xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 8-14 ก.ย.2562

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

1.ศาลฎีกา พิพากษายืนจำคุก 12 แกนนำ นปช. 4 ปี ไม่รอลงอาญา คดีล้มประชุมอาเซียน ออกหมายจับ “อริสมันต์” อ้างป่วย!
นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำ นปช. พร้อมคนเสื้อแดงบุกล้มการประชุมอาเซียนที่พัทยา เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2552
เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ศาลจังหวัดพัทยา จ.ชลบุรี ได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำกลุ่มคนเสื้อแดงบุกล้มการประชุมอาเซียน ที่โรงแรมรอยัลคลิฟ บีช รีสอร์ท เมืองพัทยา เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2552 ในช่วงที่กลุ่ม นปช. มีการชุมนุมใหญ่ปี 2552 ขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งพนักงานอัยการจังหวัดพัทยา เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องจำเลย 15 คน ประกอบด้วย นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง, นายนิสิต สินธุไพร, นายพายัพ ปั้นเกตุ, นายวรชัย เหมะ, นายพิเชฐ สุขจินดาทอง, นายศักดา นพสิทธิ์, พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, นายนพพร นามเชียงใต้, นายสำเริง ประจำเรือ, นายสมญศฆ์ พรมภา, นพ.วัลลภ ยังตรง และนายสิงห์ทอง บัวชุม ,นายธนกฤตหรือวันชนะ ชะเอมน้อย หรือเกิดดี โดยศาลพักคดีจำเลย 2 คน เนื่องจากหลบหนี คือ นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ และ พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์

ทั้งนี้ จำเลยถูกฟ้อง 5 ข้อหา คือ 1.ร่วมกันขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ซึ่งสั่งให้เลิกการมั่วสุม 2.ข้อหาร่วมกันเดินแถวเป็นขบวน และกระทำด้วยประการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร 3.ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชน ด้วยวาจาหรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ และมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่ก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน 4.มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยเป็นหัวหน้า เป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำผิดนั้น และ 5.ร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ โดยขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, 215, 216, 358, 362, 364, 365 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 108, 114, 148

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 5 มี.ค.2558 ให้จำคุกจำเลย 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

ขณะที่ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกแกนนำ นปช. 12 คน คนละ 4 ปี ไม่รอลงอาญา และให้ยกฟ้องนายสมญศฆ์ พรมภา เนื่องจากโจทก์ไม่มีพยานที่เห็นเหตุการณ์ จึงยกประโยชน์ให้จำเลย

เป็นที่น่าสังเกตว่า มีนายศักดา นพสิทธิ์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อชาติ จำเลยที่ 10 เดินทางมาศาลเพียงคนเดียว เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแล้วเสร็จ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงควบคุมตัวนายศักดาไปคุมขังยังเรือนจำ

ด้านนายธำรงค์ หลักแดน ทนายความส่วนตัวของนายอริสมันต์ เผยว่า สาเหตุที่นายอริสมันต์ไม่สามารถเดินทางมารับฟังคำพิพากษาได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างพักรักษาตัวโรคเวียนศีรษะ บ้านหมุน ที่โรงพยาบาลสนามจันทร์ จ.นครปฐม และว่า ขณะนี้อาการยังไม่ดีขึ้น และได้โทรศัพท์แจ้งผลคำพิพากษาไปถึงนายอริสมันต์แล้ว

ทั้งนี้ นายอริสมันต์และ นพ.วัลลภ ยังตรง จำเลย ซึ่งไม่ได้มาฟังคำพิพากษา ได้มอบอำนาจให้ทนายยื่นคำร้องขอให้เลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปก่อน โดยอ้างว่ามีอาการป่วย พร้อมนำใบรับรองแพทย์มาแสดง ด้านศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า อาการป่วยไม่ได้เป็นโรคร้ายแรง จึงไม่อนุญาตให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา และให้ออกหมายจับจำเลยทั้งสอง เพื่อมาฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีนี้อีกครั้งในวันที่ 31 ต.ค.นี้ เวลา 09.00 น. โดยศาลได้ปรับนายประกันของจำเลยทั้งสองด้วย

