xs
xsm
sm
md
lg

ชีวิต “เจ้านาย” หลัง ๒๔๗๕! ถูกนินทาว่าร้ายจากคนประเภทรู้จักอีนากพระโขนงมากกว่าพระพุทธยอดฟ้า!!

เผยแพร่:   โดย: โรม บุนนาค


กรมพระยาดำรงฯเมื่อครั้งตรวจราชการมณฑลอีสาน
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ.๒๔๗๕ พระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ต้องทรงเผชิญชะตากรรมวิบากจากคนที่ไม่เคยรู้เรื่องรู้ราวอะไร ประเภทรู้จัก “อีนากพระโขนง” มากกว่า “พระพุทธยอดฟ้า” หรือ “ขรัวโต” และคิดเอาเองตามปัญญาอคติของตน ซึ่ง ม.จ.หญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ได้ทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือ “ชีวิตและงานของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ” ในตอน “คติธรรมในเวลามีทุกข์” ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทั่วไปไม่เคยรู้ เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ จึงขอนำมาแชร์ให้อ่านกัน ตามที่ท่านนิพนธ์ไว้ว่า

“มนุษย์ที่เกิดมาในโลกนี้ ไม่มีผู้ใดจะหนีทุกข์สุขพ้นได้ ฉันใดก็ดี เสด็จพ่อผู้ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยเห็นบาปของพระองค์ท่านเลย ก็ยังต้องทรงอยู่ในอำนาจโลกธรรมคือหนีไม่พ้น ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงคิดว่าเป็นเรื่องที่น่ารู้ว่าท่านทรงได้รับทุกข์อย่างไร เพื่อผู้ที่จะต้องประสบทุกข์บ้างบางเวลาจะได้ดูเป็นเยี่ยงอย่าง ไม่ได้มีเจตนาจะเขียนขึ้นเพื่อเจ็บใจหรือคุมแค้นอย่างหนึ่งอย่างใดเลย เนื่องแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ เหตุการณ์ในชีวิตเราก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วยเป็นธรรมดา เมื่อเสด็จพ่อได้ทรงรับการปล่อยออกมาจากที่คุมขังแล้วได้ ๓ วัน ก็ได้รับแจ้งจากทางการให้ไปรับเบี้ยบำนาญ ซึ่งถูกตัดลงทันทีจาก ๓,๖๐๐ เป็น ๑,๕๐๐ บาท เราทุกคนต่างลืมตาโตไม่รู้จะทำอย่างไร มีเสด็จพ่อพระองค์เดียวที่ท่านสั่งได้ทันทีว่า

“ตัดภายในลงให้มากจนพอกับเงิน”

เราก็เอาหัวชนกันคิดตัดทอนเสียแทบตาย เพราะเสด็จพ่อทรงมีเงินเดือนและเงินปีที่พระราชทานในฐานะเป็นพระราชวงศ์ผู้ใหญ่และได้ทำการงานมามาก ปีละ ๑๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นจริงๆ ถ้าจะพูดกันให้รู้เรื่อง จะต้องอธิบายถึงเรื่องการมั่งมีของเจ้านายให้รู้ความจริงเสียก่อน

เจ้านายที่เรียกกันว่ามั่งมีนั้นคือ พระองค์ที่ได้รับมรดกทดทอดกันมาจากพระองค์หญิงที่ไม่ได้ทรงสมรส และการที่มีผู้หญิงไม่สมรสนั้นก็ไม่มีกฎหมายบังคับฉบับหนึ่งฉบับใด เป็นแต่เพียงไม่ใช่พระราชนิยมของพระผู้ทรงเป็นหัวหน้าของตระกูลนั้น เพราะเข็ดเรื่องสืบสันตติวงศ์ เช่นเรื่องเจ้าฟ้าเหม็น เป็นต้น

