xs
xsm
sm
md
lg

ศึกนอก-ศึกใน : พม่า อเมริกา คอคอดกระ

เผยแพร่:   โดย: "เซี่ยงเส้าหลง" และทีมข่าวการเมือง


ยิ่งใกล้หมดอำนาจ รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ยิ่งเจอปัญหารุมทั้งในและนอก ของเดิมแก้ไม่ได้ของใหม่ก็ทับเข้ามา ล่าสุด เหตุการณ์ในพม่า เพื่อนบ้านรั้วติดกัน ส่อว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ ระดับที่ ปักกิ่งส่งสัญญาณสะกิดเตือน มาที่ เนปีย์ดอ ... ส่วนตะวันตกนั้นใช้เวที ยู.เอ็น.ถล่มตามมาด้วยการ สหรัฐอเมริกาประกาศ มาตรการแซงก์ชั่นเพิ่ม. แม้เหตุการณ์รอบนี้นักวิเคราะห์มองว่าเป็นแรงกดดันสะสมที่ถูกจุด จากภายใน ที่มีการขึ้นราคาน้ำมันและสินค้าเป็นตัวจุดชนวน แต่ที่สุดแล้ว ปัญหาพม่า ผูกพันกับการเมืองของ มหาอำนาจ อเมริกา-จีน โดยตรง

พม่า นั้นเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของดุลอำนาจ จีน-อเมริกา ถือเป็นแนวป้องกันทางความมั่นคงตอนใต้ของจีน ในขณะเดียวกัน การเมืองโลกนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2.. ปัญหาพลังงานแยกไม่ออกจากการเมืองโลก โดยเฉพาะในยุคที่น้ำมันดิบใกล้แตะ 100 ดอลลาร์/บาเรล

อเมริกาจะแซงก์ชั่นเพิ่มแบบไหน-ท่าไหน แต่ที่สุดจะไม่ไปแตะต้องกับผลประโยชน์ของอเมริกาเด็ดขาด ... นี่เป็นตัวแบบการดำเนินการด้านการต่างประเทศของอเมริกามาแต่ไหนแต่ไร ขอฟันธงว่า การเพิ่ม การแซงก์ชั่นรอบใหม่ ยังไงก็จะไม่กระทบกับการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบของ กลุ่มเชฟรอน ในแหล่งก๊าซยานาดาแม้แต่แมวข่วน เพราะนี่คือ เกมการเมืองว่าด้วยพลังงานโลก ระหว่าง อเมริกา กับ จีน โดยตรง
………………..

ถ้ายังจำกันได้ เมื่อปี 2548 มีกรณีบริษัทน้ำมันของ รัฐบาลจีน จะเสนอซื้อ กิจการ ยูโนแคล กิจการน้ำมันอันดับ 9 ของอเมริกา แต่ที่สุดแล้วก็ซื้อไม่ได้ เพราะรัฐบาลอเมริกันถือว่าเป็นปัญหายุทธศาสตร์การเมืองด้านพลังงานโดยตรง ...อันเนื่องจาก ยูโนแคล ถือสัญญาขุดเจาะน้ำมันทั้งใน ไทย อินโดนีเซีย และใน พม่า ซึ่งหากจีนได้แหล่งพลังงานจุดนี้ จีนจะกลายเป็นยักษ์ใหญ่กุมพื้นที่พลังงาน ในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้...ในที่สุดกลุ่ม เชฟรอน เจ้าของคาลเท็กซ์ที่คนไทยรู้จักกันดี ก็เข้ามาซื้อกิจการนี้แทน-เพื่อสกัดจีน

น้ำมัน+ก๊าซธรรมชาติ ในแหล่งยานาดา ของกลุ่มเชฟรอน เป็นผลประโยชน์โดยตรงของอเมริกา และยังเป็นตัวดุลอำนาจ การเมืองด้านพลังงาน ระหว่างอเมริกา กับ จีน ในพม่าอีกด้วย

การขยับตัวของ มหาอำนาจอเมริกา ต่อปัญหาภายในพม่า – มีผลกระทบต่อมหาอำนาจจีนไปในตัว .. ปัญหาที่เกิดในพม่าเวลานี้ไม่ได้มีเฉพาะการลุกฮือของประชาชนและพระสงฆ์เท่านั้น แต่ยังพ่วงเอาการเมืองโลกเข้ามาใกล้รั้วบ้านไทยอีกครั้งหนึ่งด้วย
.............................

