xs
xsm
sm
md
lg

เปิดใจ “ทรท.-ปชป.” ก่อนนาทีตัดสินคดียุบพรรค!!

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


อมรรัตน์ ล้อถิรธร...รายงาน

30 พ.ค.กำลังจะเป็นวันสำคัญที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะคำตัดสินคดียุบ 5 พรรคการเมือง อาจเป็น “จุดเปลี่ยน” หรือเป็น “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ของการเมืองไทย ว่า หลังจากนี้จะก้าวไปทางไหน ก่อนที่นาทีประวัติศาสตร์ดังกล่าวจะมาถึง ลองมาฟังความในใจของ “กรรมการบริหาร” พรรคใหญ่ 2 พรรคที่เข้าข่ายอาจถูกยุบในครั้งนี้กันว่า จนถึงขณะนี้ พวกเขายังมั่นใจแค่ไหนว่า พรรคตนเองจะไม่ถูกยุบ แล้วถ้าพรรคมีอันต้องยุบ พวกเขาจะ “ถอดใจ-เลิกเล่นการเมือง” ไปเลยหรือไม่?

คลิกที่นี่ เพื่อฟังรายงานพิเศษ


นาทีตัดสินคดียุบ 5 พรรคการเมืองโดยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คนใกล้เข้ามาทุกที ขณะที่ท่าทีและความเคลื่อนไหวของบรรดากรรมการบริหารพรรคใหญ่ อย่างไทยรักไทย-ประชาธิปัตย์ ก็ปรากฏให้เห็นเป็นระยะๆ เพราะนอกจากต้องลุ้นว่า พรรคตัวเองจะถูกยุบหรือไม่แล้ว ยังต้องลุ้นด้วยว่า ถ้าพรรคถูกยุบ กรรมการบริหารพรรค ซึ่งไทยรักไทย มี 119 คน ประชาธิปัตย์ มี 49 คน จะต้องถูกตัดสิทธิเลือกตั้ง ต้องเว้นวรรคการเมืองเป็นเวลา 5 ปีตามคำสั่ง คปค.ฉบับที่ 27 หรือไม่ แม้แกนนำทั้ง 2 พรรคต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า พรรคตนไม่ผิด แต่บางคนก็เริ่มส่ออาการถอดใจ พร้อมหันหลังให้การเมืองแล้ว ถ้าพรรคถูกยุบ

เช่น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศเมื่อวันก่อนว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบ ตนจะหันหลังให้กับวงการเมืองทันที แล้วกลับไปทำธุรกิจส่วนตัว!

ขณะที่ฟากไทยรักไทย นายจาตุรนต์ ฉายแสง รักษาการหัวหน้าพรรค ก็ถึงกับต้องต่อสายถึง พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อหารืออนาคตของพรรคต่อคดียุบพรรค แม้ก่อนหน้านี้ นายจาตุรนต์ จะบอกว่า พร้อมน้อมรับผลการตัดสินของตุลการรัฐธรรมนูญ แต่ล่าสุด (28 พ.ค.) ได้ออกมาพูดใหม่ว่า ตุลาการฯ ที่ตัดสินไม่ใช่ศาล ไม่ได้มาตามระบบ ไม่มีสิทธิที่จะตัดสินยุบพรรค พร้อมยืนยันว่า แกนนำพรรคไทยรักไทยจะยังทำงานต่อไป ถ้าถูกยุบก็ตั้งใหม่ยังไงก็ไม่ไปสังกัดหรือรวมกับกลุ่มการเมืองอื่นแน่นอน

ก่อนถึงนาทีประวัติศาสตร์ที่ตุลาการรัฐธรรมนูญจะประกาศคำตัดสินคดียุบพรรค ลองมาเปิดใจ-ฟังความรู้สึกของกรรมการบริหารพรรคบางคน ทั้งของไทยรักไทย และประชาธิปัตย์ ว่า จนถึงขณะนี้แต่ละคนมั่นใจแค่ไหนว่า พรรคตนเองจะไม่ถูกยุบ?

