xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 22-28 ก.ย.2562

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

1.ศาลนัดชี้ชะตา “โอ๊ค พานทองแท้” 25 พ.ย.นี้ คดีฟอกเงินกู้แบงก์กรุงไทย เจ้าตัวลั่น ไม่หนี!
นายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร
เมื่อวันที่ 26 ก.ย. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้ไต่สวนพยานนัดสุดท้าย คดีฟอกเงินกู้แบงก์กรุงไทย ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค อายุ 40 ปี บุตรชายคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และสมคบคบกันฟอกเงิน กรณีนายพานทองแท้รับโอนเงินเป็นเช็คจำนวน 10 ล้านบาทเข้าบัญชี ซึ่งมีการกล่าวหาว่าเงินนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำจากการทุจริตปล่อยกู้สินเชื่อระหว่างธนาคารกรุงไทยฯ กับเอกชนกลุ่มกฤษดามหานคร ที่มีนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อายุ 80 ปี ผู้บริหารกฤษดามหานคร กับนายรัชฎา กฤษดาธานนท์ อายุ 53 ปี ซึ่งเป็นบุตรชายของนายวิชัย และอดีตคณะผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ตกเป็นจำเลยในคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วให้จำคุกนายวิชัยและนายรัชฎาคนละ 12 ปีร่วมกับพวก โดยในส่วนของนายวิชัย, นายรัชฎา และกลุ่มอดีตกรรมการบริษัทเอกชนในเครือกฤษดามหานครรวม 6 คนนั้น ก็ถูกอัยการยื่นฟ้องความผิดฟอกเงินทุจริตปล่อยกู้ดังกล่าวต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ในชั้นศาล นายพานทองแท้ ให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดีว่าไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง ขณะที่ศาลได้นัดไต่สวนพยาน 3 นัด ในวันที่ 24-26 ก.ย. โดยนัดสุดท้าย นายพานทองแท้ได้ขึ้นเบิกความด้วยตนเองเพียงปากเดียว เกี่ยวกับการวางแผนที่จะดำเนินธุรกิจนำเข้ารถยนต์ซุปเปอร์คาร์ ที่จะมีนายรัชฎา กฤษดาธานนท์ บุตรชายนายวิชัยร่วมด้วย โดยแนวคิดดังกล่าวคิดไว้เพียงว่าการลงทุนน่าจะต้องใช้เงินลงทุนคนละ 20 ล้านบาท เนื่องจากมูลค่ารถซุปเปอร์คาร์ต่อคันจะตกอยู่ที่ 20 ล้านบาทขึ้นไป

จากนั้นได้ให้นายเฉลิม แผลงศร ซึ่งเป็นกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน (CFO) ที่ดูแลเรื่องการเงินทุกบริษัทของตนไปศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจดังกล่าว แม้นายเฉลิมจะไม่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับธุรกิจรถยนต์ซุปเปอร์คาร์ แต่เป็นผู้ที่ตนให้ความไว้วางใจ แต่สุดท้ายธุรกิจนี้ไม่ได้ดำเนินไป เพราะนายเฉลิมแจ้งผลการศึกษาว่ามีความเป็นไปได้ยาก และจะไม่คุ้มเงินลงทุนทางธุรกิจ ส่วนที่นายรัชฎาโอนเงิน 10 ล้านบาทให้ เพื่อจะมาร่วมลงทุนโดยเป็นเช็คชื่อนายวิชัยนั้น ตนไม่ทราบเหตุผล

