xs
xsm
sm
md
lg

ปริศนาคดียุบพรรค!!/ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

คดียุบพรรคการเมืองได้ผ่านพ้นไปและถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของชาติอีกครั้งหนึ่ง

การแถลงคำวินิจฉัยกลางของตุลาการรัฐธรรมนูญที่พึ่งผ่านพ้นไปนั้น นับว่าเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างมหาศาล เพราะประชาชนที่ได้เคยฟังข้อมูลแบบผิวเผินก็ได้มีโอกาสรับรู้ข้อมูลการต่อสู้ของพรรคการเมืองอย่างครบถ้วนกระบวนความของทุกฝ่ายในช่วงเวลาที่ผ่านมา

การแถลงของตุลาการรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ใช้เวลานานมาก บางครั้งประชาชนบางกลุ่มฟังจนหลงเข้าใจผิดคิดว่าเนื้อหาของขั้นตอนการกล่าวหา และการแก้ข้อกล่าวหาเป็นคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ จนหลงปรบมือดีใจเก้อหรือเศร้าโศกเสียใจเก้อไปหลายครั้ง

อันที่จริงไม่ว่าผลการวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร ก็ต้องถือว่าการกล่าวหาและการแก้ข้อกล่าวหาของทุกพรรคการเมืองต่างทำได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ และทำได้อย่างดีที่สุดแล้วตามกรรมที่เกิดขึ้น

ประชาชนจะได้ประโยชน์เป็นอย่างมากจากการต่อสู้คดีในการกล่าวหาว่าพรรคการเมืองขนาดใหญ่จ้างพรรคการเมืองขนาดเล็ก ทั้งเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งหรือเพื่อใส่ร้ายพรรคการเมืองฝั่งตรงกันข้าม

ประชาชนและนักกฎหมายได้รับความรู้และข้อมูลมากขึ้นกับความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์ในข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปีพ.ศ. 2540 กับคำสั่งและประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ประเด็นที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการยุบพรรคไทยรักไทยนั้น ประชาชนยังได้ฟังการต่อสู้ทางการเมืองในความเชื่อและการต่อสู้กับความชั่วร้ายของ “ระบอบทักษิณ” มีจริงหรือไม่? และเป็นอย่างไร?

ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่พรรคไทยรักไทยถูกประชาธิปัตย์กล่าวหาอย่างร้ายแรงหลายต่อหลายเรื่อง ในขณะเดียวกันพรรคไทยรักไทยก็กล่าวหาให้ร้ายกับพรรคประชาธิปัตย์เช่นกัน

เมื่อประชาชนเสมือนตกอยู่ในสภาพ “จำยอม” ต้องรับฟังข้อมูลให้ครบถ้วนรอบด้านก่อนฟังคำตัดสิน วิจารญาณของประชาชนจึงสามารถกลับมามีสติ และไม่ตกอยู่ในความ “ไม่รู้” และหลงไปตัดสินใจพูดและกระทำในสิ่งที่ผิดๆ เพราะข้อมูลไม่ครบถ้วนอีกต่อไป

เมื่อประชาชนมีข้อมูลและกลับมามีสติแล้ว จึงทำให้มีความพร้อมที่จะน้อมรับ เคารพและเตรียมตัวก่อนที่จะฟังคำวินิจฉัยสุดท้ายของตุลาการรัฐธรรมนูญ

อันที่จริงประชาชนและบรรยากาศของประเทศชาติดีขึ้นหลังมีกระแสพระราชดำรัสขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานเตือนสติคณะตุลาการศาลปกครอง เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 ได้เปรียบเสมือนน้ำทิพย์หรั่งชโลมจิตใจให้พสกนิกรชาวไทยตกอยู่ในสติและความสงบอีกครั้ง

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยได้พุ่งทะยานสูงขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เตรียมตัวรอผลคำวินิจฉัยของการยุบพรรคเป็นการล่วงหน้าแล้ว

