“สนธิ” ชี้เป้าหมายของพันธมิตรฯ บรรลุแล้ว หลัง “ทักษิณ” กลับมารับโทษ กลายเป็นอดีตนายกฯ คนแรกของไทยที่มีคำว่า “น.ช.” นำหน้า พร้อมระบุความผิด ถูกบันทึกลงราชกิจจานุเบกษาจารึกเป็นประวัติศาสตร์ชั่วนิรันดร์ แต่เจ็บใจไม่มีผู้ได้รับโทษที่สั่งการทำร้ายพี่น้องพันธมิตรฯ จนเสียชีวิตและบาดเจ็บช่วงการชุมนุมปี 51
ในรายการ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” หรือ “สนธิทอล์ก” วันศุกร์ที่ 8 กันยายน 2566 นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เครือผู้จัดการ ได้กล่าวถึงการได้รับพระราชทานอภัยโทษของนักโทษเด็ดขาดชาย ทักษิณ ชินวัตร โดยย้อนกลับไปเมื่อปี 2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้จัดชุมนุมเพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนิรโทษกรรมให้นายทักษิณ ชินวัตร และเรียกร้องให้นายทักษิณและพวกยอมรับและเคารพในกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลซึ่งกระทำภายใต้พระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นอกจากนี้ยังเพื่อต่อต้านรัฐบาลพรรคพลังประชาชนที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนั้นที่ได้ทุจริตการเลือกตั้งอันเป็นเรื่องที่มีความร้ายแรงเพราะเป็นการได้อำนาจมาโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 2550 จนเป็นเหตุที่ทำให้เกิดการยุบพรรคในเวลาต่อมาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 รวมเวลาการชุมนุมต่อเนื่อง 193 วัน
ในระหว่างการชุมนุม เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้ใช้ระเบิดแก๊สน้ำตายิงตรงใส่ผู้ชุมนุม โดยมีผู้ชุมนุมได้เสียชีวิตทันทีคือ นางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ (น้องโบว์) และมีผู้ชุมนุมถูกระเบิดจนเสียชีวิตในการชุมนุมอีกคนหนึ่ง คือ พันตำรวจโท เมธี ชาติมนตรี หรือสารวัตรจ๊าบ อีกทั้งยังมีผู้เสียชีวิตหลังเหตุการณ์จากการถูกระเบิดแก๊สน้ำตายยิงใส่ที่ศีรษะในวันนั้น คือ นางรุ่งทิวา ธาตุนิยม
ไม่นับผู้ที่พิการแขนขาขาด และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการได้รับโทษทางอาญา จากการกระทำต่อผู้ชุมนุมดังกล่าว อีกทั้งเมื่อศาลยกฟ้อง อัยการก็ยังไม่อุทธรณ์คดีความเพื่อความเป็นธรรมของผู้ชุมนุมด้วย
นอกจากนั้นยังมีผู้ชุมนุมเสียชีวิตเพิ่มเติมอีกเนื่องด้วยถูกทำร้ายด้วยการถูกขว้างระเบิดเอ็ม 79 ตลอดการชุมนุมในใจกลางพระนคร เช่น นายเจนกิจ กลัดสาคร, นายยุทธพงษ์ เสมอภาพ, นางสาวกมลวรรณ หมื่นหนู, นายรณชัย ไชยศรี เป็นต้น และยังมีผู้บาดเจ็บอีก 625 คนซึ่งจวบจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถจับคนร้ายมาลงโทษ เพื่อความเป็นธรรมให้กับผู้ชุมนุมได้เช่นกัน
ต้นทุน “การอารยะขัดขืน” ด้วยการชุมนุมที่แลกมาเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมได้เดินหน้าต่อไปนั้น ได้ทำให้แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหลายคนต้องโทษจำคุกไปแล้วบางส่วน หลายคนต้องชดใช้ค่าเสียหายจนใกล้จะล้มละลาย อีกทั้งยังมีผู้ชุมนุมต้องโทษจำคุกอีกจำนวนมากแต่ผู้ชุมนุมก็ไม่เคยได้รับความเป็นธรรมจากคดีที่รัฐบาลที่ทำร้ายผู้ชุมนุมจนเสียชีวิตตลอดมา
