xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 11-17 เม.ย.2564

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



1.ศบค.ยกระดับคุมโควิด จำกัดเวลาเปิดร้านอาหาร-ห้าง-ร้านสะดวกซื้อ “บิ๊กตู่” ยัน ไม่เคอร์ฟิว-ไม่ล็อกดาวน์!

หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในไทยพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ติดเชื้อรายใหม่ทะลุหลักพันมาหลายวันแล้ว ส่งผลให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ศบค.อาจมีการล็อกดาวน์เพื่อสกัดหรือชะลอการแพร่ระบาดของโควิด ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 16 เม.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้แถลงหลังเป็นประธานการประชุม ศบค. โดยขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก แม้โควิด-19 จะระบาดมากขึ้น และว่า วันนี้การแพร่ระบาดมาสู่ระยะที่สาม สาเหตุมาจากสถานที่ท่องเที่ยวและบริการ จะเห็นได้ว่าสถานการณ์พร้อมที่จะแพร่ระบาดได้ในทุกพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาได้ฉีดวัคซีนให้คนไปจำนวน 5-6 แสนคน วันนี้เราได้วัคซีนเพิ่มเติมมาอีกจำนวนหนึ่ง และในระยะต่อไปก็จะได้รับวัคซีนจำนวนมากขึ้น แม้เราจะมีวัคซีนเพียง 2 ชนิด แต่ตนก็ให้มีการตั้งคณะทำงาน เพื่อหารือว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้รับวัคซีนเพิ่มขึ้นในยี่ห้ออื่นอีกด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันด้วยว่า ขณะนี้ไทยเรายังรักษาโควิดได้อยู่ ซึ่งตนไม่ต้องการให้มีใครตายสักคนเดียว ตายคนตนก็เสียใจ และคนที่เสียใจมากที่สุดคือครอบครัวของท่าน “ผมเป็นคนรักครอบครัว ผมรู้ว่าท่านรักครอบครัวอย่างไร และวันนี้ผมเป็นนายกรัฐมนตรีก็ต้องรักคนไทยทั้งประเทศ ไม่ว่าจะยากดีมีจน จะรักผมหรือไม่รักผม ผมก็ต้องรักเขาอย่างที่ผมเคยพูดเสมอ"

พล.อ.ประยุทธ์ ยังชี้แจงด้วยว่า ที่ยอมให้ประชาชนเดินทางช่วงสงกรานต์ เพราะพี่น้องประชาชนอยากกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่ ซึ่งตนก็ได้เตือนแล้วต้องปฏิบัติตามมาตรการขั้นต้น
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า “คิดว่ามาตรการต่างๆ ที่ประกาศออกมา ผมใช้ความระมัดระวังมากที่สุด และการตัดสินใจแบบนี้ผมเจ็บปวด เพราะรู้ว่ามีคนเดือดร้อน หลายคนเสนอว่าให้ปิดไปเลยปิดให้หมด แต่ผมต้องนึกถึงคนที่เดือดร้อน จะทำอะไรก็ตามเราต้องคิดถึงคนเหล่านี้ ขณะเดียวกันก็ต้องนึกถึงคนอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะฉะนั้นคนทั้งสองฝ่ายต้องช่วยกัน"

"ผมยืนยันว่า ชีวิตผมให้กับคนไทย ให้กับประเทศไทยไปแล้ว ผมต้องทำงานของผมให้เต็มที่จนกว่าผมจะทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ ผมขอยืนยันอีกครั้งว่า ไม่มีการประกาศเคอร์ฟิว ยังไม่ล็อคดาวน์โอเคหรือไม่ เพราะเห็นใจ แต่อาจจะต้องลดเวลาลงบ้าง ผมไม่อยากจะปิดอะไรทั้งสิ้น เพราะการปิดมันง่ายนิดเดียว แต่คนเดือดร้อนจะเกิดขึ้นกับใครบ้าง สมมุติว่าเราปิดกันทั้งหมด เคอร์ฟิวกันทั้งหมด เจ้าหน้าที่ก็ต้องลงมาขึงพืด แล้วเจ้าหน้าที่ก็ติดโควิดไปเยอะ เจ้าหน้าที่ติดเชื้อ ประชาชนก็ต้องมาคัดกรองตรวจผ่านด่านต่างๆ ก็จะติดกันมากขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นการชุมนุมต่างๆ ถึงแม้จะเป็นการชุมนุมตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ พวกท่านก็ต้องระวังไว้ก็แล้วกัน ผมไม่ได้ขู่ท่าน”

ต่อมา นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. ได้แถลงผลการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ว่า ตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เป็นจำนวนมาก กระทรวงสาธารณสุข จึงเสนอมาตรการให้ที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ยกระดับ ที่ประชุม ศบค. จึงมีมติขอปรับระดับของพื้นที่ เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) 18 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ชลบุรี สมุทรปราการ ประจวบศีรีชันธ์ สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐม ภูเก็ต นครราชสีมา นนทบุรี สงขลา ตาก อุตรธานี สุพรรณบุรี สระแก้ว ระยอง และขอนแก่น

