xs
xsm
sm
md
lg

“พิชาย” เชื่ออาจเกิดม็อบใหญ่ เตือนรัฐบาลอย่าประมาททำตามใจชอบ แนะแก้ รธน.ควบคู่ดูเศรษฐกิจ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“พิชาย” เชื่อมีโอกาสเกิดแฟลชม็อบ เพราะฝ่ายค้านมีทรัพยากรพร้อมในการระดมพลทางโซเชียลฯ เตือนรัฐบาลอย่าประมาทแล้วคิดจะทำอะไรก็ได้ แนะแก้รัฐธรรมนูญควบคู่แก้เศรษฐกิจ อย่าอ้างไม่ใช่เรื่องสำคัญถือเป็นการพูดที่ไม่รับผิดชอบ



วันที่ 17 ก.ค. รองศาสตราจารย์ ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (นิด้า) ร่วมสนทนาในรายการ “คนเคาะข่าว” ออกอาอาศทางสถานีทรทัศน์ผ่านดาวเทียมช่อง “นิวส์วัน” ในหัวข้อ “แถลงนโยบายประยุทธ์ 2 สังคมอยากเห็นอะไร?”

ดร.พิชายกล่าวตอนหนึ่งว่า เรื่องแก้รัฐธรรมนูญดุเดือดแน่ เสรีทางเศรษฐกิจกับเสรีทางการเมืองมันต้องไปควบคู่กัน เวลาทำงานรัฐบาลไม่ได้มีแค่คนเดียว รัฐสภาก็มี ถ้ารัฐบาลไม่อยากแก้ไม่เป็นไรแต่อย่าเอาเท้าราน้ำ รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนการแก้รัฐธรรมนูญควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็ได้ เพราะใช้คนที่ขับเคลื่อนต่างกัน ครม.มีตั้ง 36 คน ใครเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญให้ให้ขับเคลื่อนไป การพูดว่าแก้เศรษฐกิจก่อนแล้วไม่แก้เสรีภาพทางภาพการเมืองเป็นการพูดที่ไม่รับผิดชอบเป็นการปัดสวะ เพราะทั้งสองอย่างทำควบคู่กันได้

แล้วมันเชื่อมโยงกัน การเมืองเสรีสามารถกระตุ้นทำให้เกิดเศรษฐกิจเสรีได้ด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นเราจะเห็นได้ว่าประชาธิปัตย์เสนอให้แก้มาตราที่ว่าด้วยการแก้ไข มาตรานี้มีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือไม่กระทบผลประโยชน์ที่มองเห็นได้ของใครเลย แต่อาจกระทบกลุ่มอำนาจการเมืองที่อยู่ในเงามืด เพราะแก้แค่มาตรานี้มันจะง่ายขึ้น ก็จะนำไปสู่การแก้ประเด็นอื่น ๆ ก็อาจทำให้โครงสร้างอำนาจการเมืองที่อุตส่าห์วางไว้เปลี่ยนแปลง

ดร.พิชายกล่าวอีกว่า มาตราที่ว่าด้วยการแก้ไขของเดิมมันแก้ยาก เพราะไม่ได้เป็นเสียงกึ่งหนึ่งธรรมดา แต่เป็นเสียงกึ่งหนึ่งที่มีการกำหนดองค์ประกอบ ว่าต้องมีฝ่ายค้าน ส.ว. เห็นด้วยเท่าไหร่ แต่ที่สำคัญทุกการแก้ต้องมี ส.ว.1 ใน 3 ก็ประมาณ 80 กว่าคน และหลายเรื่องต้องทำประชามติ รวมทั้งเรื่องที่ว่าด้วยการแก้ด้วย ซึ่งมันยาก แต่ถ้าแก้ตรงนี้หลุดปั๊บ ก็อาจลดเรื่องที่จะต้องทำประชามติลง และให้แก้โดยใช้เสียงกึ่งหนึ่งแบบฉบับเก่าๆ

ดร.พิชายกล่าวด้วยว่า พรรคอนาคตใหม่จะแก้มาตรา 279 เพื่อจะยกเลิกคำสั่งของ คสช. อันนั้นไม่มีทางแก้ได้ เพราะ ส.ว. ค้านสุดลิ่มทิ่มประตูอยู่แล้ว ถ้าเสนอไปสร้างความขัดแย้งเปล่า ๆ ตนเสนอว่าถ้าอยากแก้คำสั่ง คสช. ให้ร่างกฎหมายขึ้นมาฉบับหนึ่งให้มียกเลิกประกาศ คสช.อันไหนบ้างก็ระบุไป แล้วไปเถียงในสภาว่าจะยกเลิกไหม วิธีนี้ดูจะง่ายกว่า

ที่แก้ง่ายและไม่กระทบ ส.ว.คือเรื่องระบบการเลือกตั้ง ก็เห็นแล้วว่าใช้ระบบนี้มันสร้างปัญหา เกิดความไม่เป็นธรรม และต้องมีการกำหนดให้ชัดเจนเรื่องคะแนนขั้นต่ำ พอไม่มีกำหนดมันเลยเกิดการปัดเศษแบบพิศดาร นี่ก็เป็นประเด็นที่ถกเถียงกัน