ส่วนจำเลยอีก 3 คน ประกอบด้วย พ.ต.อ.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.กำแพงเพชร เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ, นายสำเริง ประจำเรือ และนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ซึ่งยังไม่ได้รับหมายเรียกที่ศาลแจ้งวัดนัดฟังคำพิพากษา จึงไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษานั้น ศาลให้ออกหมายเรียกจำเลยทั้งสามมาฟังคำพิพากษาอีกครั้งในวันที่ 31 ต.ค. เวลา 09.00 น. เช่นกัน

ขณะที่จำเลยอีก 7 คน ซึ่งศาลได้ส่งหมายเรียกแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาให้ทราบแล้ว แต่จำเลยไม่มาศาล โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลจึงให้ออกหมายจับจำเลยทั้ง 7 คน เพื่อมาฟังคำพิพากษาต่อไปเช่นกัน พร้อมให้ปรับนายประกันจำเลยทั้ง 7 คน

ด้าน พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เผยว่า หลังศาลมีคำสั่งให้ออกหมายจับแกนนำ นปช.ที่ไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษา ได้สั่งการไปยังด่านตรวจคนเข้าเมือง เพื่อเฝ้าระวังกลุ่มบุคคลที่ถูกออกหมายจับเดินทางออกนอกประเทศแล้ว ล่าสุด พล.ต.ท.สมพงษ์ เผยว่า ได้สั่งขึ้นบัญชีดำแกนนำ นปช.ทั้ง 12 คนห้ามออกนอกประเทศแล้ว

2.ศาล รธน.ตีตกคำร้องปม “บิ๊กตู่” ถวายสัตย์ฯ ชี้ “การถวายสัตย์ฯ” ไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรใด!
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำ ครม.กล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ เมื่อวันที่ 16 ก.ค.2562
เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเอกฉันท์ ไม่รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้วินิจฉัย กรณีที่ส่งคำร้องของนายภาณุพงศ์ ชูรักษ์ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า การที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ใช้บังคับไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 วรรคหนึ่ง และเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียน

เนื่องจากเห็นว่า แม้นายภานุพงศ์จะอ้างว่าถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (1) บัญญัติว่า “การใช้สิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 46 ต้องเป็นการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพอันเกิดจากการกระทำของหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานซึ่งใช้อำนาจรัฐ และต้องมิใช่เป็นกรณีอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (1) การกระทำของรัฐบาล” และมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติว่า “... ถ้าศาลเห็นว่าเป็นกรณีต้องห้ามตามมาตรา 47 ให้ศาลสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา” ซึ่งการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์เป็นการกระทำทางการเมืองของคณะรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญฝ่ายบริหารในความสัมพันธ์เฉพาะกับพระมหากษัตริย์ อันอยู่ในความหมายของการกระทำของรัฐบาลตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา 47 (1) ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่อาจรับคำร้องไว้พิจารณาตามมาตรา 46 วรรคสามได้

ศาลรัฐธรรมนูญ ระบุด้วยว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2562 เวลา 17.45 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต หลังจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณจบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัส เพื่อให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้น้อมนำไปเป็นแนวทางในการบริหารราชการแผ่นดิน

และต่อมาเมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2562 เวลา 09.00 น. นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะรัฐมนตรีได้เข้ารับพระราชดำรัสในโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ซึ่งพระราชทานเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมทั้งทรงลงพระปรมาภิไธย โดยเข้ารับต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ ห้องรับรอง ชั้น ๕ ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ดังกล่าว จึงไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด

นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญยังมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องในประเด็นเดียวกัน จากกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ยื่นขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ครบถ้วน และการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เข้าข่ายเป็นการใช้สิทธิสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

โดยศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า กรณีที่นายเริองไกรกล่าวอ้างว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่กระทำการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 และมาตรา 162 ซึ่งเป็นการกระทำที่เป็นข้อเท็จจริงที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ดำเนินการหรือยุติไปแล้ว ก่อนที่นายเรืองไกรจะยื่นต่อศาลให้วินิจฉัย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อกระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้

3."สนธิ" ยันเข้า-ออกคุกตามกติกา สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ฝาก "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" คุกไม่น่ากลัว ถ้าทำใจได้!