คราวนี้ในพระมารดาใดที่มีพระองค์หญิงมาก มรดกก็ตกลงมามากตามจำนวนพระองค์ที่อยู่ข้างหลัง ก็เรียว่ามั่งมี บางพระองค์ท่านรับจำนำหลุดเกิดเป็นผลประโยชน์มากขึ้นเพราะเวลาก็มี แต่รัฐบาลมิได้เคยเลี้ยงดูเจ้าเช่นในประเทศพม่าเลย นอกจากถวายแต่พระเจ้าแผ่นดิน พระมเหสี และเจ้าฟ้า ๒-๓ พระองค์เท่านั้น ส่วนเสด็จพ่อนั้นทรงเป็นลูกองค์เดียงของคุณย่า ไม่มีมรดกอันใดตกทอด นอกจากวังเก่าที่สามยอด ซึ่งเป็นบ้านคุณชวดบิดาคุณย่าถวายเป็นมรดก และวังหลานหลวงนี้คุณย่ารับจำนองหลุดตั้งแต่ยังเป็นสนามควาย และพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงพระราชทานที่ล้อมรอบเป็นรางวัลที่ได้จัดมณฑลสำเร็จ เสด็จพ่อจึงสั่งพวกเราไว้ว่าอย่าขายใคร ให้เก็บไว้ดูเป็นตัวอย่างว่าพ่อได้มาเพราะเหงื่อ ส่วนตัวตำหนักและเรือนต่างๆนั้น สมเด็จพระพันปีหลวง ร.๖ และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระองค์ละครึ่ง และพวกลูกศิษย์ของเสด็จพ่อช่วยกันทำถวายคนละอย่างสองอย่าง เราจึงแลดูเหมือนคนมั่งมีกับเขาด้วย

เมื่อพูดถึงรายได้แล้ว ก็ต้องพูดถึงรายจ่ายด้วยจึงจะได้ความจริงและยุติธรรม เงินเดือนและรายได้รายปีของเสด็จพ่อไม่ได้อยู่ที่วัง เพราะเสด็จพ่อทรงให้หลวงอนุรักษ์ฯ (จุล) กองบัญชีของกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้เก็บ ตรัสว่าเขาจะได้รู้ว่าเสนาบดีมีอะไรบ้าง ทางกระทรวงส่งมาให้เป็นค่าเสวยและเงินเดือนคนในวัง รวมทั้งค่าเล่าเรียนเด็กๆในวัง เดือนละ ๒,๔๐๐ บาท ค่าเบล็ดเตล็ดรวมทั้งค่าเลี้ยงดูแขก และซื้อของช่วยการงาน และทำบุญเดือนละ ๘๐๐ บาท ในสมัยนั้นไม่มีเบี้ยเลี้ยง เบี้ยรับรอง เบี้ยประชุม และรถประจำตำแหน่ง เวลามีแขกเมืองใหญ่โตมา 

กระทรวงต่างประเทศก็ส่งกระดาษเปล่ามาให้จัดว่าจะทรงรับรองเลี้ยงดูอย่างไรบ้าง ตามธรรมดาก็เลี้ยงส่งเลี้ยงรับ เพียงราชทูตทุกสถานทูตก็มีไม่เว้นแต่ละอาทิตย์ ผลที่ได้คือพวกเราต้องทำงานเก่งกันทุกคน เสด็จพ่อทรงกะงานให้รับผิดชอบกันคนละแผนกเสมอ เมื่อตรัสบอกพระประสงค์แล้ว ท่านจะไม่มารบกวนอีกเลย เป็นแต่ถึงเวลาจวนแขกจะมา ท่านลงมาเดินดูเสีย ๑ รอบ แล้วขึ้นรถไปอื่น จนถึงเวลาจึงกลับมาสรงน้ำแต่งพระองค์ ข้าพเจ้าคิดว่าท่านคงจะให้เวลาเราเต็มที่ ไม่ต้องรื้อถอนใหม่

รถยนต์นั้นมี ๕ คัน รถตราจักร์ ร.๕ พระราชทาน รถเนเปียร์ ร.๖ พระราชทาน รถเล็ก Wandere สมเด็จพระพันปีหลวง ร.๖ พระราชทาน รถราชสีห์ พระเจ้าเชียงใหม่ซื้อฝากไว้ให้ทรงใช้ ถ้าท่านมากรุงเทพฯท่านจึงจะใช้ มีรถเฟียตอีกคันหนึ่งที่ซื้อเองโดยผ่อนส่ง ที่ทรงใช้จริงๆเป็นประจำมีรถตราจักร์คันเดียว นอกนั้นก็เก็บไว้ในโรงโดยมาก ส่วนรถเนเปียร์ลงท้ายก็ถวายคืนไป เพราะทนค่ายางค่าน้ำมันไม่ไหว

