xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 18-24 ส.ค.2562

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

1.“สิระ” อ่วมถูกสวดยับกร่างใส่ตำรวจภูเก็ต เจ้าตัวขอโทษ แต่ข้องใจถูกขู่ทำร้าย ทำไมตำรวจไม่มาดูแล!
ภาพจากคลิปวิดีโอบันทึกการสนทนาระหว่างนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กับ พ.ต.ท.ประเทือง ผลมานะ รอง ผกก.ปราบปราม สภ.กะรน  จ.ภูเก็ต
สถานการณ์การเมืองสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือ กรณีนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งที่ ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต ซึ่งถูกร้องเรียนว่าไม่น่าจะชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งนายสิระได้เกิดวิวาทะกับตำรวจในพื้นที่ คือ พ.ต.ท.ประเทือง ผลมานะ รอง ผกก.ปราบปราม สภ.กะรน ซึ่งนายสิระข้องใจว่า เหตุใดโครงการดังกล่าวยังก่อสร้างอยู่ ทั้งที่เป็นความผิดซึ่งหน้า ทำไมตำรวจไม่จับ แต่ พ.ต.ท.ประเทืองชี้แจงว่า เป็นอำนาจของเทศบาลในการดำเนินการตามขั้นตอน ตำรวจไม่มีสิทธิจับกุมในทันที นอกจากนี้นายสิระยังถามว่า มี ส.ส.ลงพื้นที่มากถึง 8 คน ทำไมตำรวจไม่มาดูแลความปลอดภัย ซึ่ง พ.ต.ท.ประเทืองแจ้งว่า มีการเตรียมกำลังไว้พร้อมแล้ว แต่นายสิระข้องใจว่า เหตุใดตำรวจจึงมานั่งดื่มกาแฟอยู่ กระทั่งเกิดการโต้เถียงกันไปมา และมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอในโลกออนไลน์ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา

ปรากฏว่า ได้เกิดกระแสโจมตีนายสิระอย่างกว้างขวางว่ากระทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อความเป็น ส.ส.ที่มีพฤติกรรมกร่างใส่ตำรวจ ซึ่งในเวลาต่อมา 19 ส.ค.นายสิระชี้แจงว่า คณะของตนได้เดินทางไปรับเรื่องร้องเรียนในพื้นที่ภูเก็ตที่มีการก่อสร้างคอนโดฯ ก่อนลงพื้นที่ ได้แจ้งเจ้าหน้าที่ สภ.กะรนไว้แล้วว่า จะตั้งเวทีชาวบ้านเพื่อรับฟังความเดือดร้อนก่อนลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการ ทางตำรวจกลับไม่มีแผนดูแลความปลอดภัยให้ ทั้งที่ตนเคยถูกขู่ฆ่ามาแล้วเกี่ยวกับเรื่องนี้ และว่า หลังเข้าตรวจสอบเสร็จ เมื่อกลับมายังจุดก่อสร้างโครงการอีกครั้ง พบว่ามีรถตำรวจจอดอยู่และพบว่า ตำรวจ 6 นายนั่งดื่มกาแฟกับผู้บริหารคอนโดฯ จึงเข้าไปสอบถามตำรวจที่ไม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลความปลอดภัยให้ กลับพบว่าตำรวจไปนั่งทานกาแฟกับผู้บริหารโครงการที่ถูกสั่งระงับการก่อสร้าง ถามว่าผิดไหม หลังจากมีคลิปโต้เถียงออกไปนั้น ก็ไม่ได้ติดใจอะไรนายตำรวจคนดังกล่าว มีการพูดคุยทำความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว

วันเดียวกัน (19 ส.ค.) นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรค พปชร.กล่าวว่า พรรค พปชร.ขอโทษสังคมต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และว่า นายสิระเป็นคนที่มีความตั้งใจและทุ่มเททำงานเพื่อพี่น้องประชาชนในทุกเรื่อง หากได้รับเรื่องร้องเรียนมา เพียงแต่อาจจะใจร้อนเกินไป จึงทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันขึ้นกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ได้มีการทำความเข้าใจกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ทุกอย่างเข้าใจกันดีแล้ว นอกจากนี้ทราบว่า ได้มีการขอโทษรอง ผกก.สภ.กะรน จ.ภูเก็ต แล้ว