นอกจากนี้ นายพานทองแท้ยังได้ตอบคำถามศาลเกี่ยวกับธุรกิจของตนและครอบครัว รวมทั้งความใกล้ชิดสนิทสนมกับนายเฉลิม นายรัชฎา และนายวิชัยว่า ในครอบครัวของตนมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเมืองคือ นายทักษิณ บิดา, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อา ซึ่งทั้งสองเคยเป็นนายกรัฐมนตรี และลูกพี่ลูกน้องที่เป็น ส.ส. ส่วนตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง โดยปัจจุปันตนประกอบธุรกิจส่วนตัว ซึ่งมีอยู่ 7 กิจการ อาทิ บริษัท ว๊อยซ์ทีวี, บริษัท ฮาวคัม โดยตนมีรายได้ 1 ล้านบาทต่อเดือน โดย 4 แสนบาท ได้จากธุรกิจว๊อยซ์ทีวี ที่เหลือเป็นเงินปันผลจากหุ้นบริษัทต่างๆ โดยตนจะมีค่าใช้จ่าย 4-5 แสนบาทต่อเดือน ส่วนธุรกิจของครอบครัวปัจจุปันมีประมาณ 7 กิจการ เช่น โรงแรมโรสวูด แบงค์คอก กับสนามกอล์ฟอัลไพน์ ซึ่งบางกิจการตนก็มีหุ้นอยู่ด้วย ส่วนความใกล้ชิดสนิทสนมนายรัชฎานั้น รู้จักกันมาตั้งแต่อายุ 21 ปี และเคยไปหานายรัชฎาที่บ้าน ซึ่งอยู่ในพื้นที่บริเวณเดียวกันกับบ้านของนายวิชัยแต่เป็นคนละหลัง โดยตนไม่เคยไปพบนายวิชัยที่บ้าน

นายพานทองแท้ยังตอบคำถามศาลด้วยว่า ระหว่างถูกดำเนินคดี ได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับ 3 หน่วยงาน โดยเชื่อว่าตนถูกกลั่นแกล้งและเป็นเรื่องทางการเมือง แต่ไม่ทราบเหตุผลที่ชัดเจน โดยมี 2 หน่วยงานที่แจ้งกลับมาว่าจะตรวจสอบให้คือ สำนักงานอัยการสูงสุดและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยนายพานทองแท้ยืนยันด้วยว่า ตนไม่รู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองใดๆ เป็นการส่วนตัวกับพนักงานสอบสวนที่ทำคดีนี้

หลังนายพานทองแท้ เบิกความเสร็จสิ้นแล้ว ศาลเห็นว่าได้ไต่สวนพยานครบถ้วนเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้แล้ว จึงนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ตามกำหนดเดิม คือวันที่ 25 พ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. โดยให้คู่ความทั้งสองฝ่ายยื่นคำแถลงปิดคดีภายใน 30 วันนับจากวันนี้ หากไม่ยื่นภายในกำหนดจะถือว่าไม่ติดใจ

นายพานทองแท้ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางกลับด้วยว่า ไม่ได้เครียดอะไรมาก แต่ตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะถือว่าเป็นการเข้าไต่สวนเป็นครั้งแรก บรรยากาศในห้องพิจารณาไม่เครียด ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ไม่มีอะไรต้องกังวล เพราะพูดทุกอย่างตามความจริง และว่า ตนได้ให้คำตอบกับศาลไปอย่างชัดเจนในทุกข้อซักถาม แต่ไม่ทราบว่าจะชัดพอไหม มีความคาดหวังว่าสิ่งที่พูดกับศาลไป จะทำให้ผลการตัดสินออกไปในทิศทางที่ดี พร้อมเผยว่า หลังขึ้นศาลเสร็จ ตนจะไปทำบุญ เพื่อความเป็นสิริมงคล และจะกลับมาฟังคำตัดสินอีกครั้งในวันที่ 25 พ.ย.นี้ ซึ่งตนจะเดินทางมา

2.เลื่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดี นปช.บุกบ้านป๋าเปรม หลัง 4 แกนนำกลับคำให้การเป็นรับสารภาพ หวังรอดนอนคุก!
นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ / นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ / นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท / นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช.
เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ศาลอาญา ได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีชุมนุมปิดล้อมบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อปี 2550 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายนพรุจหรือนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006, นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน, นายวันชัย นาพุทธา, นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.), นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เป็นจำเลยที่ 1-7

อย่างไรก็ตาม หลังจำเลยเดินทางมาถึงศาล (ยกเว้นจำเลยที่ 2-3 ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ยกฟ้องไปแล้ว) ศาลแจ้งว่า เนื่องจากจำเลยที่ 4-7 คือ นายวีระกานต์, นายณัฐวุฒิ, นายวิภูแถลง และ นพ.เหวง ได้ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิม ที่เคยให้การปฏิเสธและขอต่อสู้คดี และยื่นคำให้การใหม่ เป็นรับสารภาพ ศาลอาญาพิจารณาแล้วให้งดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาไว้ก่อน และเห็นควรให้ส่งคำร้องของจำเลยที่ 4-7 และคำพิพากษาของศาลฎีกาคืนให้ศาลฎีกาพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป

