โบราณสถาน และสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านี้ เป็นต้น

สำหรับหลักเกณฑ์ในการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนนั้น ได้มีมติเห็นชอบตามหลักเกณฑ์ที่เคยปฏิบัติเมื่อคราวน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพมหานครและบางจังหวัดในภาคกลาง ในปี 2554 เช่น การช่วยเหลือผู้เสียชีวิตรายละ 50,000 บาท บ้านเสียหายทั้งหลัง จะสร้างบ้านหลังใหม่ทดแทน ส่วนบ้านที่เสียหายบางส่วนจะมีการซ่อมแซมให้เสร็จสมบูรณ์ ทั้งนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้กลับสู่วิถีชีวิตปกติในเร็ววัน ภายหลังจากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายลง รวมทั้งการเยียวยาความเสียหายพืชผลทางการเกษตร และการซ่อมแซม บูรณะสถานที่ต่าง ๆ ด้วย 3. ศูนย์ช่วยเหลือประชาชนประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ณ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมเงินบริจาคของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศสำหรับจัดส่งให้จังหวัด หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการใช้จ่ายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ โดยประชาชนในทุกภาคส่วนหากประสงค์จะช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนในครั้งนี้ สามารถบริจาคเงินเข้ากองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี หรือภาคีเครือข่ายอีก 3 แห่ง ได้แก่ กองทัพเรือ กองยางแห่งประเทศไทย และองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย รายละเอียดตามหน้าจอนะครับ

ทั้งนี้ ผู้ที่ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยดังกล่าว สามารถนำใบเสร็จรับเงินการบริจาคได้ที่ศูนย์แห่งนี้ของรัฐบาล หรือช่องทางอื่นๆ เป็นเอกสารสำหรับการขอลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่าของยอดเงินบริจาคอีกด้วย กรณีที่มีข้อสงสัยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่สายด่วน 1111 ได้

นอกจากนี้ เพื่อให้การดูแลทุกข์สุขพี่น้องผู้ประสบภัยในครั้งนี้มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังได้ขยายวงเงินทดรองราชการ ในอำนาจอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพิ่มอีก 50 ล้านบาท รวมเป็นวงเงิน 150 ล้านบาท และในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบอุทกภัยอีก 50 ล้านบาท รวมเป็นวงเงิน 100 ล้านบาทต่อจังหวัด เนื่องจากยังคงได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง และขยายวงกว้างขึ้น สำหรับใช้จ่ายซื้อวัสดุอุปกรณ์ หรือยานพาหนะพิเศษที่มีความจำเป็นต่อการช่วยเหลือด้านต่างๆ รวมถึงความจำเป็นในการจัดส่งเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับประชาชนในพื้นที่ๆ น้ำท่วมสูงอย่างรุนแรง มีน้ำป่าไหลเชี่ยวกราก ดินโคลนถล่ม เป็นต้น

ผมขอขอบคุณคนไทยทุกคน รวมทั้งเอกชนทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันแสดงน้ำใจ เห็นอกเห็นใจพี่น้องชาวใต้ อีกทั้งร่วมกันบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น และปัจจัยในการดำรงชีวิตต่างๆ สำหรับผู้ประสบภัยอยู่ในขณะนี้ และผมขอเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ พลเรือน ตำรวจ ทหาร ป้องกันภัย และอาสาสมัครทุกคนที่ทุ่มเทเสียสละในการทำงานด้วยสำนึกที่ว่า ประชาชนรอการช่วยเหลือข้างหน้า แม้นาทีเดียวก็ไม่อาจรอได้ ผมขอให้ใช้ความระมัดระวัง และความไม่ประมาทในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ผมขอให้ทุกคนปลอดภัยมีสวัสดิภาพ สำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัยเอง ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารการแจ้งเตือนทางราชการอย่างใกล้ชิด และขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำ และให้ความช่วยเหลือกับเจ้าหน้าที่ด้วย