นายธนกร กล่าวอีกว่า แม้การแสดงออกของนายสิระอาจไม่เหมาะสม แต่อยากให้มองถึงเจตนาที่นายสิระต้องการจะรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนด้วย ดังนั้นไม่อยากให้ใครนำเรื่องนี้ไปขยายผลจนกลายเป็นประเด็นทางการเมือง

วันต่อมา (20 ส.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงคลิปนายสิระมีปากเสียงกับตำรวจ สภ.กะรนว่า ตักเตือน และได้สั่งการไปแล้ว และว่า การทำงานของตำรวจต้องเห็นใจเขา เพราะงานเขาเยอะ ฉะนั้น ไม่ได้มีกติกาไว้ว่า ถ้า ส.ส.ไป ต้องมีคนดูแล ถ้าอยากให้ดูแล ตัวเองกลัวอันตราย ทำหนังสือขอมา ไม่เข้าใจกันตรงนี้หรือเปล่า และอีกส่วน การที่จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับคนนั้นคนนี้ มันไม่ได้หรอก เพราะต้องมีกระบวนการขั้นตอน ต้องมีการร้องทุกข์กล่าวโทษ คดีขั้นต้นตัดสินว่าอย่างไร จึงจะจับกุกมได้ ไม่ใช่อยู่ดีๆ ไปมองว่าไอ้นี่ผิดแล้วไปจับเลย มันทำได้ไหม ไม่ได้แก้ตัวแทนใคร เพียงแต่ต้องหาทางเจอกันให้ได้ ขอให้ลดบ้าง อย่างนี้อย่าทำเลย ไม่เห็นชอบด้วย

วันเดียวกัน (20 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสิระได้ชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้งว่า ที่ลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เพราะประชาชนได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างคอนโดฯ ดังกล่าว เนื่องจากเดิมบริเวณนั้นเป็นป่า ซึ่งตนถูกขู่ว่า หากเดินทางไป จ.ภูเก็ต จะเป็นศพที่ 3 จึงได้ประสานกับตำรวจ โดยคิดว่าตำรวจมีแผนรับสถานการณ์และการข่าวที่ดี แต่เมื่อไปถึงกลับไม่มีตำรวจสักนาย ต่างจากพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ที่ตำรวจเต็มไปหมด ไม่เป็นไร และหากเกิดความไม่สบายใจ ต้องขอโทษประชาชนทั้งประเทศ ไม่มีเจตนาทำร้ายใคร มีเจตนาเอาแผ่นดินของชาติคืนมาเท่านั้น เมื่อผู้บังคับบัญชาของพรรคขอให้เบาลง ก็จะเบาลง

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 ส.ค. นายสิระได้เข้ายื่นหนังสือขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับตรวจสอบกรณีการสร้างคอนโดฯ ที่ ต.กะรน ที่ตนได้รับร้องเรียนจากชาวบ้าน เพื่อเป็นคดีพิเศษแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่หลายชุดที่ลงไปตรวจสอบไม่สามารถทวงคืนผืนป่าได้ จึงจำเป็นต้องนำเอกสารหลักฐานต่างๆ มาขอให้ดีเอสไอตรวจสอบในประเด็นการออกเอกสารสิทธิ นส.3 ก.ว่ามีที่มาถูกต้องหรือไม่ การขออนุญาตก่อสร้างถูกต้องหรือไม่ มีเจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดเข้าไปมีส่วนร่วมในการออกเอกสารบ้าง และว่า งานนี้ ต้องมีคนติดคุกแน่