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เปิดใจต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกที่บ้านพระอาทิตย์ หลังจากได้รับพระราชทานอภัยโทษ และปล่อยตัวจากเรือนจำเมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยนอกจากขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้แล้ว ยังยืนยันว่า ช่วงเวลาที่อยู่ในเรือนจำ 2 ปี 11 เดือน 27 วัน อยู่อย่างสงบเรียบร้อย ไม่มีใครรังแก และเป็นนักโทษชั้นเยี่ยม อยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว อยู่ได้เพราะใช้หลักธรรมของพระพุทธเจ้า ที่บอกให้เราอยู่กับปัจจุบัน แล้วเลิกฟุ้งซ่าน

นายสนธิ เผยด้วยว่า ระหว่างอยู่ในเรือนจำ เคยเจอนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอโดยบังเอิญขณะไปโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ซึ่งเมื่อมองย้อนหลังแล้วพบว่า ความใหญ่ความโตเป็นเรื่องสมมติทั้งนั้น

สำหรับการเมืองไทยนั้น นายสนธิ กล่าวว่า ตั้งแต่ตนเป็นหนุ่มมาจนอายุ 72 การเมืองไม่เคยเปลี่ยน แม้ตนไม่ได้ปลื้มที่ทหารยึดอำนาจ แต่อุปมาอุปไมยเหมือนบ้านเรามีลูกสาวแล้วท้องไม่มีพ่อ จะเอามันขึงพืดทุบตีเฆี่ยนมันหรือ เราต้องยอมรับมัน และหวังว่ามันจะเลี้ยงลูกให้ดี ปกครองให้ดี ทำให้เป็นคนดี

“หลายคนถามผมว่า นายกฯ ผิดรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ได้ถวายสัตย์ฯ (ให้ครบ) เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต ผมก็นึกในใจ พวกมึงกินข้าวอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำเหรอ มาทะเลาะกันเรื่องนายกฯ ถวายสัตย์ฯ เรื่องใหญ่ของชาติบ้านเมือง ทำไมไม่มาตั้งใจทำงานกัน ทุกคนบอกนายกฯ ไม่ได้มาตามระบอบประชาธิปไตย ผมบอกว่าระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญบ้านเรา มันเป็นเพียงลมปาก ในความเป็นจริง แม้ในระบอบประชาธิปไตย มันก็มีความเป็นเผด็จการอยู่ เหมือนสมัยก่อนมีเผด็จการรัฐสภา... วันนี้จะดีจะชั่ว พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ แล้ว หวังว่าท่านจะทำงานให้ดี หวังว่าท่านจะเอาประเทศเป็นตัวตั้ง เป็นส่วนรวม และหวังว่าท่านจะไม่เล่นพวกเล่นพ้อง ผมคิดว่าความหวังตรงนี้ต่างหากที่ผมคิดว่าถ้าหวังกันแบบนี้ทุกคน มันก็น่าจะมีอนาคต”

นายสนธิยังกล่าวถึงเรื่องคดีของตนด้วยว่า ยังเหลือคดีแพ่งที่ถูกฟ้องเรียก 500 ล้าน เรื่องสนามบิน พร้อมฝากถึงหลายๆ คนที่หนีคดีว่า การติดคุกไม่น่ากลัว ถ้าทำใจได้ “อย่างน้อยที่สุดถึงผมไม่มีเงินเป็นแสนๆ ล้านๆ เหมือนพวกกระทิงแดง แต่ผมชดใช้กรรมของผมทุกเม็ด ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที ทุกวินาที คุณบอสตอนนี้อยู่ที่ไหน คุณทักษิณอยู่ที่ไหน คุณยิ่งลักษณ์อยู่ที่ไหน อยากจะบอกว่าการติดคุกไม่น่ากลัว ถ้าทำใจได้ อาหารในคุกไม่เลวนัก เพราะฉะนั้นแล้วอย่าไปกังวล”

นายสนธิชี้แจงสาเหตุที่ตนได้รับการปล่อยตัวครั้งนี้ด้วยว่า ไม่ใช่การพักโทษอย่างที่บางคนเข้าใจ แต่เป็นการได้รับพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ พร้อมยืนยัน ตนเข้าและออกจากเรือนจำตามกติกา

