xs
xsm
sm
md
lg

ส่องวิสัยทัศน์ ‘ผศ.ดร.ชาคริต โชติอมรศักด์’ ผู้คิดแอปฯ FireD จัดการเชื้อเพลิง แก้ปัญหา PM 2.5

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“ผศ.ดร.ชาคริต โชติอมรศักด์” หัวหน้าศูนย์ภูมิภาคศึกษาด้านภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้คิดค้น “แอปพลิเคชัน “FireD (ไฟดี)”
เมื่อครั้งที่ ‘ผู้จัดการออนไลน์’ มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ อาจารย์ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ
ประธานคณะกรรมการอำนวยการ ‘สภาลมหายใจเชียงใหม่’ ภาคีเครือข่ายที่รวบรวมผู้คนมากมายมาร่วมกันระดมความเห็น ถอดบทเรียนปัญหา เสนอแนวทางการแก้ไขแบบยั่งยืนเพื่อหาทางออกจากปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 และเพื่อลดกระแสค่านิยมแห่งความเข้าใจผิดที่ว่า ชาวบ้านเป็นผู้เผาป่า ทั้งที่ในข้อเท็จจริงนั้นสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง

ไม่เพียงเท่านั้น อาจารย์ชัชวาลย์ ยังกล่าวถึงปัจจัย Fire management ว่า เดิมที แนวทางของรัฐราชการ คือการใช้หลัก ‘ซีโร่ เบิร์นนิ่ง’ คือ มีการกำหนดวันที่ห้ามเผา ใครเผาโดนจับ

( อ่านเพิ่มเติม : ‘ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ’ แห่ง‘สภาลมหายใจเชียงใหม่’ ผลักดันสานสู้ ‘PM 2.5’
https://mgronline.com/onlinesection/detail/9650000017917 )


ในบทสนทนาอันยาวเหยียดนั้น ‘การกำจัดเชื้อเพลิงที่จำเป็น’ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นสิ่งที่เราสนใจอย่างยิ่ง ว่าจะทำได้อย่างไร และแล้ว อาจารย์ชัชวาลย์ ก็ได้แนะนำ Key Man คนสำคัญ ในการคิดค้นเครื่องมือในการแก้ไขปัญฆานี้ได้อย่างเป็นระบบและเป็นขั้นเป็นตอน


เขาคือ “ผศ.ดร.ชาคริต โชติอมรศักด์” หัวหน้าศูนย์ภูมิภาคศึกษาด้านภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้คิดค้น “แอปพลิเคชัน “FireD (ไฟดี)” ที่มีความเกี่ยวข้องกับการจัดการเชื้อเพลิงอย่างเป็นระบบ และเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ในภาคเหนืออย่างน่าสนใจยิ่ง เนื่องจากการลักลอบเผาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ


‘ผู้จัดการออนไลน์’ สัปดาห์นี้ จึงสัมภาษณ์พิเศษ “ผศ.ดร.ชาคริต โชติอมรศักด์” หัวหน้าศูนย์ภูมิภาคศึกษาด้านภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้คิดค้น “แอปพลิเคชัน “FireD (ไฟดี)” ที่สามารถวิเคราะห์ประเด็นปัญหาของการจัดการเชื้อเพลิง หรือการที่ชาวบ้านจำเป็นต้องเผาพื้นที่เกษตรของตนได้อย่างเป็นระบบ ว่ามีความจำเป็นอย่างไร และช่วยแก้ปัญหาในช่องโหว่เหล่านี้ได้อย่างไร


การทำงานอย่างบูรณาการกับทุกภาคส่วน การวิเคราะห์ข้อมูลทางด้านอุตุนิยมวิทยา การวิเคราะห์สภาพอากาศ ขั้นตอนการกรอกข้อมูลในระบบ “แอปพลิเคชัน “FireD (ไฟดี)” และข้อมูลคำร้องที่ปรากฏอยู่ในระบบ ล้วนสามารถนำไปสู่การวิเคราะห์ ประเมิน ผ่านปัจจัยทางสภาพอากาศ ดัชนีการระบายอากาศ และปัจจัยต่างๆ ว่าจะสามารถทำการจัดการเผาหรือกำจัดเชื้อเพลิงในวันนั้นๆ ได้หรือไม่ หากสภาพอากาศปิด และยังคงมีฝุ่นควัน PM 2.5 ในปริมาณมาก ก็ต้องเลื่อนการกำจัดเชื้อเพลิงไปก่อน
แต่หากทุกปัจจัยพร้อมต่อการกำจัดเชื้อเพลิงได้ ชาวบ้านที่ยื่นคำร้องมาและได้รับการอนุมัติ ก็สามารถเผาหรือกำจัดเชื้อเพลิงได้ หรือที่เรียกได้ว่าการ ‘พึ่งพาไฟ’

ด้วยการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ จากทุกภาคส่วน รวมทั้ง สภาลมหายใจเชียงใหม่ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่ล้วนมีส่วนให้เกิดระบบพยากรณ์ทั้งฝุ่น PM 2.5 และอุตุนิยมวิทยา ซึ่งล้วนทำงานอย่างสอดคล้อง เป็นองค์รวม และสนับสนุนการทำงานของ “แอปพลิเคชัน “FireD (ไฟดี)” ในการวิเคราะห์และประเมินสภาพการณ์ต่างๆ ว่าควรพึ่งพาไฟ ตามที่มีผู้ร้องขอมาหรือไม่ 


ทั้งหลายทั้งปวงนี้ นับเป็นนวัตกรรมก้าวสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อชาวเชียงใหม่เท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปเป็นโมเดลจัดการเชื้อเพลิง และแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในจังหวัดอื่นๆ ของภาคเหนือ และในทุกภาคของประเทศ