นายสิระกล่าวก่อนหน้านี้ด้วยว่า “จากการลงพื้นที่ ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต มีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างคอนโดฯ ดังกล่าว 30 วัน เพื่อรอการตรวจสอบ ดินแปลงดังกล่าว ศาลปกครองชั้นต้นสั่งเพิกถอนเอกสาร นส.3 ก.แล้ว แต่กรมที่ดินได้ยื่นอุทธรณ์คดี หากฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐไม่ยื่นอุทธรณ์ ที่ดิน นส.3 ก.ก็จะกลับคืนสภาพเป็นที่ดินของรัฐ” และว่า กรณีที่ดินภูเก็ตยังมีข้อสงสัยว่า คดีเป็นข้อพิพาทในศาลปกครอง แต่เหตุใดเทศบาลจึงอนุญาตให้ก่อสร้างคอนโดฯ มูลค่า 2 พันล้านบาท หากไม่เข้าไปตรวจสอบ ปล่อยให้การก่อสร้างแล้วเสร็จ กว่าคดีจะถึงที่สุด รัฐอาจตกเป็นผู้เสียหาย ถูกเอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการลงทุนก่อสร้างบนที่ดินที่มีเอกสารสิทธิโดยมิชอบได้

ทั้งนี้ ส.ส.พรรคฝ่ายค้านบางพรรค พยายามจี้ให้สภาตรวจสอบพฤติกรรมของนายสิระที่กระทำต่อตำรวจ สภ.กะรน โดยชี้ว่า การพูดจาก้าวร้าวต่อตำรวจ เป็นการผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 185 รวมถึงฝ่าฝืนจริยธรรมและเข้าข่ายผิดต่อเจ้าพนักงานตามมาตรา 139 จึงอยากให้สภาดำเนินการเรื่องนี้เพื่อให้เป็นบรรทัดฐาน

2.ศาลพิพากษาจำคุก “เปรมชัย” อีก 6 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีครอบครองปืนไรเฟิล เจ้าตัวขอศาลบวชบรรเทาโทษ แต่ไร้ผล!
นายเปรมชัย กรรณสูตร อายุ 65 ปี ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลี่ยนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)
เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ได้นัดฟังคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายเปรมชัย กรรณสูตร อายุ 65 ปี ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลี่ยนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลย ในความผิดฐานมีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนฯ พ.ศ.2490

คดีนี้ โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2561 ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2561 จำเลยกระทำผิดกฎหมายด้วยการมีอาวุธปืนยาวไรเฟิล 3 กระบอก และปืนแก๊บ 1 กระบอกไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตภายในบ้านพักเลขที่ 12/3 ซ.ศูนย์วิจัย 3 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. ซึ่งนายเปรมชัยได้รับการประกันตัวในชั้นพิจารณา 2 แสนบาทโดยไม่มีการกำหนดเงื่อนไขใดๆ

ส่วนในชั้นสอบคำให้การจำเลย เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2561 นายเปรมชัยได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา แต่ในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลเริ่มสืบพยานโจทก์ นายเปรมชัย เปลี่ยนเป็นรับสารภาพ ศาลจึงมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจประวัติครอบครัว การศึกษา การทำงาน และอื่นๆ ของจำเลย และรายงานให้ศาลทราบภายใน 30 วันเพื่อประกอบการพิจารณา

เมื่อถึงกำหนดนัดฟังคำพิพากษา (20 ส.ค.) นายเปรมชัยได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาพร้อมทนายความ และก่อนฟังคำพิพากษา นายเปรมชัยมอบอำนาจให้ทนายความ ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ลงโทษสถานเบา หรือรอลงอาญา โดยระบุว่า 1.จำเลยจะขอบวชที่วัดบวรนิเวศฯ หรือวัดอื่นเป็นเวลา 15 วันเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล 2.จำเลยจะบริจาคเงินส่วนตัว 3 ล้านบาท เพื่อสาธารณประโยชน์ และ 3.จำเลยจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับอาวุธปืนอีกตลอดชีวิต

ขณะที่ศาลแจ้งให้ฝ่ายจำเลยทราบว่า อัยการโจทก์ได้ขอแก้ไขคำฟ้องโดยระบุเพิ่มเติมว่า ในการครอบครองยังมีกระสุนปืนไรเฟิลอีกจำนวน 3 นัด ซึ่งสอบถามฝ่ายจำเลยแล้วก็ได้ตรวจสอบกับรายงานการตรวจพิสูจน์แล้วไม่คัดค้าน โดยจำเลยยังคงยืนยันให้การรับสารภาพ

ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์รายงานสืบเสาะประวัติ ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว แต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 7 , 72 วรรคหนึ่ง ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน แต่เนื่องจากจำเลยยังมีโทษคดีอาญาจำคุกอีก 2 คดี ในศาลจังหวัดทองผาภูมิและศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 พฤติการณ์จึงไม่รอการลงโทษ

หลังมีคำพิพากษา ศาลได้อธิบายให้นายเปรมชัยฟังว่า คำร้องที่นายเปรมชัยยื่นมาที่ระบุจะปฏิบัติ 3 ข้อนั้น หากปฏิบัติได้ก็ขอให้ทำต่อไป ซึ่งเป็นการทำความดี แต่ในส่วนของการรอการลงโทษนั้น เนื่องจากนายเปรมชัยยังมีคดีอาญาที่ศาลพิพากษาจำคุกอยู่ 2 คดี จึงไม่อาจที่จะพิจารณารอการลงโทษได้

หลังศาลพิพากษาจำคุก 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ทนายความของนายเปรมชัยได้ยื่นหลักทรัพย์ 5 แสนบาทเพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดี ด้านศาลพิจารณาแล้ว อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว โดยตีราคาประกัน 2 แสนบาท และไม่ได้กำหนดเงื่อนไขใดๆ

หลังได้ประกันตัว ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายเปรมชัยเกี่ยวกับการยื่นคำร้องต่อศาลที่จะบวชและบริจาคเงินเพื่อสาธารณะ แต่นายเปรมชัยไม่ตอบคำถาม โดยมีสีหน้าเรียบเฉย และขึ้นรถเดินทางกลับทันที

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ ศาลจังหวัดทองผาภูมิได้พิพากษาเมื่อวันที่ 20 มี.ค.2562 จำคุกนายเปรมชัย 16 เดือนไม่รอลงอาญา ฐานสนับสนุนให้ผู้อื่นล่าสัตว์ป่าฯ ในคดีล่าเสือดำ ส่วนอีกคดี ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 พิพากษาเมื่อวันที่ 11 มิ.ย.2562 จำคุกเปรมชัย 1 ปี ไม่รอลงอาญา ฐานติดสินบนเจ้าหน้าที่คดีล่าเสือดำ

3.ป.ป.ช.เปิดบัญชีทรัพย์สิน 414 ส.ส. “นาที” รวยสุด 4.6 พันล้าน ด้าน “รังสิมันต์ โรม” ถูกจวกยับ เงินเดือนเป็นแสน ไม่ใช้หนี้ กยศ.!
นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่
วันที่ 23 ส.ค. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง 414 ราย และกรณีพ้นจากตำแหน่ง 1 ราย รวม 415 ราย

สำหรับ ส.ส.ที่มีทรัพย์สินมากที่สุดคือ นางนาที รัชกิจประการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย คู่สมรสของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีทรัพย์สิน 4,674,631,835 บาท มีหนี้สิน 177,066,184 บาท

ส.ส.ที่มีทรัพย์มากรองลงมา คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แจ้งว่า ไม่มีคู่สมรส มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 4,248,828,812 บาท หนี้สิน 50,255,070 บาท ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุน สิทธิและสัมปทาน มีเงินฝากและยานพาหนะ เช่น รถยนต์หรู เรือยนต์ 2 ลำ เครื่องบิน 2 ลำ เป็นต้น ในส่วนหนี้สิน 50 กว่าล้านบาทนั้น นอกจากเป็นเงินกู้จากธนาคารแล้ว อีกส่วนยังมาจากบันทึกข้อตกลงการหย่าจากนางศศิธร จันทรสมบูรณ์ อดีตภริยา ที่ได้จดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2562 โดยมีการทำหนังสือสัญญาการหย่าว่า นายอนุทินจะจ่ายเงินให้นางศศิธร 50 ล้านบาท แยกเป็นปีละ 10 ล้านบาท เป็นเวลา 5 ปี รวมถึงจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูอดีตภริยา เดือนละ 300,000 บาท ไปจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะถึงแก่กรรม