"ผมเข้าตามกติกา และก็ออกตามกติกา ไม่ได้มีอะไรพิเศษ เพราะว่ามีผู้ต้องขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขาติดคุกข้อหาปั่นหุ้น แล้วเขาทำธุรกิจทางด้านอินเทอร์เน็ต เขาก็โดนกั๊กด้วย พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ปรากฏว่าพออภัยโทษมา เขาได้ลด 1 ใน 3 เหมือนผม ได้ลด 1 ใน 3 เขาไม่พอใจ เขาบอกไม่เป็นธรรม ก็เลยให้ทนายไปศึกษาข้อกฎหมาย ทนายเขาไปศึกษาเสร็จเรียบร้อยก็ยื่นเรื่องผ่านเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ให้ส่งไปที่ศาล ศาลท่านพิจารณาแล้วท่านก็บอกว่า คำร้องของผู้ร้องฟังขึ้น เขากำลังบอกว่า พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ นั้นมันกั๊ก ด้วยเหตุผลที่ว่าคนที่อยู่ในวงการเงินธนาคาร เครดิตฟองซิเอร์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โน่นนี่นั่น ถึงจะโดนกั๊ก แต่คนที่ทำธุรกิจอาชีพอื่น อย่างเช่น อาชีพสื่อสารฯ อินเทอร์เน็ต ไม่เข้าข่าย ซึ่งเมื่อเขาสั่งให้เปลี่ยนผู้ต้องขังคนนั้นจากมาตรา 8 ซึ่งลด 1 ใน 3 มาเป็นมาตรา 7 ลด 1 ใน 2"

"ผมนั่งเฉยๆ ขนมเปี๊ยะหล่นมาจากฟ้า เดินผ่านตึก มันล้มทับผมมา ผมไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะเมื่อเขาปรับแก้ของนักโทษคนนั้น ผมก็อยู่ในกรณีเดียวกัน เขาก็ปรับแก้ผมจากมาตรา 8 ขึ้นเป็นมาตรา 7 แต่ผมโชคดีและโชคร้าย ผมโชคดีที่ผมอายุเกิน 70 ผมก็ได้อานิสงส์จากมาตรา 6 ที่บอกว่าถ้าใครเกิน 70 ปี ให้ปล่อยเลย ตามพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษคราวที่แล้ว ส่วนโชคร้ายก็คือว่า ตั้ง 70 แก่แล้ว"

เมื่อถามถึงอนาคตเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง นายสนธิกล่าวว่า จะให้ความรู้คนมากกว่า การออกถนนคงไม่ออก คิดว่าหมดยุคของการออกถนนแล้ว องค์ความรู้สำคัญมาก ตนให้องค์ความรู้คนมาตลอดชีวิต ตั้งแต่ปี 2548 ชีวิตผ่านมาจนกระทั่งขมขื่นจนไม่รู้จะพูดอย่างไร 7 เม.ย. 2552 โดนยิง 200 นัด แผลอยู่ที่นี่ หมอทำซีทีสแกนที่โรงพยาบาลตำรวจ บอกว่าท่านยังมีเศษกระสุนเหลืออยู่ 2 ชิ้นในหัว เสร็จเรียบร้อยแล้ว เข้าไปในคุกวันที่ 6 ก.ย. 2559 วันที่ 3 ต.ค.2559 ภรรยาเสียชีวิต 13 ต.ค. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เสด็จสวรรคต ก็ไม่มีโอกาสออกมากราบพระบรมศพ คุณนึกดูละกัน 3 ปีมีแต่ความขมขื่น แต่ก็ผ่านไปได้ เพราะถือปรัชญาว่าอะไรที่เกิดขึ้นในชีวิตเราต้องทำใจว่า “มันก็เป็นของมันอย่างนี้” และจบลงด้วยคำว่า “แล้วมันจะผ่านไป” ให้จำเอาไว้

