xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 2-8 พ.ค.2564

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



1.“ธรรมนัส” รอด ไม่ต้องพ้น ส.ส.-รมต. ศาล รธน.ชี้ กรณีถูกศาล ตปท.ตัดสินว่าผิด ไม่ผูกพันศาลไทย!

เมื่อวันที่ 5 พ.ค. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้นัดวินิจฉัยคำร้องของประธานรัฐสภาที่ส่งความเห็นของ ส.ส. 51 คน ขอให้วินิจฉัยว่า สมาชิกภาพ ส.ส. และรัฐมนตรีของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ สิ้นสุดลงหรือไม่ จากกรณีเคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายอันถึงที่สุดว่า ได้กระทำความผิดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้าซึ่งยาเสพติด ของศาลแขวงรัฐนิวเซาท์เวลส์ เครือรัฐออสเตรเลีย

ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ร.อ.ธรรมนัส เป็น ส.ส. และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยก่อน ร.อ.ธรรนัส ลงสมัครรับเลือกตั้ง ร.อ.ธรรมนัสรับว่า เคยต้องคำพิพากษาว่ากระทำความผิด ตามคำพิพากษาของศาลแขวงรัฐนิวเซาท์เวลส์ เครือรัฐออสเตรเลีย จึงต้องพิจารณาว่า เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (10) อันเป็นลักษณะต้องห้าม ไม่ให้ใช้สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. หมายความถึงคำพิพากษาของศาลไทยเท่านั้นหรือไม่

ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ซึ่งเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และวรรคสอง บัญญัติว่า รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลองค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชน จากบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึง อํานาจอธิปไตย อันเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ลักษณะสำคัญของอำนาจอธิปไตยคือ มีความเด็ดขาดสมบูรณ์ ไม่อยู่ในอาณัติ หรือภายใต้อำนาจของรัฐอื่น

อํานาจอธิปไตย แยกตามลักษณะหน้าที่เป็น 3 ส่วน ได้แก่ อํานาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ โดยการพิจารณาพิพากษาเป็นการใช้อำนาจตุลาการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจอธิปไตย ย่อมต้องไม่ตกอยู่ในอาณัติหรือภายใต้อำนาจตุลาการของรัฐอื่น

หลักการปกครองของประเทศ ที่มีอำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์ มีหลักการสำคัญคือ หลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น และไม่ถูกประเทศอื่นแทรกแซงกิจการภายในของตน โดยไม่มีการทำข้อตกลงยินยอม ดังนั้นการบังคับตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศก็ดี การตีความให้คำพิพากษาของต่างประเทศมีสถานะทางกฎหมายเช่นเดียวกับคำพิพากษาของศาลไทยก็ดี จึงไม่สอดคล้องกับหลักการดังกล่าว

ตามหลักอธิปไตยของรัฐ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ คำพิพากษาของศาลรัฐใด ก็จะมีผลในดินแดนของรัฐนั้น ในบางกรณี รัฐใดรัฐหนึ่งอาจให้การรับรองคำพิพากษาของศาลอีกรัฐหนึ่ง และอาจบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษานั้นได้ แต่ต้องมีการทำสนธิสัญญารับรอง และบังคับตามคำพิพากษาตามหลักการต่างตอบแทน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรณีทางคดีแพ่ง คดีครอบครัว และคดีมรดก

สำหรับคดีอาญาต่างประเทศอาจได้ยอมรับพิจารณาบ้างในกรณีส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือการโอนนักโทษ โดยมีเงื่อนไขสำคัญตามหลักการต่างตอบแทนในสนธิสัญญาว่า รัฐภาคีต้องผูกพันที่จะเคารพและปฏิบัติตามผลของคำพิพากษาของรัฐอีกภาคีหนึ่ง ดังนั้นทั้งหลักการและการปฏิบัติของรัฐสำหรับการใช้อำนาจทางตุลาการจะได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแต่ละประเทศ เพื่อยืนยันหลักความเป็นอิสระของตุลาการ และความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษา

เมื่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมีการกล่าวถึงคำพิพากษา จึงต้องหมายถึงคำพิพากษาของศาลแห่งรัฐหรือประเทศนั้นเท่านั้น ไม่รวมถึงคำพิพากษาของศาลต่างประเทศ อีกทั้งหากตีความว่าเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุด หมายรวมถึงคำพิพากษาของศาลต่างประเทศด้วย ทำให้มิอาจกลั่นกรองหรือตรวจสอบความชอบด้วยหลักนิติธรรมของกระบวนการของศาลต่างประเทศดังกล่าว และขัดต่อหลักการต่างตอบแทน กล่าวคือ ศาลต่างประเทศไม่ต้องบังคับหรือยอมรับคำพิพากษาของศาลไทย ทำให้อำนาจอธิปไตยทางศาลของไทยถูกกระทบกระเทือนอย่างมีนัยยะสำคัญ

แม้ข้อเท็จจริงในคดีฟังได้ว่า ร.อ.ธรรมนัส เคยต้องคำพิพากษาของศาลแขวงรัฐนิวส์เซาท์เวลส์ เครือรัฐออสเตรเลีย ก่อนลงสมัครเป็นส.ส. แต่ไม่ใช่คำพิพากษาของศาลไทย ร.อ.ธรรมนัส จึงไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (10) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ ร.อ.ธรรมนัส จึงไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (10)

ประเด็นที่ 2 ความเป็นรัฐมนตรีของ ร.อ.ธรรมนัส สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบ มาตรา 160 (6) และมาตรา 98 (10) หรือไม่ นับแต่เมื่อใด ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยในประเด็นที่ 1 ไว้แล้วว่า ผู้ถูกร้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (10) จึงไม่มีเหตุทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของ ร.อ.ธรรมนัส สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (6) ความเป็นรัฐมนตรีของ ร.อ.ธรรมนัส จึงไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4)

เป็นที่น่าสังเกตว่า การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ได้นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายในทางไม่เห็นด้วย

2.ยอดผู้ติดโควิดในไทยยังหนัก ด้าน รบ.ทุ่ม 2.4 แสนล้านเยียวยาพิษโควิด ขณะที่ สปสช.พร้อมจ่ายชดเชยผลข้างเคียงจากวัคซีน!


สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในไทยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้เสียชีวิตยังหนัก ไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายลง เริ่มจากวันที่ 2 พ.ค.พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,940 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 21 ราย

วันต่อมา 3 พ.ค.พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,041 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 31 ราย / วันที่ 4 พ.ค.พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,763 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 27 ราย / วันที่ 5 พ.ค.พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,112 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 15 ราย / วันที่ 6 พ.ค.พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,911 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 18 ราย / วันที่ 7 พ.ค.พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,044 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 27 ราย

ล่าสุด 8 พ.ค.พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,419 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 19 ราย พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษก ศบค. กล่าวว่า ตอนนี้ต้องจับตาคลัสเตอร์สำคัญในพื้นที่ กทม. ที่อยู่ระหว่างเฝ้าระวัง คือ ชุมชนวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย, ชุมชนวัดญวนคลองลำปัก เขตดุสิต, ปากคลองตลาด เขตพระนคร, ศูนย์การค้าเขตพระนคร เขตพระนคร

ส่วนเรื่องการฉีดวัคซีนให้ประชาชนนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 3 พ.ค. จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นสำหรับคนไทยทุกคนที่ได้รับความเสียหายจากการรับวัคซีนป้องกันโควิด-19 โดยแบ่งเป็น หากตาย/ทุพพลภาพถาวร จ่ายไม่เกิน 4 แสนบาท หากสูญเสียอวัยวะ/พิการ จ่ายไม่เกิน 2.4 แสนบาท และหากบาดเจ็บ/เจ็บป่วยต่อเนื่อง จ่ายไม่เกิน 1 แสนบาท โดย สปสช.จะตั้งกลไกเพื่อให้สามารถจ่ายได้ภายใน 5 วัน หลังยื่นคำร้อง