ด้านนายณัฐวุฒิกล่าวว่า คดีนี้ พวกตน จำเลยที่ 4-7 ยกเว้นนายนพรุจ จำเลยที่ 1 ได้ปรึกษาทีมทนายความแล้วเห็นว่า จะกลับคำให้การเป็นรับสารภาพในชั้นฎีกา ซึ่งได้ดำเนินการเมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยกราบเรียนศาลว่า ในวันเกิดเหตุ พวกตนเพียงชุมนุมปราศรัยที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ แล้วจะเดินทางกลับตามที่ตกลงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่ง นำมาสู่การบาดเจ็บทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็รู้สึกเสียใจ และว่า ได้แถลงในคำร้องว่า ได้สำนึกกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้ขัดแย้งเป็นการส่วนบุคคลกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นอกจากนี้ท้ายคำร้องยังกราบเรียนว่า เมื่อพวกตนได้เสียใจและสำนึกกับสิ่งที่เกิดขึ้น ก็ขอความเมตตาจากศาลได้พิจารณาลงโทษสถานเบา หากโทษนั้นยังคงเป็นการตัดสินจำคุกอยู่ ขอให้ศาลโปรดพิจารณารอการลงโทษให้กับจำเลยด้วย

สำหรับคดีนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 ก.ค.2550 แกนนำและแนวร่วม นปช.ได้นำผู้ชุมนุมหลายพันคนเคลื่อนจากสนามหลวงไปบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม เพื่อเรียกร้องกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง ระหว่างชุมนุมมีการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน มีการใช้ก้อนอิฐ ขว้างทุบทำลายทรัพย์สิน ขณะที่มีรายงานว่า นายนพรุจ จำเลยที่ 1 ได้ใช้ไม้เสาธงตีประทุษร้ายร่างกาย ร.ต.อ.ทวีศักดิ์ นามจันทร์เจียม เป็นเหตุให้กระดูกข้อมือแตกเป็นอันตรายสาหัส

ต่อมา ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 16 ก.ย.2558 ให้จำคุกนายนพรุจ จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน ฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่ฯ ส่วนนายวีระกานต์, นายณัฐวุฒิ, นายวิภูแถลง และ นพ.เหว จำเลยที่ 4-7 ให้จำคุกคนละ 4 ปี 4 เดือน ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายฯ และให้ยกฟ้องนายวีระศักดิ์ และนายวันชัย จำเลยที่ 2-3

ต่อมา ศาลอุทธรณ์พิพากษาเมื่อวันที่ 10 ม.ค.2560 ให้จำคุกจำเลยคนละ 2 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2-3

3.ศาลพิพากษาประหารชีวิต “นวัธ” ส.ส.เพื่อไทย คดีจ้างตำรวจฆ่าปลัด อบจ.ขอนแก่น ศาลไม่ให้ประกัน ส่อพ้นสภาพ ส.ส.!
(บน) นายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 พรรคเพื่อไทย (ล่าง) เหตุการณ์วันเกิดเหตุ
เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ศาลจังหวัดขอนแก่นได้อ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการ จ.ขอนแก่น และนางลำดวน โคตรทุม โจทก์ร่วม ยื่นฟ้องนายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 พรรคเพื่อไทย เป็นจำเลย ข้อหาจ้างวานฆ่านายสุชาติ โคตรทุม อดีตปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ขอนแก่น เสียชีวิตหน้าบ้านพัก ใน อ.เมือง จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2556

ทั้งนี้ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้จ้างวาน ด.ต.วีระศักดิ์ ชำนาญพล และ พ.ต.ท.สมจิต แก้วพรม กับพวกให้ฆ่านายสุชาติ โคตรทุม ซึ่งศาลพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ก่อนวันเกิดเหตุ ด.ต.วีระศักดิ์และ พ.ต.ท.สมจิตกับพวกได้ร่วมกันวางแผนฆ่านายสุชาติ กระทั่งวันที่ 3 พ.ค.2556 พ.ต.ท.สมจิตกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายสุชาติจนถึงแก่ความตาย ซึ่งต่อมาศาลฎีกาพิพากษาว่า ด.ต.วีระศักดิ์และ พ.ต.ท.สมจิตกับพวก มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษจำคุก ด.ต.วีระศักดิ์กับพวกตลอดชีวิต และประหารชีวิต พ.ต.ท.สมจิต