และพื้นที่ควบคุม (สีส้ม) 59 จังหวัด ประกอบด้วย พระนครศรีอยุธยา อุบลราชรานี สระบุรี สุราษฎร์ธานี นครสวรรค์ ชุมพร พิษณุโลก นครศรีธรรมราช นราธิวาส ราชบุรี ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี กาญจนบุรี จันทบุรี เชียงราย ปราจีนบุรี บุรีรัมย์ ลพบุรี มหาสารคาม ตราด ชัยภูมิ อ่างทอง สุรินทร์ หนองบัวลำภู อุทัยธานี นครนายก สมุทรสงคราม ศรีสะเกษ แม่ฮ่องสอน ยะลา ชัยนาท สิงห์บุรี ลำพูน เพชรบูรณ์ กระบี่ ลำปาง กำแพงเพชร สุโขทัย พะเยา หนองคาย เลย พิจิตร ระนอง ร้อยเอ็ด สกลนคร พังงา ยโสธร ปัตตานี แพร่ ตรัง อุตรดิตถ์ น่าน อำนาจเจริญ นครพนม บึงกาฬ พัทลุง กาฬสินธุ์ สตูล และมุกดาหาร

โดยที่ประชุม ศบค.มีการออกร่างข้อกำหนดฯ ได้แก่ ห้ามดำเนินการหรือหรือกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค ประกอบด้วย ห้ามใช้อาคาร หรือสถานที่ของโรงเรียนและสถาบันการศึกษาทุกประเภท เพื่อจัดการเรียนการสอน การสอบ ฝึกอบรม เว้นแต่การใช้เป็นที่เอกเทศตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ หรือการใช้เป็นสถานที่ เพื่อให้ความช่วยเหลืออุปการะ, ห้ามจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มของบุคคลเกิน 50 คน เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานฯ

ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหรือผู้ว่าราชการจังหวัด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร หรือคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด พิจารณาสั่งปิดสถานบริการ สถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ สถานประกอบกิจการอาบน้ำ อาบอบนวด หรือสถานที่อื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน โดยให้สั่งปิดสถานที่ดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราวอย่างน้อย 14 วัน

กำหนดมาตรการควบคุม สำหรับสถานที่ กิจการ หรือกิจกรรมเป็นเวลา 14 วัน สำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุด 18 จังหวัด การจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่ม ให้บริโภคอาหารและเครื่องดื่มในร้านได้ไม่เกินเวลา 21.00 น. โดยให้จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่ซื้อกลับไปรับประทานที่บ้านได้ถึงเวลา 23.00 น., งดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือสุราในร้านอาหารและสถานที่จำหน่ายสุรา, ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และคอมมูนิตี้มอลล์หรือสถานประกอบกิจการอื่นที่มีลักษณะคล้ายให้เปิดดำเนินการได้ตามเวลาปกติของสถานที่นั้นๆ จนถึงเวลา 21.00 น.โดยจำกัดจำนวนผู้ใช้บริการและงดเว้นการจัดกิจกรรมการส่งเสริมการขาย ยกเว้นส่วนที่เป็นตู้เกม ร้านเกม และสวนสนุกที่งดการให้บริการ, ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ตลาดนัดกลางคืน ตลาดโต้รุ่ง และถนนคนเดิน ให้เปิดดำเนินการได้ตามเวลาปกติของสถานที่นั้นๆ จนถึงเวลา 23.00 น.สำหรับร้านหรือสถานที่ซึ่งตามปกติเปิดให้บริการตลอดเวลา 24 ชั่วโมงให้เริ่มดำเนินการได้ในเวลา 04.00 น., สนามกีฬาหรือสถานที่เพื่อออกกำลังกาย ยิม ฟิตเนส สามารถเปิดให้บริการได้ไม่เกินเวลา 21.00 น.และสามารถจัดการแข่งขันกีฬาได้โดยจำกัดจำนวนผู้ชมใน

ส่วนพื้นที่ควบคุม 59 จังหวัดนั้น การจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มให้บริการจำหน่ายอาคารและเครื่องดื่มและการบริโภคในร้าน ไม่เกินเวลา 23.00 น.โดยห้ามบริโภคสุราและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในร้าน,ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และคอมมูนิตี้มอลล์ หรือสถานประกอบกิจการอื่นที่มีลักษณะคล้ายให้เปิดดำเนินการได้ตามเวลาปกติของสถานที่นั้นๆ จนถึงเวลา 21.00 น.โดยจำกัดจำนวนผู้ใช้บริการ และงดเว้นการจัดกิจกรรมการส่งเสริมการขาย ยกเว้นส่วนที่เป็นตู้เกม ร้านเกม และสวนสนุกที่งดการให้บริการ