ความสำเร็จของ “แอปพลิเคชัน “FireD (ไฟดี)” ที่ทดลองใช้มาแล้ว 2 ปี จึงได้รับเสียงตอบรับอย่างดียิ่งจากประชาชนคนเชียงใหม่ ที่เปรียบเสมือนพื้นที่ทดลองอันสำคัญและมากด้วยคุณูปการที่สำคัญในการส่งต่อองค์ความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจและมุ่งหวังอยากแก้ไขปัญหาในประเด็นที่สอดคล้องต้องกัน


ไม่เพียงเท่านั้น ผลลัพธ์อันดีที่เกิดขึ้น ยังยืนยันได้จากข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์และได้รับความน่าเชื่อถือ
เหล่านี้ คือเรื่องราวคำบอกเล่า จากชายคนนี้ ผู้สร้างความมหัศจรรย์ในการจัดการเชื้อเพลิง ผ่านการคิดค้น “แอปพลิเคชัน “FireD (ไฟดี)” อันสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่แหลมคม จิตสำนึกถึงผู้คน ชุมชน เกษตรกร ผู้อาศัยอยู่ในเขตป่า รวมทั้งเพื่อสภาพอากาศอันดีของเมืองเชียงใหม่ที่ย่อมต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน


ที่มาของ “แอปพลิเคชัน “FireD (ไฟดี)”

เมื่อขอให้ช่วยเล่าถึงที่มาของ “แอปพลิเคชัน “FireD (ไฟดี)” ที่ ผศ.ดร.ชาคริต โชติอมรศักด์ หัวหน้าศูนย์ภูมิภาคเพื่อการศึกษาด้านภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คิดค้นขึ้นว่ามีความเกี่ยวข้องกับการจัดการเชื้อเพลิง และเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ในภาคเหนืออย่างไรบ้าง

ผศ.ดร.ชาคริต ตอบว่าอย่างที่ทราบกันว่า ปัญหาหมอกควันภาคเหนือ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนบนและพื้นที่ทั้งหมดในแถบนี้ หากเรามองเห็นจะพบปัญหา PM 2.5 ว่ามีมาอย่างยาวนาน ทั้งตามต่างจังหวัดหลายๆ จังหวัด ในพื้นที่ ภาคเหนือ ก็มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาด้วยการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาในช่วงฤดูหมอกควัน
“ในส่วนของ จ.เชียงใหม่เอง ก็นับเป็นจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ จาก PM 2.5 เกือบทุกปีนะครับ ความรุนแรง ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยในแต่ละปี ว่าเกี่ยวกับปัจจัยความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศแค่ไหน เช่น บางปีที่แห้งแล้งมากๆ ก็ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ หรือได้รับผลกระทบ จาก PM 2.5 ซึ่งในแต่ละปี โดยปกติทั่วไปก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากปัญหาเหล่านี้

หรือบางปีที่เราได้รับผลเชิงบวกจากปรากฏการณ์ความแปรปรวน ดังเช่นที่ปีนี้เราได้รับผลบวกจากปรากฏการณ์ลานีญาครับ ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณฝนในพื้นที่ภาคเหนือของเราและภูมิภาคต่างๆ ในประเทศไทยเลยนะครับ ก็จะทำให้มีฝนมากกว่าปกติ ส่งผลดีต่อสถานการณ์ฝุ่นควัน คือทำให้ปัญหาไม่ค่อยรุนแรง”
ผศ.ดร.ชาคริตระบุ และกล่าวเพิ่มเติมว่า

มาตรการในช่วงก่อนหน้านี้ เมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้ง ภาคเหนือตอนบน เน้นมาตรการในการควบคุมแหล่งกำเนิดเชื้อเพลิงและฝุ่นควัน โดยมีการกำหนดพื้นที่
เนื่องจาก ปัญหาหมอกควันที่มีมายาวนานมากว่า 10 ปี ทางจังหวัดก็มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหา อย่างต่อเนื่อง จึงมีการกำหนดมาตรการ แก้ไขปัญหา ต่างๆ ทั้งในระดับจังหวัด กำหนดเป็นมาตรการระดับประเทศ แล้ว Implement ในระดับจังหวัด มอบหมายอำนาจไปยังท้องถิ่น

เรียกว่ามอบอำนาจให้กับ ผู้ว่าราชการจังหวัดในหลายจังหวัด รวมทั้งจังหวัดในเชียงใหม่ ซึ่งองค์กรท้องถิ่น เครือข่าย องค์กรภาคี ภาคส่วนต่างๆ รวมถึงภาคประชาสังคมได้แก้ไขปัญหาในฤดูหมอกควันมาอย่างต่อเนื่อง


การที่รัฐห้ามเผา ส่งผลกระทบต่อชุมชน

ผศ.ดร.ชาคริตกล่าวถึงประเด็นปัญหาหนึ่งด้วยว่า ก่อนหน้านี้ มีการควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่นควัน โดยการห้ามเผาโดยเด็ดขาด มีการกำหนดช่วงวัน ห้ามเผาโดยเด็ดขาด ซึ่งในช่วงแรกๆ ของปีที่มีการกำหนดช่วงวันที่ห้ามเผาในปี แรกๆ มีกำหนด 45วัน บ้าง 60 วันบ้าง 90 วันบ้าง ขึ้นอยู่กับบางปี

โดยในช่วงแรกของมาตรการ มีประกาศ มีมาตรการ มีการระบุบทลงโทษ ดังนั้น ช่วงแรกๆ ก็ได้รับทั้งความร่วมมือและความเกรงกลัวจากกฎหมาย และมาตรการของทางจังหวัดควบคุมในช่วงห้ามเผาโดยเด็ดขาด อาจจะใช้คำว่าผลที่ได้คือ ควบคุมแหล่งกำเนิดได้ดีพอสมควร ในช่วงปี - 2 ปีแรกของมาตรการ