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของทุกคน ซึ่งจะช่วยให้ทางราชการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการดูแลคนใกล้ชิด สมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ คนพิการ ให้อยู่รัฐในสายตาตลอดเวลานะครับ รัฐบาลเองจะเฝ้าติดตามสถานการณ์ และทำหน้าที่ของรัฐบาลให้ดีที่สุด

ส่วนการแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนนั้น ผมได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมได้เก็บข้อมูล เพื่อเป็นแผนบทเรียนกรณีศึกษาในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะการบริหารจัดการเกี่ยวกับการก่อสร้างถนนใหม่ การซ่อมถนนเดิม ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดการกีดขวางทางน้ำ มีร่องระบายน้ำ มีสะพานต่างๆ ที่สามารถทำให้น้ำไหลลงจากภูเขาสู่ทะเลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

สำหรับถนนใหม่นั้น อาจจะต้องมีการสร้างถนนที่อยู่ด้านบน มีสะพาน หรือช่องทางน้ำไหล หรือมีการสร้างอุโมงค์ทางลอดน้ำอยู่ด้านล่าง ทั้งนี้เพื่อให้น้ำระบายผ่านลงสู่ทะเลได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมในปัจจุบัน เราจึงจะแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ได้อย่างยั่งยืน ปัจจุบันนี้สภาพจังหวัดต่างๆ อาจจะทุกจังหวัดได้มีการขยายตัวเมืองมากขึ้น ประชาชนมากขึ้น ส่งผลให้มีการก่อสร้าง ซึ่งอาจจะไม่เป็นไปตามผังเมือง หรือตามกฎหมายควบคุมอาคารที่มีอยู่ หรือไปสร้างในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมไปขวางทางน้ำไหลลงสู่ทะเล หรือทางระบายน้ำทางธรรมชาติ จึงมีความยากลำบากที่ทำให้เกิดสถานการณ์น้ำเอ่อล้นดั่งเช่นเป็นอยู่ในขณะนี้ กรุงเทพฯ ก็เช่นเดียวกัน

พี่น้องประชาชนครับ แม้ว่าเราจะประสบปัญหาอย่างไร แต่ประเทศชาติก็คงต้องเดินหน้าต่อไปให้ได้ และเราต้องเป็นกำลังใจให้กันและกัน ต่างคนต่างต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ไม่สร้างภาระให้ซึ่งกันและกัน สำหรับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติตามมติที่ประชุมร่วมของคณะรัฐมนตรี และ คสช. นั้น ทางรัฐบาลได้หารือกับ คสช.แล้ว สามารถดำเนินการได้ โดยไม่กระทบต่อกระบวนการตามโรดแมป จึงขอให้พี่น้องประชาชนได้เชื่อมั่น และไว้ใจว่า เราได้เดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อย่างแน่นอน

สำหรับวันพรุ่งนี้ เป็นวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม ซึ่งเป็นวันเด็กแห่งชาติ และวันจันทร์ที่ 16 มกราคมของทุกปี เป็นวันครู ซึ่งล้วนแล้วมีความสำคัญสำหรับอนาคตของประเทศชาติทั้งสิ้น ในโอกาสอันดีทั้ง 2 ประการนี้ ผมขอมอบคำขวัญวันครู ว่า “ชาติพัฒนาด้วยครูดีมีคุณภาพ ศิษย์ซาบซึ้งในพระคุณครู” เพื่อให้ผู้ที่เป็นครูโดยอาชีพ และเป็นครูโดยจิตวิญญาณได้ระลึกอยู่เสมอว่า ท่านมีความสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะสร้างคน สร้างชาติ สร้างอนาคตให้กับประเทศ ดังนั้น ภาระอันยิ่งใหญ่นี้ ไม่เพียงแต่ท่านจะเป็นแบบอย่างที่ดี ด้วยคำสั่งสอน ด้วยการประพฤติตนแล้ว ท่านต้องมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ก้าวให้ทันวิชาการสมัยใหม่ซึ่งเป็นพลวัต เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากในฐานะที่ท่านเป็นแม่พิมพ์ของชาติ จึงเป็นความคาดหวังของทุกๆคน ทั้งผู้ปกครอง และลูกศิษย์ ที่จะได้ซาบซึ้งในพระคุณ ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ สอนคนให้เป็นพลเมืองดีของชาติต่อไป ด้วยความเป็นครู ซึ่งก็ไม่เคยจางหาย เพราะความเป็นครูนั้น ไม่เพียงแต่จะเป็นวันที่ท่านสอนหนังสือ