ประชาธิปัตย์บอกอยากให้แก้ภายใน 1 ปี แต่มองในแง่รัฐบาลคงไม่ได้ ก็คงต้องเสนอในนามพรรคการเมือง และพรรคพลังประชารัฐก็ให้เป็นเสรีภาพทางความคิดไปเลย เปิดอิสระใครอยากแก้ก็แก้

ดร.พิชายยังกล่าวอีกว่า รัฐบาลอาจคิดผิดว่าภายในใกล้ ๆ นี้ประชาชนคงไม่ออกมาทวงเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ มันมีสมมติฐานว่าตอนนี้รัฐบาลเปิดให้เล่นการเมืองในโลกออนไลน์ เพื่อจะได้ระบายจะได้ไม่ออกมาสู่ท้องถนน และมองว่าเด็กรุ่นใหม่ที่หนุนอนาคตใหม่ แม้ไม่ชอบ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ถึงขนาดออกมาท้องถนนคงไม่จริง คงอยู่แต่ในโลกออนไลน์ แต่อันนี้ประเมินสถานการณ์แค่ช่วงปัจจุบัน แต่ต่อไปอาจเปลี่ยนแปลงได้ ยิ่งการทำงานรัฐบาลถ้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ความเดือดร้อนแพร่กระจาย และมีการใช้ซากหลงเหลือของคำสั่ง คสช. บ่อย ๆ จนประชาชนรู้สึกถูกจำกัดเสรีภาพทางการเมือง ก็อาจก่อปัญหาได้ ถ้าบรรยากาศแบบนี้เกิดขึ้นมันจะสะสม ตนประเมินว่าในช่วง 3-4 ปีนี้คงไม่มีม็อบลักษณะเหมือนปี 49-57 ที่มีแกนนำพาปักหลักยืดยาว เกิดยาก เพราะต้องมีองค์ประกอบทั้งพรรคการเมือง การกระทำไม่ชอบธรรมอย่างมากของรัฐบาล มีแกนนำที่แข็งแกร่ง มีมวลชนอย่างกว้างขวางและทุ่มแท

ที่ผ่านมาคนเหล่านี้อาจจืดจางในแง่ของการที่จะลงท้องถนนไป ม็อบแบบนั้นคงไม่เกิดหรือเกิดยาก แต่ม็อบในรูปแบบใหม่ลักษณะแฟลชม็อบแต่จำนวนมหาศาลแบบที่ฮ่องกงก็เป็นไปได้ ชุมนุมเวลาในหนึ่งหลายแสนคน ไม่ต้องปักหลักพักค้าง แค่จัดการเรื่องโซเชียลมีเดีย ซึ่งตรงนี้ฝ่ายค้านมีทรัพยากรพร้อมอยู่แล้ว ฉะนั้นอย่าดูเบาเรื่องม็อบแล้วคิดว่าจะทำอะไรก็ได้

คำต่อคำ : แถลงนโยบาย "ประยุทธ์2" สังคมอยากเห็นอะไร? : คนเคาะข่าว 17/07/2019


พิชาย - อยู่บนโลกออนไลน์มันสะดวกสบายกว่า แต่อย่างไรก็ตามอันนี้อาจจะเป็นการประเมินสถานการณ์ ณ ช่วงปัจจุบัน ในช่วงถัดไปมันก็อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ แล้วถ้ายิ่งการทำงานของรัฐบาล ที่อาจจะสะท้อน สมมุติว่านะถ้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ความเดือดร้อนก็แผ่กระจายออกไป แล้วก็ยังมีการใช้ซากหลงเหลือของคำสั่ง คสช. 3/2558 อยู่บ่อยๆ จนกระทั่งเป็นข่าวมาบ่อยๆ คนเขาก็จะรู้สึกว่าถูกกดดันทางการเมือง เสรีภาพทางการเมือง หรือว่าไปชุมนุมแล้วแกนนำชุมนุมถูก 3/2558 ถูกเจ้าหน้าที่ทหาร หรือ กอ.รมน. ไปติดตามเฝ้าดู จับมากักขัง มันก็มีปัญหาได้ ถ้าบรรยากาศแบบนี้มันเกิดขึ้นมันก็จะสะสม คือแน่นอนผมเองก็ประเมินว่าในช่วง 3-4 ปีนี้ มันคงไม่มีการม็อบในลักษณะเหมือนกับช่วงระหว่างปี 49 จนถึงปี 57 คือม็อบในลักษณะนั้นก็คือมีแกนนำแล้วก็มีการปักหลักพักค้างยืดยาว ลักษณะม็อบแบบนั้นมันอาจจะเกิดขึ้นยาก เพราะว่าองค์ประกอบในม็อบแบบนี้มันจะต้องมีพรรคการเมือง มันจะต้องมีการกระทำที่ไม่ชอบธรรมอย่างมากของรัฐบาลเป็นองค์ประกอบ พรรคการเมืองสนับสนุนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายอื่นๆ ต้องมีแกนนำที่แข็งแกร่งจึงจะสามารถที่จะยืนหยัดได้แล้วก็ต้องมีมวลชนสนับสนุนอย่างกว้างขวางแล้วก็ทุ่มเทด้วย ที่ผ่านมาคนเหล่านี้ก็อาจจะจืดจางในแง่ของที่จะออกมาในท้องถนนลงไป แกนนำชุดเดิมอะไรต่างๆ ก็คงจะไม่ใช่เป็นแกนหลักในการเคลื่อนไหวอีกต่อไป ทีนี้ในลักษณะม็อบแบบนั้น มันคงไม่เกิดหรือมันเกิดขึ้นยากแต่ว่าม็อบในรูปแบบใหม่ลักษณะที่เป็นแฟลชม็อบ แต่ว่าด้วยจำนวนมหาศาล อย่างที่เคยเกิดขึ้นที่ฮ่องกงเร็วๆ นี้ มันก็มีความเป็นไปได้ว่ามันอาจจะเกิดขึ้นแล้วก็นัดกันมาผ่านมือถือมาอยู่กันสัก 4-5 แสนคน เพื่อชุมนุมสักแห่งในเวลาหนึ่งชุมนุมกันสักกี่ชั่วโมงก็ว่าไป เสร็จแล้วก็เลิกกลับไป อีกวันหนึ่งหรืออีก 3 วัน นัดกันมาใหม่ อะไรแบบนี้มันก็มีความเป็นไปได้ คือรูปแบบมันต่างกันไป ถ้าม็อบแบบนั้นไม่จำเป็นจะต้องมีแกนนำที่ปักหลักพักค้างแต่ว่ามีคนออแกไนซ์โซเชียลมีเดียอะไรต่างๆ ซึ่งอันนี้เขามีทรัพยากรอยู่แล้วฝ่ายค้านเนี่ย เพราะฉะนั้นอย่าดูเบเรื่องม็อบ แล้วก็คิดว่าจะทำอะไรก็ได้