แต่อย่างไรก็ตาม มาตรการห้ามเผาโดยเด็ดขาด ได้ส่งผลกระทบต่อชุมชน ต่อเกษตรกร พ่อแม่พี่น้องโดยเฉพาะที่ทำอาชีพเกษตร ที่ยังต้องพึ่งพาไฟอยู่ ผมใช้คำว่า ส่งผลกระทบต่อชุมชน ประชาชน พ่อแม่พี่น้องที่ทำการเกษตรที่ต้องพึ่งพาไฟอยู่” ผศ.ดร.ชาคริตระบุถึงความเป็นห่วงในมาตรการดังกล่าวที่กระทบต่อวิถีชุมชน

ถามว่า ในช่วงที่มีมาตรการห้ามเผาอย่างเด็ดขาด มีออกมาในช่วงปีไหน

ผศ.ดร.ชาคริตตอบว่า “ถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะเป็นปี พ.ศ. 2556-2557 แล้วนะครับ เพราะว่าหลังจากที่ผมเรียนจบปริญญาเอกกลับมา ก็เริ่มมีการพูดถึงการห้ามเผา แต่ก่อนหน้านี้ ก็พยายามที่จะศึกษาสาเหตุของปัญหา ก็ไปเจองานวิจัยที่ระบุสาเหตุว่าเกิดจากการเผาในที่โล่ง ดังนั้น มาตรการที่เกิดขึ้นคือ ห้ามเผาโดยเด็ดขาด ก็น่าจะช่วงปี พ.ศ.2555-2557 ที่ห้ามเผาโดยเด็ดขาดครับ”

ตัวอย่าง “แอปพลิเคชัน “FireD (ไฟดี)”




เกษตรกร ยังมีความจำเป็นต้องใช้ไฟ

ผศ.ดร.ชาคริตระบุด้วยว่า หลังจากนั้น ก็มีผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกรที่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟอยู่ เมื่อพิจารณลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ เช่น การลาดชัน สภาพพื้นที่ ความรกของวัชพืชต่างๆ ทำให้ยากต่อการจัดการเชื้อเพลิงที่เป็นเศษวัสดุ โดยไม่ใช้ไฟ ข้อจำกัดนี้ยากที่จะทำได้ เพราะพื้นที่ที่ลาดชัน ไม่สามารถนำเอาเครื่องจักรลงไปช่วยได้ เรื่องของความรกของวัชพืชก็ยากต่อการจัดการด้วยวิธีอื่น นอกจากการใช้ไฟ

รวมทั้ง เรื่องของกฎหมายในการใช้พื้นที่เกษตร เนื่องจากในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะในเชียงใหม่ มีหลายพื้นที่อยู่ในเขตป่า ซึ่งหลายพื้นที่ได้รับการจัดสรร แต่ก็ยังเป็นพื้นที่เกษตรที่อยู่ในพื้นที่ป่าและอยู่ในขั้นตอนที่จะหาทางแก้ไขปัญหาเรื่องเกษตรในพื้นที่ป่า ประเด็นนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญ

อีกทั้งมีข้อจำกัดในเรื่องของการใช้จัดการพื้นที่ อย่างพื้นที่เพาะปลูกมีทั้งความชัน และมีปัญหาเรื่องกฎหมายที่มีความชัน ปัญหาเครื่องจักรราคาหลายแสน หรือเป็นล้านบาท ก็ไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ได้ ไม่กล้าที่จะไปรับจ้างไถพรวนในเขตพื้นที่ที่ยังมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย

“ดังนั้น ต้นทุนที่ถูกที่สุดในการเตรียมพื้นที่ในการเพาะปลูกในฤดูถัดไป ก็คือการใช้ไฟ หรือเผาในที่โล่งนั่นเอง” ผศ.ดร.ชาคริตวิเคราะห์สภาพปัญหาได้อย่างเห็นภาพ และกล่าวว่าในส่วนมาตรการเรื่องการใช้ไฟ ที่ห้ามเผาโดยเด็ดขาด ซึ่งถูกบังคับใช้ในหลายจังหวัด รวมถึงจังหวัดเชียงใหม่ เกษตรกรที่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟ ก็ไม่สามารถใช้ไฟได้ ไม่สามารถเตรียมพื้นที่เพาะปลูกให้ทันฤดูเพาะปลูกถัดไปได้ เพราะว่ากว่าจะเลยช่วงห้ามเผาโดยเด็ดขาดไป ฝนก็เริ่มมาแล้ว ดังนั้น การเตรียมพื้นที่ก็เป็นไปด้วยความยาก เมื่อสะท้อนกลับมายังชุมชนเองก็คือ พื้นที่เตรียมเพาะปลูกไม่พร้อม แม้จะพร้อม แต่ก็ไม่เป็นไปตามวิถีชีวิตของเขา ที่เคยกำหนดมา


“ดังนั้น โดยความหมาย มาตรการห้ามเผา จึงส่งผลต่อวิถีชีวิตทางการเกษตรของคนในชุมชนที่ยังมีความต้องการพึ่งพาไฟอยู่นะครับ” ผศ.ดร.ชาคริตระบุ


การห้าม นำไปสู่การลักลอบเผา

ผศ.ดร.ชาคริต กล่าวว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เนื่องจากการห้ามเผาโดยเด็ดขาด แต่ไม่มีมาตรการช่วยเหลือ เยียวยาอะไรเด็ดขาด แต่เกษตรกรยังต้องประกอบอาชีพเกตร ที่ยังต้องพึ่งพาไฟอยู่ เราเอง รวมทั้งสภาลมหายใจเชียงใหม่ เราใช้คำว่า ‘ไฟยังชีพ’ คือไฟที่ประกอบอาชีพ หรือเพื่อเตรียมเพาะปลูกนี่แหละครับ