ส่วน ส.ส.คนอื่นๆ ได้แก่ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคู่สมรส นายโชติ โสภณพนิช มีทรัพย์สิน 1,787,576,764 บาท หนี้สิน 2,615,538 บาท, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีทรัพย์สิน 2,198,328,980 บาท มีหนี้สิน 696,108 บาท, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มีทรัพย์สิน 79,467,192 บาท

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ รมช.เกษตรและสหกรณ์ และคู่สมรส 2 คน คือ นางอริสรา พรหมเผ่า และ น.ส.ธนพร ศรีวิราช รวมถึงบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 7 คน (เสียชีวิต 2 คน) แจ้งว่า มีทรัพย์สิน 859,316,182 บาท หนี้สิน 79,261,936 บาท, นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีทรัพย์สิน 1,984,957,656 บาท

นายชวน หลีกภัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เขียนแจ้งบัญชีทรัพย์สินด้วยดินสอ ไม่มีคู่สมรส มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 8,189,114 บาท มีพระพุทธรูป 281 องค์ เครื่องดนตรีแซกโซโฟน 3 ตัว มูลค่า 250,000 บาท ปืน 2 กระบอก, น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี หรือมาดามเดียร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พปชร. และคู่สมรส นายฉาย บุนนาค มีทรัพย์สิน 511,334,424 บาท หนี้สิน 82,280,019 บาท

พล.อ.ต.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย มีทรัพย์สิน 135,476,212 บาท ไม่มีหนี้สิน แจ้งถือครองปืน 5 กระบอก รวมมูลค่า 260,000 บาท, นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย มีทรัพย์สินรวมคู่สมรส 195,510,100 บาท มีหนี้สิน 18,637,296 บาท, นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีตหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ มีทรัพย์สิน 195,995,203 บาท ไม่มีหนี้สิน โดยได้แจ้งครอบครองนาฬิกายี่ห้อหรู 7 เรือนด้วย

สำหรับ ส.ส.ที่มีทรัพย์สินน้อยที่สุดคือ นายพิษณุ พลธี ส.ส.ปทุมธานี พรรคภูมิใจไทย มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 5,064 บาท นายพิษณุ แจ้งว่า ก่อนหน้านี้มีรายได้ประจำเป็นเงินเดือนจาก อบจ. 1 เดือน จำนวน 14,000 บาท ส่วนเงินเดือน ส.ส.ระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม-ธันวาคม 2562 รวมจำนวน 829,700 บาท ทั้งนี้ หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า จำนวนทรัพย์สินที่นายพิษณุแจ้ง ดูสวนทางกับบ้านหรูที่พักอาศัยที่อยู่ ซึ่งนายพิษณุ แจ้งว่า บ้านที่อยู่เป็นของมารดาย่านคลองหลวง จ.ปทุมธานี ส่วนรถยนต์ที่ใช้ ก็เป็นของเพื่อน

ส่วนนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ แจ้งว่า มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 20,263 บาท โดยมีหนี้สินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา 202,360 บาท ชำระไปแล้วประมาณ 8,000 บาท เหลือหนี้กองทุน กยศ. 188,271.69 บาท ทั้งนี้ นายรังสิมันต์ ได้ถูกหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็น ส.ส.ได้รับเงินเดือนเป็นแสน แต่ไม่ยอมใช้หนี้ กยศ. หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ นายรังสิมันต์ ได้เปิดแถลงว่า "ขอยืนยันว่า ผมเพิ่งได้รับเงินเดือนในฐานะ ส.ส.เพียง 2 เดือนเท่านั้น และก่อนหน้าก็นำเงินไปบริจาคเงินให้พรรคอนาคตใหม่ แต่หลังจากมีประเด็นนี้ขึ้นมา ผมจะชำระหนี้ที่เหลือให้หมดโดยเร็ว แบบไม่ต้องรอให้ครบกำหนด 15 ปี"

