xs
xsm
sm
md
lg

"รสนา"ตอบรับลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ระบุเตรียมเดินสายรับฟังความเห็นกลุ่มต่างๆ เพื่อมาปรับทำนโยบาย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“รสนา”ตอบรับเสียงสนับสนุนลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. เผย กทม. ไม่ใช่แค่ "Smart city" แต่ต้องเป็น "Smart citizen" ระบุสนามผู้ว่ากทม.ไม่ควรเป็นการเมืองของขั้วอำนาจ ปัญหากทม.มากมายอาจเกิดจากความไร้ธรรมาภิบาลในการบริหาร

วันนี้ (17 ก.ย.) น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กรุงเทพมหานคร เปิดใจเปิดแนวคิดว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. รายล่าสุดที่พึ่งประกาศผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวานนี้ (16 ก.ย.) เมื่อเวลา 23.03 น. โดย น.ส.รสนา ให้เหตุผลจะลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ว่า หลังจากมีสื่อมวลชนบางฉบับเผยข่าวออกไปเสียงตอบรับจากประชาชนเข้ามาล้นหลามแล้วยังมีเพื่อนหลายวงการสอบถามเข้ามาว่าถ้าเอาจริงจะได้สนับสนุนเต็มที่ แต่ถ้าเป็นเสียงเขาก็จะไม่แน่ใจในการชักชวนสมาชิกของเขา เลยประกาศเพื่อเป็นการตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องของประชาชนและมิตรสหาย ก็เลยคิดว่าประกาศผ่านเฟซบุ๊กเลยก็ดี

น.ส.รสนา ระบุว่า เสียงที่เชียร์ให้เป็นแนวหนึ่ง คือเสียงที่เห็นเราทำงานมาเป็น ส.ว. มา แล้วเวลาในช่วงที่ผ่านมาเขาก็พึงพอใจในการทำงาน หรือว่าเราจะมีตำแหน่งหรือไม่มีตำแหน่งเราก็ไม่หยุดทำงานในการที่จะต่อสู้เพื่อประชาชน แล้วก็ที่มีการติดต่อส่วนตัวก็สนับสนุนในเรื่องนี้ เพราะว่าเขาอยากให้สมัครจริงๆ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง เลยอยากให้เขามามีส่วนร่วมกับ กทม. เราพูดตลอดว่าอยากเห็นทุกคนมีส่วนร่วม กทม. จึงเป็นพื้นที่ที่จะให้ทุกคนมีส่วนร่วม ในการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่อยู่ไปวันๆ แบบไม่มีปากมีเสียง คนเหล่านี้เลยคิดอยากให้มีการเปลี่ยนแปลง ดิฉันคิดว่าคนกรุงเทพเขาให้ความสนใจในการมีส่วนร่วมมาก เพียงแต่ว่าการเมืองไม่ได้เปิดโอกาสให้เข้ามาเท่า ดิฉันก็อยากที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนในการเปลี่ยนแปลง กทม. เพราะทุกคนอยากที่จะเห็นคุณภาพชีวิตของทุกคนที่ดีขึ้น


น.ส.รสนา กล่าวต่อว่า การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นจากการฟังและการมีส่วนร่วมของคน กทม. ในเครือข่ายของ กทม. เพราะว่าเครือข่ายของ กทม. มันใหญ่มาก แล้วยังมีปัญหาอีกมากมาย แล้วก็ไม่มีผู้ว่าฯ คนไหนที่ลงมาแล้วไม่ฟังเสียงชาวบ้านเลย เพราะการรับฟังความต้องการหรือเสียงของประชาชนเป็นสิ่งที่จำเป็น แล้วก็คนเขามีความรู้สึกว่ามีส่วนร่วมน้อยมาก ไม่เคยถามเลยว่าเราอยากให้ทำอะไร กทม.ก็ได้แต่ทำในสิ่งที่เขาทำ โดยไม่สนใจความต้องการของประชาชนเลย พอเราบอกว่า กทม. จะต้องเปลี่ยนแปลงในการรับเสียงของประชาชนในกทม.ทั้งหมด แล้วมั่นใจว่าประชาชนเขาก็มีความรู้ คนในกทม. นี่ถือว่าเป็นที่ร่วมของสมองสิ่งเหล่านี้ควรที่จะได้รับการนำเข้ามาเพื่อไปสู่แนวทางการแก้ปัญหา ซึ่งถ้าไม่ได้มีแต่แค่การรับฟังแต่ยังดึงคนเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไข เพราะว่ากทม.ก็เหมือนกับบ้านหลังใหญ่ คิดว่าประชาคมทั้งหมดหลายๆ ที่มีแนวคิดในแต่ละด้านเขาก็อยากจะมีส่วนร่วมอยู่แล้ว อย่างมีบางผู้ถึงเรื่องหมาแมวก็บอกคุณรสนาอย่าลืมทำด้วยนะ