ผมเห็นว่า ครูในวันนี้ไม่ใช่เรือจ้าง ที่ส่งลูกศิษย์ถึงฝั่งแล้วก็หมดสิ้นภาระจากรุ่นสู่รุ่น แต่ครูในวันนี้จะต้องขยายบทบาทของตนเอง เปรียบเหมือนสะพาน เช่นเดียวกับรัฐบาล และ คสช. ต้องทำหน้าที่เชื่อมโยงวิชาการมาสู่ชุมชน ในการสร้างความเข้มแข็งด้วยปัญญา ด้วยศาสตร์พระราชา และด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งเชื่อมโยงศาสตร์วิชาชีพ และหน่วยงานวิชาการต่างๆ ในแต่ละท้องถิ่น หลอมรวมกับผู้นำชุมชน ผู้ปกครองลูกศิษย์ ต่างล้วนเป็นสมาชิกในแต่ละชุมชนของตน ได้ร่วมกันสร้างพัฒนาชุมชน ตามกลไกประชารัฐ เพื่อจะสร้างความเจริญก้าวหน้า ยกระดับคุณภาพชีวิต และยกระดับคนในชุมชนของตน ให้เป็นคนไทย 4.0 เป็นกลไกที่อยู่ในสังคมแห่งการเรียนรู้ที่รู้จักการประยุกต์ใช้วิชาการ องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในชีวิตประจำวัน และการประกอบสัมมาอาชีพด้วย

สำหรับคำขวัญวันเด็กปีนี้ ก็คือ “เด็กไทยใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง” เพราะผมอยากเห็นเด็กไทยของเราเห็นความสำคัญของการศึกษา ดูตัวอย่างจากผู้ที่ประสบความสำเร็จหลายท่าน ล้วนเป็นผลมาจากการศึกษา ไม่ว่าจะมีที่มา หรือกำเนิดในครอบครัวที่มีฐานะทางสังคม หรือในเศรษฐกิจระดับใดก็ตาม การศึกษาจะนำพาไปสู่ความสำเร็จ หมายถึงการยกระดับฐานะทางระดับสังคม และยกระดับจิตใจ เมื่อคนไทยได้รับโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่เหมาะสมทุกคน ปัญหาทางสังคมก็จะลดลง คนไทยก็จะไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ เพราะการศึกษาสอนให้เราใช้หลักเหตุและผล ปัญหาเศรษฐกิจก็จะไม่มี เพราะทุกคนมีวิชาความรู้ และพึ่งตนเองได้ ปัญหาสิ่งแวดล้อมก็จะไม่เกิด เพราะทุกคนตระหนักถึงผลกระทบแล้วในระยะยาว ร่วมกันอนุรักษ์ หวงแหนทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ เหมือนดังเช่น ในหลวง รัชกาลที่ ๙ สอนให้เรารู้จักการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ดิน ป่า น้ำ ด้วยการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ไม่ทำลายกัน และเมื่อเราไม่มีปัญหา วิกฤตต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ประเทศชาติก็จะมีความมั่นคง ต่างชาติก็มีความมั่นใจ เพราะประเทศไทยมีเสถียรภาพ การท่องเที่ยวก็จะเฟื่องฟู เพราะนักท่องเที่ยวรู้สึกปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในการเดินทางทั่วประเทศไทย

การลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 10 เขต และระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก และ 18 คลัสเตอร์ กลุ่มจังหวัด ก็จะผลิดอกออกผล เศรษฐกิจในทุกระดับของห่วงโซ่ ก็จะเจริญเติบโตแข็งแรงไปพร้อมๆกัน มีการกระจายรายได้ กระจายความเจริญ ความรวยไม่กระจุกในเขตเมือง แต่กระจายไปสู่ท้องถิ่น คนเมือง กับคนชนบท ก็ไม่มีความเหลื่อมล้ำ