ดังนั้น จึงเกิดมีปัญหา เป็นปัญหาระหว่างหน่วยงานรัฐกับชุมชนเหมือนกันนะครับ ที่มีมาตรการ Top Down ลงไป โดยไม่พิจารณาถึงวิถีชีวิต ความจำเป็นของพื้นที่ว่าส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของประชาชน

ดังนั้นในช่วงแรกๆ ที่มาตรการดูเหมือนจะได้ผล ก็ไม่ได้ผลหรอกครับ
เพราะมีการลักลอบเผา โดยวิธีต่างๆ ไม่ว่า ใช้ธูป ใช้ยากันยุง เพื่อที่จะทำให้เกิดไฟในพื้นที่ตัวเอง แต่ตัวเองไม่ได้อยู่ในพื้นที่แล้ว เค้าก็ใช้ไฟโดยขาดการควบคุม


เมื่อก่อน ถ้าเขาใช้ไฟได้เขาก็เผา แล้วถ้าเผาแล้วไปลุกลาม เข้าไปในแปลงข้างๆ หรือแปลงคนอื่นๆ กรณีนั้น เขาก็ต้องรับผิดชอบ เพราะรู้ว่าเป็นแปลงของใคร
แต่เมื่อเกิดแรงกดดันให้ต้องมาลักลอบเผาแบบนี้ ก็ไม่รู้ว่าเป็นของใคร ขาดความรับผิดชอบ”
ผศ.ดร.ชาคริตยกตัวอย่างปัญหาที่เกิดขึ้น และบอกเล่าประเด็นปัญหาเพิ่มเติม



ถอดบทเรียนข้อขัดแย้ง ในพื้นที่เกษตร

ผศ.ดร.ชาคริตกล่าวว่า ในเวลาต่อมา มีการถอดบทเรียนร่วมกันว่าพื้นที่เกษตรที่ประชาชนจะต้องเตรียม เพาะปลูกในฤดูถัดไป ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเกิดไฟ แต่ไฟกลับถูกห้าม

เมื่อถูกห้ามใช้ และถูกบังคับทางกฎหมาย ทำให้เกิดข้อขัดแย้งดังต่อไปนี้

1. ถ้าเกิดไฟในพื้นที่เขา ตัวเขาต้องไม่อยู่ ณ ที่นั้น

2. ถ้าเกิดไฟในพื้นที่อื่น อาจเกิดจากมีการสร้างสะพานไฟ จากพื้นที่ป่ามายังพื้นที่เกษตรของตัวเอง แล้วเผาป่าจากที่อื่น จากที่ไกลๆ แล้วไฟลามมายังพื้นทื่เกษตรของตน

ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ แทนที่ ‘ไฟจำเป็น’ ต้องใช้ในพื้นที่เกษตร จะจำเป็นต่อพื้นที่เกษตรโดยไหม้เพียง ยกตัวอย่าง 4 ไร่ แต่กลับกลายเป็นว่า มีบางคน ลักลอบเผาในพื้นที่ป่า เพื่อให้ลามมายังพื้นที่เกษตรของตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือมีการเผาไหม้ลุกลามกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ดังนั้น พื้นที่เผาไหม้ ก็คือปัจจัยของ PM 2.5 สิ่งเหล่านี้สามารถที่จะเห็นได้จากร่องรอยการเผาไหม้ที่จะปรากฏให้เห็นได้จากดาวเทียม ทั้งในจังหวัด เชียงใหม่และพื้นที่จังหวัดอื่นในภาคเหนือด้วย
ผศ.ดร.ชาคริตระบุว่า สิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้น แล้วเราทำการถอดบทเรียนกันในวงวิชาการ และวงเสวนาต่างๆ และในหลายภาคส่วน เห็นว่ามาตรการห้ามเผาโดยเด็ดขาดดูจะใช้ไม่ได้ผล

“ผมเอง ในฐานะของนักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์บรรยากาศ ผมเองก็มีความเห็นว่า ‘ไฟ’ ในกรณีที่หากจำเป็นต้องห้ามเผาโดยเด็ดขาด ขอให้ใช้การพิจารณาในแง่ของอุตุนิยมวิทยามาช่วยประเมินด้วยได้ไหม ในช่วงวันของบางวัน
เพราะมีบางช่วงวัน บางช่วงเวลาที่สามารถใช้ไฟได้ ดังนั้น สิ่งที่เราจะทำให้ผู้บริหารของจังหวัดสามารถที่จะกล้าบริหารจัดการไฟในชวงนั้น ในช่วงฤดูหมอกควัน จากที่ห้ามใช้ไฟโดยสิ้นเชิง สิ่งที่ผู้บริหารต้องการก็คือ ข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจ
ดังนั้น ก็จึงเป็นที่มาครับ ที่เราได้พัฒนาระบบสนับสนุนการจัดการเชื้อเพลิงชีวมวลในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ และนำร่องใช้ในจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.2564 แล้วก็ปี พ.ศ.2565” ผศ.ดร.ชาคริตกล่าว



“แอปพลิเคชัน “FireD (ไฟดี)” : ระบบสนับสนุนการจัดการเชื้อเพลิงชีวมวล

ถามว่า ระบบสนับสนุนการจัดการเชื้อเพลิงชีวมวลในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ และนำร่องใช้ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่ผศ.ดร.ชาคริตกล่าวถึง คือ “แอปพลิเคชัน “FireD (ไฟดี)” ใช่หรือไม่


ผศ.ดร.ชาคริตตอบว่า “ใช่ครับ แล้วก็เราพัฒนา แอปพลิเคชัน “FireD (ไฟดี)” ร่วมกับทางจังหวัด หลายๆ ภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมประจำจังหวัด ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือปภ จังหวัด รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ นะครับ รวมทั้ง สภาลมหายใจเชียงใหม่ด้วยครับ หารือว่าถ้าเราต้องสร้างระบบสนับสนุนการตัดสินใจให้กับท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งท่านเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาหมอกควันในจังหวัดที่ได้รับมอบหมายจากส่วนกลาง มาเป็นแบบ Single Command ( หมายเหตุ : กล่าวโดยย่อ “ซิงเกิล คอมมานด์” นับเป็นรูปแบบการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์การแก้ปัญหา ) เราจะต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง เราก็เข้าไปรับฟังกับทางจังหวัดว่าจังหวัด มีแนวทางการจัดการเชื้อเพลิงอย่างไร ซึ่งก็เป็นการจัดการในลักษณะออฟไลน์ (Offline) อยู่