น.ส.รสนา กล่าวต่อว่า หลายครั้งที่ผ่านมาในสนามเลือกตั้ง กทม. การหาเสียงแต่ละครั้งเหมือนการขายฝันแต่ทำไม่ได้จริง ตรงนี้จะเข้ามาเปลี่ยนแปลง โดยที่ไม่ใช่แค่ขายฝัน เพราะประกาศตัวอย่างเป็นทางการก็คือการเปิดโอกาสให้คนเข้าเพื่อที่จะนำเสนอ ซึ่งอันนี้ อยากรับฟังทุกเครือข่ายที่อยากมีการแก้ไขปัญหา โดยที่เขาก็มีข้อเสนอกันอยู่แล้วเราต้องมีการหารือแล้วร่วมกันแก้ไขปัญหา แล้วการประกาศตัวของดิฉันถือเป็นโอกาสดีที่จะรับฟังข้อเสนอต่างๆ ของประชาชนอย่างจริงจัง อย่างประเด็นที่มีกรขัดแย้งกัน ยกตัวอย่าง หาบเร่แผงลอย เห็นไหมว่าเราเคยเป็นประเทศที่ขึ้นชื่ออาหารสตีทฟู้ด แต่ตอนนี้เราต้องจัดระเบียบ แต่เราไปเอามากลายเป็นการกำจัดด้วยระเบียบ แต่คนบางกลุ่มอาจจะพอใจที่เห็นว่ามันจะได้สะอาด แต่อีกส่วนเขาอาจจะไม่มีโอกาสในการทำมาหากิน คิดว่าส่วนนี้เลยต้องมีการพูดคุยกัน โดยที่ไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนพอสมควร มันสนุกตรงที่เราจะได้ช่วยกันคิดการทำนโยบายที่นำมาจากประชาชน ที่ไม่ใช่ว่ามาจากนักการเมืองที่ลงมาแล้วฉันจะทำแบบนี้ฉันจะทำแบบนั้น

น.ส.รสนา กล่าวต่อว่า โดยส่วนตัวเอง อยากจะเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ เพราะคิดว่ากรุงเทพเป็นเมืองที่ทันสมัยมากในเรื่องการทำมาหากิน แล้วสิ่งที่ดิฉันสนใจคือการให้โอกาสคนเล็กคนน้อยให้เป็นไปได้มากขึ้น และเราจะทำอย่างไรให้กรุงเทพที่เป็นเมืองท่องเที่ยวให้เป็นบ้านที่น่าอยู่มากขึ้น อย่างน้ำท่วม รถติด แล้วจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร มันจึงต้องลงมาคุยว่ามันเป็นแบบนี้ ว่าจะทำอย่างไร บางเรื่องอาจจะทำได้แค่บรรเทา เพราะทุกอย่างมันไม่ได้อยู่ในมือของ กทม. ที่จะจัดการได้ แต่มันเป็นที่น่าสนใจในการค้นหาว่า ถ้าเราจะแก้ปัญหาหรือบรรเทาปัญหาในแต่ละเรื่องมันมีอะไรบ้าง มันมีช่องทางอะไรใหม่ๆ ที่มันจะเข้ามา อย่างปัญหาขยะที่เป็นภัยคุกครามที่เป็นเรื่องใหญ่มาก จึงต้องมีหนทางที่จะช่วยกันในคิดแก้ปัญหา แล้วก็ฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นคุกครามสุขภาพของคนใน กทม. จะทำอย่างไรเราจะป้องกันเราจะสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ไปได้อย่างไร ตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่เราต้องคุยและคิดร่วมกัน