หากพูดเรื่องนี้จะยาวมาก เอาเป็นว่า เชฟรอน คือยักษ์ใหญ่เบอร์ 1 ในอ่าวไทย มิใช่ ปตท. อย่างที่หลายคนเข้าใจ มิหนำซ้ำ เชฟรอน กำลังจะเริ่มขุดเจาะน้ำมันดิบในน่านน้ำกัมพูชาในเร็ว ๆ นี้ ขนาดที่มีข่าวว่า กัมพูชา กำลังจะเป็นประเทศเศรษฐีเพราะน้ำมันที่เชฟรอนขุดให้นี่เอง .. วันนี้ เชฟรอน เป็นยักษ์ใหญ่ที่กุมแหล่งพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้ชัดเจนขึ้น เชฟรอน ก็คือหัวหอกที่ดำเนินการ ยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน ของอเมริกาในภูมิภาคนี้

มีข้อมูลชิ้นหนึ่งที่ควรรู้ นาง คอนโดลีซซา ไรซ์ รมว.ต่างประเทศ ผิวสีคนเก่งนั้น ก่อนจะรับตำแหน่งทางการเมืองเคยดำรงตำแหน่งเป็น บอร์ดบริหาร ของ บริษัทเชฟรอน เพิ่งลาออกเมื่อปี 2544 เพื่อรับตำแหน่งทางการเมือง มีบทบาทสำคัญถึงขนาดที่ บริษัทเชฟรอน นำชื่อของเธอตั้งชื่อเรือบรรทุกน้ำมันลำใหม่ ด้วยซ้ำไป

เชฟรอน ซื้อกิจการ ยูโนแคล เพราะไม่ต้องการให้จีนได้สัญญาในพม่า-ไทย ที่ยูโนแคล ทำไว้...จะกล่าวว่า เชฟรอน กับ วอชิงตัน พูดภาษาเดียวกัน - ทำนองมองตารู้ใจก็ว่าได้

ที่กล่าวมาทั้งหมดทั้งสิ้นเพื่อจะบอกว่า เหตุการณ์ในประเทศพม่า อันเป็นเพื่อนบ้านติดกันที่คนไทยควรรู้นั้น หาใช่แค่เรื่องการประท้วงกันภายในเท่านั้น หากยังเป็นพื้นที่ต่อสู้ทางยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะ ยุทธศาสตร์ด้านการพลังงาน ... นี่คือเหตุการณ์ที่คนไทย น่าจะรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพื้นที่ติดกับรั้วบ้านเรา ขอให้รู้ว่าพม่าเป็นพื้นที่ซึ่งเคยมีการประลองกำลังระหว่างมหาอำนาจในเกมการเมืองเรื่องพลังงานมาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน
...........................

ธุรกิจ+การเมืองเรื่องพลังงาน ทวีความสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ ไปตามความต้องการใช้เพิ่มขณะที่ปริมาณป้อนพร่องลงสวนทางกัน ไม่เฉพาะแต่ปัญหาดีมานด์-ซัพพลายเท่านั้น การขนส่งและธุรกิจเกี่ยวเนื่องก็ยิ่งทวีความสำคัญตามขึ้นไปด้วย ไม่เฉพาะมหาอำนาจหรอก – ประเทศเล็ก ประเทศน้อย ล้วนกระทบเชื่อมโยงกันหมด

อย่างกรณีใกล้ตัว เส้นทางการขนส่งพลังงานในภูมิภาคนี้อยู่ที่ช่องแคบมะละกา ซึ่งก็เป็นที่รู้ว่า ช่องแคบดังกล่าวเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ สหรัฐอเมริกาทิ้งไม่ได้ ซ้ำยังเป็นผลประโยชน์สำคัญของประเทศ สิงคโปร์ ในฐานะตัวแทนของมหาอำนาจเสรีนิยม

ปัญหาของช่องแคบมะละกา อยู่ที่ความคับคั่ง และมีแนวโน้มจะไม่ปลอดภัย ดังจะเห็นจากกรณีที่เกิดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักงานการเดินเรือระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มบี. ออกรายงานระบุว่า น่านน้ำของอินโดนีเซียเป็นบริเวณที่มีอันตรายมากที่สุดในโลก เนื่องจากมีโจรสลัดคอยรบกวนทั้ง ๆ ที่เส้นทางดังกล่าวมีเรือบรรทุกน้ำมันครึ่งหนึ่งของโลกแล่นผ่าน – ไม่นับรวมถึงมหาอำนาจเอเชีย จีน-ญี่ปุ่น ที่ต้องพึ่งพิงแหล่งพลังงานภายนอกมากขึ้นและถูกบังคับให้ใช้เส้นทางนี้เป็นหลัก... เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาการขนส่งพลังงานผ่านช่องทางดังกล่าวด้วย.

