xs
xsm
sm
md
lg

ถอดบทเรียนงานวิ่งวังขนายตาย 2 "หมอแอร์" เตือน "จุกแน่นอก-เวียนหัว" ให้เรียก จนท.สนามทันที

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ภาพ : FanaticRun
ถอดบทเรียนนักวิ่งตาย 2 วังขนานมาราธอน กาญจนบุรี "หมอแอร์" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ ชี้ส่วนมากวิ่งแล้วตายมาจากโรคหัวใจเป็นหลัก เตือนซ้อมยังไงก็แข่งอย่างงั้น อย่าฝืน ถ้าเจ็บจนจุก หรือเวียนหัวจะเป็นลม อย่าแค่นั่งพัก รีบบอกเพื่อนนักวิ่งหรือ จนท.สนามทันที แนะอย่าเพิ่งตื่นตระหนก แต่ให้สร้างสมดุลตัวเอง

วันนี้ (19 ส.ค.) จากกรณีที่มีนักวิ่ง 2 ราย เสียชีวิตในการจัดการแข่งขัน "วังขนาย มาราธอน ครั้งที่ 9" ที่วัดวังขนายทายิการาม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี โดยรายแรกเป็นชายวัย 40 ปี มีอาการล้มศีรษะฟาดพื้น มือเท้าเขียว ตัวเย็น เรียกไม่รู้สึกตัว จึงทำการฟื้นคืนชีพแล้วนำส่งโรงพยาบาสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 ก่อนส่งต่อไปยังโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา แต่หัวใจหยุดเต้นก่อนเสียชีวิต อีกรายคือ พ.ต.บุญเลี้ยง สดทรงศิลป์ อายุ 61 ปี ข้าราชการทหารบำนาญ มีอาการเหนื่อย แน่นหน้าอกหลังวิ่งเข้าเส้นชัย ก่อนนั่งพักแล้วไม่รู้สึกตัว ทำการฟื้นคืนชีพก่อนนำส่งโรงพยาบาสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 เสียชีวิตในวันต่อมา นำความตื่นตระหนกมายังนักวิ่งจำนวนมาก

เฟซบุ๊กส่วนตัว Akanis Srisukwattana ของ นพ.อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา หรือหมอแอร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ นักกีฬาไตรกีฬา และเจ้าของธุรกิจร้านขายอุปกรณ์ไตรกีฬาที่ชื่อ Avarin ได้โพสต์ข้อความระบุว่า การเสียชีวิตจากการออกกำลังเกิดขึ้น 80,000 คนจะมี 1 คน หรือ 200,000 คนจะมี 1 คน ของนักกีฬาที่ลงแข่ง ซึ่งถ้าไม่มีโรคประจำตัวซ่อนอยู่ จึงเป็นเรื่องยากที่จะเสียชีวิตฉับพลันขณะออกกำลังกาย

แต่การออกกำลังกายอาจทำให้เสียชีวิตจากภาวะอื่นๆ เช่น โรคลมร้อน (Heat Stroke), เกลือแร่ผิดปกติรุนแรง, กล้ามเนื้อแตกสลาย ซึ่งไม่เสียชีวิตขณะแข่งทันที ซึ่งการเสียชีวิตฉับพลันขณะออกกำลังมาจากโรคหัวใจเป็นหลัก อายุเกิน 35 ปี มักเป็นจากหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดฉับพลัน ส่วนอายุต่ำกว่า 35 มักเกิดจาก กล้ามเนื้อหนาตัวปิดปกติ หรือ โรคทางกลุ่มหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

ส่วนที่ว่า ทำไมการเสียชีวิตมักเกิดขึ้นขณะแข่งขันนั้น นพ.อกนิษฐ์ กล่าวว่า เพราะมีการเร่ง การทำความเร็ว ความตื่นเต้น ทำให้ระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic) ทำงานมากขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น ทำงานหนักขึ้น ร่วมกับ การเสียเหงื่อ เสียเกลือแร่ ความร้อน สิ่งเหล่านี้ทำให้โรคที่ซ่อนอยู่ ปะทุเกิดเรื่อง นำไปสู่หัวใจขาดเลือดฉับพลัน หรือ กระตุ้นให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง

ส่วนข้อควรปฏิบัติของนักกีฬา เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดนั้น แนะนำว่า ซ้อมยังไงก็แข่งอย่างงั้น ไม่อัด ไม่ฝืน ไม่เร่ง จนเกินความสามารถร่างกาย การปะทุของโรคโดยมากมาจากการออกกำลังกายในโซนสูง ซึ่งกระตุ้นให้เกิด หัวใจขาดเลือดฉับพลันได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน ควรดื่มน้ำและเกลือแร่ให้พอในการแข่งขัน ไม่อดน้ำเพื่อทำเวลา การเสียน้ำเกลือแร่ที่มากกว่าปกติ เป็นตัวช่วยที่ทำให้เกิดโรคง่ายขึ้น