เติมศักดิ์ - สิ่งหนึ่งที่น่าจะได้ยินแน่ๆ ก็คือนโยบายเรื่องการเมืองการปกครอง เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคร่วมเองเขาก็ตั้งเป็นเงื่อนไข อย่างประชาธิปัตย์ก็ตั้งเป็นเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาลด้วย เรื่องนี้สงสัยคงจะซักกันดุเดือดพอสมควรไหมครับอาจารย์


พิชาย - ดุเดือดครับเรื่องนี้ ในพรรครัฐบาลเอง นายกเองก็พยายามชิ่งอยู่


เติมศักดิ์ - คนชอบบอกว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องปากท้อง นักการเมืองชอบพูดอย่างนี้ แต่เห็นนิด้าโพลออกมาคนสนใจกันมากนะครับ


พิชาย - คือผมอยากจะสร้างความเข้าใจว่าเสรีทางเศรษฐกิจกับเสรีทางการเมืองมันต้องไปควบคู่กัน เวลาทำงาน คือรัฐบาลไม่ได้มีคนเดียวรัฐบาลมีตั้ง 36 คน พรรคการเมือง รัฐสภาก็มี ถ้ารัฐบาลไม่อยากแก้รัฐธรรมนูญก็ไม่ต้องเอาเท้าราน้ำก็ได้ ไม่เป็นไร จริงๆ แล้วรัฐบาลสามารถขับเคลื่อนการแก้รัฐธรรมนูญควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็ได้ เพราะว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้มันใช้ชุดคนที่ขับเคลื่อนมันต่างกัน ไม่ใช่คนชุดเดียวกัน ครม. มีตั้ง 36 คน ใครขับเคลื่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ลงไปดูว่ามีใครบ้างที่เห็นด้วยกับการขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในพรรคต่างๆ อย่างพรรคประชาธิปัตย์ รัฐมนตรีไม่ต้องขับเคลื่อนก็ได้ ก็เอากรรมการบริหารพรรคคนอื่นมา ใครก็ได้ อีกเยอะ เป็นทีมอเวนเจอร์สไม่ใช่เหรอ ก็แบ่งงานกันทำไป แล้วก็พรรคภูมิใจไทยก็เหมือนกัน คือพูดว่าเศรษฐกิจก่อนแล้วก็ไม่แก้ไขเรื่องเสรีภาพทางการเมืองเป็นการพูดที่ไร้ความรับผิดชอบ เพราะว่าทั้ง 2 อย่าง สามารถทำควบคู่กันได้ ไม่ใช่ว่าทำสิ่งหนึ่งแล้วจะต้องไม่ทำอีกสิ่งหนึ่ง แต่สามารถทำสิ่งหนึ่งและอีกสิ่งหนึ่งพร้อมกันได้ ถ้ามีความจริงใจและความตั้งใจเพียงพอ