กล่าวคือ หากชุมชนไหนที่มีความต้องการใช้ไฟ ก็ให้ทำเรื่องผ่านมาทางอำเภอ แล้วก็มีการพิจารณาเป็นโซนๆ ไป โดยยังขาดการใช้ข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจ คือข้อมูลด้านสภาพอากาศ

แม้ในที่สุด จะมีการแบ่งโซน คือ โซนเหนือ โซนใต้ แต่ก็ยังขาดข้อมูลสำคัญ ในการจัดการด้านอุตุนิยมวิทยา
ดังนั้น ในกรณีผมที่เป็นนักวิจัยซึ่งได้รับทุนจากสภาวิจัยแห่งชาติ ของ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้รับทุนสนับสนุนในการพัฒนาพื้นที่พยากรณ์สภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย

ผลผลิตที่เราได้ก็คือ ระบบพยากรณ์ที่สามารถพยากรณ์ได้ทั้งฝุ่นควัน PM 2.5 ทั่วพื้นที่ภาคเหนือ แล้วก็สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้ 3-5 วัน

นอกจากพยากรณ์ฝุ่นควันแล้ว เรายังพยากรณ์สิ่งที่มีผลต่อสถานการณ์ฝุ่นควัน ในอนาคตด้วย เช่น ทิศทางลม ความเร็วลม ดัชนีการระบายอากาศ

เราได้พัฒนาดัชนีทางอุตุนิยมวิทยาที่สำคัญ ซึ่งต่างประเทศ ที่เขามีการป้องกันการเผาในที่โล่ง เขาก็ใช้การพยากรณ์ตัวนี้เหมือนกัน

นั่นคือดัชนีการระบายอากาศ เพื่อจะพิจารณาว่า หากเรามีความจำเป็นต้องเผาในที่โล่ง หรือต้องใช้ไฟ เพื่อการจัดการเชื้อเพลิงชีวมวล เศษเหลือใช้ทางการเกษตร เศษใบไม้ต่างๆ ในพื้นที่ป่า

เราจะต้องพิจารณาดัชนีการระบายอากาศด้วยว่า ในวันที่เราจะจัดการเชื้อเพลิง การระบายอากาศในวันนั้น ดี หรือไม่ดี เพื่อที่จะเป็นข้อมูลสนับสนุนว่าในการเผาในที่โล่ง ในวันที่เราจะจัดการเชื้อเพลิง ฝุ่นควันจะระบาย และไม่อยู่ในพื้นที่ แต่พัดพาไปสู่พื้นที่อื่น

ดังนั้น ในช่วงแรกของการได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) รวมทั้งจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็ให้การสนับสนุนเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือ เช่นคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลแบบจำลอง เราก็ได้ผลผลิตสำคัญคือระบบพยากรณ์ทั้งฝุ่น PM 2.5 และอุตุนิยมวิทยา

เราจึงเริ่มนำเรื่องนี้ไปเล่าให้ทางจังหวัดฟัง ว่าจริงๆ แล้ว มันมีช่วงที่เราห้ามเผา ซึ่งในอดีต เราอาจห้ามเผาในช่วง ก.พ.-เม.ย. แต่ปัจจุบัน ในช่วงนี้ มีบางวันที่น่าจะพิจารณาให้เผาได้ สามารถจัดการเชื้อเพลิงโดยใช้ไฟได้


เราจึงไปหารือ ไปทำงานร่วมกับทางจังหวัด แล้วทางจังหวัด ก็ให้นักวิจัยใน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่คือ ผม เป็นผู้พัฒนาตัวระบบนี้ ซึ่งเรามีแนวคิดที่จะพัฒนาระบบเพื่อไปสนับสนุนให้กับการทำงานของจังหวัด ในจังหวัดเชียงใหม่ที่เราทำงานในนามของคณะทำงาน ซึ่งเป็นที่มาของ FireD (ไฟดี)”
ผศ.ดร.ชาคริตบอกเล่ารายละเอียดได้อย่างเห็นภาพคุณประโยชน์ที่น่าชื่นชมของแนวคิดในการทำงานเพื่อการจัดการเชื้อเพลิง ไม่ให้เกิดโทษหรือผลเสียต่อสภาพอากาศ



“แอปพลิเคชัน “FireD (ไฟดี)” ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

ถามว่า “แอปพลิเคชัน “FireD (ไฟดี)” ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

ผศ.ดร.ชาคริตตอบว่า “แอปพลิเคชัน “FireD (ไฟดี)” ประกอบไปด้วย สองส่วนสำคัญ คือ

1.ส่วนลงทะเบียน และ 2.ส่วนระบบตัดสินใจ

ซึ่งในส่วนที่ 1. คือระบบลงทะเบียน จะมีทั้งส่วนลงทะเบียนในการขอใช้ระบบไฟดี ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายเท่านั้น จะสามารถใช้ระบบไฟดีนี้ได้

โดยเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในระบบไฟดี ก็คือ Admin ระดับตำบล Adminระดับอำเภอ และ Admin แอดมินระดับจังหวัด
สำหรับส่วนที่ 2 คือ ‘ระบบ’ เป็นการลงทะเบียนคำร้องขอใช้ไฟ ซึ่งพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรที่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟ ก็ต้องไปยื่นความประสงค์หรือยื่นคำร้องในการขอใช้ไฟ 