แรกๆทรงว่ามหาดไทยใครๆก็พากันว่าคราวนี้รวยตาย เขาว่ากันเพียงภาคเดียวยังรวย นี่รวมหมดทุกทิศต้องรวยแน่ แต่เสด็จพ่อตรัสกับพวกเราว่า

“เธอคงโกรธว่าพ่อทำให้จน แต่พ่อคิดแล้วเงินมันไม่อยู่ ชื่อเสียงมันอยู่ ถ้าพ่อหากิน คนอื่นคือเทศา เจ้าเมือง นายอำเภอ เขาก็ทำได้ งานมันก็เสีย พ่อจึงคิดว่าเอาชื่อเสียงไว้ให้เขากรุณาลูกดีกว่า”

ข้าพเจ้าคิดว่าพระกุศลอันนี้เอง ที่ทำให้ชาวต่างประเทศนับถือ และพวกเราลูกๆก็ยังไม่ถึงต้องคุกเข่าลงขอทานใครกินแม้จะมีกันอยู่หลายคน

เมื่อแรกเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ พวกใส่ความเจ้าโปรปะกันดาของเขากล่าวว่า เจ้านายมีเงินกันเป็นล้านๆ เสด็จพ่อมีถึง ๑๑ ล้านจนกว่าทุกพระองค์ เราได้ร้องขอให้ตั้งศาลชำระ และยอมให้เปิดแบงค์ทั่วโลกดูด้วย ขออย่างเดียวแค่ว่าถ้าพบหนี้ต้องใช้ให้ ถ้าเป็นเงินหรือของแล้วให้ริบไป แต่ก็ไม่มีใครฟัง จึงยังด่ากันเล่นได้สบาย ตามที่จริงแล้ว เสด็จพ่อเพิ่งทรงขายนาใช้หนี้ ๒๐,๐๐๐ บาทเมื่อก่อนสิ้นพระชนม์ได้ ๒ เดือนเท่านั้น

ต่อจากได้รับการปลดปล่อยจากราชการแล้ว หมอแนะนำให้ไปอยู่เสียชายทะเล คือหัวหิน เราเห็นด้วยเพราะกลัวต้องรับฝรั่งโดยไม่มีเงิน จึงไปอยู่หัวหินเลี้ยงไก่เป็ดและพยายามปลูกผักกิน อยู่ได้ ๑ ปี ในหลวงเสด็จยุโรป เสด็จพ่อจึงกราบถวายบังคมลาไว้ว่าจะไปอยู่ปีนัง เพราะต้องการความสงบและจะออกให้พ้นการเมือง ท่านตรัสกับเราว่า

“พ่อยังมีลูกศิษย์และเพื่อนฝูงมากทั่วพระราชอาณาจักร เขาไม่มาหาก็ดูเป็นอกตัญญู แต่ถ้ามาก็จะถูกหาว่าเป็นพวกเจ้า เราให้สุขเขาไม่ได้ก็อย่าให้ทุกข์เขา ไปเสียให้พ้นดีกว่า เราก็สบาย เขาก็สบาย”

เราจึงสู้สละบ้านเมืองไปอยู่ในที่เงียบ แต่ผลที่ได้เริ่มด้วยน้องชายที่กระทรวงมหาดไทยขอไปเป็นนักเรียนของกระทรวง ถูกเรียกกลับจากอังกฤษเพราะเกิดเป็นเจ้า เธอแวะไปเฝ้าเสด็จพ่อที่ปีนัง ท่านตรัสว่า

“เธอต้องเข้าไปรายงานตัวแก่กระทรวง ถ้าเขาเอาไว้ในราชการก็ต้องอยู่ เพราะเกิดมาเป็นเจ้าต้องให้ชีวิตแก่บ้านเมืองก่อน แต่ถ้าบ้านเมืองไม่ต้องการก็อย่าคุกเข่าลงของาน จงไปขุดดินกินหญ้า”