ถึงกระนั้นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ไม่เคยเรียกร้องการนิรโทษกรรมให้ตัวเอง อีกทั้งยังได้คัดค้านการนิรโทษกรรมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาอีกด้วย ทั้งๆ ที่กระบวนการนิรโทษกรรมเหล่านั้นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและผู้ชุมนุมจะได้ประโยชน์ส่วนตนในคดีการชุมนุมอย่างแน่นอน
แต่การที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องเสียสละตัวเองในการชุมนุมอย่างยาวนาน และมีคดีความมากมายเพื่อคัดค้านการนิรโทษกรรมนั้นก็เพื่อไม่ให้เป็นเหตุอ้างในการนิรโทษกรรมให้กับนายทักษิณ ชินวัตร เพียงคนเดียว เพราะก่อนหน้านี้นายทักษิณ ชินวัตร นอกจากจะไม่ยอมรับในกระบวนการยุติธรรมแล้ว ยังโจมตีกระบวนการยุติธรรมและศาลที่กระทำภายใต้พระปรมาภิไธย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้เกิดการแบ่งแยกประชาชนทำลายหลักนิติรัฐ และนิติธรรมของประเทศต้องเสียหายไปอีกด้วย
แม้แต่วันนี้กระบวนการดำเนินคดีกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในการชุมนุมที่สนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ก็ยังเดินหน้าไต่สวนและกำลังเข้าสู่การตัดสินโดยคำพิพากษาของศาลในปลายปี 2566 นี้ และพวกเราเป็น “ประชาชน” ไม่เคยได้รับอำนาจหรือผลประโยชน์ส่วนตัวในการชุมนุม
จนกระทั่ง วันที่ 22 สิงหาคม 2566 หลังจากได้หลบหนีคำตัดสินของศาลเป็นเวลา 15 ปี นายทักษิณ ชินวัตร ได้กลับมาประเทศไทย และเข้ารับโทษตามคำพิพากษาของศาลภายใต้พระปรมาภิไธยรวมทั้งสิ้น 8 ปี แม้ว่าอาจจะมีข้อสงสัยของสังคมว่าการต้องโทษจำคุกของนักโทษชายทักษิณ ชินวัตร ที่พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนั้น เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมราชทัณฑ์อย่างถูกต้องหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็แสดงว่านักโทษชายทักษิณ ชินวัตร ได้ยอมรับกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยแล้ว และยอมรับโทษตามคำพิพากษาของศาลภายใต้พระปรมาภิไธยแล้ว
ต่อมาเมื่อ วันที่1กันยายน2566 ได้มีประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาว่า วันที่ 31 สิงหาคม 2566 นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร ได้รับพระมหากรุณาพระราชทานอภัยลดโทษจำคุกจาก 8 ปี เหลือ 1 ปี โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ได้มีครอบครัวและผู้ชุมนุมผู้เสียสละจำนวนมากเกิดความสงสัย และไม่แน่ใจว่าการเคลื่อนไหวต่อสู้และเสียสละที่ผ่านมาของประชาชนที่เคยชุมนุมร่วมกับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นและการต่อสู้เพื่อหลักนิติรัฐและนิติธรรมของประชาชน สูญเปล่าไปหรือไม่
เพราะถ้าจะมีใครที่เกิดข้อสงสัยดังกล่าว ก็ต้องเป็นคนที่เคยเสียสละในการต่อสู้กับระบอบทักษิณที่ผ่านมา นั่นก็คือแกนนำและผู้เข้าร่วมการชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จริงหรือไม่?