"การฟังเสียงร่างกายตัวเองทุกครั้งที่แข่งขัน 2 อาการเตือนที่สำคัญ คือ 1. เจ็บ จุกแน่นหน้าอก หรือลิ้นปี่ และ 2. เวียนหัวหน้ามืดจะเป็นลม ถ้ามีสองอาการนี้ ให้หยุดแข่งทันที และรีบบอกเพื่อนนักวิ่ง บอกเจ้าหน้าที่สนาม เพื่อนำส่งโรงพยาบาล ไม่นั่งพักแล้วรออาการดีขึ้น เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต" นพ.อกนิษฐ์ กล่าว

สำหรับการตรวจคัดกรองโรค หรือการทำคลื่นหัวใจ ให้ทำทุกราย สำหรับนักกีฬาที่เข้าแข่งขัน ไม่ว่าอายุเยอะหรือน้อย โดยนักกีฬาที่อายุเกิน 35 ปี ควรได้รับการตรวจเดินสายพานแบบ Maximal Exercise เพื่อคัดกรองโรคหัวใจขาดเลือด และหัวใจเต้นผิดจังหวะ แม้การตรวจจะไม่สามารถ กรองได้ 100 % แต่ถ้าเจอ จะป้องกันการเสียชีวิตขณะแข่งได้ และตรวจเช็ค ไขมัน น้ำตาล ความดัน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

"การออกกำลังการเป็นประจำ ช่วยลดความดัน ไขมันได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ในคนที่เป็นเยอะๆ การออกกำลังกายอย่างเต็มที่ ก็มีโอกาสที่ยังคุมโรคได้ไม่ดี จึงต้องกินยาร่วมด้วย อย่าดื้อ โดยเฉพาะไขมันในเลือดสูง ซึ่งจะไม่มีอาการ ไม่มีคำว่าไขมันสูงแบบนี้ เป็นปกติมานานแล้ว แล้วคิดว่าออกกำลังกายก็จะลงเอง แล้วละเลยการกินยา รวมถึงการตรวจเช็คสุขภาพ" นพ.อกนิษฐ์ ระบุ

นอกจากนี้ การแข่งขันกีฬามีหลากหลาย ซึ่งอาจไม่ได้เหมาะกับคนทุกคน การวิ่งบนถนนถ้ามีภาวะหัวใจหยุดเต้น ทีมกู้ชีพ และเครื่องเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้า (AED) สามารถเข้าถึงได้เร็ว และทุกจุดที่แข่ง ซึ่งเวลาที่เหมาะสมในการเข้าที่เกิดเหตุ คือยิ่งเร็วยิ่งดี หรือตามทฤษฎีคือเวลาไม่เกิน 5 นาที ผู้ป่วยจะมีโอกาสรอดขีวิตเยอะขึ้น

"สนามวิ่งเทรล AED และทีมกู้ชีพไม่สามารถเข้าได้ถึงทุกจุด หรือใช้เวลานานมากกว่าจะเข้าถึง ถ้ามีภาวะหัวใจหยุดเต้น โอกาสรอดขีวิตจะลดลง นักกีฬาที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือด ได้แก่ เบาหวาน ความดัน ไขมันสูง อายุเยอะ ควรเลือกสนามแข่งขัน และรู้ถึงข้อจำกัดของการช่วยเหลือ เวลาเกิดเหตุการไม่คาดฝัน นอกจากนี้ยิ่งระยะแข่งไกล ยิ่งร้อน ยิ่งเสียเหงื่อมาก ยิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคหัวใจง่ายขึ้น" นพ.อกนิษฐ์ ระบุ

นพ.อกนิษฐ์ กล่าวว่า ที่ออกมาเตือนไม่อยากให้ตื่นตระหนก และไม่อยากใช้คำว่า ออกกำลังกายแล้วทำให้เสียชีวิต แต่การเสียชีวิตมาจากการมีโรคประจำตัวซ่อนอยู่ แต่ไม่ได้ตรวจหรือตรวจไม่พบ เพราะภาพรวมของการออกกำลังกาย ทำให้เราแข็งแรงขึ้น ลดการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจ อายุยืนขึ้น และทำให้คนไทยแข็งแรง ขอเพียงเราเข้าใจ ไม่ประมาท ตรวจสุขภาพก่อนแข่ง และสร้างความสมดุลระหว่างสุขภาพกับการแข่งขันให้ดี


กำลังโหลดความคิดเห็น...