ประเด็นหนึ่งในระหว่างการอ่านการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ของตุลาการรัฐธรรมนูญ พรรคประชาธิปัตย์ได้กล่าวหาต่อ “ระบอบทักษิณ” ว่ามีเหตุการณ์แวดล้อมและข้อคิดเห็นที่ถูกนำมาแสดงอย่างมากมาย ทั้งการเพิกเฉยต่อระบบรัฐสภา, ทำให้ประชาชนเกิดความแตกแยก, มีนักวิชาการตำหนิเรื่องการรวบอำนาจ, การแทรกแซงวุฒิสภา, การแทรกแซงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ, แทรกแซงกลั่นแกล้งสื่อสารมวลชน, การทุจริตคอร์รัปชัน, การแต่งตั้งข้าราชการที่ไม่เป็นธรรม, ทำให้กองทัพอ่อนแอ, มีผลประโยชน์แอบแฝงให้กับตัวเองและพวกพ้อง ฯลฯ

เฉพาะการอ่านคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญในประเด็นยาวเหยียดนับเป็นชั่วโมง ยกกรณีตัวอย่างมากมายหลายกรณีอย่างละเอียดยิบ

เพียงแค่นี้ก็คุ้มค่าเหลือหลายแล้ว และเป็นการเปิดโปงเปลือยระบอบทักษิณอย่างล่อนจ้อน

เป็นการนำข้อกล่าวหาต่อ “ระบอบทักษิณ” อย่างรุนแรงที่เป็นการถ่ายทอดสดและได้ออกฟรีทีวี “ทุกช่อง” เป็นครั้งแรก!

คนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดในเหตุการณ์ครั้งนี้ก็น่าจะเป็นคนที่สนับสนุนพรรคไทยรักไทยที่ไม่เคยได้รับฟังและรับชมข้อมูลของระบอบทักษิณเหมือนเช่นนี้มาก่อน

“ตุลาการรัฐธรรมนูญยังวินิจฉัยว่า การกล่าวหาของพรรคประชาธิปัตย์ต่อระบอบทักษิณนั้นเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ”

“การแก้ต่างของประชาธิปัตย์ว่าไม่ได้เป็นการใส่ร้ายด้วยความเท็จและต่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเป็นสิ่งที่ฟังขึ้น”


เมื่อวานนี้จึงเสมือนเป็นวันที่ตุลาการรัฐธรรมนูญได้ทำหน้าที่นำเสนอข้อเท็จจริงให้กับประชาชนได้หูตาสว่างอย่างรอบด้าน

เป็นการทำงานในสิ่งที่รัฐบาลและ คมช. ไม่ได้ทำหน้าที่แบบนี้ในรอบ 7 เดือนที่ผ่านมา!!

สำหรับผลแห่งคดีนั้นคงได้แต่ขอแสดงความดีใจด้วยกับคนที่ดีใจ และขอแสดงความเสียใจกับคนที่เสียใจกับคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ เพราะคำวินิจฉัยแบบนี้ย่อมทำให้มีทั้งคนที่พอใจและไม่พอใจ เพราะความถูกต้องอาจจะไม่ถูกใจก็ได้

ขอให้นึกถึงกฎ “อิทัปปัจจยตา” ในทางพระพุทธศาสนา อันเป็นหัวใจของ ปฏิจจสมุปบาทว่า:

เมื่อสิ่งนี้ มีสิ่งนี้ ย่อมมี
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้ จึงเกิดขึ้น
เมื่อสิ่งนี้ ไม่มีสิ่งนี้ ย่อมไม่มี
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้สิ่งนี้ จึงดับไป


เหตุและปัจจัยที่เกิดขึ้นจากคำตัดสินของตุลาการรัฐธรรมนูญได้เกิดขึ้นและผ่านไปแล้ว แม้ว่าจะไม่สามารถทำให้คนทุกหมู่เหล่าสามารถพึงพอใจในคำตัดสินได้ทั้งหมด

แต่อย่างน้อยก็น่าเชื่อได้ว่า ตุลาการรัฐธรรมนูญ ได้ตระหนักในกระแสพระราชดำรัสก่อนการตัดสินคดีประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ในการตัดสินอย่าง “กล้าหาญ ซื่อสัตย์ อธิบายเหตุผลได้ และให้ความรู้ประชาชนมากขึ้น”

เมื่อประชาชนมีความเชื่อมั่นว่าตุลาการรัฐธรรมนูญได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว และแม้ว่าอาจจะต้องมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในคำวินิจฉัยที่แตกต่างกันตามครรลองของประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่อย่างน้อยประชาชนคนไทยก็ควรเคารพและน้อมรับคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญในท้ายที่สุด