โดยให้เจ้าหน้าที่หรือ Admin ระดับตำบล ซึ่งอาจเป็นเจ้าหน้าที่ในองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่ได้รับมอบหมาย จากทางจังหวัดให้มีสิทธิ์ในการกรอกข้อมูล ให้กับพี่น้องเกษตรกรในชุมชนว่าเขาขอกรอกสิทธิ์ขอใช้ไฟ ซึ่งข้อมูลที่มีการขอใช้ไฟก็จะถูกบันทึกเข้ามาในระบบคำร้องของแอปพลิเคชัน “FireD” (ไฟดี)

ผศ.ดร.ชาคริตอธิบายว่า คำร้องทุกคำร้อง จะเข้ามาสู่ส่วนที่เรียกว่า ‘ระบบ ตัดสินใจ’ ซึ่งเป็นส่วนที่ทางคณะทำงานของจังหวัด ใช้ประกอบการตัดสินใจว่าคำร้องที่ขอใช้ไฟนั้น เมื่อเราพิจารณาในแง่ของฝุ่นควัน และมีการบูรณาการข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจ อาทิ มีทั้งข้อมูลตรวจวัดสภาพอากาศ ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม และข้อมูลจากแบบจำลองคุณภาพอากาศที่ผศ.ดร.ชาคริตได้พัฒนาขึ้น นำไปสู่การพิจารณาโดยหลักการ คือ จะพิจารณาคำร้องล่วงหน้าเพียงแค่ 3 วัน เนื่องจากปัจจัยทางสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้น คำร้องที่เข้ามาในระบบ จะมีคณะทำงานทำหน้าที่พิจารณาว่าจะสามารถเผาได้หรือไม่ได้ พิจารณาล่วงหน้าแค่ 3 วัน โดยพิจารณาจากสภาพอากาศในปัจจุบัน ประการแรกสุดคือ ฝุ่นควัน ต้องมีความเข้มข้นที่ไม่สูงมาก

ประการที่สอง ในวันที่มีการขอจัดการเชื้อเพลิง ล่วงหน้า 3 วัน นอกจาก ปริมาณฝุ่นควัน PM 2.5 ต้องไม่สูงมากแล้ว ดัชนีการระบายอากาศ ระบายฝุ่นควันต้องค่อนข้างดี ซึ่งหากเงื่อนไขเหล่านี้ ผ่านเกณฑ์

ตัวระบบของแอปพลิเคชัน “FireD” (ไฟดี) ก็จะมีคำแนะนำให้กับคณะทำงาน ว่า คำร้องที่ขอมาสามารถอนุมัติได้หรือไม่ได้
เมื่อระบบสนับสนุน แนะนำคณะทำงานเพื่อตัดสินใจ ว่าควรอนุมัติ หรือไม่อนุมัติ ตามที่ระบบแนะนำหรือเปล่า หรือว่า ถ้าเราพิจารณาปัจจัย อื่นๆ เข้าร่วมด้วย ก็อาจแตกต่างไปจาก ระบบแนะนำก็ได้

“ส่วนนี้ เป็นส่วนสำคัญที่เรานำเอา “ไฟจำเป็น” เข้ามาสู่ในระบบ แล้วพิจารณาตามความจำเป็น โดยหลักของสภาพอากาศว่า ใช้ไฟแล้ว จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศโดยรวมน้อยที่สุด” ผศ.ดร.ชาคริตระบุ และกล่าวเพิ่มเติมว่า
เชียงใหม่นำร่อง ใช้แอปพลิเคชัน “FireD” ปี พ.ศ.2564-2565
ในปี พ.ศ.2564 ถือเป็นปีที่หนึ่ง ที่เป็นการนำร่อง ใช้แอปพลิเคชัน “FireD”
(ไฟดี) ในจังหวัดเชียงใหม่ทั้งจังหวัด ส่วนปี พ.ศ. 2565 ก็นับเป็นปีที่มีการใช้งาน แอปพลิเคชัน “FireD” (ไฟดี) จริงจัง แต่ในความเป็นจริงก็นับว่าใช้อย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2564 แล้ว โดยมีการใช้ทุกตำบลที่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟ ในจังหวัดเชียงใหม่ และมีคณะทำงานชัดเจน
มีคำสั่ง มีประกาศชัดเจน จากทางจังหวัด ว่าในช่วงใดที่ห้ามเผาโดยเด็ดขาด


ในเชียงใหม่ก็ยังมีประกาศนี้ ยกเว้น ในพื้นที่ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ไฟ ก็ต้องบันทึกคำร้องผ่านระบบ แอปพลิเคชัน “FireD” (ไฟดี) เพื่อขอใช้ ‘ไฟจำเป็น’


ถามว่า แอปพลิเคชัน “FireD” (ไฟดี) นี้ บุคคลทั่วไปสามารถค้นหาใน App Store หรือ Play Store ได้แล้วใช่หรือไม่


ผศ.ดร.ชาคริตตอบว่า “มีแล้วครับ จากที่เดิมทีแอปพลิเคชัน “FireD” (ไฟดี) ได้จากการสนับสนุนโดย วช. นั้น เราพัฒนาในช่วงแรกเป็น Web Application ( หมายเหตุ : คือแอปฯ ที่ถูกเขียนขึ้นมาให้สามารถเปิดใช้ใน Web browser ได้โดย ไม่ต้องโหลด Application ) คือเป็นแอปฯ ที่เปิดบนเว็บ ตอนช่วงแรก แต่ในตอนนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็ได้สนับสนุนพัฒนาเวอร์ชั่นที่เป็น Mobile Application ดังนั้น เราสามารถ ที่จะค้นในทั้ง iOS และ Android ได้ ก็จะเจอคำว่า “FireD” (ไฟดี) เหมือนกันครับ”