นี่เป็นแนวโน้มสากล ที่เป็นโจทย์ให้ขบคิดต่อทั้งรัฐบาลนี้และรัฐบาลหน้า ..ที่ไม่จำกัดเฉพาะปัญหาการจลาจลในย่างกุ้งหรือการเตรียมอพยพคนเท่านั้น หากแต่เป็นปัญหาสากลว่าด้วยการพลังงานที่กำลังเผชิญหน้ากับรัฐบาลทั่วโลก ทั้งที่เป็นชาติมหาอำนาจ- ชาติไร้อำนาจ จะรับมือ-จะฉกฉวยแบบไหน ? อยู่ได้-อยู่เป็น-อยู่รอด อย่างไร ?
..........................

เท่าที่ผ่านตา พรรคประชาธิปัตย์ ได้เริ่มนำเสนอนโยบายด้านพลังงานทดแทน แปรมันสำปะหลังเป็นเอทานอล .ต่อเนื่องด้วยโครงการสร้างรถยนต์เอทานอล ฯลฯ.. หรือแม้กระทั่ง กลุ่มมัชฌิมาเดิมที่ยุบบ้านไปแล้ว ก็มีข้อเสนอเรื่องว่าด้วย พลังงานจากชีวมวล ตั้งโรงไฟฟ้าขนาดเล็กทั่วประเทศไปแล้ว

แต่ที่สะดุดตาเป็นพิเศษตรงที่ขนาดโครงการแบบมองข้ามไม่ได้ ก็คือ อภิมหาโปรเจ็กต์ ฟื้นโครงการคอคอดกระ ของ ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาราช ที่ประกาศจะฟื้นโครงการนี้ซึ่งมีการศึกษาหลายยุคหลายสมัย ... ให้ร่วมสมัยเข้ามาหน่อย ก็คือ โครงการแลนด์บริดจ์-เซาท์เทิร์นซีบอร์ด ในยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เรื่อยมาถึงสมัย รัฐบาล ชวน หลีกภัย - พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือแม้กระทั่งรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มีการขยับแต่ที่สุดก็ไม่เขยื้อนสักที

ประชัย มีจุดเด่นตรงที่มีความชำนาญพื้นฐานจากธุรกิจ ปิโตรเคมี-โรงกลั่นน้ำมัน ฟันธงตามสไตล์กล้าเสี่ยงกล้าลุย ว่า หากการศึกษาในกระบวนการต่าง ๆ ให้เรียบร้อยใน 2 ปี มาถึงขั้นก่อสร้างจะใช้เวลาภายใน 4 ปีแล้วเสร็จ ด้วยงบประมาณ ระหว่าง 5-8 แสนล้านบาท แล้วแต่เส้นทางที่เลือก มองข้ามช็อตควบรวมปัญหาพลังงานผนวกรวมกับแนวคิดการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ถึงกับบอกว่า จะทำให้พื้นที่รอบ ๆ เป็น เสิ่นเจิ้น 2 ซึ่งจะทำให้ ช่องแคบมะละกา และ สิงคโปร์หมดความหมาย ไปในทันที

ประเด็นคอคอดกระ อาจจะกลายเป็นข้อถกเถียงประเด็นร้อนในช่วงต้นปีหน้า หากว่า พรรคประชาราช ได้เป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะด้วยการเป็นแกนหรือเข้าร่วมก็ตาม

ด้วยสไตล์ที่มีลูกบ้า-กล้าได้กล้าเสียติดตัวมา ... ทำให้นี่ก็เป็นครั้งแรกที่มีการประกาศนโยบายหาเสียงเลือกตั้งโดยการยกประเด็นร้อน ที่เคยมีการโต้แย้งทั้งเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วยมาก่อน - - ซึ่งดูไปจะ ขัดกับธรรมเนียมการหาเสียง ของพรรคการเมืองที่มักจะออก แคมเปญด้านบวก เป็นหลัก ไม่ใคร่ประกาศ นโยบายแบบได้-เสีย ลักษณะนี้ เพราะมันเสี่ยงต่อการเสียคะแนนโดยใช่เหตุ..การแหกธรรมเนียม จุดพลุเรื่องนี้ ใครเอา-ให้เลือก-ใครไม่เอา-ไม่ต้องเลือก แบบนี้ขึ้นมาค่อยทำให้การเมืองก่อนเลือกตั้งมีสีสันน่าติดตามขึ้นหลายกิโลขีด.
..............................
กำลังโหลดความคิดเห็น...