xs
xsm
sm
md
lg

กลยุทธ์แห่ศพเจ้าอาวาส เพื่อเอาชนะการเลือกตั้ง

เผยแพร่:   โดย: "เซี่ยงเส้าหลง" และทีมข่าวการเมือง

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลังถูกเชิดขึ้นเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชาชน ขณะที่ตัวเขาเองตกเป็นจำเลยคดีทุจริตแล้ว 2 คดี กำลังจะตกเป็นผู้ร้ายข้ามแดน และอาจถูกฟ้องต่อศาลโลกฐานมีส่วนในการฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ
การลุกฮือของมวลมหาประชาชนเรือนล้าน ทั้งแบบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาร่วมชุมนุม ทั้งแบบติดตามเฝ้าชมผ่านจอเอเอสทีวี. และแบบสนับสนุนการเงิน-อาหารการกิน ในนามของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีจุดร่วมที่เป็น “หัวใจ” อยู่ 3 ส่วนที่ทับซ้อนกันอยู่

ประการแรก – กลุ่มอุดมการณ์ทางการเมืองที่เล็งเห็นว่า มีความพยายามดำเนินงานทางการเมืองที่เป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ประการที่สอง – กลุ่มที่ติดตามนโยบายสาธารณะและไม่เห็นด้วยกับแนวทาง ทักษิโณมิกส์ และเสรีนิยมใหม่ เชื่อในการเปิดการค้าเสรีโดยไม่มีขอบเขต เชื่อในแนวทางแข่งขันเสรีเปิดทำนบปล่อยห้างยักษ์เข้ามาโดยเชื่อว่าผู้ค้ารายย่อยต้องปรับตัวกันเอง รวมไปถึง การแปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยที่ตนและพรรคพวกได้ประโยชน์กลุ่มเดียว ฯลฯ

ประการสุดท้าย – ความไม่พอใจในคุณธรรม-จริยธรรม นักการเมืองและผู้อยู่ในอำนาจขาดธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน ทุจริต คดโกง ฉ้อราษฎร์บังหลวงกันทั่วไปจนกลายเป็นค่านิยมใหม่ “โกงไม่เป็นไรขอให้ทำงาน” ระบบอุปถัมภ์ฟุ้งเฟื่อง ลูกท่านหลานเธอได้สัญญาทำมาหากินจากรัฐ คนธรรมดาไม่มีเส้น ไม่ใช่พวกพ้องอย่าได้หวังเติบโต

พลังของประชาชนคนชั้นกลางที่เคยถูกดูหมิ่นว่าไม่มีจริง เป็นพวกลมเพลมพัด ได้ถูกปลุกขึ้นมาผ่านบทเรียนในสนามจริง ติดตามข่าวสาร-ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

นี่คือการเมืองของภาคพลเมือง อย่างจริงแท้แน่นอน !!

แม้จะมีใครหลายคนบอกว่า การเมืองไทยถอยหลังไป 5 ปี 10 ปี อำมาตยาธิปไตยจะครองเมือง !!? ก็เป็นมุมที่มองผ่านกฎเกณฑ์กติกาและโครงสร้างใหญ่ภายใต้กรอบคิดชุดเดิม ไม่ได้นำพลังของการเมืองภาคพลเมืองผนวกร่วมไปในกรอบวิเคราะห์ด้วย

- มาตรฐานทางจริยธรรม-คุณธรรมของนักการเมือง ที่ทางหนึ่งกำหนดอยู่ในกติกาใหม่ และอีกทางหนึ่งถูกบัญญัติผ่านเจตนารมณ์ร่วมกันของคนในสังคม เป็นบรรทัดฐานใหม่ที่เกิดขึ้นจากผลสะเทือนของการต่อสู้ระหว่าง 2548-2549

ถ้าไม่เชื่อว่าบรรทัดฐานนี้มีจริง ขอให้นักการเมืองที่กำลังจะเข้าไปบริหารชาติหลังปลายนี้สวมวิญญาณรัฐบาลทักษิณ แบ่งขายรัฐวิสาหกิจให้พวกพ้องอีกสักตั้งเพื่อพิสูจน์ก็ได้

- ก่อนนี้สังคมไทย ไม่ใคร่มีใครสนใจ นโยบายสาธารณะ ที่แสดงจุดยืนเรื่องอุดมการณ์ในเชิงทฤษฎี ..พรรคการเมืองคิดอย่างไรเรื่อง การค้าเสรีแบบทวิภาคี ? คิดอย่างไรกับเปิดเสรีปล่อยห้างยักษ์ค้าแข่งคนไทย? พรรคการเมืองจะเอาอย่างไรแน่กับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ? พรรคการเมืองศรัทธา และ ชัดเจนแค่ไหนกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ?

สังคมกำลังเรียกร้องให้ พรรคการเมืองแสดงจุดยืนในเชิงอุดมการณ์ที่จะแปรมาเป็นนโยบายสาธารณะ - จะมาเปิดนโยบายก้ำ ๆ กึ่ง ๆ บอกแค่ว่า เป็นกลาง – อยู่ดีมีสุข เหมือนเมื่อ 10 ปีก่อนไม่ได้ต่อไป

ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่ปฏิเสธไม่ได้ ... สังคมไทยยุคใหม่เรียกร้องให้พรรคการเมืองต้องแสดงจุดยืนในเชิงให้ชัดเจนว่า จะนำประเทศไทยไปแบบไหน ปล่อยให้เป็นตามกรอบเสรีนิยมใหม่ , หรือสร้างเครื่องป้องกันในระดับพอสมควร !!? .. เชื่อในแนวทางแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หรือ ไม่เชื่อ !!?