หลายคนที่รู้สึกสงสัยหรือบางรายผิดหวังเช่นนั้น ก็เพราะยังไม่ได้พิจารณาเหตุการณ์ และถ้อยคำระหว่างบรรทัดในราชกิจจานุเบกษาในการลดโทษครั้งนี้
ประการแรก ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แม้ว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 179 จะบัญญัติเอาไว้ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ” ซึ่งเป็นพระราชอำนาจในทางพระมหากรุณาธิคุณก็จริง
แต่การลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษส่วนบุคคล ถือเป็นกระบวนการตรากฎหมาย สืบเนื่องจากหลัก “ประมุขของรัฐไม่ต้องรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดิน” (The King can do no wrong) ซึ่งมีความหมายว่าพระมหากษัตริย์จะทรงใช้พระราชอำนาจได้ ต่อเมื่อมีผู้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมขึ้นไปเท่านั้น จึงทำให้พระราชอำนาจของพระองค์ทรงอยู่เหนือการเมือง
ดังนั้นพระมหากษัตริย์ไม่มีพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษหรือลดโทษด้วยพระองค์เอง ต้องมีความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้ทูลเกล้าฯ เสนอ และมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเป็นนายกรัฐมนตรีจึงจะมีผลตามกฎหมาย ความรับผิดหรือรับชอบจึงย่อมเป็นเรื่องของผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
ประการที่สอง การประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเฉพาะราย ต้องเป็นกรณีได้รับพระราชทานอภัยโทษ หรือลดโทษเท่านั้น หากไม่มีการพระราชทานอภัยโทษ หรือลดโทษ ย่อมไม่สามารถทราบ “เนื้อหา” คำขอการพระราชทานอภัยโทษได้
ดังนั้นเมื่อมีการลงประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ย่อมจะทำให้ถูกบันทึกเอาไว้เป็นหลักฐานบันทึกประวัติศาสตร์เผยแพร่เอาไว้ไปตลอดกาล
เนื้อหาในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2566 นี้ ได้ประกาศลงเผยแพร่ด้วยคำนำหน้าชื่อว่า “นักโทษเด็ดขาดชาย” ทักษิณ ชินวัตร
พร้อมด้วยการสรุปความผิดคำพิพากษาศาลฎีการแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 3 คดี ได้แก่ ความผิดต่อหน้าที่ราชการ 2 คดี, และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ข้าราชการ การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม 1 คดี
ทำให้ได้ทราบเนื้อความที่ยื่นทูลเกล้าทูลกระหม่อมซึ่งระบุความตอนท้ายของย่อหน้าแรกว่า “เมื่อถูกดำเนินคดีและศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกดังกล่าว ด้วยความเคารพในกระบวนการยุติธรรม ยอมรับผิดในการกระทำ มีความสำนึกในความผิด จึงขอรับโทษตามคำพิพากษา”
ข้อความดังกล่าวนั้นมีความสำคัญแบ่งแยกคือ เหตุที่เดินทางมาขอรับโทษตามคำพิพากษาครั้งนี้ เพราะทักษิณ 1.เคารพในกระบวนการยุติธรรม 2.ยอมรับผิดในการกระทำ และ 3.มีความสำนึกในความผิด โดยศาลฎีกาได้พิพากษาโทษจำคุกรวมกันถึง 8 ปี
ข้อความทั้ง 3 ประการข้างต้นที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษานั้น เป็นบันทึกข้อยืนยันทางประวัติศาสตร์ถึงที่สุดว่า เป้าหมายการต่อสู้และเสียสละของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อ 15 ปีก่อน เป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างชัดเจนแล้ว ไม่มีใครกลั่นแกล้ง หรืออยุติธรรมต่อ นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร ทัั้งสิ้น และเป็นผลทำให้ความขัดแย้งและแตกแยกของประชาชนและสีเสื้อในเรื่องความอยุติธรรมที่นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตรอ้างมาโดยตลอดย่อมต้องสิ้นสุดด้วยคำสารภาพของนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร เองในการขอพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้
และข้อสำคัญที่สุดประวัติศาสตร์ในประเทศไทยจะได้บันทึกเอาไว้ ทักษิณ ชินวัตร คือนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทยที่มีสถานภาพเป็น “นักโทษเด็ดขาดชาย” ซึ่งมีความสำคัญว่าไม่ว่าคุณจะมีอำนาจเพียงไหนหากกระทำความผิดย่อมต้องถูกลงโทษได้