คดีนี้ ศาลเห็นว่า พยานหลักฐานรับฟังได้ว่า มูลเหตุในการฆ่านายสุชาติมาจากเรื่องชู้สาวที่นายสุชาติมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับภรรยานายนวัธ จำเลย ส่วนปัญหาว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลเห็นว่า คดีนี้ โจทก์และโจทก์ร่วมมีบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของ ด.ต.วีระศักดิ์ยืนยันว่า ก่อนวันเกิดเหตุ ด.ต.วีระศักดิ์ขับรถยนต์พา พ.ต.ท.สมจิตไปพบนายประพันธ์ ศรีวิลัย แล้วเดินทางไปบ้านนายนวัธ โดย พ.ต.ท.สมจิตและนายประพันธ์ เข้าไปในบ้านนายนวัธเป็นเวลานาน หลังจากนั้น ด.ต.วีระศักดิ์พา พ.ต.ท.สมจิตและนายประพันธ์ผ่านบ้านนายสุชาติ ผู้ตาย แล้วขับกลับมาส่งนายประพันธ์ที่หน้าบ้านนายนวัธ จำเลย

ต่อมา วันเกิดเหตุ ด.ต.วีระศักดิ์ขับรถยนต์ไปเฝ้าดูความเคลื่อนไหวบริเวณหน้าบ้านนายสุชาติ ส่วน พ.ต.ท.สมจิต นายประพันธ์ และนายบุญช่วย จูงกลาง อยู่ที่รถยนต์อีกคัน ซุ่มดูเหตุการณ์ เมื่อนายสุชาติถอยรถยนต์ออกจากบ้าน ด.ต.วีระศักดิ์โทรศัพท์แจ้ง พ.ต.ท.สมจิต นายบุญช่วย ให้ขับรถยนต์ขวางหน้ารถนายสุชาติ เมื่อนายสุชาติลงมาจากรถ พ.ต.ท.สมจิตและนายประพันธ์ได้ลงจากรถยนต์ แล้วใช้อาวุธปืนยิงหลายนัด จนนายสุชาติถึงแก่ความตายทันทีในที่เกิดเหตุ

ศาลเห็นว่า คำให้การของ ด.ต.วีระศักดิ์ น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่พนักงานสอบสวนจะปั้นแต่งเพื่อเอาผิดนายนวัธ จำเลย ได้ และเป็นการให้การหลังเกิดเหตุไม่นาน ด.ต.วีระศักดิ์ย่อมไม่มีเวลาที่จะคิดไตร่ตรองเพื่อปรักปรำหรือช่วยเหลือฝ่ายใด

นอกจากนี้ยังปรากฏว่า ช่วงก่อนวันเกิดเหตุ วันเกิดเหตุทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุ พ.ต.ท.สมจิตและนายนวัธได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกันจริง พยานพฤติกรรมเหตุแวดล้อมของโจทก์และโจทก์ร่วมสอดคล้องเชื่อมโยงกัน รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า นายนวัธเป็นผู้ใช้ผู้อื่นฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจริง จึงพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 84 ลงโทษประหารชีวิต และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 3 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 3 พ.ค.2556 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

หลังฟังคำพิพากษา ทีมทนายความได้ยื่นขอประกันตัวนายนวัธ เป็นหลักทรัพย์มูลค่า 8 ล้านบาท แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว และมีคำสั่งให้ส่งตัวไปคุมขังที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษทันที

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายนวัธ หลังถูกศาลพิพากษาให้ประหารชีวิต และไม่ให้ประกันตัว ต้องพ้นสภาพ ส.ส.หรือไม่ว่า เรื่องนี้ตรงไปตรงมาตามรัฐธรรมนูญ เมื่อมีคำพิพากษาว่ามีความผิดอาญา แม้จะรอการลงโทษ ก็ไม่ได้ และไม่จำเป็นต้องให้คำพิพากษาถึงที่สุด