การจัดกิจกรรม งานเลี้ยงสังสรรค์ ขอความร่วมมือให้ประชาชนเลื่อน หรืองดการจัดกิจกรรมสังสรรค์งานเลี้ยงหรืองานรื่นเริงในช่วงเวลานี้ก่อน, การดำเนินรูปแบบการปฎิบัติงานที่เหมาะสม ขอความร่วมมือให้เจ้าของกิจการ ผู้ประกอบการภาคเอกชนพิจารณาและดำเนินการรูปแบบการปฏิบัติงานของบุคลากรในความรับผิดชอบในช่วงนี้ โดยอาจเป็นการปฎิบัติงานนอกสถานที่ การสลับวันทำงานหรือวิธีการอื่นใดที่เหมาะสม เพื่อลดโอกาสเสี่ยงจากการติดเชื้อ

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวอีกว่า นายกฯในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. มีความห่วงใยเรื่องเตียงรองรับผู้ป่วย จึงออกมาตรการเพื่อรองรับผู้ติดเชื้อ โดยให้ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขกรณีโรคติดต่อเชื้อโควิด-19 ร่วมกับศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กระทรวงมหาดไทยและศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้านความมั่นคงเร่งดำเนินการจัดหาสถานที่เพื่อใช้เป็นสถานที่รองรับ ดูแล รักษา แยกกัก กักตัวผู้ติดเชื้อ หรือผู้มีเหตุอันควรสงสัยว่าติดเชื้อโดยด่วน

ทั้งนี้ มาตรการต่างๆ ที่ออกมา ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย. 2564 เป็นต้นไป “มาตรการต่างๆ ที่ออกมาทั้งหมด ศปก. ศบค.จะพิจารณาและประเมินสถานการณ์ภาพใหญ่ของประเทศประมาณ 2 สัปดาห์ ยืนยันไม่มีการประกาศเคอร์ฟิวสองสัปดาห์นี้ จึงขอให้ทุกคนร่วมมือกัน หากผ่านพ้นวิกฤตจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลง เราก็อาจจะผ่อนคลายมาตรการดังกล่าว แต่หาก 2 สัปดาห์นี้ มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นผู้ว่าฯ กทม.หรือผู้ว่าราชการจังหวัดอาจจะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายสั่งปิด จำกัดหรือห้ามการดำเนินการของพื้นที่ สถานที่ หรือสั่งให้งดการทำกิจกรรมซึ่งมีความเสี่ยงกับการแพร่ระบาดของโรคในเขตพื้นที่รับผิดชอบเพิ่มเติมจากที่กำหนดได้”

2.ศาลสั่งจำคุก 2 เดือน ผู้จัดการ “คริสตัลคลับ-เอเมอรัลด์ผับ” แหล่งแพร่โควิด ด้าน ผกก.-รอง ผกก.สน.ทองหล่อ ถูกเด้งเข้ากรุ!


สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบสามในไทย ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ทะลุ 1,500 รายต่อวันมาหลายวันแล้ว โดยล่าสุด 17 เม.ย. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค.) แถลงว่า พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 1,547 ราย เป็นผู้ติดเชื้อภายในประเทศ 1,544 ราย มาจากการตรวจในระบบเฝ้าระวังและบริการ 1,316 ราย จากการค้นหาคัดกรองเชิงรุกในชุมชน 228 ราย และผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ โดยอยู่ในสถานกักกันที่รัฐจัดให้ 3 ราย มีผู้ป่วยรักษาหายเพิ่ม 90 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 2 ราย

สำหรับผู้เสียชีวิตรายใหม่ ซึ่งเป็นรายที่ 98 หรือรายที่ 4 ในการระบาดรอบใหม่เดือน เม.ย. เป็นผู้ป่วยชายไทย อายุ 38 ปี อาชีพโปรแกรมเมอร์ มีโรคประจําตัว โรคอ้วน เสียชีวิตที่ จ.ตาก มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยยืนยันรายก่อนหน้าคลัสเตอร์ทองหล่อ ส่วนผู้เสียชีวิตอีกราย เป็นผู้ป่วยชายไทย อายุ 51 ปี อาชีพพนักงานบริษัท มีโรคประจําตัว โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เสียชีวิตที่ จ.ปทุมธานี มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยยืนยันรายก่อนหน้า

สำหรับยอดผู้ป่วยยืนยันสะสมรอบใหม่ตั้งแต่ 15 ธ.ค. 2563-17 เม.ย. 2564 อยู่ที่ 36,348 ราย ติดเชื้อภายในประเทศ 14,910 ราย ค้นหาคัดกรองเชิงรุกในชุมชน 19,980 ราย ผู้เดินทางจากต่างประเทศ 1,458 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 39 ราย