4.“ธรรมนัส” งัดหลักฐานยันจบ ดร.จาก ม.แคลิฟอร์เนีย ซัด “อีแอบ” จ้องดิสเครดิตเรื่องติดคุก ด้าน “เสรีพิศุทธ์” รับเป็นคนให้สื่อนอกตีแผ่!
(บน) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พรรคพลังประชารัฐ (ล่าง) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย
สถานการณ์การเมืองสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นหนึ่งที่อยู่ในความสนใจ คือกรณีที่หนังสือพิมพ์ซิดนีย์ มอร์นิง เฮรัลด์ ตีพิมพ์รายงานพิเศษเมื่อวันที่ 9 ก.ย. ระบุว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พรรคพลังประชารัฐ เคยถูกจับกุมที่ประเทศออสเตรเลียเมื่อปี 2536 และถูกจำคุก 4 ปี ในคดียาเสพติด

ด้าน ร.อ.ธรรมนัส ได้ชี้แจงเรื่องดังกล่าวหลังประชุม ครม.วันที่ 10 ก.ย.ว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งตนได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนไปหมดแล้ว และว่า ตอนนี้รู้หมดแล้วว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องดังกล่าว แต่ไม่เป็นไร เพราะเป็นเรื่องที่ตนต้องแก้ไขด้วยตนเอง

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวด้วยว่า การต้องโทษจำคุกนั้น เป็นข้อตกลงระหว่างตนกับศาล รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดไม่ได้ แต่ที่สื่อมวลชนออสเตรเลียเอามาเขียนนั้น ตนรู้หมดแล้วว่าโยงใยและมีที่มาที่ไปอย่างไร ตอนนี้รู้โครงข่ายทั้งหมด และได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายเป็นผู้ดำเนินการทั้งทางแพ่งและอาญา “ผมว่าหากข้องใจเปิดหน้ามาชกกันเลยดีกว่า ไม่ต้องเป็นอีแอบแบบนี้ ที่พูดไม่ได้หมายถึงจะท้าชก แต่ให้เอามาพูดกันดีกว่า ไม่ใช่พูดแต่เรื่องอดีต ต่อไปใครพูดเรื่องอดีตของผม ผมจะไม่โต้ตอบ แต่จะดำเนินคดีทุกอย่าง”

เมื่อถามว่า กรณีดังกล่าวจะทำให้ต้องลาออกจาก ครม.หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวย้อนว่า ทำไมต้องลาออก และลูกผู้ชายอย่างตน อยู่บนโลกของความเป็นจริง และเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว ขอให้รอดูว่า ตนจะทำงานรับใช้ประชาชนและแผ่นดินได้หรือไม่

วันต่อมา (11 ก.ย.) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวถึงกรณีที่สื่อออสเตรเลียตีข่าว ร.อ.ธรรมนัส เคยติดคุก 4 ปีคดียาเสพติด โดยยอมรับว่า ตนเป็นคนให้สื่อออสเตรเลียหาข้อมูลมาแล้วส่งไปให้สื่อที่นั่น หากจะด่าก็ให้มาด่าตน แต่จะมาฟ้องคนบริสุทธิ์ได้อย่างไร เพียงให้เขาไปหาข้อมูลให้ปรากฏ ไม่ได้จ่ายเงินให้สื่อออสเตรเลีย

นอกจากเรื่องคดีแล้ว ยังมีเรื่องวุฒิการศึกษาของ ร.อ.ธรรมนัส ที่มีบางฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า มหาวิทยาลัย Calamus International University ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ ร.อ.ธรรมนัส สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก เป็นสถาบันที่ไม่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส ได้หอบเอกสารหลักฐานเปิดแถลงชี้แจงที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 12 ก.ย.ว่า เป็นความเข้าใจผิด เพราะตนจบจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่ที่ประเทศฟิลิปปินส์อย่างที่มีการกล่าวหา ข้อมูลที่มีบางกลุ่มนำมาเปิดเผยเป็นข้อมูลมั่ว และยังเปลี่ยนข้อความในภาพปริญญาบัตรของตนด้วย ซึ่งคนที่ทำแบบนี้ระวังจะถูกมหาวิทยาลัยดังกล่าวฟ้องร้องเอาผิด