เราอยู่ปีนังต่อไปด้วยความสงบสุข ใช้ชีวิตในการอ่านเขียนและเที่ยวหาความรู้ในที่ต่างๆด้วยเงินปี ซึ่งตัดเมื่อ ร.๗ เศรษฐกิจตกต่ำเป็นปีละ ๖,๐๐๐ บาท แต่วันหนึ่งเรากำลังลงเรือข้ามทะเลจากปีนังมาเมืองไทร เพราะตนกูมะหะหมุดเชิญไปกินกลางวัน ได้พบคุณมังกร สามเสนในเรือข้ามฟาก เธอทูลเสด็จพ่อว่า

“ข้าพระพุทธเจ้าอยากเชิญเสด็จกลับกรุงเทพฯ เพราะมีคนแนะนำสภาว่า ให้ตัดเงินเจ้านายที่ไปอยู่ต่างประเทศ เว้นแต่กรมพระนครสวรรค์เพราะเขาให้ท่านไป ข้าพระพุทธเจ้ารู้ดีว่าฝ่าพระบาทไม่ใช่เจ้านายที่ทรงมั่งมี จึงไม่อยากเห็นทรงลำบากในเวลาทรงพระชราแล้ว”
เวลานั้นพระชันษาเสด็จพ่อ ๗๘ ปี ท่านพระพักตร์แดง ยืดพระองค์ตรงแล้วตรัสว่า

“ขอบใจคุณมาก แต่กรมดำรงซื้อไม่ได้ด้วยเงิน ถ้าจะให้คุกเข่าลงเพื่อเงินแล้วเป็นอันไม่กลับ”

ทรงหันมาตบขาข้าพเจ้าแล้วตรัสถามว่า “อดตายกับพ่อไหมลูก”

ข้าพเข้าทูลตอบว่า “ตกลง”

แล้วก็ทรงปราศัยกับคุณมังกรต่อไปว่า

“ฉันมีมากก็ใช้มาก มีน้อยก็ใช้น้อย อายุถึงปานนี้แล้ว เหตุใดจะเอาวันที่เหลือข้างหน้าอีก ๒-๓ วัน มาลบวันข้างหลังที่ได้ทำมาแล้วเสียเล่า”

ต่อมาไม่ช้าพวกเราทุกคนก็ถูกตัดเงินหมดเลย แม้แต่เบี้ยหวัดที่ในหลวงประทานเพียงปีละ ๖,๐๐๐ บาท เสด็จพ่อคงเหลือแต่เบี้ยบำนาญเดือนละ ๙๖๐ บาทอย่างเดียวจริงๆ เราก็ลงมือปลูกผักปลูกดอกไม้ขายต่อไป และลดค่าใช้จ่ายลงอีกเท่าที่จะอยู่ได้ ถ้าจะเล่าถึงการใช้จ่ายเวลานั้น ก็เห็นจะต้องแต่งเรื่องเศรษฐกิจได้เล่มหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ความจนไม่เอาชนะน้ำใจอันมั่นคงของเราได้ เราทุกคนเป็นสุขใจอย่างประหลาดที่อยู่ได้เช่นนั้น
วันหนึ่งเสด็จพ่อไปพบหนังสือที่ร้านขายหนังสือเล่มหนึ่งราคา ๘ เหรียญ ท่านอยากทรงแต่เห็นว่าแพงเกินกำลัง ก็ยืนเปิดๆทอดพระเนตร แขกผู้ขายเข้าใจ ทูลว่า

“เอาไปก่อนเถอะ จะให้เงินเมื่อไรก็ได้”

ท่านก็เอามา ตรัสบอกหญิงเหลือผู้เก็บเงินว่า “แขกมันเชื่อพ่อ เธอเอาไปใช้ให้มันเสียทีนะ”

เวลานั้นกำลังจะสิ้นเดือน หญิงเหลือก็หัวเสียบ่นออกไปว่า “ดี ไม่กินละข้าว กินหนังสือแทน”

ท่านทำไม่ได้ยิน แล้วเสด็จออกไปจากห้อง สักครู่ใหญ่ๆเสด็จกลับเข้ามาตรัสว่า

“จะเอายังไงกับพ่อ สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร ซึ่งผู้ชายน้อยนักจะรอดพ้นมาได้ พ่อก็ไม่มีเลย มีแต่หนังสือเท่านั้นที่เป็นความสุข จะเอาอย่างไรเล่า”