นายเอกภาพ พลซื่อ อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด และกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นอกจากมั่นใจว่า คดีนี้จะไม่ถึงขั้นยุบพรรคแล้ว ยังชี้ด้วยว่า ขณะนี้ไม่มีกฎหมายที่จะใช้บังคับเกี่ยวกับการยุบพรรค เพราะกฎหมายเดิมถูกยกเลิกไปพร้อมกับ รธน.ปี ’40 และคำสั่ง คปค.ที่เพิ่มโทษกรณียุบพรรคก็ไม่น่าจะมีผลย้อนหลัง

“มั่นใจในตัวผู้พิพากษานะ เพราะศาลฯ นี่ศาลฯ ผู้ใหญ่ทั้งนั้นเลย มาจากศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด ท่านเหล่านี้เป็นนักกฎหมายอย่างแท้จริง เป็นครูบาอาจารย์สอนนักกฎหมายทั่วประเทศเลยนะ และมีประวัติในการตัดสินคดีมายึดหลักกฎหมายได้เป็นอย่างดีนะ และเราก็ยังเชื่อมั่นว่า คดีดังกล่าวคงไม่ถึงขั้นยุบพรรค เรามั่นใจ เหตุผลก็คือ เนื่องจากกฎหมายเดิมที่กำหนดไว้เกี่ยวกับการดูแลควบคุมพรรค ประเด็นกระทำความผิด ประเด็นที่ล้มล้าง (การปกครองระบอบประชาธิปไตย) เนี่ย ไม่ยึดหลักประชาธิปไตยก็ดี กรรมการบริหารพรรคไม่มีใครรู้เรื่องสักคนเลยนะ และเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นกฎหมายพิเศษ และอีกอย่างหนึ่งกฎหมายที่ใช้บังคับเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองก็ยุบไปแล้ว มันไม่มีแล้ว เพราะมีการยกเลิกกฎหมาย รธน.ปี 2540 ไปแล้ว กฎหมายที่ใช้บังคับเพื่อเอาผิดพรรคก็ไม่มีแล้ว ถ้าอยากจะให้บ้านเมืองสงบ สมานฉันท์ อันไหนที่ไม่มี ก็อย่าหาเรื่องให้มันมี เพราะก่อนหน้านี้ กฎหมายแค่ห้ามเป็นกรรมการบริหารพรรค 5 ปี หรือจัดตั้งพรรค 5 ปี ไม่ได้ห้ามลงสมัคร ไม่ได้ห้ามเล่นการเมืองนะ ประกาศ คปค.ไม่น่าจะย้อนหลัง”

นายเอกภาพ ยืนยันด้วยว่า หากพรรคไทยรักไทยถูกยุบจริงๆ ตนก็ไม่เลิกเล่นการเมืองแน่ เพราะการเมือง คือ การดูแลพี่น้องประชาชน การเมือง คือ เรื่องของคนหมู่มาก ต้องช่วยกันประคับประคองบ้านเมืองต่อไป แต่อาจจะในรูปแบบอื่น

ด้าน นายอดิศร เพียงเกษ อดีต ส.ส.ขอนแก่น และกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย พูดถึงคดียุบพรรคว่า ตนมองทุกอย่างเป็นเรื่องอนิจจัง จะอยู่หรือดับ ก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่คิดว่า ถ้าสังคมอยากเห็นแนวทางสมานฉันท์ ก็ต้องไม่ไล่ให้นักการเมืองออกไปอยู่นอกระบบ เพราะเมื่อใดก็ตามที่อยู่นอกระบบ กฎหมายย่อมไม่สามารถเข้าไปควบคุมได้ นั่นหมายถึงบ้านเมืองจะยิ่งเลวร้ายลง

“ผมมองทุกอย่างเป็นอนิจจัง ตั้งอยู่ ดับไปเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในเรื่องของคดีการเมืองมันเป็นเรื่องที่ผู้ที่สนับสนุนแต่ละฝ่ายเขาคิดกันไปคนละด้าน เพราะฉะนั้นผมก็ไม่ได้คิดอะไรว่าจะออกหัวออกก้อยอย่างไร ก็ฝากไว้แต่คนที่ทำหน้าที่พิจารณาคดีเรื่องนี้ ให้พิจารณาด้วยความเที่ยงธรรม พิจารณาด้วยเหตุด้วยผล พิจารณาโดยทางรัฐศาสตร์ ทางนิติศาสตร์ เพื่อให้ประเทศชาติบ้านเมืองเดินไปในแนวทางประชาธิปไตยได้ต่อไป (ถาม-ถ้าพรรคมีอันต้องยุบ คิดว่าโทษตามคำสั่ง คปค.ย้อนหลังได้มั้ย?) ถ้ายุบ ผมก็อยู่นอกระบบ ผมเคยอยู่พรรคที่นอกระบบมาแล้วนะ เมื่อหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 เราอยู่ในพรรคนอกระบบ กฎหมายไม่สามารถจะควบคุมเราได้ อันนั้นเราเคยทำมาแล้ว เพราะฉะนั้นแนวทางสมานฉันท์ต้องให้ทุกคนอยู่ในระบบ อย่าไล่เขาไปอยู่นอกระบบ”