หากนับยอดผู้ป่วยยืนยันสะสมตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 ในไทยจนถึงปัจจุบัน อยู่ที่ 40,585 ราย เป็นผู้ป่วยที่ติดเชื้อภายในประเทศ 37,353 ราย ติดเชื้อค้นหาคัดกรองเชิงรุกในชุมชน 19,980 ราย ผู้เดินทางจากต่างประเทศ 3,232 ราย สถานที่กักกันที่รัฐจัดให้ 2,603 ราย ส่วนผู้ป่วยรักษาหายแล้วเพิ่มอีก 90 ราย รวมเป็น 28,570 ราย กำลังรักษาอยู่ในโรงพยาบาล 11,916 ราย โดยยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 99 ราย

ขณะที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังเพิ่มไม่หยุด และลามทุกวงการ ซึ่งปัจจุบัน โควิด-19 ได้ระบาดไปทุกจังหวัดในประเทศไทยแล้ว ซึ่งหลายจังหวัดได้จัดให้มีโรงพยาบาลสนามเพื่อรองรับผู้ป่วยที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น จ.เชียงใหม่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ชลบุรี และ กทม. ฯลฯ

เป็นที่น่าสังเกตว่า จากกรณีที่สถานบันเทิงย่านทองหล่อได้กลายเป็นจุดแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ ส่งผลให้มีการโยกย้ายตำรวจที่รับผิดชอบพื้นที่ สน.ทองหล่อ รวมทั้งมีการดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงที่เป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาดโควิด-19 ด้วย โดยเมื่อวันที่ 11 เม.ย. พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ ผบก.น.5 เผยว่า ตำรวจ สน.ทองหล่อ ได้ดำเนินคดีนายชวลิต พุทธราช อายุ 30 ปี ผู้จัดการร้านคริสตัลคลับ และนายครรชิต ซื่อบริสุทธิ์ใจ อายุ 29 ปี ผู้จัดการร้านเอเมอรัลด์ผับทองหล่อ ในความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (มาตรการควบคุมโรค) และ พ.ร.บ.สถานบริการ โดยศาลแขวงพระนครใต้สั่งจำคุกผู้จัดการร้านเป็นเวลา 2 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

พร้อมตั้งคณะกรรมการเพื่อเสนอปิดสถานบันเทิงดังกล่าว นอกเหนือจากสถานที่ตามประกาศของกรุงเทพมหานคร (กทม.) และประกาศของสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ หากเข้าเงื่อนไขข้อกำหนดตามคำสั่ง คสช. อาจสั่งปิดถึง 5 ปี

พล.ต.ต.โสภณ เผยด้วยว่า สำหรับอาการของตำรวจ สน.ทองหล่อ สายปฏิบัติการ 18 รายที่ติดเชื้อ จากการสอบถามแพทย์ รพ.ตำรวจ ระบุว่า แม้ตำรวจจะป้องกันตัวเองก็ตาม แต่เป็นไปได้ว่าไม่สวมถุงมือจนเกิดการติดเชื้อ

ขณะที่ทางกองบังคับการตำรวจนครบาล 5 (บก.น.5) ได้มีคำสั่งย้ายตำรวจบางนายของ สน.ทองหล่อ
หลังมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในสถานประกอบการพื้นที่รับผิดชอบของ สน.ทองหล่อ โดยให้เหตุผลการย้ายว่า เพื่อให้การบริหารงานในภาพรวม ตลอดจนการปฏิบัติตามนโยบายของ บก.น.5 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เกิดความเสียหายต่อทางราชการ และเพื่อให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม

สำหรับตำรวจที่ถูกย้าย ได้แก่ พ.ต.อ.ดวงโชติ สุวรรณจรัส ผกก.สน.ทองหล่อ ให้ไปปฏิบัติราชการที่ ศปก.บก.น.5, พ.ต.ท.ธนากร งามเย็น สวป.สน.ทองหล่อ รรท.รอง ผกก.ป.สน.ทองหล่อ ให้ไปปฏิบัติราชการที่ ศปก.บก.น.5

ให้ พ.ต.อ.กัมปนาท อรุณคีรีโรจน์ รอง ผบก.น.5 รักษาราชการแทน ผกก.สน.ทองหล่อ และให้ พ.ต.ท.ธนาธิป ชมภูนิช สวป.สน.ทองหล่อ รักษาราชการแทน รอง ผกก.สน.ทองหล่อ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 12 เม.ย.2564 ป็นต้นไป หรือจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

3. "เดวิด สเตร็คฟัสส์" ฝังตัวใน ม.ขอนแก่น ต้าน ม.112 ถูกทางการไทยยกเลิกวีซ่าแล้ว ปัดเป็น CIA แต่ยอมรับ ได้เงินจาก NED จริง!