เรานิ่ง ท่านก็ออกไปเขียนหนังสือต่อ หญิงเหลือลุกขึ้นค้นเงินในลิ้นชักได้อีก ๑๒ เหรียญ ก็เอาออกไปส่งถวาย ว่ายังมีซื้อได้อีกเล่มหนึ่ง ท่านก็ทรงพระสรวลไม่ว่าอะไร ตามธรรมดาไม่ทรงเก็บเงินเอง ขอมีติดกระเป๋าเพียง ๑ เหรียญ เผื่อรถเสียจะได้กลับบ้านได้เท่านั้น

เคราะห์กรรมของเรายังไม่หมด เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ และญี่ปุ่นได้ครองปีนังอยู่กับเรา ๑๐ เดือน วันหนึ่งเขาเรียกให้ส่งหลักทรัพย์สมบัตที่เกี่ยวข้องกับศัตรู เราก็รีบส่งใบรับของที่ฝากไว้กับแบงค์ฮอลันดา ๒-๓ หีบ ขออายัติไว้ว่าเรายังไม่ต้องการ ญี่ปุ่นแทงท้ายในใบรับมาว่า “ริบโดยกองทัพญี่ปุ่น” เรากลับมานอนแผ่ไปหลายวัน นึกถึงตุ้มหู แหวน และเครื่องแต่งตัวของแม่ ทำให้ใจเศร้า ข้าพเจ้าบ่นว่า

“แม่จะนึกว่าอย่างไร เสียแรงอุตส่าห์เก็บไว้มาแต่เล็กแต่น้อย”

ท่านตอบว่า “เอายังไง มันอยู่กับเรามาเป็นนาน นึกว่าปล่อยให้มันไปเที่ยวบ้างก็แล้วกัน”

และมันก็ยังไปเที่ยวอยู่จนบัดนี้

ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๕ เราได้กลับมาบ้านได้ เพราะญี่ปุ่นไปรับมาด้วย เสด็จพ่อประชวรโรคพระหทัยพิการ และหมอดีๆติดคุกหมด เผอิญชายดิษฐ์ฯ ทำงานติดต่อกับญี่ปุ่น Laison Office หน้าที่ราชการ เธอจึงขอให้ไปรับพ่อกลับมา นายทหารญี่ปุ่นคนนั้นคือนายร้อยโทซูดา เข้มงวดกวดขันจนเกือบจะไม่ได้กลับมา ครั้นมาถึงดินแดนไทยเข้าจริง กลับพบตำรวจูธรของเราเอง กวดขันเรายิ่งขึ้นไปอีก ข้าวของถูกค้นกระจุยกระจายที่สะเดา พอถึงทางแยกไปหาดใหญ่ ก็พบรถนายตำรวจเต็มรถจอดคอยอยู่ คนหนึ่งรูปร่างใหญ่ ขาว ตาโตๆ ออกมายืนเท้าเอวตะโกนว่า
“ผู้บังคับบัญชาให้กรมพระยาดำงไปรายงานตัวที่จังหวัดเดี๋ยวนี้”

นายซูดาก็ไม่ไป จะส่งโทรเลขที่หาดใหญ่ก่อน ยุ่งกันอยู่นาน ลงท้ายรถนายตำรวจเขาก็วิ่งนำหน้าไปสงขลา ถึงสงขลาค่ำพอดี เราตรงไปบ้านผู้บังคับการตำรวจตามคำสั่ง แต่ไม่มีใครลงมาพบ นายซูดาไปเจรจากับข้างบ้าน ๒-๓ คำ แล้วก็พาเราลงเรือวลัยกลับกรุงเทพฯ รุ่งเช้าในเรือวลัย เสด็จพ่อทรงเบิกบานที่ได้บรรทมพักในเรือที่คุ้นเคยมาแล้ว แม้จะมีคนคอยสะดกรอยตาม ออกมาเสวยเช้าบนดาดฟ้า และตรัสกับเราว่า