นายอดิศร ยังยืนยันด้วยว่า พรรคไทยรักไทยไม่ได้ทำผิดอะไร มีการเลือกตั้งก็ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งทุกครั้ง ไม่เหมือนบางพรรคมีเลือกตั้งกลับไม่ลงสมัคร

ด้าน นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ก็เชื่อมั่นว่า พรรคจะไม่ถูกยุบ เพราะได้ดำเนินมาในแนวทางที่ถูกต้องแล้ว พร้อมมั่นใจในความยุติธรรมของตุลาการรัฐธรรมนูญที่จะตัดสินคดียุบพรรค

“เชื่อในกระบวนการของความยุติธรรมของตุลาการฯ และกระบวนการที่พรรคเองได้เสนอข้อเท็จจริงในชั้นไต่สวนไปอย่างชัดเจนแล้ว ส่วนผลจะเป็นยังไง มันเป็นเรื่องของตุลาการ รธน.ผมคิดว่า คณะตุลาการ รธน.ประกอบด้วย ท่านผู้พิพากษาระดับอาวุโสทั้งหมด เป็นประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ท่านก็คงไม่ยึดกระแส คงยึดความถูกต้องความยุติธรรม และหลักนิติศาสตร์ (ถาม-วันก่อนคุณสุเทพประกาศหันหลังให้การเมืองถ้าพรรคถูกยุบ คุณชินวรณ์วางแผนไว้อย่างไร ถ้าพรรคถูกยุบ?) เรายังเชื่อว่า จะไม่ถูกยุบอย่างแน่นอน ส่วนว่าคำตัดสินจะออกมายังไง ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องยอมรับ แต่กระบวนการในการที่จะทำงานทางการเมืองนั้น ก็เป็นเรื่องของแต่ละคนที่จะต้องดำเนินการกันต่อไป และผมเชื่อมั่นอย่างหนึ่ง ว่า อุดมการณ์จิตวิญญาณของพรรคประชาธิปัตย์มันก็ยังคงอยู่แน่นอน เพราะเราเป็นพรรคการเมืองที่ตั้งมา 61 ปี”

ขณะที่ นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล อดีต ส.ส.กระบี่ และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ พูดถึงคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ว่า คิดว่าผลคำตัดสินของตุลาการรัฐธรรมนูญที่จะออกมาเป็นได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะยุบพรรคเดียว หรือยุบทั้งสองพรรค เพราะกระแสที่จะให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ด้วยนั้น ถูกเตรียมการไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ตั้งแต่ กกต.และอัยการสั่งฟ้องพรรคประชาธิปัตย์เพื่อลดความพยายามของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะให้ดำเนินคดีพรรคไทยรักไทย

“มันเป็นกระแสที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ทีแรกแล้ว เหตุที่ กกต.กับอัยการสั่งฟ้องพรรคประชาธิปัตย์ด้วย ก็เพื่อที่จะลดกระแสกดดันจากพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องที่จะให้ดำเนินคดีกับพรรคไทยรักไทย เพราะถ้าไปกดดันตรงนั้น เดี๋ยวตัวเองก็โดนด้วย ผมว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ได้เตรียมการไว้แล้วตั้งแต่ต้น (ถาม-ถ้าสมมติพรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบ จะมีบุคลากรใหม่ๆ มาฟื้นฟูให้พรรคเหมือนเดิมได้มั้ย?) ผมไม่ไปพูดว่า ถ้าปราศจากคนที่ถูกยุบขณะนี้แล้ว เราจะไม่เป็นอะไรนะ แต่พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีบุคลากรเยอะจริงๆ บุคลากรที่พรรคสร้างมาที่ไปอยู่เติบโตในพรรคอื่นก็เยอะแยะ ที่ไปอยู่ข้างนอกเฉยๆ ก็มี ที่ยังอยู่ในพรรคก็มี วันหนึ่งเมื่อมีปัญหา บุคลากรเหล่านี้จะเข้ามาเยอะ มาช่วยพรรค เราไม่มีปัญหาในเรื่องบุคคล แต่ก็เสียดายถ้าหากว่ายุบพรรคแล้ว คนอย่าง คุณอภิสิทธิ์ จะต้องเว้นวรรค มันน่าเสียดายน่ะ คนดีๆ อย่างนี้ คนมีฝีมืออย่างนี้”

ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พูดถึงคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ว่า มั่นใจในความบริสุทธิ์ของพรรค แต่ผลการพิจารณาจะออกมาอย่างไร ขึ้นอยู่กับตุลาการรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน ที่จะต้องตัดสินบนพื้นฐานข้อเท็จจริงและลดโอกาสที่จะเกิด “ปัญหา” ลงให้น้อยที่สุด ซึ่งปัญหาไม่ได้หมายถึงม็อบ แต่หมายถึงปัญหาในแง่โครงสร้างทางการเมืองของประเทศ ที่นักการเมืองทุกคนต่างหวังว่า สิ้นปีนี้จะมีการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งที่มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ก็คือ ต้องมีตัวเลือกให้กับประชาชน แต่ถ้านักการเมืองถูกสกัดถูกห้ามไม่ให้ลงเลือกตั้ง ก็จะมีผลกระทบต่อมุมมองได้เหมือนกันว่า สุดท้ายแล้ว การเลือกตั้งที่จะมีขึ้น เป็นการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากพรรคประชาธิปัตย์มีอันต้องถูกยุบจริงๆ นายกรณ์ ก็ยืนยันว่า จะไม่ถอดใจแน่นอน เพราะความตั้งใจของตนที่จะช่วยบ้านเมืองจึงตัดสินใจหันหลังให้กับภาคธุรกิจเมื่อ 3 ปีที่แล้วนั้น ขณะนี้ความตั้งใจนั้นก็ยังคงอยู่

“คำว่าถอดใจคงไม่มี ผมมั่นใจในความบริสุทธิ์ของพรรค ผมมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตนเอง และถ้าตุลาการฯ เปิดช่องให้ผมยังทำการเมืองได้ ผมก็อาสาอยู่ ส่วนจะมีบทบาทมากน้อยแค่ไหน ก็แน่นอนที่สุด สุดท้ายแล้วขึ้นอยู่กับประชาชนผู้มีสิทธิ แต่คำว่าถอดใจคงไม่มี ผมมองว่า ณ วันนี้มีงานรออยู่ข้างหน้าค่อนข้างมาก ในแง่ของการช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้กลับเข้าสู่มิติปกติ ความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะในแง่เศรษฐกิจเองก็มีปัญหามากมาย รวมถึงการกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยด้วย ซึ่งตอนนี้สับสนมาก เพราะฉะนั้นมองว่า งานยังมีอีกเยอะ เพิ่งเข้ามาได้ 2-3 ปีจะมาถอดใจตอนนี้ คงไม่ใช่ แต่ขึ้นอยู่กับโอกาสว่าจะมีให้ทำงานต่อไปหรือไม่ ถ้าไม่มีและเป็นคำสั่งของศาลมาเช่นนั้น ผมก็พร้อมที่จะน้อมรับ และผมมีความมั่นใจว่า นอกเวทีการเมืองก็มีโอกาสที่จะช่วยเหลือสังคมได้อยู่แล้ว และด้วยความตั้งใจที่หันหลังให้กับภาคธุรกิจเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เพื่อมาช่วยบ้านช่วยเมืองก็ยังมีความตั้งใจเดิมอยู่ ไม่ว่าจะอยู่บนเวทีการเมืองหรือนอกเวทีก็ตาม”