เติมศักดิ์ - แล้วจริงๆ มันก็เชื่อมโยงกัน


พิชาย - เชื่อมโยงกัน เพราะว่าการเมืองเสรีมันก็จะกระตุ้นทำให้เกิดเศรษฐกิจเสรีได้ด้วยนะครับ แต่ว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นเราก็จะเห็นก็คือว่า พรรคประชาธิปัตย์ เขาเสนอให้แก้ที่มาตราว่าด้วยการแก้ไข ซึ่งมาตรานี้มันมีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดีของมันก็คือว่ามันไม่กระทบผลประโยชน์ที่มองเห็นได้ของใครเลยถ้าแก้อันนี้นะ ก็คือว่าพรรคการเมืองก็ไม่ได้กระทบอะไรมากก็แก้รัฐธรรมนูญง่าย หรือว่า ส.ว. เองก็ไม่ได้กระทบไม่ได้ทำให้อำนาจ ส.ว. อะไรต่างๆ ลดลง แต่มันอาจจะกระทบกลุ่มที่อยู่ในเงามือหรือเปล่าผมไม่แน่ใจ แต่ว่าในแง่ของการเมืองที่ปรากฏอยู่มันจะไม่กระทบ กลุ่มอำนาจการเมืองในเงามืดเขาก็อาจจะมองว่า ถ้าขืนแก้มาตรานี้ให้แก้ไขง่ายขึ้นมันก็จะนำไปสู่การแก้ประเด็นอื่นๆ ที่อาจจะทำให้โครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่เขาอุตส่าห์วางไว้ดิบดีมันจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง มาตราที่ว่าด้วยการแก้ไขของเดิมมันแก้ยาก เพราะอะไร เพราะว่ามันไม่ใช่เป็นเสียงกึ่งหนึ่งธรรมดาแต่มันเป็นเสียงกึ่งหนึ่งที่มีการกำหนดองค์ประกอบ อย่างเช่น ต้องมีฝ่ายค้านเท่าไหร่เห็นด้วย มี ส.ส. เท่าไหร่ มี ส.ว. เท่าไหร่ ที่สำคัญก็คือทุกการแก้ต้องมี ส.ว. 1 ใน 3 ที่จะเป็นด้วยประมาณ 80 กว่าคน


เติมศักดิ์ - ทุกการแก้เลยใช่ไหมครับ


พิชาย - ทุกการแก้


เติมศักดิ์ - ต้องมี ส.ว. อย่างน้อยๆ สัก 80 คน


พิชาย - 80 คน แล้วก็หลายเรื่องที่แก้ต้องทำประชามติรวมทั้งเรื่องนี้ด้วย เรื่องที่ว่าด้วยการแก้ต้องทำประชามติด้วย มันยาก แต่ว่าถ้าหากว่าแก้ตรงนี้หลุดก็คือหมายความว่า ก็อาจจะลดเรื่องที่จะต้องทำประชามติลง ให้เป็นเรื่องที่สำคัญเกี่ยวกับหมวดที่ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเดียว อย่างนี้เป็นต้น ส่วนหมวดอื่นๆ ไม่ต้องทำประชามติแล้วก็ว่ากันไปเลย แล้วก็ให้แก้โดยใช้เสียงกึ่งหนึ่งแบบฉบับเก่าๆ ก็สามารถแก้ได้


เติมศักดิ์ - ไม่อย่างนั้นก็เหมือนออกแบบมาแบบไม่ให้แก้ถ้าใช้เงื่อนไขเดิม


พิชาย - ทีนี้ถ้าหากว่า ของพรรคอนาคตใหม่ที่เขาจะแก้ อนาคตใหม่เขาจะแก้ 279 แก้ 279 ก็คือว่าด้วยคำสั่งของ คสช. จะยกเลิกคำสั่ง คสช. อันนั้นก็ไม่มีทางแก้ได้เพราะอย่างไร ส.ว. ก็ค้านอยู่แล้ว แล้วก็ถ้าเสนอไปสร้างความขัดแย้งเปล่าๆ ทางที่ดีผมเสนอให้พรรคอนาคตใหม่อย่าไปสนใจเลยเรื่องนี้ แม้ว่าจะเป็นจุดยืนของเขาก็ตาม ถ้าพรรคอนาคตใหม่อยากจะแก้เกี่ยวกับเรื่องคำสั่ง คสช. ให้ร่างกฎหมายมาสักฉบับหนึ่ง แล้วในกฎหมายนั้นก็อาจจะยกเลิกประกาศของ คสช. ไหนบ้างก็แล้วแต่ก็ว่ากันไปแล้วก็ไปเถียงกันในสภาว่าจะยกเลิกไหม มันดูจะง่ายกว่า


เติมศักดิ์ - บางคนพูดถึงก็แก้แค่นี้พอ ลดอายุของบทเฉพาะกาล ที่ว่า 5 ปี ลดมาเหลือสัก 3 ปีก็พอ ส.ว. เลือกนายกได้ก็เหลือสัก 3 ปี