เมื่อวันที่ 16 เม.ย. แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ในแวดวงวิชาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เผย“ผู้จัดการออนไลน์” ว่า ขณะนี้ นายเดวิด สเตร็คฟัสส์ อดีตซีไอเอชาวอเมริกัน ที่เข้ามาพักอาศัยอยู่ในไทย ฝังตัวในภาคอีสาน โดยเลือกมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นฐานที่มั่น เพื่อปฏิบัติภารกิจบางอย่างยาวนานกว่า 30 ปี โดยตำแหน่งล่าสุดเป็นผู้อำนวยการศูนย์แลกเปลี่ยนการศึกษาระหว่างประเทศ( CIEE) ม.ขอนแก่น ได้ถูกทางการไทยยกเลิกวีซ่าแล้ว ด้วยเหตุผลเพื่อความมั่นคงของชาติและสถาบันเบื้องสูง

ทั้งนี้ นายเดวิด สเตร็คฟัสส์ หรือเดฟ เป็นหนึ่งในกลุ่มบุคคลที่เคลื่อนไหวต่อต้านการมีกฎหมายมาตรา 112 ของไทยมาอย่างต่อเนื่อง มักอ้างว่าเป็นนักวิชาการอิสระ และเป็นผู้ดูแลสำนักพิมพ์เดอะอีสานเรคคอร์ด นายเดวิดเป็นที่คุ้นเคยของนักวิชาการที่มีทัศนคติทางลบต่อสถาบันเบื้องสูงใน ม.ขอนแก่นหลายคน เป็นที่รู้จักดีของบรรดาเอ็นจีโอในพื้นที่ภาคอีสานและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน

วันเดียวกัน น.ส.หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด เผยผ่านเฟซบุ๊กระบุถึงที่มาของการระงับวีซ่านายเดวิด จากคำกล่าวอ้างของมหาวิทยาลัยขอนแก่นว่า มีตำรวจจาก สภ.ขอนแก่นมากดดันอธิการบดีและคณบดี (คณะนิติศาสตร์) เนื่องจากเดวิดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมือง

ด้านนายเดวิด ให้สัมภาษณ์นายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส หนังสือพิมพ์ข่าวสด ระบุตอนหนึ่งถึงสาเหตุที่ทำให้ตนถูกทางการไทยระงับวีซ่าว่า ไม่ใช่เพราะคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยตรง แต่ส่วนหนึ่งที่ทำให้ตนมีปัญหาทีหลัง รวมทั้งนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ดำเนินรายการ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” (Sondhi Talk) ที่กล่าวหาว่าตนเป็นซีไอเอ รวมทั้งเดอะอีสานเรคคอร์ด และหลายองค์กรในประเทศไทย ก็ได้เงินจากองค์กรเนด (National Endowment for Democracy หรือ NED) ที่มาจากสหรัฐอเมริกา ตรงกับวัตถุประสงค์ของแต่ละองค์กร ไม่ว่าจะเป็นโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw), เว็บไซต์ประชาไท, ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ก็มีวัตถุประสงค์ตรงกัน

เมื่อถามว่า เป็นหน่วยสืบราชการลับกลางแห่งสหรัฐฯ หรือ ซีไอเอ (CIA) หรือไม่ นายเดวิด กล่าวว่า ตนไม่ได้เป็นซีไอเอ และว่า สมัยที่ตนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ถ้าใครกล่าวหาว่าเป็นซีไอเอ ถือว่าเป็นการดูถูกอย่างหนัก เพราะช่วงนั้นกลุ่มหัวก้าวหน้าในสหรัฐฯ ไม่ไว้ใจซีไอเอ เพราะถ้าเคลื่อนไหวล้มรัฐบาลก็มีประวัติ แต่ตนไม่เป็น

เมื่อถามว่า ตอนนี้มีการจับตาออฟฟิศสำนักข่าวอีสานเรคคอร์ดหรือเปล่า นายเดวิด กล่าวว่า ที่ผ่านมา ก็ได้ข่าวว่า กอ.รมน. แวะมา หรือตำรวจกำลังหาบริเวณนี้ หรือคนที่ขายก๋วยเตี๋ยวตรงข้าม บอกว่า จะมีตำรวจอยู่แถวๆ สำนักงาน แต่ตนไม่เคยเจอ แต่ไม่ใช่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) แต่ ตม.เคยมาติดต่อว่า เคยเห็นคนที่ทำงานผิดกฎหมายอยู่แถวสำนักงานไหม ในช่วงที่มีการแลกเปลี่ยนนักศึกษา ในช่วงหลังๆ น.ส.หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการเดอะอีสานเรคคอร์ด ได้ข่าวมาว่า มีตำรวจมาหา

