xs
xsm
sm
md
lg

“ปานเทพ”ห่วงประกาศ สธ.ปลดล็อก“กัญชง”ตั้งกติกาเข้มกว่าเดิม หวั่นล็อกสเปกให้บางบริษัท

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต
“ปานเทพ”ห่วง ประกาศ สธ.ปลดล็อกกัญชงฉบับใหม่ กำหนดกติกาสาร THC เข้มงวดกว่าเดิม ชาวบ้านคงทำไม่ได้ หวั่นล็อกสเปกให้บริษัทขนาดใหญ่บางบริษัท เชื่อมั่น“อนุทิน”จริงใจ รับฟังข้อห่วงใย กำหนดนโยบายกัญชาเสรีทางการแพทย์ไม่ล็อกสเปกให้กลุ่มทุน

จากกรณีคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดออกประกาศ เรื่อง กำหนดลักษณะกัญชง(hemp) และกระทรวงสาธารณาสุขออกประกาศ เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 โดยให้ยกเลิกชื่อยาเสพติดประเภท 5 ลำดับ 1 คือ “กัญชา” และยาเสพติดประเภท 5 ลำดับ 5 คือ “กัญชง” โดยยกเว้นให้เฉพาะเปลือกแห้ง แกนลำต้นแห้ง เส้นใยแห้งของกัญชาและกัญชง รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากเปลือกแห้ง แกนลำต้นแห้ง เส้นใยแห้ง ซึ่งประกาศทั้ง 2 ฉบับได้เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุด วันนี้(31 ส.ค.) นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กแฟนเพจ ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ในหัวข้อ “ปลดล็อกกัญชง หรือ ล็อกสเปกกัญชงกันแน่ ?” เพื่อแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า

1. รัฐบาลที่แล้ว กฎกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จำหน่าย หรือมีไว้ครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 5 เฉพาะเฮมพ์ ลงนามโดย นายปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประกาศในลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2559 ได้กำหนดสรุปความได้ว่า

“กัญชงที่ปลูกได้ให้มี THC (สารที่ทำให้เมาและออกฤทธิ์ทางจิตประสาท) ไม่เกิน 1% ของน้ำหนักใบและดอกแห้ง และพันธุ์พืชที่มี THC ไม่เกิน 1% ของน้ำหนักแห้ง ซึ่งในเวลานั้นก็ไม่มีใครมาทักท้วงว่ากระทำความผิดเพราะฝ่าฝืนกฎกติกาของคณะกรรมการควบคุมสารเสพติดนานาชาติ (INCB) แต่ประการใด”

2. แต่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข 2 ฉบับที่ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2562 กลับออกกติกาที่ “เข้ม”กว่าเดิมคือ

2.1 ประกาศคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ เรื่อง กำหนดลักษณะกัญชง (Hemp) พ.ศ. 2562 ลงนามโดย นายพิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เอกสารระบุว่า ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 30 สิงหาคม 2562 สรุปความว่า
กัญชงต้องมี THC ไม่เกิน 0.5% ของน้ำหนักใบและดอกแห้ง เข้มกว่ากฎกระทรวงเมื่อปี 2559 จาก 1% เหลือ 0.5%
“เมล็ดพันธุ์รับรอง” ของกัญชงต้องเป็นพันธุ์ที่มี THC ไม่เกิน 0.3% ของน้ำหนักใบและดอกแห้ง และต้องเป็นพันธุ์พืชที่ต้องขึ้นทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืช เข้มกว่ากฎกระทรวงเมื่อปี 2559 จาก 1% เหลือ 0.3%

2.2 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 5 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ตามเอกสารระบุว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขลงนาม โดยเอกสารระบุว่าได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2562 ภายใต้มติคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ สรุปความว่า

ถ้าเป็นสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์สารสกัดกัญชงจะให้มี THC ไม่เกิน 0.2% ของน้ำหนักเหมือนยุโรป (ทั้งๆที่ยังมีอีกหลายประเทศกำหนด THC ไม่เกิน 0.3%)

และถ้าจะเรียกว่า แคนนาบิไดออล (CBD) ซึ่งเป็นสารไม่ออกฤทธิ์ทางจิตประสาท ต้องสกัดให้บริสุทธิ์ถึง 99% โดยให้มี THC ไม่เกิน 0.01%

ล็อกสเปกสูงขนาดนี้ชาวบ้านคงไม่มีปัญญาไปสกัดได้ นอกจากจะมี “บริษัทขนาดใหญ่บางบริษัท” เท่านั้นที่จะทำได้

ส่วนพันธุ์กัญชงก็ต้องตั้งคำถามว่าตอนออกกฎกระทรวงเมื่อปี 2559 นั้นอยู่บนพื้นฐานเมล็ดและการปลูกในสิ่งแวดล้อมของประเทศใด? แล้วการออกสเปกที่เข้มขึ้นกว่าเดิมในวันที่ 30 สิงหาคม 2562 นี้ เป็นประโยชน์ต่อใครกันแน่?