พิชาย - ส.ว. เขาจะยอมไหมล่ะ อันนี้ก็แก้ยาก แต่อันที่แก้ง่ายแล้วไม่กระทบกับ ส.ว. คือว่าด้วยระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมที่ใช้ มันก็เห็นแล้วว่าใช้ระบบนี้แล้วสร้างปัญหา ก็ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นมา บัตรใบเดียวแล้วก็ได้ 2 ส.ส. ทั้งบัญชีรายชื่อแล้วก็ ส.ส. เขต โดยพื้นฐานเท่าที่ผมฟังๆ มาดูหลายๆ ส่วน เขาก็มองว่าควรจะเลือกโดยใช้บัตร 2 ใบ เลือกพรรคใบ เลือกคนใบ แล้วก็อาจจะเพิ่มจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อเพิ่มไปอีกสักหน่อยจะเป็น 200 ต่อ 300 อะไรก็แล้วแต่ แล้วก็เวลาคิดก็อาจจะคิดใช้จำนวน ส.ส. ที่พึงได้เหมือนเดิมแต่ว่าใช้คะแนนที่เลือกพรรคเป็นฐานในการคิดอันนั้นเป็นหลัก อันนี้คือคล้ายๆ ระบบเยอรมัน แล้วก็ต้องมีการกำหนดให้ชัดเจนไม่อย่างนั้นเกิดศรีธนญชัย อีก ว่ามันจะต้องมีคะแนนขั้นต่ำ อันนี้มันไม่มีคะแนนขั้นต่ำมันก็วิธีการปัดเศษแบบพิสดารมันก็เกิดขึ้น คือจริงๆแล้ว ส.ส. ในชุดนี้ มันควรได้พรรคการเมืองแค่ 16 พรรค แต่คราวนี้เพิ่มมาอีก 11 พรรค ซัดไปเกือบ 30 พรรคแล้วตอนนี้ ซึ่งมันเยอะเกินไป อันนี้ก็เป็นประเด็นที่อาจจะมีการถกเถียงกัน แล้วก็รัฐบาลไม่รู้ว่าบรรจุหรือเปล่า หรืออาจจะบรรจุเป็นกว้างๆ ว่า อาจจะเสนอให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ว่าก็บอกว่าก็เวลาเมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้อาจจะช่วง 3 ปี ก่อนรัฐบาลหมดวาระก็ได้ แต่ประชาธิปัตย์เขาบอกว่าภายใน 1 ปี รู้สึกว่าภายใน 1 ปีนี้เขาอยากจะให้แก้นะครับ แต่ว่าก็อาจจะมองในแง่ของรัฐบาล ถ้าเสนอในนามรัฐบาลคงไม่าได้ เพราะพลเอกประยุทธ์เองเขาก็ไม่เสนออยู่แล้ว ก็คงจะต้องเสนอในนามพรรคการเมืองไปเป็นหลัก แล้วก็รัฐบาลพรรคพลังประชารัฐอะไรต่างๆ ก็ให้เป็นเสรีภาพทางความคิดไปเลย เป็นอิสระ ใครอยากจะแก้ก็แก้กันไปเลยหรือว่าถ้าจะสนับสนุนก็ได้ ก็แล้วแต่สามารถทำได้หลายรูปแบบ


เติมศักดิ์ - รัฐบาลเองอาจจะมองว่า ในระยะใกล้ๆ ปี 2 ปีนี้ ประชาชนคงไม่ออกมาทวงเรื่องนี้หรอก คงจะอยากเห็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้ได้ก่อน แต่อาจารย์ประเมินยังไงครับ การออกมาทวงสัญญาเรื่องนี้ มันจะเข้มข้น


พิชาย - อันนั้น เขาอาจจะคิดผิดในแง่ที่ว่า คือตอนนี้มันก็มีสมมุติฐานหนึ่ง ซึ่งมันก็อาจจะมีส่วนถูกอยู่บ้างแต่ว่ามันไม่ได้ถูก 100 เปอร์เซ็นต์ ก็คือว่าเปิดให้เล่นการเมืองในโลกออนไลน์ ก็คือทะเลาะ วิพากษ์วิจารณ์กันในโลกออนไลน์แล้วก็ไม่ต้องไปจำกัดเสรีภาพในโลกออนไลน์ เพื่อให้อารมณ์คนมันระบายออกในโลกออนไลน์ แล้วมันจะได้ไม่ออกมาสู่โลกท้องถนน แล้วก็ เขาก็มองว่าเด็กรุ่นใหม่ ที่สนับสนุนอนาคตใหม่หรือติดตามการเมือง ไม่ชอบพลเอกประยุทธ์ ก็จริง แต่ว่าถึงขนาดจะออกมาชุมนุมตามท้องถนน รู้สึกจะไม่เป็นจริงเท่าไหร่