เมื่อถามว่า สถานะของอาจารย์ในประเทศไทยยังอยู่ได้ถึงเมื่อไหร่ ได้ปรึกษานักกฎหมายหรือไม่ นายเดวิด กล่าวว่า กระบวนการของตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ช่วงแรกก็ปกติ ส่งคนมาตรวจสอบก่อน ถามคำถามแบบกว้างๆ เขาก็กลับไป ต่อมามีตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดขอนแก่น (ตม.จว.ขอนแก่น) เข้ามานั่งคุยกันทีละคน ก็ยังอยู่ในกระบวนการปกติ หลังจากนั้น ให้ไปคุยที่ ตม.เอง ในวันนั้นมีชาวอเมริกัน 5 คน ก็คุยกันไปทีละคน พิมพ์คำตอบและลงนาม ซึ่งยังปกติอยู่ ก่อนที่จะส่งไปกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 4 (ตม.4 นายเดวิดเรียกว่า ตม.ภาค) แล้วตอบกลับมาก็จบ

แต่ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ตม.ภาค ติดต่อมาบอกว่า มีคำถามอยากจะสอบถามอีก ก็เริ่มรู้สึกผิดปกติ ก็เริ่มสงสัย เพราะวีซ่าจะหมดอายุในวันที่ 18 เม.ย. และวันที่ 19 เม.ย.ก็จะฟังผล ปรากฏว่าไม่ได้ พอขอขยายเวลาวีซ่า 30-60 วัน ในช่วงโควิด-19 ก็ตอบว่าไม่ใช่ข้อยกเว้น คุณต้องออกพรุ่งนี้ ก็ไม่มีเวลาที่จะทำอะไร ตนไม่เคยอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ก็เริ่มกลัว เพราะบ้านอยู่ที่นี่ ครอบครัวอยู่ที่นี่ ชีวิตก็อยู่ที่นี่ ตนไม่รู้สึกว่าสหรัฐฯ เป็นบ้าน

นายเดวิด กล่าวด้วยว่า "ผมอุทิศตัวให้อีสาน ไม่ว่าจะเป็นสมัชชาคนจน ไม่ว่าจะเป็นนักต่อสู้เพื่อความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแดง ไม่ว่าจะเป็นใครๆ ก็อยู่ที่นี่ตลอด ก็รู้สึกว่าเป็นพวกของผม”

ล่าสุด เพจ KKU GROUP มหาวิทยาลัยขอนแก่น รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ได้ออกมาชี้แจงผ่านเพจถึงกรณีการเลิกจ้างนายเดวิด สเตร็คฟัสส์ นักวิชาการชาวอเมริกัน โดยระบุว่า “ผมขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อจากเมื่อวาน หลังจากได้ข้อมูลจากคณบดีและฝ่ายการต่างประเทศของ มข. ดังนี้ครับ"

"1.โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา CIEE เป็นหน่วยงานภายนอก มข. มีความร่วมมือกับ มข.ในเรื่องการแลกเปลี่ยนนักศึกษาต่างประเทศ โดยไม่เคยมีสัญญาจ้าง 2.มีการยกเลิกโครงการ CIEE เมื่อปีที่แล้ว (มข.ไม่ได้เป็นผู้ยกเลิก) 3.หลังจากโครงการ CIEE ถูกยกเลิก คณะสาธารณสุขศาสตร์ มข.ได้มีสัญญาจ้าง 1 ปี โดยไม่ได้จ่ายค่าตอบแทน เพื่อให้ดำเนินการสร้างเครือข่ายการแลกเปลี่ยนนักศึกษาต่างประเทศกับหลายๆ ประเทศตามที่เจ้าตัวเสนอ เริ่มสัญญาจ้างเมื่อเดือน ส.ค. 2563 4. เดือน ก.พ.2564 ทางคณะฯ เห็นว่าไม่มีความก้าวหน้าในงานที่ได้ตกลงกันไว้ จึงแจ้งเจ้าตัวขอยกเลิกสัญญา และ 5.ไม่เคยมีตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐใดๆ มาพบ หรือมากดดันอธิการบดีและคณบดี จึงเรียนข้อมูลให้ทุกท่านรับทราบ”

4. เพจ “ราษฎร” ชวนเขียน จ.ม.112 ฉบับ ให้ “เพนกวิน-รุ้ง” เลิกอดอาหาร ด้าน “รุ้ง” ขอทุกคนช่วยออกจากคุกที อ้างถูกความอยุติธรรมทารุณ!



เมื่อวันที่ 15 เม.ย. เพจเฟซบุ๊ก "ราษฎร" ได้โพสต์ข้อความกล่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในการเรียกร้องให้นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน และ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง แกนนำกลุ่มราษฎร ซึ่งอยู่ระหว่างถูกคุมขัง เพราะไม่ได้รับการประกันตัวในคดีหมิ่นสถาบัน-ยุยงปลุกปั่น จากการชุมนุม 19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ฝห่หยุดการอดข้าวประท้วงในเรือนจำ โดยระบุว่า "ด่วน ! วันนี้ต้องการจดหมาย 112 ฉบับ ขอให้เพนกวิน-รุ้งเลิกอดอาหาร 30 วันมาแล้วที่ "เพนกวิน" อดอาหารประท้วงความอยุติธรรม และ 16 วันมาแล้วที่ "รุ้ง ปนัสยา" อดอาหารประท้วงความอยุติธรรมเป็นเพื่อนเพนกวิน”

