xs
xsm
sm
md
lg

“บิ๊กกุ้ย” ขอลุย เสี่ยงคุกเพื่อ “พี่ป๊อด”

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวการเมือง


ป้อมพระสุเมรุ

                                                          

ต้องบอกว่า เข้าสู่โหมดวัดใจ!

สำหรับภารกิจปลดเปลื้องพันธนาการให้ “พี่ป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะจำเลยคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 7 ตุลาคม 2551 โดยมิชอบ หลังมีเสียงท้วงติงกระฮึ่มขึ้นเรื่อยๆ ทันทีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นำโดย “บิ๊กกุ้ย” พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานใหญ่ นำทัพกรรมการอีก 5 ชีวิต ลงมติเห็นชอบว่า ป.ป.ช.มีอำนาจถอนฟ้องคดีได้

มีเพียง “ดอกไม้เหล็ก” สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นเสียงโทนที่ยืนยันว่า ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจ เพราะพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 หรือ “พ.ร.บ.ป.ป.ช.” ไม่ได้ให้อำนาจเอาไว้ ขณะเดียวกัน ยังยกอีกว่า พ.ร.บ.ป.ป.ช. เสมือนกฎหมายมหาชน ซึ่งโดยหลักเมื่อไม่ได้เขียนอำนาจไว้ ย่อมไม่มีอำนาจที่จะทำ

แต่กรรมการ ป.ป.ช.เสียงข้างมากเห็นต่าง แล้ว “ตีมึน” ว่า ป.ป.ช.มีอำนาจถอนฟ้องคดีได้ตามมาตรา 35 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ อาญา)

การคัดค้านกระบวนการของกรรมการป.ป.ช. ไม่ได้แคบเฉพาะวงของผู้เสียหายอย่าง “กลุ่มพันธมิตรฯ” เท่านั้น แต่ผู้สันทักกรณีทางกฎหมายหลายคนต่างสะกิดเตือนเป็นท่วงทำนองเดียวกันว่า “ไม่ควร!”

โดยเฉพาะเจ้าของสำนวนอย่าง วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป.ป.ช. และอดีตประธานอนุกรรมการไต่สวน ที่อธิบายข้อกฎหมายว่า มาตรา 86 ของ พ.ร.บ.ป.ป.ช.ระบุว่า เรื่องที่ศาลรับฟ้องในประเด็นเดียวกันและอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลหรือที่ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเสร็จเด็ดขาดแล้ว ห้ามมิให้คณะกรรมการป.ป.ช.ยกข้อกล่าวหานั้น ดังนั้น ในเมื่อกฎหมายไม่ได้ระบุข้อยกเว้นให้สามารถทำได้ จึงต้องตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัด

หรือแม้แต่กระทั่งเสียงแผ่วๆ แบบแทงกั๊ก จาก “เนติบริกร” วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่เตือนว่า แม้ป.ป.ช.จะมีอำนาจถอนฟ้อง แต่ต้องอธิบายต่อสังคมและศาลให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะยิ่งทำให้เกิดความวุ่นวาย
 
หมายเหตุสำคัญคือ คนที่จะตัดสินชี้ขาดว่า จะให้ถอนหรือไม่ให้ถอนคือ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ท่ามกลางความคลุมเครือว่า สุดท้ายป.ป.ช.มีอำนาจถอนฟ้องคดีที่ตัวเองเป็นผู้ส่งฟ้องได้หรือไม่นี้นี่เอง ทำให้มีการจับตาว่า สุดท้าย “บิ๊กกุ้ย” จะกล้าลุยฝ่าดงกระสุนหรือไม่

แน่นอนถ้าเอาตามเนื้อหาผ้าที่ผ่านๆ มา หลายเรื่องในยุคที่ “บิ๊กป้อม” บารมีกำลังพรั่งพรู กล้าทำแม้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเชื่อมั่นว่า ตัวเองคุมอยู่หรือไม่ก็เชื่อว่า ที่สุดกระแสจะลดโทนหายไปเอง

ทว่า เรื่องการถอนฟ้องคดีพันธมิตรฯ ไม่น่าจะง่าย เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องคุมอยู่หรือไม่อยู่ แต่เป็นเรื่องของ “ข้อกฎหมาย” ล้วนๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อต่อผู้ที่รับหน้าที่หนังหน้าไฟอย่าง “คณะกรรมการป.ป.ช.” ที่ลงมติโดยตรง

เพราะหากเกิด “บิ๊กกุ้ย” และกรรมการป.ป.ช. เผอิญได้ “กินดีหมี หัวใจเสือ” มีมติให้ยื่นถอนฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ต้องพร้อมที่จะเผชิญต่อผลของการกระทำ นั่นคือ อาจมีการฟ้องร้องเอาผิดต่อคณะกรรมการป.ป.ช.ที่มีมติดังกล่าว

อย่าลืมว่า ที่กรรมการ ป.ป.ช.ระบุว่า มีอำนาจถอนฟ้อง เป็นการ “ตีความเข้าข้างตัวเอง” หรือเป็นความคิดเห็นของบางคนภายนอกเท่านั้น ซึ่งไม่ได้ผูกมัดทางกฎหมายใดๆ ว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้อง

โดยในอดีตมีบทเรียนให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้ว กรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดที่มี พล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ เป็นประธาน กระทำผิดทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีขึ้นค่าตอบแทนให้ตนเองโดยมิชอบ ซึ่งโดนเรียบวุธทั้ง 9 คน