เติมศักดิ์ - คงไม่กระโดดมาบนโลกนี้ อยู่บนโลกออนไลน์อยู่


พิชาย - อยู่บนโลกออนไลน์มันสะดวกสบายกว่า แต่อย่างไรก็ตามอันนี้อาจจะเป็นการประเมินสถานการณ์ ณ ช่วงปัจจุบัน ในช่วงถัดไปมันก็อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ แล้วถ้ายิ่งการทำงานของรัฐบาล ที่อาจจะสะท้อน สมมุติว่านะถ้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ความเดือดร้อนก็แผ่กระจายออกไป แล้วก็ยังมีการใช้ซากหลงเหลือของคำสั่ง คสช. 3/2558 อยู่บ่อยๆ จนกระทั่งเป็นข่าวมาบ่อยๆ คนเขาก็จะรู้สึกว่าถูกกดดันทางการเมือง เสรีภาพทางการเมือง หรือว่าไปชุมนุมแล้วแกนนำชุมนุมถูก 3/2558 ถูกเจ้าหน้าที่ทหาร หรือ กอ.รมน. ไปติดตามเฝ้าดู จับมากักขัง มันก็มีปัญหาได้ ถ้าบรรยากาศแบบนี้มันเกิดขึ้นมันก็จะสะสม คือแน่นอนผมเองก็ประเมินว่าในช่วง 3-4 ปีนี้ มันคงไม่มีการม็อบในลักษณะเหมือนกับช่วงระหว่างปี 49 จนถึงปี 57 คือม็อบในลักษณะนั้นก็คือมีแกนนำแล้วก็มีการปักหลักพักค้างยืดยาว ลักษณะม็อบแบบนั้นมันอาจจะเกิดขึ้นยาก เพราะว่าองค์ประกอบในม็อบแบบนี้มันจะต้องมีพรรคการเมือง มันจะต้องมีการกระทำที่ไม่ชอบธรรมอย่างมากของรัฐบาลเป็นองค์ประกอบ พรรคการเมืองสนับสนุนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายอื่นๆ ต้องมีแกนนำที่แข็งแกร่งจึงจะสามารถที่จะยืนหยัดได้แล้วก็ต้องมีมวลชนสนับสนุนอย่างกว้างขวางแล้วก็ทุ่มเทด้วย ที่ผ่านมาคนเหล่านี้ก็อาจจะจืดจางในแง่ของที่จะออกมาในท้องถนนลงไป แกนนำชุดเดิมอะไรต่างๆ ก็คงจะไม่ใช่เป็นแกนหลักในการเคลื่อนไหวอีกต่อไป ทีนี้ในลักษณะม็อบแบบนั้น มันคงไม่เกิดหรือมันเกิดขึ้นยากแต่ว่าม็อบในรูปแบบใหม่ลักษณะที่เป็นแฟลชม็อบ แต่ว่าด้วยจำนวนมหาศาล อย่างที่เคยเกิดขึ้นที่ฮ่องกงเร็วๆ นี้ มันก็มีความเป็นไปได้ว่ามันอาจจะเกิดขึ้นแล้วก็นัดกันมาผ่านมือถือมาอยู่กันสัก 4-5 แสนคน เพื่อชุมนุมสักแห่งในเวลาหนึ่งชุมนุมกันสักกี่ชั่วโมงก็ว่าไป เสร็จแล้วก็เลิกกลับไป อีกวันหนึ่งหรืออีก 3 วัน นัดกันมาใหม่ อะไรแบบนี้มันก็มีความเป็นไปได้ คือรูปแบบมันต่างกันไป ถ้าม็อบแบบนั้นไม่จำเป็นจะต้องมีแกนนำที่ปักหลักพักค้างแต่ว่ามีคนออแกไนซ์โซเชียลมีเดียอะไรต่างๆ ซึ่งอันนี้เขามีทรัพยากรอยู่แล้วฝ่ายค้านเนี่ย เพราะฉะนั้นอย่าดูเบเรื่องม็อบ แล้วก็คิดว่าจะทำอะไรก็ได้


เติมศักดิ์ - กลับไปที่เวทีแถลงนโยบายสักนิดหนึ่งครับอาจารย์ครับ พลเอกประยุทธ์ พยายามดักคอฝ่ายค้านว่านี้เป็นเวทีแถลงนโยบาย ไม่ใช่เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจแต่ดูจากสภาพความรู้สึกของคนแล้วคนก็รู้สึกว่าเวทีนี้มันควรจะซ้อมไปเลย อภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะมันมีหลายประเด็นที่คนรู้สึกอยากให้ฝ่ายค้านพูดแทยเขาเช่นเห็นหน้าตารัฐมนตรีบางคนแล้วอยากให้ฝ่ายค้านซักฟอกไปเลยแต่ว่าพลเอกประยุทธ์คล้ายๆจะไม่ยอมให้ใช้เวทีนั้นทำอย่างนั้น อาจารย์คิดเห็นเรื่องนี้อย่างไร ความรู้สึกของสังคมบทบาทของฝ่ายค้านกับรัฐบาลในเวทีนี้จะเป็นอย่างไร


พิชาย- ประการแรกเลยพลเอกประยุทธ์สั่งสภาไม่ได้ บอกไม่อยาก ได้ แต่ถ้าสภาจะทำละ คุณชวนจะรับคำสั่งพลเอกประยุทธ์ไหมไม่ได้ สั่งไม่ได้ หรอกที่นี้การอภิปรายเวลาแถลงนโยบายจะสามารถอภิปรายได้ 2 ลักษณะ ลักษณะแรกคืออภิปรายตรงเนื้อหาของนโยบาย ซึ่งการอภิปรายเนื้อหาของนโยบายมันก็สามารถอภิปรายได้ในแนวที่ว่านโยบายนี้เนื้อหาของมันสามารถที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศได้จริงไม่ แนวทางมันถูกหรือยังไม่การแก้ไขปัญหา เนื้อหามันครอบคลุมหรือมันยังขาดตกบกพร่องข้อใดไปปัญหาหลักๆไม่เห็นมีนโยบายอะไรเลยมาแก้ไข หรือนโยบายเหล่านี้ก็เป็นนโยบายซ้ำเดิม ซึ่งเคยใช้มาแล้วแต่ไม่ได้ผลแต่เอามาใช้ใหม่อีก อันนี้คือวิจารณ์นโยบาย เสร็จแล้วเนื้อหานโยบายเอาอาจวิจารณ์ต่อว่าไม่ได้มีข้อมูลข้อเท็จจริงอะไร ในการคิดเลยฝันเอาหรือเปล่าก็วิจารณ์ไป สามารถวิจารณ์ได้