ผศ.ดร.ชาคริต อธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า
ถ้าเป็น พ่อแม่พี่น้อง ประชาชนทั่วไป ก็จะเห็นข้อมูลทั่วไป ใน แอปพลิเคชัน “FireD” (ไฟดี) เมื่อเราโหลดมาโดยที่เราไม่ได้ลงทะเบียนอะไร สิ่งที่เราเห็นก็คือ เราจะเห็นว่ามีคำร้องขอบริหารจัดการเชื้อเพลิง รวมเป็นกี่คำร้อง
กี่ไร่ แล้วได้รับการอนุมัติให้บริหารจัดการเชื้อเพลิงไปแล้ว กี่ไร่ กี่คำร้อง

มีคำร้องที่รออนุมัติกี่คำร้อง กี่ไร่ อนุมัติและดำเนินการแล้ว รายงานผลกลับมาแล้ว กี่คำร้อง กี่ไร่

ข้อมูลเหล่านี้ ประชาชนทั่วไปจะเห็นว่ามีการบริหารจัดการที่ไหน อย่างไรบ้าง แต่มีการจำกัดการเข้าถึงข้อมูล หรือตัดข้อมูลในส่วนบุลคลที่เป็น Private ที่ยื่นคำร้องออกไปด้วยเป็นสิทธิส่วนบุคคล

แอปพลิเคชัน “FireD” (ไฟดี) นี้ จึงเปรียบเสมือนการที่เรานำเอา ‘ไฟจำเป็น’ มาอยู่ในระบบ ซึ่งไฟจำเป็นนี้ หากเรามองว่า มันยังมีวิธีอื่นที่ไม่ต้องใช้ไฟ เราก็นำเอาข้อมูลนี้ไปให้หน่วยงานอื่นที่เขาอยากสนับสนุน อยากช่วยแก้ไขปัญหาได้ เช่น ปี พ.ศ.2564 เมื่อเราได้ข้อมูลไฟจำเป็นเข้ามาอยู่ในระบบ เราก็ไปหารือกับเอกชนที่เขาผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรที่เขาสามารถจะช่วยบริหารจัดการในพื้นที่เหล่านี้ได้ เขาก็สามารถไปคุยกับองค์กรส่วนท้องถิ่น ให้ท้องถิ่นสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ได้ด้วย


เช่น เสนอว่า เครื่องจักรของเขาสามารถขึ้นในพื้นที่สูงชันเหล่านี้ได้ เป็นต้น
หรืออาจจะไปนำร่องในการปรับพื้นที่ เตรียมพื้นที่เพาะปลูกเพื่อลดการพึ่งพาไฟได้ หรือ ในกรณีที่เราก็เห็นว่าพื้นที่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟ อยู่ในบริเวณไหนของจังหวัดเชียงใหม่ เราก็ให้ข้อมูลเหล่านี้ไปกับเครือข่ายวิจัย ที่จะช่วยส่งเสริมเรื่องลดการเผาในการนำเอาเชื้อเพลิงชีวมวลมาอัดเป็นแท่งเชื้อเพลิงชีวมวล” ผศ.ดร.ชาคริตระบุ



การลงทะเบียน แอปฯ “FireD” (ไฟดี) ต้องได้รับ approve จากเจ้าหน้าที่

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ชาคริตอธิบายว่าแม้โหลดแอปพลิเคชัน “FireD” (ไฟดี) แล้ว ผู้ใช้ก็จะเห็นข้อมูลโดยทั่วไปดังที่กล่าวไปข้างต้น แต่จะยังลงทะเบียนไม่ได้


เนื่องจาก การลงทะเบียน ใน แอปพลิเคชัน “FireD” (ไฟดี) จะต้องได้รับการ approve จากเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
ยกตัวอย่างเช่น จังหวัดเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2565 นี้ มีแอดมินตำบลที่ต้องมาบันทึกคำร้องให้พ่อแม่พี่น้องเกษตรกรที่ต้องการใช้ไฟจำเป็น


แต่แอดมินตำบล ก็จะยังกรอกคำร้องอะไรไม่ได้
จนกว่า แอดมินในระดับอำเภอจะ approve หรืออนุมัติผลการลงทะเบียนให้


ซึ่งในปีนี้ แอดมินระดับอำเภอ ทางจังหวัดเชียงใหม่ ได้มอบหมายให้คณะทำงานอำเภอเป็นผู้พิจารณามอบหมายการใช้ไฟของตำบล ภายใต้พื้นที่ทำงานของตัวเอง ต่างจากปีที่แล้ว ซึ่งทุกคำร้อง ต้องขอพิจารณาจากทางจังหวัด
แต่ปีนี้ คำร้องของตำบล ภายใต้อำเภอ จะถูกพิจารณารโดยตำบลนั้นๆ
นับเป็นการกระจายการทำงานลงสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง

สำหรับในขั้นตอนกระบวนการลงทะเบียนนั้น ผศ.ดร.ชาคริตอธิบาย โดยยกตัวอย่างว่า หากประชาชน เขาโหลดแอปพลิเคชัน “FireD” (ไฟดี) มาแล้วจะลงทะเบียน เขาต้องได้รับการ approve คือ ยืนยันว่ามีตัวตน ว่าเขาคือใคร จากนั้นก็สามารถบันทึกในระบบได้ ซึ่งระบบรองรับข้อมูลส่วนนี้อยู่แล้ว เพียงแต่แต่ยังให้แอดมินเป็นคนช่วยบันทึกก่อน ซึ่งก็มีการพัฒนาแล้วว่า แอดมินตำบล มีผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เป็นแอดมินตำบลช่วยกรอกข้อมูลได้


กล่าวคือ ระบบรองรับข้อมูลแล้ว เพียงแต่ต้องให้เจ้าหน้าที่ตำบล อบต. หรือแอดมินที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงทะเบียนให้