ประกาศกระทรวงทั้ง 2 ฉบับนี้ หากออกมาโดยไม่ได้แก้ไข อาจทำให้กลุ่มทุนบางกลุ่มเท่านั้นได้ประโยชน์
และถ้ามีกลุ่มทุนบางกลุ่มได้ประโยชน์แล้ว ก็อย่าหวังว่าจะไปแก้ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษได้เลย

เพราะจะมีคนบางกลุ่มจะเกิดแรงจูงใจเนื่องจากพอใจในผลประโยชน์ต่อสภาพดังกล่าวนี้ไปล็อบบี้คว่ำกฎหมายที่จะแก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษเข้าสู่การพิจารณาต่อรัฐสภาต่อไปอย่างแน่นอน

หากเป็นเช่นนั้นประชาชนจะครหาหรือเข้าใจผิดไปได้ว่าเป็นจัดฉากเสนอกฎหมายเพื่อให้ไม่ให้ผ่าน เพราะพอใจประกาศกระทรวงลักษณะเช่นนี้

จึงขอแสดงความห่วงใยและไม่เห็นด้วยกับประกาศกระทรวงเช่นนี้ เพราะสิ่งที่ควรทำในเวลาที่ยังไม่ได้แก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ คือ

“อย่าออกกติกาใดๆ ที่เอื้อผลประโยชน์กลุ่มทุนใหญ่ให้มีแรงจูงใจในการล้ม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษที่กำลังจะแก้ไขในวันข้างหน้า” ดังนั้นหากมีประกาศกระทรวงใดหรือกฎกระทรวงใดที่จะนำไปสู่การเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนบางกลุ่ม ควรยกเลิกประกาศหรือกฎนั้นเสีย

แต่สิ่งที่ควรทำอย่างเร่งด่วนคือ
1. ให้แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ และหมอพื้นบ้าน รวมถึงแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งผ่านการฝึกอบรมและสอบผ่านการใช้กัญชาแล้ว อาศัยอำนาจของรัฐกำหนดและอนุญาตให้ปลูกและผลิตแทนรัฐเพื่อใช้ภายในสถานประกอบการทั้งคลินิกและโรงพยาบาลที่ต้องการใช้กัญชา

ไม่ใช่ผูกขาดส่งผลิตภัณฑ์กัญชาให้บุคลากรของรัฐที่อาจไม่เต็มใจ ไม่พร้อม หรือไม่อยากที่จะใช้กัญชาทางการแพทย์ในหน่วยงานของรัฐอย่างเต็มศักยภาพของกัญชา ซึ่งจะส่งผลทำให้ประชาชนก็ต้องใช้กัญชาใต้ดินต่อไปอยู่ดี

2. ตรวจสอบสภาพกัญชงไทย หรือแม้พันธุ์ต่างชาติที่นำมาพัฒนาเป็นสายพันธุ์ไทย โดยจัดให้มีการนิรโทษกรรมหรือให้ผู้ที่มีเมล็ดพันธุ์ที่คนไทยพัฒนาสายพันธุ์ไปมากแล้วในตลาดใต้ดินมาร่วมงานกับรัฐ

เพื่อรับฟังความคิดเห็นแล้วรวบรวมผลลัพธ์ของกัญชงที่มี CBD สูง ด้วยระบบการปลูกกรีนเฮาส์ หรือระบบเปิดภายใต้สภาพแวดล้อมแบบไทย ว่าให้สาร THC เท่าไหร่ เพื่อกำหนดมาตรฐานกัญชงของไทย ไม่ใช่การกำหนดสาร THC เพื่อนำไปสู่การกำหนดพันธุ์พืชและวิธีปลูกตามระบบโรงเรือนปิดแบบยุโรปแต่เพียงอย่างเดียว หรือการสกัดแบบบริสุทธิ์ที่ต้องลงทุนอย่างมหาศาลเกินความจำเป็น ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับประเทศไทยได้

ส่วนตัวแล้วยังเชื่อมั่นในเจตนาดีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขว่ามีความจริงใจและปรารถนาดีต่อประเทศชาติและประชาชน ได้โปรดรับฟังข้อห่วงใยข้างต้น เพื่อนำไปสู่การหาข้อเท็จจริงแล้วกำหนดนโยบายเสรีกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ต่อไป และอย่าให้มีการล็อกสเปกเพื่อผลประโยชน์กลุ่มทุนใดแล้วกีดกันประชาชนในการปลูกและสกัดกัญชง



กำลังโหลดความคิดเห็น...