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เผยหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ว่า ได้มีคำสั่งให้กระทรวงการคลัง และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พิจารณาออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชนเพิ่มเติมโดยเร่งด่วน โดยระยะที่ 1 มี 3 มาตรการหลัก ที่ดำเนินการได้ทันที คือ 1.มาตรการสินเชื่อสู้ภัยโควิด วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท โดยธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส.ให้สินเชื่อรายละ 1 หมื่นบาท ด้วยหลักเกณฑ์ที่ผ่อนปรนกว่าสินเชื่อปกติ ดอกเบี้ย 0.35% ต่อเดือน เป็นเวลา 3 ปี ปลอดเงินต้นและดอกเบี้ยใน 6 เดือนแรก และ 2.มาตรการพักชำระหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ โดยขยายเวลาพักชำระเงินต้นให้แก่ลูกหนี้จนถึงสิ้นปีนี้

2.มาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน 2 โครงการ คือ 1.เพิ่มวงเงินโครงการเราชนะอีกสัปดาห์ 1,000 บาท เป็นเวลา 2 สัปดาห์ วงเงินรวมประมาณ 67,000 ล้านบาท 2.เพิ่มเงินช่วยเหลือผู้ประกันตนโครงการ ม.33 เรารักกัน อีกสัปดาห์ 1,000 บาท เป็นเวลา 2 สัปดาห์ วงเงินรวม 18,500 ล้านบาท โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบจะเร่งนำเสนอโครงการดังกล่าวให้ ครม.พิจารณาในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ ในระยะที่ 1 คือ เดือน พ.ค.-มิ.ย. นอกจากมาตรการช่วยเหลือด้านการเงินในโครงการ ม.33 เรารักกัน และเราชนะแล้ว ครม.ยังเห็นชอบให้ลดค่าใช้จ่ายน้ำประปาและไฟฟ้าในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย.ด้วย

ส่วนระยะที่ 2 เดือน ก.ค.-ธ.ค. จะมีมาตรการช่วยเหลือประชาชน 2 มาตรการ วงเงิน 140,000 ล้านบาท ได้แก่ 1.มาตรการลดภาระค่าครองชีพ ซึ่งมี 2 โครงการ คือ 1.เพิ่มกำลังซื้อให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 โดยให้เงินเพิ่มเดือนละ 200 บาท เป็นเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือน ก.ค.-ธ.ค. ครอบคลุม 13.6 ล้านคน 2.เพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ โดยให้เงินเพิ่มเดือนละ 200 บาท เป็นเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือน ก.ค.-ธ.ค. ครอบคลุม 2.5 ล้านคน

2.มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยจะกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนกลุ่มที่มีรายได้ปานกลางและรายได้สูง มี 2 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 และ 2.โครงการ ”ยิ่งใช้ยิ่งได้” เป็นโครงการใหม่ ภาครัฐจะสนับสนุนบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Voucher) ให้ผู้ที่ได้รับสิทธิ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มาตรการระยะที่ 2 ทั้ง 4 โครงการจะครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 51 ล้านคน คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 4.73 แสนล้านบาท โดยมาตรการระยะที่ 2 นี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งขออนุมัติจาก ครม.ต่อไป

3. พปชร. ฟัน “สามารถ เจนชัยจิตรวนิช” ปลดจากทุกตำแหน่ง เซ่นปมส่งลูกน้องเรียน-สอบปริญญาเอกแทน!


จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ มหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่งได้ทำหนังสือสอบพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เพื่อสอบถามสถานะของสมาชิกพรรคชื่อย่อ "ส." ซึ่งดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองอยู่ในกระทรวงยุติธรรม ว่ามีความเกี่ยวข้องกับพรรค พปชร.หรือไม่ เนื่องจากนาย "ส." ได้เข้าศึกษาหลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับนักศึกษาปริญญาเอก ระดับกลาง ในมหาวิทยาลัยดังกล่าว แต่ตัวของนาย "ส." ไม่ได้เข้าเรียนด้วยตัวเอง หลังจากนั้นทางมหาวิทยาลัยได้ทำหนังสือตัดสิทธิการเรียนของนาย "ส." ซึ่งหลังจากแกนนำพรรค พปชร. รวมถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรค พปชร.ทราบเรื่อง ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงนาย "ส." นั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 2 พ.ค. คณะกรรมการสอบสวนของพรรค พปชร. เผยว่า ทางพรรคมีมติเอกฉันท์ปลดนายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม และผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ พรรค พปชร. ออกจากหน้าที่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี, ผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์พรรคพลังประชารัฐ, คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล, คณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดการฉ้อโกงประชาชนในลักษณะแชร์ลูกโซ่ และสุดท้าย ห้ามไม่ให้นายสามารถใช้ตราเครื่องหมายของพรรค พปชร. เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากพรรค

วันเดียวกัน (3 พ.ค.) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีนายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรมว่า ตนได้ทราบข่าวจากสื่อมวลชนว่า คณะกรรมการสอบสวนของพรรค พปชร. มีมติออกมาแล้ว โดยวันนี้ นายสามารถ ได้มายื่นใบลาออกจากทุกตำแหน่งที่กระทรวงยุติธรรมได้ตั้งไว้ ซึ่งงานด้านการเมืองตรงนี้ต้องมีคนมาทำแทน โดยในช่วงแรกอาจจะให้คณะทำงานที่มีอยู่ เช่น เลขานุการหรือที่ปรึกษาทำงานในส่วนนี้แทนไปพลางก่อน คิดว่าไม่หนักหนาอะไร สามารถจะดำเนินการไปได้ “ส่วนกรรมาธิการชุดต่างๆ คงให้ทางเลขานุการและที่ปรึกษาช่วยงานแทน ก่อนที่พรรคจะส่งคนมาทำงานแทน ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่อยากทำงานการเมืองเข้ามา ก็ขอให้พรรคเสนอคนเข้ามาทำแทน”

4. ศาลให้ “รุ้ง” ประกันตัวแล้ว หลังให้คำมั่น จะไม่ทำสถาบันเสื่อมเสีย ด้าน “อานนท์” ติดโควิด!


เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ได้นัดไต่สวนกรณีมารดายื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ 2 แสนบาท ขอปล่อยตัวชั่วคราว น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง แกนนำม็อบคณะราษฎร จำเลยที่ 5 ในคดีความผิดฐานยุยงปลุกปั่นฯ ตาม ป.อาญา ม.116, ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปฯ ตาม ป.อาญา ม.215, ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ, ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, กีดขวางทางสาธารณะฯ, ร่วมกันกีดขวางการจราจรฯ, ตั้งวางวัตถุบนถนนอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายฯ, ทำลายโบราณสถานฯ, ทำให้เสียทรัพย์ฯ และร่วมกันโฆษณาเครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ และความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ป.อาญา ม.112 กรณีชุมนุม 19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ที่ท้องสนามหลวง และ ม.ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์

ทั้งนี้ น.ส.ปนัสยา ได้แถลงต่อศาลด้วยความสมัครใจว่า หากศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว จำเลยจะไม่ไปกระทำการใดๆ ที่จะทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จะไม่เดินทางออกนอกราชอาณาจักร มาศาลตามกำหนดนัดทุกครั้ง และเข้าร่วมกระบวนการพิจารณาคดีของศาล และว่า ในวันนี้ได้แต่งตั้งทนายความเข้าร่วมการพิจารณาคดีของศาลแล้ว และจะไม่หลบหนีหากศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ยินดีที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขทุกประการ

ขณะที่บิดาและมารดาของ น.ส.ปนัสยา รวมถึง ผศ.ดร.อดิสร จันทรสุข รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกันแถลงยืนยันว่า จำเลยสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ให้ไว้ต่อศาลได้ และจะร่วมกันกำชับดูแลให้จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ให้ไว้ต่อศาลอย่างเคร่งครัด