ที่กล่าวมานั้นล้วนเป็นผลสืบเนื่องกันของการศึกษากับความมั่นคง ตามคำขวัญวันเด็กในปีนี้ ถ้าเด็กไม่เข้าใจ ผู้ใหญ่ก็ต้องไม่ละความเพียร ที่จะให้คำอธิบาย เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของวิสัยทัศน์ของเรา มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน สอดคล้องกับศาสตร์พระราชา ในการที่เราจะเอาชนะความจน ด้วยเริ่มจากการพัฒนาคน ด้วยการศึกษา ผมมีศาสตร์พระราชาอีก 1 ตัวอย่าง อันเป็นที่มาของหนังสือชื่อว่า จิตตนคร นครหลวงของโลก พระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้นิพนธ์และบรรยายในช่วงปี 2513 และเป็นการ์ตูนอนิเมชันชุด “เมืองนิรมิต แห่งจิตตนคร” สำหรับวันเด็กในปี 2560 นี้

ทั้งนี้ เกิดจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นผู้หนึ่งที่ทรงสนพระทัยอย่างมากในธรรมะ และหลายครั้งที่พระองค์ทรงพระราชปุจฉาวิสัชนาธรรมกับ สมเด็จพระสังฆราช ด้วยมีพระราชประสงค์ให้หนังสือคำสอนพระพุทธศาสนา ที่ไม่ยากเกินไปแก่สมองเด็ก แต่ควรสอนบทธรรมง่ายๆ ที่เป็นประโยชน์ในการอบรมเด็กด้วย

ดังนั้น บทพระนิพนธ์ในสมเด็จพระสังฆราช นี้ จึงเป็นหนังสือเกี่ยวกับหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา โดยใช้ภาษาที่เรียบง่ายและงดงาม ทุกคนสามารถอ่านแล้วเข้าใจได้ทันที โดยใช้เทคนิคต่างๆ ในการอธิบายเปรียบเทียบคำสอนยากๆ ให้ง่ายขึ้น และใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย อย่างเช่น การอธิบายเรื่องจิต ที่เป็นเรื่องซับซ้อนและเข้าใจได้ยาก โดยการเขียนเปรียบเทียบจิตเหมือนกับเมืองที่เราอยู่อาศัย เป็นที่มาของชื่อหนังสือ “จิตตนคร” ซึ่งผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ประเทศไทยเราต้องการ เพราะเด็กไทย คนไทย จะได้มีจิตสำนึกในเรื่องความดีความชั่ว จึงส่งเสริมให้มีการผลิตในรูปแบบการ์ตูนอนิเมชัน จากความร่วมมือของสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และขอให้กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม หน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆ รวมถึงขอความร่วมมือจากสื่อสารมวลชนในการเผยแพร่ต่อไป

ทั้งนี้ รัฐบาลได้นำการ์ตูนอนิเมชันชุด “เมืองนิรมิตแห่งจิตตนคร” มาเปิดตัวในงานวันเด็กแห่งชาติปีนี้ ณ ทำเนียบรัฐบาล สำหรับสื่อมวลชน ทั้งภาครัฐและเอกชน สามารถติดต่อเพื่อร่วมกันนำการ์ตูนอนิเมชันชุดนี้ไปเผยแพร่ให้ผ่านช่องทางต่างๆได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยติดต่อกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ ตามรายละเอียดบนหน้าจอครับ
(สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือที่วัดบวรนิเวศวิหาร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-1417158/02-1417157 ฝ่ายสื่อสารองค์กรซิป้า)

พี่น้องประชาชนที่รักครับ ผมขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกท่านที่มีความสนใจ พาลูกหลานของเรามาร่วมงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2560 ณ ทำเนียบรัฐบาล ในวันเสาร์ที่ 14 มกราคมนี้ ตั้งแต่เวลา 08.00 - 15.00 น. ภายใต้แนวคิด "ดินแดนแห่งความสุขตามศาสตร์พระราชา" โดยจะมีกิจกรรมต่างๆ ที่ช่วยสร้างความรู้และความสนุกสนานเพลิดเพลินให้แก่เด็กๆ เช่นเดียวกับทุกปีที่ผ่านมา