ต่อมา ทวิตเตอร์ของเพจ "ราษฎร" ได้แชร์ข้อความจดหมายน้อย ที่เขียนด้วยลายมือของแม่ รุ้ง ปนัสยา ที่เขียนถึงลูกสาว ขอให้ลูกหยุดอดอาหาร โดยมีเนื้อความว่า "ลูกรุ้ง แม่อยากให้ลูกหยุดอดอาหารได้แล้วนะลูก เพราะหนูอดอาหารมาหลายวันแล้วนะลูก มันไม่ดีต่อสุขภาพและอันตรายมากนะลูก แม่เป็นห่วงนะ หนูอยู่ในเรือนจำแม่ก็ดูแลหนูไม่ได้ ที่บ้านเราทั้งพ่อแม่และพี่ๆ ทุกคนมีความกังวลเป็นห่วงหนูกันมาก ลูกกลับมาดูแลสุขภาพร่างกายทานอาหารตามปกตินะ เพื่อแม่และครอบครัวของเรานะลูก รักลูกมากและเป็นห่วงมากที่สุด"

วันต่อมา (16 เม.ย.) เฟซบุ๊ก “Panusaya Sithijirawattanakul” ของ รุ้ง ปนัสยา ได้มีการโพสต์ข้อความ โดยระบุว่าโพสต์โดยพี่สาวน้องรุ้ง ใจความว่า “ถึงทุกคน เราเข้าใจทุกคนนะ เข้าใจมากๆ นะ ทั้งคนที่อยากให้เรากลับมากินข้าวได้แล้ว และคนที่ส่งกำลังใจให้ เรายังโอเคนะ ความดันอะไรก็ยังปกติดี เราขอบคุณและเราดีใจที่ทุกคนไม่ลืมเรา"

"แต่เราไม่อยากให้ทุกคนลืมเหมือนกันว่าเราทำเพราะอะไร ตอนแรกเราไม่อยากทำแบบนี้หรอก เราเคยคุยกับเพนกวินว่า เราไม่ทำนะ เราอาจจะไม่ไหว แต่เพนกวินมันแน่วแน่มากว่า มันต้องทำเพื่อประท้วงกระบวนการที่ไม่ยุติธรรมกับเรา และสื่อสารถึงทุกคน รวมถึงมนุษย์ผู้มีอำนาจด้วยว่า การจองจำเราไว้แบบนี้มันเป็นเรื่องที่โหดร้ายและทารุณ"

"เราสองคนเป็นแค่นักศึกษาปีสามและปีสี่ เราแค่ออกมาพูดให้ทุกคนได้ยินว่าเราคิดอะไรอยู่ และมีความคาดหวังต่อประเทศนี้ยังไงบ้างเรา แค่อยากให้เกิดการพัฒนาไปในทางที่ดี และการเปลี่ยนแปลงบางอย่างอย่างเหมาะสม แต่สุดท้ายคุณก็เอา 112 มาใช้กับเรา และไม่ใช่แค่กับเรา แต่รวมตั้งแต่วัยแก่ยันเด็ก เด็กที่สุดอายุ 14 ปี ที่โดนยัดข้อหานี้ โดยที่เจตนาของทุกคนมันไม่มีอะไรไปมากกว่าเขาอยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้น และอยากจะมีสถาบันกษัตริย์ที่เขาสามารถกราบไหว้และเทิดทูนได้อย่างเต็มใจ"

"เมื่อมันมีสิ่งที่ควรปรับปรุง เมื่อมันมีสิ่งที่ผิดพลาดไป เราในฐานะเป็นมนุษย์ด้วยกันย่อมต้องพูดคุยกัน แนะนำกัน เพื่อให้สังคมนี้ไปต่อได้ และมีการปรับปรุงไปในทางที่ดีขึ้น เป็นสิ่งที่เพื่อนมนุษย์ควรกระทำต่อกันไม่ใช่เหรอ"

"การอดอาหารประท้วงของเราสองคนตอนนี้ มันไม่ใช่แค่เพื่อตัวเราเองที่เรากำลังบอกว่า เราอยากให้เขาปล่อยตัวชั่วคราวเรา ให้เราได้สู้คดีอย่างเต็มที่ แต่มันก็เพื่อคนทุกคนที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองในตอนนี้ มันไม่มีใครเลยที่สมควรจะโดนกระทำแบบนี้"