สอดคล้องกับที่นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่กล่าวถึงสถานภาพ ส.ส.ของนายนวัธว่า ตามหลักกฎหมาย เมื่อนายนวัธต้องเข้าไปอยู่ในห้องขัง ทำให้สถานภาพความเป็น ส.ส.ของนายนวัธสิ้นสุดลงทันที เนื่องจากเข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 ประกอบมาตรา 98 (6) ต้องคำพิพากษาให้จำคุก และถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล

4.เอกสารหลุด “ธนาธร” จ้างล็อบบี้ยิสต์สหรัฐฯ ด้านเจ้าตัวยอมรับ แต่อ้าง ไม่เกี่ยวผู้ประท้วง “บิ๊กตู่” ที่นิวยอร์ก!
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่
เมื่อวันที่ 26 ก.ย. ได้มีกลุ่มผู้ประท้วงซึ่งใช้ชื่อว่า Thai Democracy Now ประมาณ 25-30 คน ใส่เสื้อหลากสีลายธงชาติไทย พร้อมมีชื่อกลุ่มสกรีนที่เสื้อ ไปถือป้ายประท้วงเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งที่เป็นธรรมและยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่ด้านข้างโรงแรมพลาซ่า แอทธินี ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นโรงแรมที่พักของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะผู้แทนไทย ระหว่างเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 74

ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้ประท้วงกลุ่มนี้ไม่ใช่คนไทยและพูดไทยไม่ได้ แถมไม่รู้จักประเทศไทยด้วย โดยผู้สื่อข่าวได้เข้าไปพูดคุยสอบถาม จึงทราบว่า ผู้ประท้วงดังกล่าวมาจากประเทศเม็กซิโก และ เปรู มาเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย แต่เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า รู้จักประเทศไทยหรือไม่ กลุ่มดังกล่าวบอกว่าไม่รู้จัก

ต่อมา ได้มีเอกสารสำคัญหลุดออกมาเกี่ยวกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ว่าจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ของสหรัฐฯ ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า การประท้วง พล.อ.ประยุทธ์ ที่สหรัฐฯ ดังกล่าว เกี่ยวข้องกับการว่าจ้างล็อบบี้ยิสต์ของนายธนาธรหรือไม่

โดยเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่ต้องเปิดเผยตามกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนตัวแทนต่างประเทศของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ปี 1938 ระบุชื่อ บริษัท แอพโก เวิลด์ไวด์ ซึ่งเป็นบริษัทประชาสัมพันธ์ ที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดการปัญหาด้านการเมืองที่อ่อนไหวและการจัดการวิกฤตต่างๆ สำนักงานตั้งอยู่ที่ เพนซิลวาเนีย อเวนิว กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ซึ่งพบว่า ผู้ว่าจ้างชาวต่างชาติ คือ Thanathorn Juangroongruangkit (ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ) ระบุสถานะว่า เป็นบุคคลสัญชาติไทย เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเป็นหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และกากบาท “NO” ในข้อ b เพื่อยืนยันว่า ไม่ได้อยู่ภายใต้การจัดการ เป็นเจ้าของ สั่งการ ควบคุม ระดมทุน และอุดหนุนทางการเงินโดยรัฐบาลต่างชาติ พรรคการเมืองต่างชาติ หรือคนต่างชาติ

ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าวยังมีข้อความอธิบายกิจกรรมที่ผู้รับจ้างต้องการมีส่วนร่วมหรือเสนอให้เข้าร่วมในนามของผู้ว่าจ้าง โดยแปลเป็นไทยว่า “ช่วยให้ข้อมูลกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และให้บริการคำปรึกษาทางยุทธศาสตร์และสื่อสารให้กับทางสหรัฐอเมริกา เพื่อเสริมสร้างความระแวดระวังระหว่างสหรัฐฯ ในด้านการเมือง และภาคสังคมในประเทศไทย”