นอกจากเด็กๆ จะได้มีโอกาสนั่งเก้าอี้ประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งเป็นไฮไลต์ของงานวันเด็กที่ทำเนียบรัฐบาล อยากให้ลูกหลานทุกคนได้มีการละเล่นอย่างสนุก และเรียนรู้จากกิจกรรมที่จัดไว้ให้ โดยเฉพาะศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งมีทั้งการฉายภาพยนตร์อนิเมชัน “พระมหาชนก” และภาพยนตร์สั้น “เมืองนิรมิตแห่งจิตตนคร” ตามที่กล่าวมาแล้ว นอกจากนั้น ยังมีสถานที่อื่นอีกมากมาย ทั้งต่างจังหวัดและในกรุงเทพฯ อีกหลายแห่ง

นอกจากนั้น ยังมีการจำลองป่าชายเลน กังหันน้ำชัยพัฒนา หลักการทรงงาน การแสดงโขนเด็ก ศิลปะมวยไทย และบูธของหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เยี่ยมชมตึกไทยคู่ฟ้า ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี รถนำขบวนเกียรติยศ การแสดงดนตรีและศิลปวัฒนธรรม กิจกรรมซุ้มอ่านข่าว หุ่นยนต์ปฏิบัติการ ฟุตบอลสนามเล็ก สนามเด็กเล่นรีไซเคิล นิทานในสวน วาดภาพระบายสี ประกวดคัดลายมือ บริการตรวจสุขภาพฟันและตัดผม ตลอดจนการแจกของขวัญ ของรางวัล อาหาร ขนม และเครื่องดื่ม จากหน่วยงานต่างๆ มากมาย ขอเชิญชวนผู้ปกครองอีกครั้งนะครับนำบุตรหลานไปร่วมงานวันเด็กได้ทุกที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ทำเนียบรัฐบาล และผมก็จะรอพบท่านและลูกๆหลานๆ ของท่าน ที่ทำเนียบรัฐบาลในวันพรุ่งนี้

ฝากอีกเรื่องหนึ่งนะครับ คือช่วยระมัดระวังการพลัดหลงกับบุตรหลาน เนื่องจากจะมีผู้คนร่วมงานเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ทำเนียบฯ และทั่วประเทศ ขอให้เขียนป้ายชื่อเด็ก ชื่อผู้ปกครอง พร้อมเบอร์โทรศัพท์ สถานที่อยู่ ใส่ไว้ในกระเป๋าเด็กไว้ด้วยนะครับ

สุดท้ายนี้ ในวันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม ที่จะถึงนี้ รัฐบาลจะจัดรายการเพื่อเป็นกำลังใจ และช่วยเหลือพี่น้องชาวไทย ที่กำลังประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ผมขอเรียนเชิญชวนประชาชนทุกคนร่วมกันติดตามและแสดงพลังความสามัคคี ความเป็นหนึ่งเดียว ในการเป็นกำลังใจ เสียสละ ให้การสนับสนุนในรูปแบบประชารัฐ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติ ในยามต้องเผชิญความลำบากทุกข์เข็ญ เริ่มถ่ายทอดพร้อมกันทุกช่อง เวลา 18.00 - 18.20 น. และต่อจากนั้น ติดตามชมได้ทาง NBT จนถึงเวลาประมาณ 20.00 น.

ขอบคุณครับ ขอให้ทุกคนมีความสุขในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ใช้เวลาในห้วงวันเด็กให้เกิดประโยชน์ต่อลูกหลาน และครอบครัว และประเทศชาติด้วย ส่งแรงใจ ความห่วงใยไปยังพี่น้องชาวไทยที่รักทุกคนที่ประสบอุทกภัยที่ภาคใต้ไปพร้อมกันด้วยนะครับ สวัสดีครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...