"เราขอบคุณ แล้วเราเข้าใจในความห่วงใยของทุกคน ก่อนหน้านี้ เรากลัวว่าทุกคนจะลืมว่าเราอยู่ในนี้ จนถึงวันนี้เราอยู่ในเรือนจำมาเกือบ 40 วันแล้ว เรากลัวคนลืมว่าเรากำลังประท้วงด้วยการอดอาหารอยู่ แต่พอมีแคมเปญนี้เกิดขึ้นเราดีใจนะ ดีใจมากที่ทุกคนไม่ลืมกัน แต่เราอยากจะขอร้องทุกคนว่า ตอนนี้สิ่งที่ทางเราและทุกคนที่เห็นข้อความนี้ต้องทำ คือ การบอกกับคนทั้งโลกว่า พวกเราถูกกักขังอยู่ในนี้ เพราะว่าอะไร และเรียกร้องให้ปล่อยตัวเราออกไป"

"ทุกคนจำได้ไหมเมื่อปลายปีที่แล้วที่เกิดการชุมนุมขึ้นมากมาย เกิดกระแสขึ้นมากมาย ข่าวการชุมนุมในประเทศไทยดังไปถึงต่างประเทศทั่วโลก โดยความช่วยเหลือของพวกเราทุกคนนี่แหละ ที่ทำให้ตอนนั้นเราสามารถพูดถึงการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ได้อย่างเปิดเผย มันเป็นเพราะทุกคนจริงๆ ตอนนั้นเราถึงกล้าออกมาพูด และเรายังคงพูดอยู่ เพราะมีทุกคนสนับสนุนเรื่องนี้ไปด้วยกัน ตอนนั้นเรารู้สึกขอบคุณทุกคนจริงๆ"


"และในตอนนี้เราก็ต้องการการสนับสนุนจากทุกคนอย่างเต็มที่เหมือนตอนนั้นอีกครั้งหนึ่ง เราไม่รู้ว่ามันมากเกินไปไหม แต่ขอได้ไหม ทำให้พวกเราได้ออกไปที บอกทุกคนในประเทศนี้ บอกทุกคนในโลกที ว่าตอนนี้เรากำลังถูกทารุณด้วยกระบวนการอยุติธรรม ทำให้มันเป็นแคมเปญใหญ่ขึ้นมาอีกครั้งได้ไหม ถ้าหลังจากข้อความนี้จบลงแล้ว มันไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราคิดว่าเราคงได้อยู่ในนี้ตลอดไป เราเชื่อในพลังของคนข้างนอก"

5. สรุป 7 วันอันตรายสงกรานต์ ยอดผู้บาดเจ็บ 2,357 ราย ดับ 277 ศพ นครศรีธรรมราชเกิดอุบัติเหตุมากสุด!



วันนี้ (17 เม.ย.) ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2564 (ศปภ.) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนตลอดทั้งปี เผยว่า อุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 7 วันของการรณรงค์ช่วงสงกรานต์ (10–16 เม.ย. 64) เกิดอุบัติเหตุรวม 2,365 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 277 ราย ผู้บาดเจ็บรวม 2,357 คน จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดได้แก่ นครศรีธรรมราช (106 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ นครศรีธรรมราช (109 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ปทุมธานี (10 ราย)

สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ 32.01 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 28.29 ตัดหน้ากระชั้นชิด ร้อยละ 18.27 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 86.017 รถปิกอัพ ร้อยละ 6.17 รถยนต์ ร้อยละ 2.76 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 60.38 ทางโค้ง ร้อยละ 16.70 ทางแยก ร้อยละ 7.44 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01–20.00 น. ร้อยละ 28.84 ช่วงเวลา 12.01-16.00 น. ร้อยละ 20.00 ช่วงเวลา 20.01-24.00 น. ร้อยละ 14.88

ทั้งนี้ ได้มีการจัดตั้งจุดตรวจหลัก 1,908 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 59,389 คน เรียกตรวจยานพาหนะ 316,725 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดี รวม 65,549 ราย มีความผิดฐานไม่มีใบขับขี่ 15,631 ราย ไม่สวมหมวกนิรภัย 15,201 ราย

ด้านนายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน เผยว่า จากข้อมูลสถิติอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2564 พบว่า สาเหตุหลักของอุบัติเหตุทางถนน ยังคงเกิดจากดื่มแล้วขับและขับรถเร็ว ขณะที่รถจักรยานยนต์ เป็นยานพาหนะที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนสูงสุด ซึ่งศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนได้ประสานจังหวัดบูรณาการสร้างความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

พร้อมกันนี้ได้กำชับจังหวัดตรวจสอบข้อมูลสถิติอุบัติเหตุทางถนน และข้อมูลบูรณาการผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 3 ฐานในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2564 ให้มีความถูกต้องบนฐานข้อมูลเดียวกัน เพื่อนำมาวิเคราะห์และถอดบทเรียนการดำเนินงานลดอุบัติเหตุทางถนนในเชิงลึก รวมถึงค้นหาปัญหาอุปสรรคและปัจจัยความสำเร็จ เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนต่อไป


กำลังโหลดความคิดเห็น...