ส่วนระยะเวลาว่าจ้าง เอกสารระบุว่า วันที่ 1 ก.ค. ถึง 31 ธ.ค. 2562 โดยแอพโกจะให้บริการในราคา 1 หมื่นเหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน (คิดเป็นเงินไทย 306,300 บาทต่อเดือน รวม 6 เดือน ประมาณ 1,837,710 บาท) มีการลงนามร่วมกันระหว่าง นายอีวาน เคราส์ ประธานและกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ กับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ด้านนายธนาธรได้ออกมายอมรับการทำสัญญาจ้างบริษัทดังกล่าว โดยบอกว่า ช่วงเดือน ก.ค. ตนได้มีโอกาสไปอเมริกา ไปพบกับองค์กรระหว่างประเทศหลายองค์กร ซึ่งตนไม่มีสำนักงาน ไม่มีคนรู้จัก เลยคิดว่าต้องมีการจ้างที่ปรึกษาเพื่อมาจัดการเรื่องโลจิสติกส์ต่าง ๆ และนัดแนะว่าแต่ละองค์กรมีเบื้องหลังอย่างไร เพื่อให้การเข้าพบมีประสิทธิภาพ จึงจ้างที่ปรึกษามาทำเรื่องนี้ แต่ทำเรื่องเดียวเขาไม่รับ จึงต้องทำสัญญายาว 6 เดือน ตอนนั้นเป็นช่วงที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ว่าตนจะได้เข้าสภาหรือไม่ เลยคิดว่าจ้างไป 6 เดือน หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองก็ใช้ที่ปรึกษานี้ ใช้เสียงของเราออกไปยังต่างประเทศได้

นายธนาธร ยืนยันด้วยว่า "ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการไปประท้วงประยุทธ์ที่หน้าโรงแรม คนละเรื่องโดยสิ้นเชิง เราจ้างคนเพื่อติดต่อประสานงานในการเดินทางไปอเมริกาเท่านั้น การพยายามโยงคนประท้วง ไม่เป็นความจริง พยายามโยงมั่วซั่วไม่มีหลักฐาน”

5.“น้ำอุ่น” นอนคุก ศาลไม่ให้ประกัน เจอ 3 ข้อหา-โทษถึงประหาร ด้านก๊วนปาร์ตี้ถูกรวบ 6 โชคดีได้ประกัน!
(บน) นายรัชเดช วงศ์ทะบุตร หรือน้ำอุ่น พริตตี้บอย ผู้ต้องหา (ล่าง) นายชัยพล พรรณา หรือคิว และนายนที สถิตพงษ์สถาพร ในฐานะผู้จัดงานปาร์ตี้ สาบานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นเป็นใจในสาเหตุการเสียชีวิตของลันลาเบล
ความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตของ น.ส.ธิติมา นรพันธ์พิพัฒน์ หรือลันลาเบล อายุ 25 ปี พริตตี้สาว ที่ปรากฏภาพจากกล้องวงจรปิดว่า ถูกนายรัชเดช วงศ์ทะบุตร หรือน้ำอุ่น พริตตี้บอย อุ้มออกจากบ้านงานปาร์ตี้ที่ลันลาเบลรับงานย่านบางบัวทองในสภาพหมดสติช่วงเย็นวันที่ 16 ก.ย. ขึ้นรถยนต์ไปยังคาซ่าคอนโดฯ ที่พักนายน้ำอุ่น ย่านตลาดพลู ก่อนอุ้มขึ้นลิฟท์ไปยังห้องพัก หลังจากนั้นช่วงดึกประมาณ 01.30 น.ไดเอุ้มลันลาเบลลงลิฟท์มาวางนอนบนโซฟาหน้าล็อบบี้ชั้นล่างของคอนโดฯ เมื่อญาติและเพื่อนลันลาเบลตามหา กลับมาพบว่าเสียชีวิตแล้ว ซึ่งนายน้ำอุ่นอ้างว่า ไม่ทราบว่าเสียชีวิต คิดว่าเมาเท่านั้น ขณะที่มีรายงานว่า ผลชันสูตรศพลันลาเบลอย่างไม่เป็นทางการ พบว่า ช่องคลอดฉีกขาดและมีสารคัดหลั่งตกค้างอยู่ภายใน ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตระบุได้เพียงว่า เกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะและมีภาวะหัวใจวายเฉียบพลันนั้น