น.ส.รสนา กล่าวว่า บางครั้งอาจจะมีข้ออ้างว่าอำนาจนี้ไม่ใช่ของผู้ว่าฯ ปัญหานั้นเกินขอบเขตของผู้ว่าฯ สรุปว่า อย่างเรื่องของ กทม. ก็ทำได้แค่ฟุตปาธ ทำได้แค่บางพื้นที่ที่ กทม. จะทำได้ จึงต้องมีการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐต่างๆ เพื่อที่จะหาวิธี อย่างครั้งน้ำท่วมฝั่งธนฯ กทม.ก็มาช่วยฝั่งพระนครก่อน เพราะอย่างไรก็ทำอะไรไม่ได้ อย่างถนนเส้นพระรามสองก็ทิ้งเลย แล้วไปกู้ถนนทางฝั่งสายใต้ ประมาณสามร้อยกิโลเพื่อลงใต้ แต่จริงๆ ถนนพระรามสองเป็นถนนที่สำคัญมากในการใช้ขนส่งสินค้าที่จะลงไปทางภาคใต้ ซึ่งถ้าท่วมถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่รัฐบาลตัดสินใจทิ้งเลย บอกทำอะไรไม่ได้ ซึ่งคิดว่าเราจะอยู่เป็นเหยื่อโดยที่ไม่ทำอะไรเลย

น.ส.รสนา กล่าวอีกว่าเหตุการณ์ตอนนั้น ยังไม่มีความรู้เรื่องน้ำ ก็เลยชวนชาวที่อยู่ฝั่งริมคลองมาคุยกัน เขาก็บอกว่าฝั่งธนฯ เป็นฝั่งที่มีคลองแนวดิ่งเยอะมาก คลองเรานี้ กทม. ไม่ได้ใช้แล้วก็ยังตื้นเขิน แล้วจริงๆ มีเครื่องสูบน้ำเยอะมากแต่น้ำไปไม่ถึงตอนนั้นชาวบ้านก็แนะนำการทำแบบพระราชดำริ เพื่อเป็นการผลักดันน้ำให้เร็วขึ้น แล้วก็ปรากฎว่าตอนนั้นก็ได้ความร่วมมือของชาวบ้านที่มาช่วยทำเครื่องผลักดันน้ำ

น.ส.รสนา กล่าวต่อว่า ฝั่งธนฯ เป็นฝั่งที่มีคลองแนวดิ่งเยอะมาก แต่คลองเหล่านี้ กทม. ไม่ได้ใช้มันก็มีวัชพืชขึ้นทับกันหนาแน่นมีตอหม้อตามแนวสะพานเยอะแยะน้ำท่วม น้ำมาแต่ว่าน้ำไม่ลงไปในคลอง แล้วปลายทางจริงๆ มีเครื่องสูบน้ำออกทะเลแต่น้ำไปไม่ถึง ตอนนั้นชาวบ้านแนะนำทำแนวแบบพระราชดำริผลักดันน้ำให้มันไปให้เร็วขึ้น ถ้าน้ำอยู่กับที่มันจะทำให้ท่วมแต่ถ้าเราทำให้น้ำระบายเร็วก็จะลดตรงนี้ได้ ปรากฏว่าตอนนั้นได้ความร่วมมือจากชาวบ้านทำเครื่องผลักดันน้ำ แต่ในที่สุดเราบอกไม่ไหวหรอกทำขนาดนี้มันนานมีคนบอกว่ากรมชลฯ เขามีเครื่องผลักดันน้ำหลายเครื่องไปขอยืมเขาสิ ตอนนั้นท่านวีระเป็นรัฐมนตรีก็เลยไปประสานงานกับท่านและประสานงานกับหน่วยงานเอกชน,การไฟฟ้าฝ่ายผลิต,หน่วยทหารร่วมถึงกรมอู่ทหารเรือเขามาช่วยกันแบบเต็มที่ทั้งเอาน้ำมันมาให้แล้วเราก็ไปดูกับชาวบ้านเลยว่าจะเอาเครื่องวางตรงจุดไหนวาดตารางออกมาทำผังว่ามีคลองเท่าไหร่ ขุดลอกคลองก็ชวนชาวบ้านมาเก็บขยะ สิ่งเหล่านี้ทำให้น้ำไม่ท่วมพระราม 2 กรมชลฯเขาทำเอกสารว่าจากน้ำที่ไหลแค่วันละประมาณ 3 แสนลูกบาศก์เมตร ปรากฎว่าไหลได้กลายเป็น 3 ล้านลูกบากศ์เมตร ดันน้ำออกไปแล้วมีพื้นที่แก้มลิงที่ในหลวงร.9 ท่านทำเอาไว้ลงไปติดต่อชาวบ้านกับหลายหน่วยงานแล้วมันก็ประสบความสำเร็จ ความสำเร็จเหล่านี้ไม่ใช่คนใดคนหนึ่งแต่เป็นความร่วมมือของทุกคน ดิฉันคิดว่ากทม. มีปัญหาหลายอย่างอาจจะแก้ไม่ได้หมดแต่บรรเทาได้