เนื้อหาของการอธิบายคำขอ การขอพระราชทานอภัยโทษที่เป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกเป็นราชกิจจานุเบกษา เพราะผู้เร่งรีบเสนอและรับสนองพระรบรมราชโองการคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และเราอาจจะไม่สามารถเขียนแบบนี้ได้โดยมี นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ เพราะอาจจะไม่มีข้อความที่จะทำให้เกิดมลทินต่อนายทักษิณ ชินวัตรได้
ประการที่สาม นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร ได้ยื่นทูลเกล้าฯ ถึงเหตุผลในการขอพระราชทานอภัยโทษแบ่งเป็น 2 ส่วน
ส่วนแรก ได้ทูลเกล้าฯ อธิบายในเรื่องคุณความดีเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปรากฏในการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาความว่า “เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์”
ส่วนที่สอง ได้ทูลเกล้าฯ อธิบายถึงความจำเป็นที่ขอพระราชทานอภัยโทษปราฏในราชกิจจานุเบกษาความว่า
“ขณะนี้มีอายุมาก มีปัญหาสุขภาพเจ็บป่วยต้องเข้ารักษาพยาบาลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ”
สำหรับคุณความดีที่ยื่นทูลเกล้ามาน้้น มีความจริงผ่านผลการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมาว่าพรรคในเครือข่ายของนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร ได้รับความไว้วางใจการเลือกตั้งเข้ามาจำนวนมากหลายครั้งจนถึงปัจจุบัน ความนิยมดังกล่าวทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมตรี มีประชาชนจำนวนมากมีความเห็นว่าได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชนอยู่
ซึ่งตรงกันข้ามกับการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมสายทหารเดิม ทั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ พลังประชารัฐ ที่ไม่ประสบความสำเร็จในการครองใจประชาชน จึงทำให้ไม่สามารถจะเป็นหลักในการบริหารบ้านเมืองได้อีกต่อไป
ฝ่ายอนุรักษ์นิยมพ่ายแพ้การเลือกตั้งยับเยินก็เพราะไม่ยอมเปลี่ยนแปลง บริหารงานแบบรัฐราชการ ไม่ปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ สังคม รอบด้าน จึงไม่สามารถครองใจประชาชนได้ อีกทั้งยิ่งอยู่นานยิ่งทำให้สถาบันอ่อนแอลง ก็เลยมีแต่พรรคเพื่อไทย ที่กลายเป็นพรรคหลักที่เหลืออยู่ในการต่อกรกับพรรคก้าวไกลได้
ส่วนการที่นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร มีอายุมากเกิน 70 ปีนั้น เป็นข้อเท็จจริง ในขณะที่การเจ็บป่วยมีแต่แพทย์และการตรวจสอบจากแพทย์เท่านั้นที่จะสามารถทราบได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ และยังไม่มีใครเข้าถึงกระบวนการตรวจสอบนี้ได้
ประการที่สี่ การประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาครั้งนี้ ชัดเจนว่า นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้รับพระราชทานอภัยโทษให้ปล่อยตัว แต่ได้รับพระราชทานอภัยโทษให้ลดโทษจาก 8 ปี เหลือ 1 ปี ด้วยข้อความตอนท้ายในราชกิจจานุเบกษาว่า “ซึ่งความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว จึงพระราชทานพระมหากรุณาอภัยลดโทษ ให้นักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร เหลือโทษจำคุกต่อไปอีก 1 ปีตามกำหนดโทษตามคำพิพากษา”
การยอมรับสารภาพ สำนึกผิด ได้ทำให้เป็นการสลายความเข้าใจผิดและความแตกแยกของมวลชนที่สนับสนุนนักโทษชายทักษิณ มาโดยตลอด
แต่การพระราชทานอภัยโทษลดโทษนั้น ย่อมทำให้ประชาชนที่สนับสนุนนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร ได้เห็นความสำคัญของ “พระราชอำนาจ” ในทางพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์
และสถาบันพระมหากษัตริย์ ยังคงมีความสำคัญในการ “ให้อภัยลดโทษ” เพื่อยุติความขัดแย้งและความแตกแยกของคนในชาติได้ แม้จะเป็นความขัดแย้งที่มีมานานต่อเนื่องถึง 17 ปีก็ตาม
และคำขอพระราชทานอภัยโทษของทักษิณ น่าจะหวังสูงกว่านั้น คือการขอพระราชทานอภัยโทษเพื่อหวังการ “ปล่อยตัว”
ประการที่ห้า การที่มีการพระราชทานพระมหากรุณาอภัยลดโทษนั้น ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาถึงวัตถุประสงค์ว่า “เพื่อจะได้ใช้ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ช่วยเหลือและทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ สังคมและประชาชนสืบไป”
ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าในปัจจุบัน มีขบวนการคุกคาม บั่นทอน ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศไทย ด้วยการสนับสนุนทางการเงินและยุยงปลุกปั่นจากต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศมหาอำนาจที่ต้องการกดดันเพื่อทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงในการเลือกข้างอันจะนำไปสู่การทำให้ประเทศไทยกลายเป็นสมรภูมิสงครามด้วยแล้ว
การสามัคคีรวมชาติบ้านเมือง และการอภัยเพื่อร่วมกันรับมือกับปัญหาชาติที่ยิ่งใหญ่กว่าย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาแล้วในอดีตในการก่อตั้ง “ขบวนการเสรีไทย” ที่สามัคคีรวมกัน และให้อภัยในเรื่องอดีต โดยไม่แบ่งพวกคณะราษฎร หรือฝ่ายเจ้า เพื่อกอบกู้เอกราชไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ตามไปกับประเทศญี่ปุ่น
และถ้าฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเคยเป็นผู้เสียสละแม้กระทั่งอิสรภาพ อวัยวะ และชีวิต เพื่อรักษาหลักนิติรัฐ นิติธรรม ตลอดจนพิทักษ์ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ “โดยไม่เคยหวังผลตอบแทน” ด้วยแล้ว
ย่อมต้องเคารพต่อพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่ได้มีพระราชวินิจฉัยในการอภัยโทษลดโทษครั้งนี้
เพราะสรุปสุดท้ายคือสิ่งที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่มองภาพรวมว่าเราได้อะไร คือ เราได้ราชกิจจานุเบกษาว่านักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร กลับมารับโทษ เพราะ 1.เคารพในกระบวนการยุติธรรม 2.ยอมรับผิดในการกระทำ และ 3.มีความสำนึกในความผิด
ซึ่งทำให้ยืนยันในความถูกต้องของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในขณะที่ฝ่ายคนเสื้อแดงที่มีความรักและศรัทธาต่อคุณความดีของนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร ต้องหันมายอมรับและเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยเช่นกัน
ดังนั้นหากการต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ถูกยืนยันว่าถูกต้องแล้ว และได้มวลชนเสื้อแดงที่ได้หันมาสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์เพิ่มมากขึ้น ถือว่าการต่อสู้ที่ผ่านมาไม่สูญเปล่า
นายสนธิ กล่าวว่า ญาติพี่น้องของผู้ชุมนุมที่เสียชีวิตย่อมเจ็บช้ำน้ำใจ แต่ขอให้รักษาใจไว้ให้ดี แปรเปลี่ยนความผิดหวังให้กลับมาเป็นพลัง มองสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นเป้าหมายสูงสุดในการเจริญเติบโตก้าวหน้าขึ้นต่อไป
“ถามว่าผมเจ็บช้ำน้ำใจไหม ผมเจ็บช้ำน้ำใจ แต่ผมไม่ได้โกรธทักษิณ ผมเจ็บช้ำน้ำใจที่ข้าราชการตำรวจ หรืออัยการ หรือแม้กระทั่งศาลบางท่าน ที่ไม่ได้เห็นการตายของประชาชนที่ต่อสู้เพื่้อให้ทักษิณกลับมาวันนี้มายอมรับผิดมาสำนึกผิด ตำรวจที่ฆ่าประชาชน ผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในรัฐบาลชุดนั้นซึ่งอยู่เบื้องหลังการสั่งการ ยกฟ้องหมด มิหนำซ้ำอัยการก็ยังไม่ยอมอุทธรณ์ ถ้าถามว่าผมเจ็บใจตรงไหน ผมเจ็บใจเรื่องนี้
“ความยุติธรรมที่เราต้องการ ผู้หลักผู้ใหญ่หายไปไหนหมด ได้รับการยกฟ้องทุกคน เกิดอะไรขึ้นกับอัยการ และเกิดอะไรขึ้นกับผู้พิพากษา ที่พิพากษาไปอย่างนั้น” นายสนธิ กล่าวว่า
“ท่านผู้ชมรู้ไหมครับ เวลาเขียนคำขอพระราชทานอภัยโทษ สิ่งแรกที่ต้องเขียนคือว่า ต้องยอมรับผิดหมดทุกอย่างที่ตัวเองทำไป ไม่มีข้ออ้าง ไม่ต้องมาพูดเลยว่าเป็นเรื่องทางการเมือง ข้าพเจ้าโดนกลั่นแกล้ง พูดไม่ได้ เพราะถ้าเข้ามาแล้วต้องยอมรับผิดทุกประการ ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นคุณูปการกับพวกเรา อย่างน้อยที่สุดมันอยู่ในราชกิจจานุเบกษาตลอดชั่วนิจนิรันดร์ ไม่มีใครจะลบล้างได้ หลานคุณทักษิณในอนาคตที่จะเจริญเติบโตต่อไป เมื่อเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว คำสำนึกผิดและคำรับผิดว่าได้ทำผิดมาแล้ว มันจะปรากฏอยู่ในราชกิจจานุเบกษา และมันจะทำให้หลานๆ รู้ และหวังว่าการรับรู้นี้จะสั่งสอนพวกเขาไม่ให้เขาทำเช่นคุณตาของเขา หรือคุณปู่ของเขาอีกต่อไป นั่นคือสิ่งที่พวกเราได้” นายสนธิกล่าว