ร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่า ได้รับวุฒิการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ยูนิเวอร์ซิตี้ สหรัฐอเมริกา ไม่ใช่ฟิลิปปินส์ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการรัฐแคลิฟอร์เนียได้ให้การรับรองว่า เป็นสถาบันการศึกษาถูกต้องตามกฎหมาย โดยมหาวิทยาลัยดังกล่าวมีมหาวิทยาลัยเครือข่ายอยู่ทั่วโลก ตนไม่ได้เดินทางไปเรียนที่อเมริกา แต่เป็นการเรียนคล้ายกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชและรามคำแหง โดยมีอาจารย์มาสอบและทำวิทยานิพนธ์ ทั้งนี้ ผู้ที่จบจากมหาวิทยาลัยนี้ วิทยานิพนธ์จะต้องได้ลงวารสารฉบับหนึ่งชื่อ “ยูโรเปียน” วิทยานิพนธ์ของใครที่ไม่ได้ลงวารสารฉบับนี้ ถือว่าได้เป็นปริญญาปลอม

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ยังมีการเสนอข่าวในอดีตที่เคยถูกไล่ออกจากราชการ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “เขาเอาหนังสือตัวเดิมมาใช้ตอนที่ผมมียศร้อยโท แล้วก็ได้ใช้ พ.ร.บ.ล้างมลทินไปแล้ว พูดกันไม่รู้กี่รอบแล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าใจกัน บางท่านก็แก่ไม่รู้เรื่อง”

เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ ร.อ.ธรรมนัสจะงัดหลักฐานยืนยันว่า จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย แต่บางฝ่ายบางเพจได้พยายามจับพิรุธของเอกสารหลักฐานต่างๆ ของ ร.อ.ธรรมนัสอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส ได้เตรียมฟ้องร้องดำเนินคดีสื่อนอกและบุคคลที่ทำให้ตนเสียหายกว่า 100 คดี

5.ส.ส.เพื่อไทยทำร้ายกัน! “นวัธ” แค้นถกในสภา พาพวกล็อกคอ-ตบหัว “ยุทธพงศ์” ต่อหน้า หน.พรรค!
(ซ้าย) นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (ขวา) นายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย
เมื่อวันที่ 10 ก.ย. มีรายงานว่า ได้เกิดเหตุการณ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ทำร้ายกัน โดยคู่กรณีคือ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม และนายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่น โดยนายยุทธพงศ์ ซึ่งเป็นฝ่ายถูกทำร้าย เล่าว่า หลังจากประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคในช่วงเช้า และรับประทานอาหารเสร็จ ได้ไปนั่งในห้องนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พร้อมกับนายเกรียง กัลป์ตินันท์ และนายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค

จู่ๆ นายนวัธก็เข้ามาในห้อง แต่เมื่อเห็นหน้าตน ก็เดินออกไป จากนั้นนายนวัธเข้าห้องมาอีกครั้งพร้อมชายแปลกหน้า 2 คน ลักษณะคล้ายมือปืน และเข้ามาล็อกตัวตน ต่อหน้าหัวหน้าพรรคและรองหัวหน้าพรรค ทางหัวหน้าพรรคพยายามเข้ามาห้ามปราม แต่ชายแปลกหน้า 2 คนล็อกตัวตน จากนั้นนายนวัธก็มาตบหัวตนอย่างแรง ทำให้ตนไม่กล้าออกจากห้องหัวหน้าพรรค เพราะไม่รู้ว่ามีคนแปลกหน้ามากี่คน

มีรายงานว่า ระหว่างเกิดเหตุ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และรองหัวหน้าพรรค ได้พยายามเข้าระงับเหตุ จนถูกลูกหลงไปด้วย

นายยุทธพงศ์ กล่าวอีกว่า “การกระทำดังกล่าวถือว่าอุกอาจมาก เมื่อหัวหน้าพรรคขอร้องให้ยุติ ก็ไม่มีความยำเกรง ผมจึงได้โทรศัพท์ไปหาผู้กำกับ สน.มักกะสัน เพราะเกรงว่าหากออกจากพรรคแล้ว จะถูกทำร้าย เพราะนายนวัธเดินป้วนเปี้ยนอยู่ในพรรค ทางผู้กำกับ สน.มักกะสัน จึงส่งร้อยเวรมารับตัวผมไปแจ้งความที่ สน.มักกะสัน เพื่อความปลอดภัย”