น.ส.รสนา กล่าวต่อว่า คนมองว่ามีจุดเด่นเป็นนักตรวจสอบทุจริต,ธรรมาพิบาลหรือแม้กระทั่งนักผลักดันนโยบายสำคัญ ก็มีคำถามว่าจากนักตรวจสอบมาสู่นักบริหารจะปรับตรงนี้อย่างไร เช่น การบริหารเรื่องงบประมาณของกทม.สำคัญมากเพราะว่าอย่างที่บอกถ้ากทม. มีงบประมาณ 8.5 หมื่นล้าน ถ้ามันรั่วไหลซัก 10% ก็ 8 พันล้าน ถ้า 20% ก็ 1.6 หมื่นล้าน ถ้ารั่วไหลเกิน 30% มันก็เกิน 2 หมื่นล้าน เงินตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะมาจากภาษีประชาชนมันควรจะต้องถูกใช้อย่างระมัดระวัง การบริหารก็เป็นเรื่องสำคัญเราควรมีทีมคนที่มีความสามารถในแต่ละด้านที่จะเข้ามาช่วยในส่วนนี้แต่ที่สำคัญที่สุดคือทิศทางที่กำลังจะมุ่งไป คิดว่าการตรวจสอบทุจริตคอรัปชันที่ผ่านมาเราตรวจสอบในเรื่องค่าใช้จ่ายที่รั่วไหล การใช้อำนาจในทางมิชอบ ปัญหาจากการตรวจสอบมันทำได้ยาก แต่ถ้าเราบริหารแบบธรรมาพิบาลไม่ให้เงินรั่วไหลสิ่งนี้มันจะเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์เพราะฉะนั้นการตรวจสอบการคอรัปชั่นมันต้องเข้าสู่การบริหารงบประมาณอย่างมีธรรมาพิบาล มันเป็นผลประโยชน์บางทีคุณมีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่คนส่วนใหญ่มักบอกว่า การคอรัปชั่นเป็นวัฒนธรรมทำอะไรไม่ได้คนกทม.เราจะคิดแบบนั้นไหม สมัยที่เป็น ส.ว.มีโอกาสไปเยี่ยมวุฒิสภาของจอร์แดน เขาตื่นเต้นมากที่เจอคณะพวกเราแล้วท่านก็พูดเลยว่าการคอรัปชั่นไม่ใช่วัฒนธรรมมันเป็นหายนะธรรม เพราะฉะนั้นถ้าทุกคนรู้ว่าการคอรัปชั่นเป็นหายนะธรรมเราจะต้องไม่ยอมจำนนท์ เชื่อว่าการบริหารอย่างธรรมาพิบาลและโปร่งใสมันจะเป็นตัวแก้ปัญหาชั้นที่หนึ่ง ปัญหาต่างๆ ที่หมักหมมอยู่ดิฉันเองในฐานะที่เป็นนักตรวจสอบคิดว่ากทม.ต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนตรวจสอบการใช้งบของคุณว่าการใช้งบขอบคุณมันสมเหตุสมผลไหม ยินดีที่จะให้มีการร่วมกันตรวจสอบดิฉันเพื่อที่จะทำให้กทม.โปร่งใสอยู่ในพื้นที่ที่แสงสว่าง เรื่องรถดับเพลิงเป็บ 10 ปี จนถึงบัดนี้ก็ใช้เงินซื้อรถดับเพลิงโดยที่ไม่ได้ใช้ปล่อยให้ผุผังจับคนยังไม่ได้เลยแล้วเรื่องเล็กๆ แม้แต่ซุ้มไฟปีใหม่คอรัปชั่นใช่ไหมส่วนมากผู้ใหญ่ไม่ค่อยโดน โดนระดับเล็กๆ อีกตัวอย่างหนึ่งที่ได้ข่าวมากทม.เบิกเงิน 1.6 พันล้าน ซื้อแกรนเปียโนให้กับ 400 โรงเรียนอ้างว่าเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของการศึกษา ปรากฎว่าเอาไปตั้งคลุมผ้าไว้เฉยๆ เพราะไม่มีครูสอนเขาก็ไม่กล้าใช้เพราะว่าเสียงเพี้ยนจะต้องเอาคนมาปรับสาย 5 พันบาท โรงเรียนกทม.ไม่มีงบคิดว่าเราสมควรไหมใช้งบแบบนี้ ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้ประชาชนมีสามัญสำนึกอยู่แล้ว มันเป็นปัญหาที่คาใจชาวกทม.จำนวนมาก แต่เราจะปรับปรุงสิ่งเหล่านี้และป้องกันไม่ให้เกิดสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร

น.ส.รสนา กล่าวต่อว่า มองทิศทางว่าการที่จะทำให้กทม.เป็นสมาร์ทซิตี้ สมาร์ทซิตี้ไม่ใช่แค่การมีเทคโนโลยีใช้สอยเพื่อเสพ แต่เราใช้แบบทันสมัยแต่ไม่พัฒนาเพราะว่าเรารับเทคโนโลยีทั้งหลายมาเพื่อการเสพเท่านั้น การเป็นสมาร์ทซิตี้ต้องมีการให้ประชาชนมีส่วนร่วมแล้วเทคโนโลยีเข้ามาต้องสามารถให้เรามองเห็นปัญหาทั้งหมดของกทม. ว่าจุดไหนต้องแก้อย่างไร เห็นด้วยนะกับการที่จะให้กทม.เป็นสมาร์ทซิตี้

น.ส.รสนา กล่าวว่า ในแง่ของคู่แข่งก็ต้องยอมรับว่าครั้งนี้ช้างชนช้าง ลองประเมินพละกำลังการเป็นผู้สมัครอิสระมีข้อดีอย่างไร ข้อดีก็คือเราไม่ต้องผูกพันธ์กับภารกิจหรือความต้องการของพรรค เพราะฉะนั้นมันจะเป็นความต้องการของประชาชน คิดว่าทำไมต้องมีการเมืองท้องถิ่นเรามีการเมืองใหญ่อยู่แล้วเรามีผู้แทนอยู่แล้วแต่ผู้แทนเหล่านั้นเรียกว่าผู้แทนทางอ้อมเป็นตัวแทนประชาชนในทางอ้อม แต่เมื่อเรามีการเมืองใหญ่แล้วการมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพราะว่าเขาต้องการออกแบบการเมืองท้องถิ่นเป็นประชาธิปไตยทางตรง ประชาชนจะได้เข้ามามีส่วนร่วมเข้ามาปรึกษาหารือต้องฟังเสียงประชาชนตลอด ถ้ามันมีการวางระบบปัญหาที่มีโครงสร้างจะต้องแก้อะไรบ้างประชาชนจะมีความสุขนะว่าพื้นที่ของเขาจะต้องแก้อะไรบ้าง แล้วเราเป็นผู้อำนวยโอกาส มันอาจจะเข้ามาช่วยกันแก้ได้