มุ่งหวังขยายผล ใช้ทั่วประเทศ

ผศ.ดร.ชาคริต บอกเล่าด้วยว่า มีความตั้งใจที่จะขยายผล เนื่องจากแอปพลิเคชัน “FireD” (ไฟดี) ถูกออกแบบมาให้ใช้ได้ทั้งประเทศ เช่น ถ้าเราอยู่ จ.อุทัยธานี เราอยากขอบริหารจัดการเชื้อเพลิง เราลงทะเบียนได้ แต่เรายังกรอกข้อมูลไม่ได้ จนกว่าจะมีเจ้าหน้าที่ approve ข้อมูลให้เรา

“ดังนั้น กลไกที่จะเกิดขึ้นคือ แต่ละจังหวัดนั้นๆ ต้องมีแอดมินของแต่ละจังหวัด เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ผมสร้าง Account ให้กับแอดมินจังหวัด แต่ผมไม่มีอำนาจในการกดอนุมัติ ผมเพียงสร้างเครื่องมือสนับสนุนให้กับทางจังหวัด แล้วผมก็สร้าง Account เพื่อที่แอดมินอำเภอซึ่งลงทะเบียนมาก่อน 24-25 อำเภอ เพื่อให้ แอดมินจังหวัด approve ว่าท่านเป็นแอดมินอำเภอนะ
หลังจาก แอดมินอำเภอถูก approve แล้ว แอดมินตำบล ก็สามารถที่จะลงทะเบียนเพื่อให้ แอดมินอำเภอ approve ได้ นี่คือภาพรวมของกระบวนการทำงานเป็นขั้นตอนแบบนี้ครับ” ผศ.ดร.ชาคริตระบุ



แอปฯ “FireD” (ไฟดี) แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้แค่ไหน

ถามว่า 2 ปีที่ผ่านมา ที่ใช้ แอปพลิเคชัน “FireD” (ไฟดี) สามารถแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้มากน้อยแค่ไหน


ผู้คิดค้นแอปพลิเคชัน “FireD” (ไฟดี) ตอบว่า “มีสองมิตินะครับคือ เรื่องของความเหลื่อมล้ำ เรามองมิติทางสังคมว่า สามารถลดความขัดแย้งระหว่างกับชุมชนที่ใช้ไฟ กับเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกบังคับให้ใช้กฎหมาย หรือมาตรการที่ถูกประกาศออกมาโดยส่วนกลาง ดังนั้น เกษตรกร ประชาชนในพื้นที่ที่ต้องใช้ไฟ เขาก็ยังใช้ไฟได้ตามความจำเป็นของเขา โดยที่ต้องกรอกข้อมูลไปในระบบแอปพลิเคชัน “FireD” (ไฟดี) ซึ่งเป็นทางออก เป็นทางเลือกให้กับพื้นที่ต่างๆ ในการจัดการไฟ เพราะเมื่อก่อนไม่มีทางเลือกเลยนะครับ ถ้าใช้ไฟคือผิดกฎหมาย ถูกจับอย่างเดียวเลย


อีกมิติที่ผมอยากเอ่ยถึงคือ มิติทางสิ่งแวดล้อม สิ่งที่เป็นผลลัพธ์ปรากฎ คือในปี พ.ศ. 2564 จำนวนจุดความร้อนลดลง เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2563 จุดความร้อนลดลงมากกว่า 50% ซึ่งจุดความร้อน พื้นที่เผาไหม้ลดลงกว่าปีที่ยังไม่ใช้
แอปพลิเคชัน “FireD” (ไฟดี) แต่เราก็ยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะสภาพอากาศช่วยด้วยครับ ในปี พ.ศ.2564
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เกิดจากทั้งสภาพอากาศ หน่วยงาน มาตรการ ไม่ใช่แค่เพราะแอปพลิเคชัน “FireD” (ไฟดี) อย่างเดียว ภาคส่วนอื่นๆ ก็ช่วยด้วยครับ


แต่ผลลัพท์สุดท้ายที่ออกมา ที่ได้รับจากสิ่งที่แอปพลิเคชัน “FireD” (ไฟดี) ช่วยไว้คือ ในฤดูหมอกควันปี พ.ศ.2564 ที่จุดความร้อนลดลง พื้นที่เผาไหม้ลดลง ฝุ่นควันระดับ PM 2.5 ลดลง เราควบคุมระดับฝุ่นควันได้ เพราะถ้าการระบายอากาศไม่ดี เราก็งดคำร้องขอใช้ไฟไปหลายคำเหมือนกันครับ

ถ้าอากาศปิด การระบายอากาศไม่ดี ก็งดการบริหารจัดการเชื้อเพลิงออกไปก่อน จนกว่าอากาศจะดีขึ้น หรือการระบายฝุ่นต้นทุนเดิมลดลง ที่ผ่านมาเราก็มีการบริหารจัดการอย่างนี้ครับ”

นับเป็นการบูรณาการองค์ความรู้ ผสานความร่วมมือและพัฒนาเทคโนโลยีในโลกยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพน่าสนใจ

ทั้งหมดทั้งมวล คือ ทัศนะและความรู้ความสามารถของหัวหน้าศูนย์ภูมิภาคเพื่อการศึกษาด้านภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ผู้คิดค้น “แอปพลิเคชัน “FireD (ไฟดี)”
ที่ช่วยสร้างระบบการจัดเก็บข้อมูลชุมชนในแต่ละพื้นที่ เพื่อบริหารจัดการเชื้อเพลิง
ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการแก้ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ในจังหวัดเชียงใหม่
อีกทั้งยังช่วยลดการลักลอบเผา ลดความเหลื่อมล้ำ
ลดความไม่เข้าใจระหว่างชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รัฐให้ผสานการทำงานร่วมกันได้อย่างน่าชื่นชม


…..


Text : รพีพรรณ สายัณห์ตระกูล

Photo : ผศ.ดร.ชาคริต โชติอมรศักด์