นายกรณ์ ยังเชื่อด้วยว่า พรรคประชาธิปัตย์จะได้รับความเป็นธรรมจากตุลาการรัฐธรรมนูญ พร้อมยืนยันว่า ข้อกล่าวหาต่อพรรคประชาธิปัตย์ที่ กกต.ชุดที่ไม่เป็นกลางในระบอบทักษิณนำเสนออัยการนั้น อัยการไม่ได้พิจารณาเอกสารที่ได้รับจาก กกต.แต่อย่างใด จึงถือว่าไม่มีความชอบธรรมตั้งแต่มีการเสนอข้อกล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ให้ศาลรัฐธรรมนูญชุดเดิมแล้ว

เมื่อถามว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นเรื่องให้ กกต.สอบเอาผิดพรรคไทยรักไทยฐานจ้างพรรคเล็กให้ลงสมัครประกบ เพื่อเลี่ยงเกณฑ์ 20% กระทั่งนำมาสู่คดียุบพรรคไทยรักไทย แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ถูกฝ่ายไทยรักไทยยื่นให้สอบฐานจ้างพรรคเล็กให้ใส่ร้ายไทยรักไทย กระทั่งนำมาสู่คดียุบพรรคเช่นกันนั้น เป็นการกระทำที่คุ้มหรือไม่ ที่จะต้องแลกด้วยการถูกยุบพรรค นายกรณ์ ตอบทันทีว่า ส่วนตัวแล้วถือว่าคุ้ม ที่ตนได้มีส่วนร่วมในการเปิดโปงความเลวร้ายของระบอบทักษิณ กระทั่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องพบกับจุดจบทางการเมือง และว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ตนก็จะไม่ลังเลกับสิ่งที่ได้ทำมา แม้จะต้องแลกด้วยอนาคตทางการเมืองของตนก็ตาม

“อันนี้เป็นคำถามที่โดนใจ ขอตอบอย่างนี้ ความเสียดายในตัวพรรคที่เป็นสถาบันและยืนหยัดต่อสู้กับเผด็จการมาหลายยุคหลายสมัย มีแน่นอน ถามว่า คุ้มมั้ยกับการเอาพรรคประชาธิปัตย์มาแลกกับการกวาดล้างระบอบทักษิณออกจากสังคมการเมืองไทย ผมคิดว่าเป็นคำถามที่ผมแต่ผู้เดียวไม่มีสิทธิที่จะมาตอบ แต่ถ้าถามส่วนตัวว่า ในกรณีที่ผมถูกคำสั่งห้ามมีบทบาททางการเมืองไป 5 ปี คุ้มมั้ยกับบทบาทที่ผมได้มีในการชี้ให้เห็นถึงความเลวร้ายของระบอบทักษิณและคุณทักษิณเอง โดยเฉพาะบทบาทที่ผมได้มีส่วนร่วมในการเปิดโปงขบวนการขั้นตอนการหนีภาษีซุกหุ้น ก็คือ ในเชิงนโยบายในเรื่องที่เกี่ยวกับธุรกิจชินคอร์ป ซึ่งก็มีผลไม่มากก็น้อย แต่การนำมาซึ่งจุดจบของคุณทักษิณทางการเมือง ผมต้องตอบด้วยส่วนตัวว่า สำหรับผม ผมว่า “คุ้ม” ผมก็มองว่าผมเป็นคนเพียงคนเดียว ถ้าให้ผมเลือกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว บอกว่า คุณกรณ์เลือกที่จะมีบทบาทที่จะลบล้างคุณทักษิณและความเลวร้ายของระบอบทักษิณออกจากสังคมไทย เลือกด้วยอนาคตทางการเมืองของตนเอง เอามั้ย? ผมต้องตอบทันทีไม่ต้องพิจารณาเลยว่า “เอา”

ได้ฟังความในใจของกรรมการบริหารพรรคทั้งจากฟากไทยรักไทย และประชาธิปัตย์ไปแล้ว รักใคร ชอบใคร หวังว่าคงให้กำลังใจกันอย่างสงบ และเคารพคำตัดสินของตุลาการรัฐธรรมนูญทั้ง 9 ที่จะขึ้นบัลลังก์ชี้ชะตา 5 พรรคการเมือง ในเวลา 13.30 น.วันที่ 30 พ.ค.นี้!!



กรณ์ จาติกวณิช รองเลขาธิการพรรค ปชป.


กำลังโหลดความคิดเห็น...