น.ส.รสนา กล่าวว่า สนามผู้ว่ากทม. หลายครั้งที่ผ่านมามันเป็นสนามประลองกำลังของขั้วอำนาจของพรรคการเมือง จริงๆ ไม่ควรเป็นการเมืองของคู่อำนาจ ไม่ควรเลย การเมืองท้องถิ่นมันเป็นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่การทำมาหากิน กทม.เป็นเหมือนแม่บ้านที่ดูแลทุกข์สุขของสมาชิกในบ้าน สว่นคุณจะไปเป็นการเมืองระดับชาติที่คุณจะไปโต้แย้งกับเรื่องขั้วอำนาจแต่ชีวิตความเป็นอยู่เราก็ยังลำบาก เพราะฉะนั้นถ้าเราเอาการเมืองใหญ่เป็นขั้วอำนาจปัญหารายวันปัญหารายละเอียดต่างๆ เหล่านี้มันก็จะไม่ได้รับการแก้ไข ดิฉันไม่ได้คิดว่าถ้ามีคนที่มีอำนาจเยอะๆ หรือมีฐานทุนฐานเงินฐานพรรคมีฐานเสียงแล้วเราก็ไม่ควรที่จะเข้ามาสู้ สำหรับดิฉันการทำงานที่ผ่านมาตลอดดิฉันไม่เคยสนใจการแพ้ชนะ ไม่สำคัญแต่สนใจที่ประชาชนเลือกว่าใครจะเข้ามาดูแลตรงจุดนี้ แต่ว่าโอเคคนกทม. อาจจะคิดว่าถ้าใครพรรคไหนเข้ามาเป็นรัฐบาลเขาก็จะเลือกอีกฝ่ายหนึ่งเป็นกทม. ในขณะที่มีคนลงสมัครอิสระในการเมืองไทยสามารถหลุดเข้ามาตรงนี้ ดิฉันคิดว่าตัวดิฉันก็อาจจะเป็นอีกคนหนึ่งที่เช้ามาในลักษณะของอิสระ ส่วนจะได้หรือไม่ได้ก็ขึ้นอยู่กับคนกทม. ต้องการคนแบบไหนที่ต้องการแม่บ้านมาดูแลกทม.

น.ส.รสนา กล่าวว่า คะแนนที่ส่งให้มาเป็น ส.ว.ครั้งนั้น กว่า 7 แสนคะแนน คิดว่ายังอยู่กับเรามากน้อย ตอนนี้ประเมินได้ลำบากเพราะว่าคะแนนเหล่านั้นไม่ได้เป็นคะแนนจัดตั้ง คะแนนเหล่านั้นไม่ได้มาจากฐานเสียงของพรรคการเมืองแต่เป็นการเมืองของประชาชนที่เขาโหวตเราด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม ของเราเป็นเสียงอิสระก็เลยปนะเมินลำบาก

น.ส.รสนา กล่าวว่า ทิ้งท้ายว่า เปิดศักราชใหม่ สมาร์ทซิตี้ต้องคู่กับสมาร์ทซิตี้เซน ถ้ามีโอกาสเข้ามาในสนามนี้ดิฉันอยากจะเปิดให้ภาคประชาสังคมเติบโตเพื่อเป็นระดับชาติ การเมืองท้องถิ่นเป็นการเมืองใหญ่ที่มีการดูแลบ้านทั้งบ้านอย่างอื่น แต่ว่าการเมืองระดับย่อยคือการเมืองที่ดูแลความเป็นอยู่ทำอย่างไรให้ลดความเหลื่อมล้ำแบ่งปันระหว่างคนที่มีมากและมีน้อยอย่างไร เราไม่ได้ละเลยคนทั้งหมดในกทม.

"ก่อนการจะมีการเลือกตั้ง จะเดินสายลงไปกลุ่มต่างๆ เพื่อรับฟังความเห็นของเขาจะฟังทั้ง 2 ฝ่าย แล้วประเมินร่วมกันเอามาประชุมร่วมกันหาจุดที่ยอมรับกันได้ ถ้ายอมรับกันไม่ได้อาจจะต้องหาทางแก้ไขปัญหาทางอื่น คนกทม.มีความสามารถเยอะนะ คนเหล่านี้ควรจะเข้ามาช่วยกัน" น.ส.รสนา กล่าว




กำลังโหลดความคิดเห็น...