ทุกฝ่ายควรน้อมรับคำตัดสินอย่างกล้าหาญ และมองประเทศไทยไปข้างหน้ากันได้แล้ว

อีกไม่นานก็ต้องเข้าสู่การเลือกตั้งในที่สุด และการชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มเอ็นจีโอ นักวิชาการ หรือแม้แต่กลุ่มผู้สนับสนุนระบอบทักษิณ ก็คงต้องถูกกลบกระแสไปด้วยกระแสการเลือกตั้ง

กระแสการเลือกตั้งที่ยังคงมีการซื้อเสียง โฆษณาชวนเชื่อ ลด แลก แจก แถม เพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงกันไม่ต่างจากเดิม และเมื่อเลือกตั้งเข้ามาด้วยเงินจำนวนมหาศาล การสวาปามและการโกงกินบ้านเมืองเพื่อ “ถอนทุน” ก็จะยังคงดำรงต่อไป

จะแตกต่างไปจากเดิมกันบ้างก็ตรงที่มีขั้วการเมืองมากกว่า 2 ขั้ว กลุ่มการเมืองมากกว่า 2 พรรคการเมืองก็จะจับมือกันตั้งรัฐบาล การเมืองไทยก็จะเป็นรูปแบบของการเจรจาต่อรองกันระหว่างกลุ่มก้อนต่างๆ เพื่อสมประโยชน์กับทุกฝ่ายในที่สุด

นายทุนเก่าและนายทุนใหม่ ตลอดจนนายทุนในระบอบทักษิณ ก็คงปรนเปรอส่งท่อน้ำเลียงให้กับอำนาจทางการเมืองทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง หรือส่งตัวแทนโควตาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง และป้องกันตัวเองให้หลุดรอดพ้นจากคดีความต่างๆ

นักการเมือง ทุน ทหาร และอมาตยาธิปไตย กลับมาแบ่งปันผลประโยชน์กันอย่างลงตัวทั้ง ตำแหน่งหน้าที่ อำนาจ และเงิน อย่างที่เคยเป็นมาในอดีต

ความประมาทและการดูแคลนระบอบทักษิณ และระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของปวงประชามหาชนของกลุ่มคนเหล่านี้ อาจทำให้เป็นภัยคุกคามต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในท้ายที่สุด

นี่คือความจริงที่คนไทยต้องเผชิญหน้าเช่นกัน!

แม้ว่าวันนี้เราอาจหวังอะไรไม่ได้ทั้งหมดกับการปฏิรูปการเมืองไทยให้พ้นจากวังวนเดิมๆ แต่การเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยในรอบ 2 ปีเศษที่ผ่านมาก็คงจะไม่สูญเปล่าเป็นแน่

อย่างน้อยภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวในรอบหลายปีที่ผ่านมาก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ผ่านมา ทั้งร้องต่อศาลปกครองเพิกถอนการแปรรูป กฟผ., การยุบสภาของรัฐบาลชุดที่แล้ว, การคว่ำบาตรไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน, การร้องต่อศาลเพื่อให้เพิกถอนการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549, การลงคะแนนเสียงโนโหวตกว่า 10 ล้านเสียง, และการรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อ 19 กันยายน 2549 ฯลฯ

นี่คือความน่าอัศจรรย์ของภาคประชาชนที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นจริงๆ ในประเทศไทย!!

นักการเมืองไม่สามารถหยุดยั้งการตรวจสอบโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของทุกค่ายที่กำลังเจริญเติบโตเป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างมีเสรีภาพอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

นักการเมืองไม่สามารถหยุดยั้งการตื่นตัวทางการเมืองของภาคประชาชนที่มีความเข้มแข็งรวมตัวกันอย่างต่อเนื่องและมีการบริหารจัดการอย่างเป็นกระบวนการ จนทำให้ฝ่ายการเมืองไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ตามอำเภอใจได้ง่ายๆเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

การเมืองไทยในอนาคตจึงมีความยากและสลับซับซ้อนมากขึ้นกว่าในอดีต

ประชาชนก็ควรทำใจให้สบายและอยู่กับอนาคตของเมืองไทยอย่างมีความหวังต่อไป!
กำลังโหลดความคิดเห็น...