มีรายงานว่า เหตุพิพาทระหว่างนายยุทธพงศ์กับนายนวัธครั้งนี้ เกิดตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ทั้ง 2 คนเริ่มถกเถียงกันกลางสภา เพราะมีความเห็นไม่ตรงกันในการประชุมกรรมาธิการพิจารณาเรื่องการต่ออายุสัมปทานทางด่วน

ซึ่งนายยุทธพงศ์ยืนยันหลังถูกทำร้ายว่า เราทำหน้าที่ ส.ส.ไม่มีความขัดแย้ง หรือมีปัญหาส่วนตัวกัน ที่นายนวัธกล่าวหาว่ากรรมาธิการไปรับผลประโยชน์นั้น ตนเคยบอกไปแล้วว่า หากนายนวัธมีหลักฐาน ก็ไปแจ้งความเอาผิดเลย แต่นี่กลับมาใช้อาญาเถื่อน เราเป็น ส.ส.ยังทำแบบนี้ แล้วชาวบ้านจะเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ช่วงเย็นวันเดียวกัน (12 ก.ย.) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย ได้มอบหมายให้นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล แกนนำของพรรค ติดต่อนายนวัธ เพื่อมาชี้แจงความชัดเจนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อผู้สื่อข่าว

ด้านนายนวัธ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไร เมื่อลูกผู้ชายโดนหยามศักดิ์ศรีก็เกิดอารมณ์ ได้ขอโทษผู้ใหญ่ และสมาชิกพรรค รวมถึงฝากขอโทษไปถึงประชาชนถึงสิ่งที่ปรากฏออกไป ไม่ได้มีใครเป็นนักเลง หรือมือปืน ตนมาพร้อมน้องชาย และคนขับรถ และว่า ที่มาที่พรรคเพื่อแจกเสื้อมวย ส่วนที่เข้าไปที่ห้องหัวหน้าพรรค เพราะคำพูดที่ถูกเหยียดหยาม คิดว่าไม่ถูกต้อง ตนจึงอยากเรียกมาคุย มาเคลียร์ข้างๆ ห้องหัวหน้า “หัวหน้าพรรคจึงบอกผมว่าให้ยุติ ผู้ใหญ่ในพรรค ประธานยุทธศาสตร์ ก็สั่งให้ยุติ ผมก็พร้อมที่จะยุติ เพราะไม่ใช่คนเกเร หรือเป็นนักเลงหัวไม้ เป็นเพียงโปรโมเตอร์เอานักมวยขึ้นชกกันเท่านั้นเอง ต่อยคนไม่ค่อยเป็นหรอก”

ผู้สื่อข่าวถามนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล แกนนำของพรรคเพื่อไทยว่า ทางพรรคจะมีมาตรการลงโทษหรือไม่ นายวรวัจน์ กล่าวว่า ไม่มี เพราะเป็นเพียงแค่เรื่องที่ต้องพูดคุยกัน ขณะนี้พูดคุยกันแล้ว ไม่มีประเด็นต่อแล้ว

มีรายงานว่า นายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ยังเป็นผู้ต้องหาคดีจ้างวานฆ่า กรณีคนร้ายยิงนายสุชาติ โคตรทุม อดีตปลัด อบจ.ขอนแก่น เสียชีวิตหน้าบ้านพักในเขตเทศบาลนครขอนแก่น เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2556 ซึ่งเจ้าหน้าที่จับกุมผู้ก่อเหตุได้ 5 ราย โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาประหารชีวิตจำเลย 1 ราย คือ พ.ต.ท.สมจิตร แก้วพรม อดีตรอง ผกก.(ป.) สภ.หนองเรือ ส่วนจำเลยอีก 4 ราย พิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ประกอบด้วย ด.ต.วีระศักดิ์ ชำนาญพล, นายประพันธ์ ศรีพิลัย, นายบุญช่วง จูงกลาง และนายปิยะพงษ์ มีกำบัง คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

ขณะที่แนวทางการสืบสวน ตำรวจพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงนายนวัธ เตาะเจริญสุข ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารอดีตปลัด อบจ.ขอนแก่น ซึ่งอัยการได้ฟ้องต่อศาลในความผิดจ้างวานฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นในวันที่ 24 ก.ย.นี้
กำลังโหลดความคิดเห็น...