ด้านศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีได้เปลี่ยนแปลงไป จึงอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยที่ 5 โดยตีราคาประกัน 200,000 บาท โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยที่ 5 กระทำการใดๆ ในลักษณะเช่นเดียวกับที่ถูกกล่าวหาตามฟ้อง อันเป็นที่เสื่อมเสียแก่สถาบันพระมหากษัตริย์ หรือเข้าร่วมในกิจกรรมใดที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง และห้ามจำเลยที่ 5 เดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากศาล และให้จำเลยที่ 5 มาศาลตามกำหนดนัดโดยเคร่งครัด โดยก่อนปล่อยตัวจำเลยที่ 5 ให้แจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ทราบ

ด้านนายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความ เผยหลังศาลให้ประกัน น.ส.ปนัสยาว่า ไม่ได้มีเรื่องการติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) เนื่องจากบิดา มารดา และอาจารย์ได้ยืนยันรับปากว่า จะดูแลพฤติกรรมของจำเลย

ส่วนการขอประกันตัวและการไต่สวนนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน จำเลยที่ 1 และนายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือแอมมี่ จำเลยที่ 17 ยังไม่สามารถดำเนินการได้เมื่อวันที่ 7 พ.ค. เนื่องจากอยู่ระหว่างกักตัว ยังไม่ครบ 14 วัน ศาลจึงได้นัดไต่สวนในวันที่ 11 พ.ค. นอกจากนี้ศาลยังได้นัดไต่สวนคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ แกนนำกลุ่มราษฎร จำเลยที่ 6 ในวันที่ 11 พ.ค.เช่นกัน

สำหรับนายพริษฐ์ หรือเพนกวิน ซึ่งก่อนหน้านี้ทางกรมราชทัณฑ์ได้ส่งตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เข้ารักษาอาการป่วยจากการอดอาหารเมื่อวันที่ 30 เม.ย. ปรากฏว่า หลังจากอาการดีขึ้นแล้ว ร่างกายสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ สามารถดื่มน้ำเกลือแร่ นม และวิตามินได้เป็นปกติแล้ว แพทย์จึงเห็นควรส่งตัวกลับไปรักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 6 พ.ค.

ขณะที่นายอานนท์ นำภา แกนนำกลุ่มราษฎร ผู้ต้องหาในคดีเดียวกัน และยังไม่ได้รับการประกันตัวเช่นกัน ได้ติดเชื้อโควิด โดยมีการโพสต์แจ้งผ่านเฟซบุ๊กนายอานนท์ว่าติดโควิด ซึ่งภายหลัง ทางกรมราชทัณฑ์ ได้ยืนยันว่า นายอานนท์ติดโควิดจริง โดยตรวจพบเชื้อเมื่อวันที่ 5 พ.ค. สันนิษฐานว่าเป็นการติดเชื้อจากนายชูเกียรติ แสงวงค์ หรือจัสติน แกนนำกลุ่มราษฎรที่ตรวจพบเชื้อไปก่อนหน้าเมื่อวันที่ 23 เม.ย.

โดยช่วงแรก นายอานนท์รักษาตัวจากการติดโควิดที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ แต่ภายหลังเมื่อตรวจพบออกซิเจนที่ปลายนิ้วต่ำลง จึงส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ รังสิต เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ส่วนอาการของนายชูเกียรติ หรือจัสติน หลังจากรักษาตัวครบ 14 วัน พบว่าสภาพร่างกายปกติ ไม่มีไข้ ไม่มีอาการเหนื่อย อาการทั่วไปถือว่าปกติดี

5. มส.มีมติ “พระมหาสมปอง” เข้าข่ายยุ่งการเมือง ไม่เหมาะสม ปมวิจารณ์รัฐบาล ให้ พศ.ดำเนินการ!