ปรากฏว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเผยแพร่ภาพมือปริศนาใส่นาฬิกาสีทองลูบหัวของลันลาเบลขณะหมดสติ ซึ่งมีรายงานว่า จากการตรวจสอบพบว่าเป็นนาฬิกาดังกล่าวเป็นของพี่ชายนายชัยพล พรรณา หรือคิว เจ้าของบ้านที่จัดงานปาร์ตี้ที่จ้างลันลาเบลไปวันเกิดเหตุ อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา นายชัยพล และนายนที สถิตพงษ์สถาพร ผู้จัดงานปาร์ตี้ได้ออกมายืนยันว่า ไม่ได้เป็นเจ้าของมือและนาฬิกาดังกล่าว โดยบอกว่า เป็นของนายน้ำอุ่น เนื่องจากนายน้ำอุ่นมาช่วยพยุงตนซึ่งกำลังจะล้ม ทำให้สายนาฬิกาสีทองนั้นขาด นายน้ำอุ่นจึงเปลี่ยนเอานาฬิกาสีดำที่ติดกระเป๋าไว้มาใส่แทนสีทอง นายชัยพล ยังบอกด้วยว่า มือที่ลูบหัวลันลาเบลนั้น ไม่มีเล็บ แต่ตนไว้เล็บมือ เป็นที่น่าสังเกตว่า นายชัยพลและนายนทีได้สาบานต่อศาลพระพรหมของหมู่บ้านด้วยว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นเป็นใจในสาเหตุการเสียชีวิตของลันลาเบลแต่อย่างใด

ขณะที่ น.ส.เฟิร์ส แฟนนายชัยพล ได้ออกมายืนยันเช่นกันว่า ไม่ทราบเกี่ยวกับการเสียชีวิตของลันลาเบล โดยบอกว่า วันเกิดเหตุ ตนกับนายชัยพลเมา และนอนตั้งแต่ 15.00 น. และตื่นอีกทีประมาณ 20.00 น. พร้อมเชื่อว่า กรณีที่ น.ส.เดียร์ พริตตี้สาวแจ้งความว่า ตื่นเช้ามาในบ้าน แล้วอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า และสงสัยว่ามีใครกระทำชำเราหรือไม่นั้น น.ส.เฟิร์ส บอกว่า วันดังกล่าว น.ส.เดียร์ นั่งคู่กับนายนที หรือตี๋ พร้อมเชื่อว่า นายนทีเป็นสุภาพบุรุษ ไม่กระทำชำเรา น.ส.เดียร์แน่นอน

ด้าน พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ ตงเต๊า ผบก.น.8 ได้ออกมาเผยผลชันสูตรศพลันลาเบลเมื่อวันที่ 23 ก.ย.ว่า เบื้องต้นพบว่า สาเหตุการตายเกิดจากพิษสุราในเลือดที่มีปริมาณสูงถึง 400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เศษ และยังไม่พบสารคัดหลั่งของผู้อื่น รวมถึงไม่พบสารเสพติดและร่องรอยการต่อสู้บนร่างกายลันลาเบล ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่า ต้องตรวจสอบเชิงลึกอีกครั้ง

ขณะที่ นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค เผยถึงกรณีที่พบปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของลันลาเบลสูงถึง 418 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ว่า ถ้าปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินระดับ 300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะทำให้หมดสติ และนำไปสู่การเสียชีวิตได้แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละคนด้วย และว่า เมื่อเจอคนเมา ต้องปลุกให้ตื่น แนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ แต่ต้องกันไม่ให้สำลัก และถ้าเริ่มหมดสติ จะต้องดูว่าหายใจหรือไม่ เพื่อจะได้ทำการกู้ชีพให้ถูกวิธี และต้องรีบหาคนช่วยและรีบโทรสายด่วน 1669 ทันที โดยอย่าทิ้งผู้หมดสติไว้ตามลำพัง

ด้าน พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ เผยอีกครั้งเมื่อวันที่ 24 ก.ย.ว่า รายงานของแพทย์ระบุเวลาที่ลันลาเบลเสียชีวิตว่า อยู่ในช่วง 15.00-19.00 น. ซึ่งต้องสอบปากคำพยานแวดล้อม เพื่อระบุห้วงเวลาว่าลันลาเบลเสียชีวิตเมื่อใด ขณะที่มีรายงานว่า นาฬิกาสมาร์ทวอทช์ที่ข้อมือลันลาเบล เก็บข้อมูลอัตราการเต้นของหัวใจช่วงก่อนเสียชีวิต เบื้องต้นพบว่า หัวใจลันลาเบลหยุดเต้นเวลา 17.00 น.