เติมศักดิ์- คือไม่ไว้วางใจนโยบาย


พิชาย- คือเนื้อหานโยบายมันไร้ประสิทธิภาพไม่มีสมรรถนะในการแก้ปัญหา และการนำไปปฏิบัติว่ามีความเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติไหมนโบายนี้ นโยบายสวยหรูแต่ไม่มีความเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติเลย ก็วิพากษ์วิจารณ์ไปว่าในเชิงปฏิบัติอย่างไร หรือวิจารณ์ในเชิงผลกระทบทำแบบนี้เกิดผลกระทบอะไรบ้างข้างหน้า นโยบายประชานิยมเกิดผลอะไรบ้างถ้าทำอันนี้คือสามารถวิจารณ์ในเชิงวิชาการเลยนะ ที่ผมพูดถึงแบบนี้ ถ้าฝ่ายค้านทำการบ้านมาดีๆ ก็สามารถอภิปรายทั้งเนื้อหาการนำความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น


เติมศักดิ์- รัฐบาลไปปิดกั้นไม่ได้หรอก


พิชาย- ไปปิดกั้นไม่ไแบบนี้เขาไม่ได้ว่าคุณไปทำอะไรไม่ดี เขาวิจารณ์เอาเนื้อหาเป็นตัวตั้งและไล่ต่อไปเรื่อยๆ


เติมศักดิ์- หรือดุลพินิจของคนคุมเกมก็ต้องใจกว้างพอนะ


พิชาย- ทีนี้จากนโยบายแล้วก็ต้องมาถุงคุณสมบัติของรัฐมนตรี คุณสมบัติของรัฐมนตรีมันก็มี 2 ส่วนไง คือ 1.เป็นคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับความชอบธรรมของรัฐบาล ที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ อย่างเช่นความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ มาตรา 160 เขียนไว้ชัดเลยคุณสมบัติของรัฐมนตรีก็คงต้องมาอภิปรายกันคนที่ถูก ป.ป.ช.สอบสวน ความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ไหม มันก็ต้องตั้งคำถามคนที่ยืมนาฬิกาเพื่อนมามีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ไหม เขาคงต้องมีการถามและ ว่าจะใช้เกณฑ์อะไร


เติมศักดิ์- หรือเคยมีคดีหลายอย่าง


พิชาย- เคยมีคดีร้ายแรง พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องตอบความซื่อสัตย์ที่ประจักษ์ ในทัศนะท่านคืออะไร ฝ่ายค้านก็ต้องถาม พล.อ.ประยุทธ์ก็อาจจะอึกอักๆ ถ้าตอบมาฝ่ายค้านอาจย้อนกลับว่าแล้วคนนี้ใช่ไหม จี้ได้เลยนะ


เติมศักดิ์- จะบ่ายเบี่ยงว่านี้เกี่ยวอะไรกับนโยบาย ก็บ่ายเบี่ยงไม่ได้


พิชาย- อันนี้คือคุณสมบัติของคนที่จะนำนโยบายไปปฏิบัติ แล้วเรื่องของคุณสมบัติอีกอันหนึ่งจะต้องไม่เคยติดคุกมาก่อน ไม่เคยต้องโทษติดคุกแม้ว่าคำสั่งต้องโทษติดคุกนั้นเป็นรอลงอาญาก็ไม่ได้ ยกเว้นโทษพวกลหุโทษหรือรอลงอาญา โดยประมาทพวกนี้ แต่โทษยาเสพติดมันร้ายแรง หรือโทษอื่นๆทุจริตคอรัปชันมันก็คงไม่ได้ แล้วถ้าจะมาถูๆไถๆแบบวิษณุว่าติดคุกต่างประเทศไม่นับในคุกไทยมันก็ดูแปลกๆ


เติมศักดิ์- พูดข้างนอกได้แต่พูดในสภาก็จะถูกซักหน่อย


พิชาย- และจะมีการบันทึกไว้ด้วยในสภาเขามีการบันทึกทุกถ้อยคำ เพราะฉะนั้นในแง่ของคุณสมบัติตรงนี้มันทำให้ความชอบธรรมของรัฐบาลมันลดลงที่สำคัญคือขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ฝ่ายค้านอาจอภิปรายว่าคุณสมบัติรัฐมนตรีที่คุณเอามามันขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ แล้วอย่างนี้จะบริหารประเทศได้อย่างไร เมื่อเริ่มต้นก็ขัดแย้งแล้วรัฐธรรมนูญเสียแล้ว และคนเหล่านี้มาต่อคุณสมบัติพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับความชอบธรรม คุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับการทำงานละ มีประสบการณ์ในการทำงานอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับประทรวง ฝ่ายค้านก็อาจจะต้องจามจี้อภิปรายได้อีกว่าคนนี้มันไม่เหมาะ อย่างนู้น อย่างนี้ เพราะอะไรก็ว่าไปไล่เรียงมาบางคน คนที่คาดว่าน่าจะโดนยังโดนเรื่องคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับปัญหาในรัฐธรรมนูญ คุณอุตมะ คุณธรรมณัฐ คุณนิพนธ์ อีกหลายคนเลยนะ 7-8 คน อาจจะโดนส่วนเรื่องของคุณสมบัติเกี่ยวกับความสามารถในการทำงานเขาอาจต้องไปคัดมาว่าใครที่คุณสมบัติไม่เหมาะอย่างไร ก็สามารถอธิบายอภิปรายได้เหมือนกัน