“เสียดายจริงๆที่ตำรวจภูธรซึ่งพ่อตั้งมาเอง ไม่เอาเข้ากรงเมื่อคืนนี้ ถ้าเขาเปิดประตูกรง พ่อจะคลานเข้าไปโดยภาคภูมิใจ เพราะนี่แหละคือรางวัลสูงสุดที่พ่อได้รับ ไม่ใช่ยศไม่ใช่ตรา ดูซี พี่น้องพ่อมีเป็นเจ้าหลายองค์ ทำไมเขาไม่ถูกจับลงโทษ ก็เพราะเขาไม่ได้ทำอะไรให้บ้านเมือง เมื่อบ้านเมืองมีภัย พ่อจะเป็นสุขได้อย่างไรเล่า”

แม้โรคพระหทัยพิการก็ไม่เคยทรงเป็นมาแต่ก่อนเลย เพิ่งจะเป็นเมื่อญี่ปุ่นขึ้นเมืองไทยนี่เอง เสด็จพ่อตรัสว่า

“รางวัลสูงสุดอยู่ที่ค้นความชั่วไม่พบในตัวเราเอง การติการชมเป็นเรื่องของคนอื่น เขารู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง จะยุ่งด้วยทำไม บาปบุญเป็นของเขาเอง”

ครั้นกลับถึงบ้าน ทรงเบิกบานเป็นอันมาก จนวันหนึ่งพายเรือเมื่อน้ำท่วม เข้าไปในวัดพระแก้ว เกิดทอดพระเนตรเห็นนายทหารญี่ปุ่นยืนอยู่ ๒ คน ที่หน้าร้านหยาดฟ้า ท่านหันมาถามข้าพเจ้าว่า

“นั่นใครเอาหมวกญี่ปุ่นมาใส่”

ข้าพเจ้าแกล้งพูดไปเรื่องตึกตรงข้ามเสีย ท่านก็ไม่ฟัง กลับตรัสซ้ำอีกว่า

“พ่อถามว่าใครเอาหมวกญี่ปุ่นมาใส่”

ข้าพเจ้าจำต้องทูลว่า

“ก็ญี่ปุ่นเอง”

เท่านั้นท่านก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่ามีญี่ปุ่นอยู่ในบ้านในเมืองแล้ว ก็เลยฉุนกริ้วคนโน้นคนนี้ไปตลอดทาง แต่วันนั้นมาก็ทรงบ่นว่าอยากตาย ไม่มีอะไรดีจะคอยดู แล้วไม่ค่อยเอาพระทัยใส่แก่การรักษาพระองค์ ไม่มีเตือนว่าต้องทำอะไรเวลาไรอย่างแต่ก่อนๆ ถึงวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๖ ก็บรรทมหลับไม่ตื่นจริงๆ

หมอกอชลิคบอกว่าพระหทัยหยุดเฉยๆ และพระสติปัญญาขนาดคนอายุ ๖๐ แต่พระชันษาท่าน ๘๑ กายกับจิตแก่กว่ากันถึง ๒๐ ปี จึงไม่อ่อนไปตามกัน เสด็จพ่อยังทรงจำอะไรได้แม่นยำไม่หลงเลือนเลยสักอย่างเดียว ทรงเล่าว่า

ในเวลาท่านทรงเป็นนายทหารประจำอยู่ในพระราชวังหลวงนั้น เจ้าพี่เจ้าน้องรุ่นเดียวกันมักมาประทับคุยอยู่ใกล้ๆประตูวัง เห็นคนเข้าเนืองแน่นอยู่เสมอ จึงทรงติดกันว่าจะลองความรู้คนดูสักที แล้วทรงจดชื่อคน ๔ คน ตือ

๑.ท่านขรัวโต (สมเด็จพระพุฒาจารย์)
๒.พระพุทธยอดฟ้า
๓.จำไม่ได้ว่าใคร
๔.อีนากพระโขนง

ให้คนคอยถามทุกคนเข้าออกประตูว่า ใน ๔ คนนี้รู้จักใครบ้าง อีนากพระโขนงชนะ ทำให้คิดว่าอีกสัก ๑๐๐ ปีข้างหน้า ใครจะอยู่ในเมืองไทยในฐานะเช่นไร ส่วนเสด็จพ่อของข้าพเจ้านั้น อย่างน้อยก็คงจะเสด็จอยู่ในพระนามว่า “พระบิดาประวัติศาสตร์” ดอกกระมัง

สัตว์ทั้งหลายเอ๋ย ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้มีเวรกรรมซึ่งกันและกันเลย..สาธุ
กำลังโหลดความคิดเห็น...