ทั้งนี้ หลังจากตำรวจ สน.บุคคโลใช้เวลาสอบสวนคดีนี้นานกว่า 1 สัปดาห์ ได้ขอศาลออกหมายจับนายรัชเดช หรือน้ำอุ่น ในความผิด 3 ข้อหา คือ 1.หน่วงเหนี่ยว กักขังทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 2.พาไปเพื่อกระทำอนาจาร และ 3.กระทำอนาจาร โดยตำรวจยืนยันว่า โทษข้อหาดังกล่าวไม่ได้เบาอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะสูงถึงขั้นประหารชีวิต

หลังจับกุมนายน้ำอุ่นได้ขณะให้พ่อแม่พาหนีออกจากคอนโดฯ ตำรวจได้แถลงข่าวผลการจับกุม พร้อมเผยว่า นายน้ำอุ่นภาคเสธ โดยรับว่าเป็นบุคคลที่ปรากฏในคลิปวงจรปิดของคอนโดฯ จริง แต่อ้างว่าไม่มีเจตนาจะทำให้ลันลาเบลเสียชีวิต ต่อมา ตำรวจได้นำตัวนายน้ำอุ่นขอศาลฝากขัง พร้อมคัดค้านการประกันตัว ซึ่งศาลอนุญาตให้ฝากขัง และไม่ให้ประกันตัว เนื่องจากคดีนี้มีอัตราโทษสูง หากปล่อยตัว เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุร้ายอื่นๆ ส่งผลให้นายน้ำอุ่นถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษธนบุรี

ต่อมา ตำรวจได้สอบสวนขยายผลเพื่อหาคนผิดเพิ่มเติม ก่อนออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง 6 คน ประกอบด้วย นายชัยพล พรรณา หรือคิว, นายนที สถิตพงษ์สถาพร หรือตี๋, น.ส.พิกุลทอง บุญภา หรือเฟิร์ส แฟนคิว, นายกฤษฎา โลหิตดี หรือทนายโนบิตะ, น.ส.พัทธนันท์ รักษากุล หรือปีใหม่ (พริตตี้) และนายโกเศษ ฤทธิ์นิธิฤทธิ์ หรือปิงปอง ในความผิดข้อหาซ่องโจรและร่วมกันกระทำอนาจารพริตตี้เดียร์ ที่เข้าแจ้งความว่าโดนกระทำอนาจาร ถูกจับแก้ผ้าในงานปาร์ตี้ดังกล่าว

ซึ่งตำรวจสามารถจับกุมทั้ง 6 คนได้แล้ว ก่อนนำตัวไปขอศาลจังหวัดนนทบุรีฝากขังเมื่อวันที่ 27 ก.ย. จากนั้น ญาติได้ยื่นขอประกันตัวทั้ง 6 คน โดยยื่นหลักทรัพย์คนละ 1.8 แสนบาท ซึ่งศาลอนุญาติให้ปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและไม่มีพฤติการณ์ที่จะหลบหนี

ล่าสุด (28 ก.ย.) พ.ต.อ.ศิริภพ อนุศิริ ผกก.สภ.บางบัวทอง เผยความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตของลันลาเบลว่า วันที่ 30 ก.ย.นี้ จะได้ผลจากนิติเวช โรงพยาบาลจุฬาฯ มาเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นผลชันสูตรทางแพทย์ขั้นสูง ทั้งผลตรวจเลือด ผลตรวจปัสสาวะ และผลตรวจสารคัดหลั่ง จะทำให้ตอบคำถามของสังคมได้อย่างแน่นอน รวมถึงที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ถึงร่องรอยบาดแผลฉีกขาดของอวัยวะเพศ ซึ่งขณะนี้ได้ความเห็นจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้วว่า บาดแผลดังกล่าวเป็นไปได้ว่า จะเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง ก่อนที่ลันลาเบลจะเสียชีวิต
กำลังโหลดความคิดเห็น...