4.ศาลฎีกา พิพากษายืนจำคุก “ศุภชัย” 7 ปี คดียักยอกทรัพย์สหกรณ์ฯ คลองจั่น 22 ล้าน!
นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อายุ 62 ปี อดีตประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น
เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ได้อ่านคำพิพากษาฎีกาคดีที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อายุ 62 ปี อดีตประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เป็นจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์

คดีนี้ โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2558 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2556 สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ได้จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2555 และที่ประชุมมีมติเลือกนายศุภชัย จำเลย เป็นประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ชุดที่ 29 อยู่ในตำแหน่ง 2 ปี ต่อมา นายทะเบียนสหกรณ์ได้ตรวจสอบพบว่า การเรียกประชุมใหญ่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับและกฎหมาย นายทะเบียนจึงมีหนังสือลงวันที่ 23 เม.ย. 2556 ไม่รับรองตำแหน่งประธานกรรมการจากการประชุมดังกล่าว

ต่อมา สหกรณ์ฯ คลองจั่น ได้ประชุมใหญ่วิสามัญและมีมติให้การรับรองนายศุภชัย จำเลย เป็นประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์อีกครั้ง และยังเปิดประชุมคณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 2 สมัยสามัญ ครั้งที่ 1/2556 และมีมติแต่งตั้งนายศุภชัย จำเลย ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการสหกรณ์ฯ อีกตำแหน่งด้วย กระทั่งวันที่ 10 เม.ย.-8 ต.ค. 2556 จำเลย ซึ่งเป็นประธานกรรมการสหกรณ์ยูเนี่ยนคลองจั่นฯ ได้กระทำการทุจริต โดยให้เจ้าหน้าที่บัญชีเบิกเงินสดของสหกรณ์ผู้เสียหายหลายครั้งหลายหนรวม 8 ครั้งๆ ละ 184,000-6,000,000 บาท รวม 22,132,000 บาทเข้าบัญชีของจำเลย หรือบุคคลที่ 3 โดยทุจริต ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธ

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2559 จำเลยได้ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 353, 354 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 8 กระทง จำคุกกระทงละ 3-5 ปี รวมจำคุก 32 ปี แต่คำให้การจำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยไว้ 16 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วนับเป็นเรื่องร้ายแรง โทษจำคุกจึงไม่มีเหตุให้รอลงอาญา หลังจากนั้น จำเลยยื่นอุทธรณ์ ต่อมา ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกจำเลย 7 ปี

ทั้งนี้ เมื่อถึงกำหนดที่ศาลฎีกานัดฟังคำพิพากษา (20 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้เบิกตัวนายศุภชัย จำเลย ซึ่งถูกคุมขังจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาศาล ซึ่งศาลฎีกาตรวจสำนวนปรึกษาหารือกันแล้ว พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ จำคุกจำเลย 7 ปี

5.ครม.ไฟเขียวมาตรการกระตุ้น ศก. 3.1 แสนล้าน เติมเงินบัตรคนจน-ผู้สูงอายุ ส่วนคนทั่วไป 10 ล้านคน “ชิม-ช้อป-ใช้” ฟรี 1,000 บ.ตามเงื่อนไข!
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
เมื่อวันที่ 20 ส.ค. นายอุตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 3.16 แสนล้านบาท ตามที่ได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน ทั้งมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย การช่วยเหลือเกษตรกร การดูแลค่าครองชีพ การช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เป็นต้น ซึ่งแต่ละมาตรการ จะค่อยๆ ทยอยมีผลบังคับใช้ได้ตั้งแต่เดือน ก.ย.นี้เป็นต้นไป

ด้าน น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เผยว่า มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในเดือน ส.ค.-ก.ย. 2562 โดยการโอนเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) มี 3 มาตรการ คือ 1.มาตรการพยุงการบริโภคของผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพให้แก่ผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 14.6 ล้านคน ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ให้ได้รับเงิน 500 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน

2. มาตรการมอบเงินช่วยเหลือสำหรับผู้สูงอายุที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเพิ่มเติม จำนวน 500 บาทต่อคนต่อเดือน ให้แก่ผู้สูงอายุที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เป็นระยะเวลา 2 เดือน ซึ่งมีผู้ได้รับสิทธิประมาณ 5 ล้านราย และ 3.มาตรการช่วยเหลือการเลี้ยงดูบุตรแก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ได้รับสิทธิภายใต้โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยให้ได้รับเงินช่วยเหลือในการเลี้ยงดูบุตรเพิ่มเติมจำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน ซึ่งผู้ลงทะเบียนโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด จำนวนกว่า 8 แสนราย

ด้านนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุม ครม.เกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศว่า กระทรวงการคลังใช้ชื่อว่า “ชิม ช้อป ใช้” ให้สิทธิเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 18 ปี จำนวน 10 ล้านคนแรกเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมวงเงินไว้คนละ 1,000 บาท โดยผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่เว็บไซต์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย.-15 พ.ย.2562 หรือจนกว่าจะครบ 10 ล้านคน จากนั้นจะได้รับ SMS ยืนยันไม่เกิน 3 วันทำการ และต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “เป๋าตัง” เพื่อรับสิทธิตามมาตรการหรือเรียกว่า g-Wallet ซึ่งเป็นระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ของรัฐบาล โดยเงื่อนไขคือ ต้องไปเที่ยวในจังหวัดที่ไม่ตรงกับบัตรประชาชน จึงจะสามารถใช้จ่ายวงเงินในพื้นที่ที่ไปท่องเที่ยวได้ ทั้งนี้ หากมีการใช้จ่ายเพิ่มเติม จะได้รับเงินคืนร้อยละ 15 แต่ไม่เกิน 4,500 บาท หรือวงเงินใช้จ่ายไม่เกิน 30,000 บาท

สำหรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง มีการจัดสินเชื่อฉุกเฉิน 50,000 บาท/คน ปลอดดอกเบี้ยปีแรก ปีต่อปี MRR 7%, สินเชื่อฟื้นฟูความเสียหายจากภัยแล้ง 500,000 บาท/คน ดอกเบี้ย MRR -2%, ขยายระยะเวลาชำระหนี้เงินกู้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสนับสนุนต้นทุนการผลิตข้าวปีการผลิต 62/63 ที่ 500-800 บาท/ไร่ ไม่เกิน 20 ไร่

ส่วนมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศ ให้หักค่าใช้จ่ายการซื้อเครื่องจักรจากการลงทุนหักภาษี 1.5 เท่า ภายใน 5 ปี และให้สินเชื่อผ่อนปรนกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ระยะเวลากู้ 7 ปี ขณะเดียวกันสถาบันการเงินรัฐ ให้เร่งปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอี ธนาคารกรุงไทย และธนาคารออมสิน รวม 1 แสนล้านบาท และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ปล่อยสินเชื่อบ้าน 52,000 ล้านบาท และให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ลดค่าธรรมเนียมค้ำประกันสินเชื่อให้เอสเอ็มอีในช่วง 2 ปีแรก

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีเสียงวิจารณ์ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงิน 1,000 บาทเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุดว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงใช้คำว่าแจกเงิน แจกยังไง ไม่ได้แจกเงิน แต่เป็นมาตรการทางการเงินการคลังของกระทรวงการคลังที่ออกมา โดยการหารือร่วมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องหลายคน ทั้งเรื่องแก้ปัญหาภาคเกษตรกร การใช้จ่ายภาคอุปโภคบริโภค เรื่องการท่องเที่ยว และใช้เงินจำนวนน้อย “หลายคนไปบอกว่าใช้ 3 แสนล้านบาท จริงๆ แล้วใช้เงินประมาณ 4 หมื่นล้านบาทเท่านั้นเอง แต่ที่เหลือเป็นมาตรการทางภาษี การลดภาษี ชะลอการชำระหนี้ต่างๆ ถ้าคิดรวมเหล่านี้ด้วย เป็นมูลค่าประมาณ 3 แสนล้านบาทก็ใช่ แต่ถ้าใครไม่ใช้ ไม่กู้ ก็ไม่ต้องไปเสียเงินตรงนี้ เป็นเรื่องของความร่วมมือระหว่างกัน”
กำลังโหลดความคิดเห็น...