เมื่อวันที่ 4 พ.ค. นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์ได้นำเสนอความคิดเห็นของพระมหาสมปอง ตาลปุตโต วัดสร้อยทอง ที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลเกี่ยวกับการบริหารงานช่วงสถานการณ์โควิด-19 ผ่านสื่อช่องทางต่างๆ อีกทั้งยังมีการประชาสัมพันธ์โฆษณาขายสินค้า (ปุ๋ยน้ำ) ออกสื่อสังคมออนไลน์ โดยตนได้สั่งการให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เพื่อพิจารณาความเห็นต่อการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมดังกล่าว ซึ่งถือว่าไม่เป็นกิจของสงฆ์

ล่าสุด ที่ประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 11/2564 เมื่อวันที่ 30 เม.ย. มีมติเห็นว่า การกระทำดังกล่าวของพระมหาสมปอง เข้าข่ายการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และเป็นการแสดงที่ไม่เหมาะสม และมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประสานพระสังฆาธิการที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป

นายอนุชา กล่าวด้วยว่า ตนได้กำชับให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเร่งดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคมโดยด่วน โดยให้ประสานเจ้าอาวาสวัดต้นสังกัด รวมถึงเจ้าคณะปกครองสงฆ์ที่เกี่ยวข้อง พร้อมตรวจสอบพฤติกรรมของพระสงฆ์ที่มีการกระทำที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์ เพื่อมิให้เกิดความเสื่อมเสียวงการสงฆ์และพระพุทธศาสนาอีกต่อไป

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ พระมหาสมปองได้มีการรีวิวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรืออาหารเสริม และรับเป็นที่ปรึกษาสโมสรฟุตบอลด้วย

ด้านนายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาด้านพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ สภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาปกป้องพระมหาสมปองว่า การแสดงความคิดเห็นของพระมหาสมปอง เพื่อให้สติรัฐบาล อาจจะออกแนวขบขันบ้าง เป็นเพียงบุคลิกท่านเท่านั้น ไม่ควรถือเป็นจริงเป็นจัง จนถึงขนาดต้องออกเป็นมติ มส. เพื่อให้พระสังฆาธิการดำเนินการเอาผิดกับท่าน

นายนิยม ยังกล่าวกรณีนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ สั่งการให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นำกรณีพระมหาสมปองเข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคม เพื่อเอาผิดว่า การที่พระแสดงความคิดเห็นในการกระทำของรัฐบาลที่ล้มเหลวจริงๆ มันไม่ชอบมาพากล จะไม่ให้ท่านพูดบ้างเลยหรือ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ แก้ปัญหาโควิด-19 ไม่ได้ พระก็เป็นคนไทย ไม่ให้แตะต้องเลยหรือ เงินเยียวยาพระรูปละ 60 บาท ข้ามมาสองรัฐมนตรีแล้ว พระก็ยังไม่ได้รับ พูดจาหลอกล่อท่านไปเรื่อย ท่านก็เสียภาษีเหมือนกันกับคนอื่น ทำไมพูดติติงไม่ได้

ด้านพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระประจำวัดสร้อยทอง กล่าวถึงกรณีพระมหาสมปองว่า ถ้าภาครัฐไม่ให้พระเตือนสติ แต่อยากให้ชื่นชมเพียงอย่างเดียว อาตมาคิดว่าสังคมไทยก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะพระก็คือพลเมืองคนหนึ่งของประเทศไทย มีสิทธิ์มีเสียงที่จะออกมาแสดงความคิดเห็น หากภาครัฐมองว่านี่คือคำแนะนำที่ดี ก็แค่ปรับปรุง แล้วผลดีมันก็จะเกิดขึ้นกับรัฐบาลเอง พร้อมย้ำว่า ประเด็นที่พระมหาสมปองพูดนั้น ไม่ได้เป็นประเด็นการเมือง หรือการปลุกระดมให้คนออกมาล้มล้างรัฐบาล แต่เป็นประเด็นสังคมเกี่ยวกับโควิด-19 อุปกรณ์ทางการแพทย์ เตียงผู้ป่วยที่ไม่เพียงพอเท่านั้น


กำลังโหลดความคิดเห็น...