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ..ปรากฏการณ์เช่นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลสะเทือนจากพลังของประชาชนคนชั้นกลาง ที่มีสติปัญญา เป็นกลุ่มที่ติดตามข่าวสารข้อมูล-เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง ที่ได้ลุกขึ้นมาแสดงออกพร้อมกันเมื่อปลายปี 2548

พลังดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นแล้วก็ยังดำรงอยู่ - มิได้สูญหายไปไหน !!

.....................

สังคมไทยในพ.ศ. 2550 ไม่ได้ตื่นเต้นกับนวัตกรรมหาเสียง ที่มุ่งตอกย้ำนโยบายประชานิยมผ่านกลยุทธ์การตลาดแบบที่ไทยรักไทย ประสบความสำเร็จเมื่อปี 2544 อีกแล้ว... แต่เป็นสังคมไทย ที่กำลังเรียกร้องหาความชัดเจนของ อุดมการณ์และทฤษฎี ที่เป็นพื้นฐานของนโยบาย

-ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ?
-แนวทางของนโยบายเศรษฐกิจ ผลิตขึ้นจากฐานความเชื่อในทฤษฎีเศรษฐกิจใด อยู่ตรงจุดใดของเส้นทางเสรีนิยมใหม่ ? สุดขั้ว-กึ่งกลาง-ผสมผสาน หรือ ปฏิเสธ ?
-หรือ นโยบายต่างประเทศ ต่อเพื่อนบ้าน จะยืนจุดใด ? ก็เป็นอีกหนึ่งที่สังคมควรจะทราบก่อนการเลือกตั้งลงคะแนน

การเปลี่ยนแปลงของ การยกระดับความคาดหวังต่อพรรคการเมือง-นักการเมือง เป็นมาตรฐานใหม่ที่จับต้องได้ ทั้งที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และ ที่อยู่ในกระแสสังคม...แต่น่าประหลาดใจยิ่ง ที่หลายพรรคการเมืองหาได้สนใจในประเด็นเหล่านี้เลย

หลายพรรคยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับ พื้นฐานและจุดยืนด้านนโยบาย ...นักการเมืองอาชีพบางกลุ่มยังติดอยู่กับช่องทางผสมพันธุ์ให้ง่ายที่สุดด้วยวาทกรรม “เป็นกลาง-สมานฉันท์ –พร้อมร่วมทุกพรรค” ซึ่งเป็นจุดยืนที่ไม่ได้ตอบคำถามประชาชนเจ้าของประเทศเลยว่า คนกลุ่มนี้จะนำพาประเทศฝ่าวิกฤตการณ์และโลกาภิวัตน์ไปทางไหน

ที่น่าสังเวชยิ่งกว่า ยังไปงัดเอาแนวทาง “แห่ศพเจ้าอาวาส” ที่ชาวบ้านร้านถิ่นในชนบทรู้จักกันดีมาใช้เป็นกลยุทธ์หลักเพื่อเอาชนะการเลือกตั้ง

เรื่องมีอยู่ว่า เจ้าอาวาสวัดดังกล่าวเป็นเกจิดังในภูมิภาค เมื่อท่านมรณภาพ บรรดาญาติโยมลูกศิษย์ถกเถียงแบ่งเป็นสองสาย สายแรกให้เผาตามประสงค์ของผู้ตาย อีกสายเป็นพวกทำมาหากิน อยากให้วัดเจริญรุ่งเรือง มีคนเข้าวัดมาก ๆ เหมือนครั้งที่เจ้าอาวาสยังมีชีวิตที่สุดฝ่ายหลังเป็นฝ่ายชนะ ...นำศพเจ้าอาวาสบรรจุโลงแก้ว เพื่อจะบูชากราบไว้หรือทำมาหากินก็แล้วแต่คนจะดำเนินการ

แคมเปญหาเสียงเลือกตั้งวันนี้ แทนที่พรรคการเมืองจะยกระดับแสดงจุดยืนแนวคิดพื้นฐานเชิงนโยบาย .. ที่ก้าวหน้าขึ้นจากแนวทาง ประชานิยม-การตลาด..

แต่กลับย้อนยุคลงไปอีกด้วยการเอาภาพถ่ายเจ้าอาวาสที่หมดลมไปแล้ว- มาเล่นกลสำแดงปาฏิหารย์อีกรอบ


ทั้ง ๆ ที่บางพรรค เจ้าอาวาสแม้จะฟื้นคืนชีพมาก็ไม่แน่ว่าจะพ้นจากคดีรุงรัง-พ้นจากการถูกเอาผิดได้ท่าไหนเจ้าตัวก็ยังไม่รู้.. ก็ยังอุตส่าห์ไปขุดขึ้นมา

มันเป็นความพิกลของการเมืองหลังรัฐประหาร ..ขณะที่ประชาชนก้าวหน้า พรรคการเมืองกลับถอยหลัง

กลยุทธ์การเลือกตั้งรอบนี้ จึงกลายเป็นการแข่งขันขุดศพขายกินเป็นแคมเปญหลัก .!

แห่ศพยังไม่พอ..หนำซ้ำยังทำหูทวนลมกับข้อเรียกร้องให้แสดงจุดยืนด้านนโยบายอีกด้วย-เอากะพ่อสิ !!
กำลังโหลดความคิดเห็น...