ซึ่งในคำวินิจฉัยตอนหนึ่งระบุว่า “มีการบันทึกข้อสังเกตไว้แล้วว่า ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจออกระเบียบในคดีนี้ ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่า ป.ป.ช.ทั้ง 9 ได้ล่วงรู้ตั้งแต่แรกว่าไม่มีอำนาจ แต่ยังร่วมประชุมกันเพื่อลงนามออกระเบียบในวันที่ 29 ก.ค.2547 โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่มีคนใดคัดค้าน จึงเห็นว่า ป.ป.ช.ทั้ง 9 มีความผิดจริงตามฟ้อง”

ณ ขณะนั้น “พล.ต.อ.วุฑฒิชัย” และกรรมการที่ร่วมชะตากรรม ก็มั่นใจว่า ตัวเองมีอำนาจขึ้นเงินเดือนตัวเอง แต่สุดท้ายแล้ว “มันไม่ใช่”

ครั้งนี้ถ้า “บิ๊กกุ้ย” ตัดสินใจยื่นถอนฟ้องแล้วศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาแล้วให้ถอนฟ้องได้ก็แล้วไป ตัวเองและกรรมการที่ลงมติก็รอดตัวไป เฉกเช่นเดียวกันกับ “ชายจืด” สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี, “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะจำเลย รวมทั้ง “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรีในตอนนั้น ที่ไม่ได้ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมเข้ามา แต่ก็ได้รับอานิสงค์ผลบุญกับเขาด้วย

แต่ถ้าผลมันไม่ออกมาง่ายอย่างที่คิด หนังจะออกมาคนละม้วนทันที

โดยต้องดูว่า ศาลวินิจฉัยว่าอย่างไร ซึ่งถ้าออกมาว่า ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจถอนฟ้อง งานนี้ตกที่นั่งลำบากแน่ เพราะพวกจองกฐินกันเพียบ โดยเฉพาะ วีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) ในฐานะผู้ร้องคดีนี้ต่อ ป.ป.ช.ที่ประกาศว่า จะร้องดำเนินคดีกับคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดนี้ทันที
 
เรื่องจะกลับไปซ้ำรอยกับคดีขึ้นเงินเดือนตัวเองของคณะกรรมการป.ป.ช. ชุด “พล.ต.อ.วุฑฒิชัย” ที่ถูกตัดสินให้จำคุกคนละ 2 ปี แต่ให้รอลงอาญา

เส้นทางของ “บิ๊กกุ้ย” และกรรมการคนอื่นๆ ในถนนสายปราบโกงจะจบทันที ประวัติศาสตร์จะบันทึกว่า ตำรวจที่เข้ามาเป็นประธานป.ป.ช. มีอันต้องกระเด็นตกเก้าอี้ก่อนทั้งคู่ เพื่อเป็นอาถรรพ์ต่อไป

ข้างต้นเป็นกรณีที่ศาลวินิจฉัยไว้เบาที่สุด แต่หากหนักกว่านั้นโทษอาจไม่ได้แค่รอลงอาญา แต่อาจขยับไปถึง “คุก” เลยก็ได้ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ “บิ๊กกุ้ย” และกรรมการคนอื่นๆ ต้องชั่งน้ำหนักอย่างมากว่า ภารกิจครั้งนี้คุ้มกันหรือไม่กับสิ่งที่ต้องเผชิญ หรือแทนที่เจ้านายเก่าอย่าง “พี่ป๊อด” ต้องติดคุกกลับกลายเป็นตัวเองต้องติดเสียเอง
 
แม้วันนี้บารมีของ “บิ๊กป้อม” อาจเฟื่องฟู แต่กลับศาลแล้วยากที่ใครจะเข้าไปแทรกแซง!

ที่สำคัญ คดีนี้มีความแตกต่างจากคดีสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 ที่ป.ป.ช.มีมติยกคำร้อง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี, สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่ “บิ๊กกุ้ย” ให้เจ้าหน้าที่ไปหาคำตอบ

การชุมนุม 2 ครั้งดังกล่าวมีความแตกต่างกันนั่นคือ เมื่อปี 2551 การสลายการชุมนุมเกิดขึ้นโดยไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายความมั่นคง ในขณะที่ปี 2553 มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง และพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯตามลำดับ ขั้นตอนการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่มีขั้นตอน ที่สำคัญเลย มีการเขียนคุ้มครองการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

จะบอกว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ถอดบทเรียนมาจากความผิดพลาดที่ “รัฐบาลสมชาย” ทำไว้เมื่อปี 2551 ก็คงไม่ผิดนัก อีกทั้งยังมีเหตุผลที่ ป.ป.ช.ชี้มูลคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯให้ดูว่า มีความผิดพลาดเกิดขึ้นตรงไหนเพื่ออุดช่องโหว่

เหนือสิ่งอื่นใดเลยคือ กรณีการชุมนุมของกลุ่ม นปช. เมื่อปี 2553 ศาลวินิจฉัยว่า ไม่ได้ชุมนุมโดยสงบ แตกต่างจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ
 
ด้วยประการฉะนี้ หลายเหตุผลมันจึงท้าพิสูจน์ขนาดหัวใจของ “บิ๊กกุ้ย” รวมถึงไม้ประดับคนอื่นๆ ในครั้งนี้ได้ดีทีเดียว
กำลังโหลดความคิดเห็น...