เติมศักดิ์- ซึ่งจริงๆอยู่เวทีนี้ไม่ใช่โดยชื่อนะ ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่โดยหลักการแล้ว


พิชาย- คืออภิปรายนโยบายนั่นละ และดูว่านโยบายของคุณมันใช้ได้ไหมมีสมรรถนะในการปฏิบัติจริงหรือเปล่าและคนนำนโยบายไปปฏิบัติมันเหมาะสมไหม ไม่ใช่อภิปรายไม่ไว้วางใจหรอก


เติมศักดิ์- ฝ่ายค้านมีความชอบธรรม


พิชาย- ที่จะทำได้


เติมศักดิ์- สุดท้ายครับอาจารย์ครับ อาจารยืเพิ่งเขียน นาวาเหล็กในทะเลเพลิง มันจะร้อนแรงถึงขนาดแผดเผานาวาเหล็กได้เลยหรือครับอาจารย์ มันคือเหล็กนะครับอาจารย์ สุดท้ายๆครับ


พิชาย- อันนี้ผมก็ได้ต่อยอดไอเดียของคุณวิษณุเพราะแกเปรียบรัฐบาลเป็นเรือเหล็กและแกชอบใช้ภาษาอุปมาอุปไมยผมเลยวิเคราะห์ให้ว่าเรือเลห็กที่ท่านพูดมันอยู่ในทะเลเพลิง อันแรกคือ มันเกิดจากสมาชิกรัฐบาลนั่นละ ที่เวลาเข้าไปทำงานเป็นรัฐมนตรีแล้วก็ต้องปราถนาทั้งคะแนนนิยม ปรารถนาทรัพยากรที่จะมาใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ความปรารถนาพวกนี้อย่างเช่นความปรารถนาในคะแนนนิยมก็ทำให้เกิดความขัดแย้งกันเองได้ ความปรารถนาในการใช้ฐานทรัพยากรที่จะนำมาใช้กับพรรคจะทำให้เกิดเรื่องอื่อฉาวได้ ถ้าดูกันไม่ดีมันก็มีปัญหาขึ้นมาได้ ถัดมาคือเพลิงริษยา คือคนไม่ได้รับตำแหน่ง มันก็อยากได้ตำแหน่งมันก็พยายามจะเลื่อยขาเก้าอี้คนอื่น ดีไม่ดีเวลาฝ่ายค้านอภิปรายแอบให้ข้อมูลด้วยซ้ำไป หรือเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจอาจแอบงดออกเสียงเป็นต้น


เติมศักดิ์- อย่าลืมนะหอกข้างแคร่มีเยอะนะ


พิชาย- คนอยากได้ตำแหน่ง หรือบางทีเห็นว่าพรรคอื่นทำดีก็ไปกระตุกขาเขาเพราะริษยาว่าเขาจะได้ผลงานแบบนี้เป็นต้นก็ทำให้เกิดความขัดแย้งและมีผลกระทบเสถียรภาพของรัฐบาล ไอ้ 2 เพลิงนี้ เพลิงปราถนาและเพลิงริษยาเป็นเพลิงภายในที่จะกระทบเสถียรภาพของรัฐบาล เสร็จแล้วเพลิงที่ 3 นะ เพลิงอาฆาต


เติมศักดิ์- นี่หมายถึงใคร


พิชาย- มันเป็นเพลิงอาฆาตจากต่างแดน


เติมศักดิ์- ที่เขาบอกจะวางมือๆ


พิชาย- ที่เขาบอกจะวางมือๆ ไปหลงเชื่อนี่ละ สงสัยจะตกหลุมพรางเขา นั่นเป็นเพียงอุบาย อย่างหนึ่งที่ใช้ทุกเมื่อเชื่อวัน พออีกฝ่ายหนึงวางใจเขาก็จะเดินแผนเกมต่างๆ


เติมศักดิ์- ได้ข่างตั้งพรรคใหม่ด้วย


พิชาย- ที่จะมาดิสเครดิตหรืออะไรก็ว่าไป ทำทุกวิถีทางอันนี้ก็คือเพลิงอาฆาตดีไม่ดีอาจมีอะไรผุดให้ข้อมูลอะไรต่างๆ ผุดขึ้นมาที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลนี้ได้ ส่วนอีกกลุ่มก็อาจเป็นฝ่ายค้านก็จะวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาช่องโหว่อะไรต่างๆ เพื่อที่จะให้ตัวเองเข้ามาเป็นรัฐบาลแทนอันนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาถ้าเป็นเรื่องฝ่ายค้าน แต่เพลิงแค้นจากภายนอกนี่คือเรื่องผิดปกติ


เติมศักดิ์- ยิ่งรัฐบาลเขามีช่องโหว่อะไรเยอะ จุดอ่อน


พิชาย- และเพลิงแห่งความรังเกียจ อันนี้เกิดมในกลุ่มคนรุ่นใหม่เยอะ รังเกียจการใช้อำนาจเป็นรวมศูนย์ รังเกียจการใช้อำนาจแบบเผด็จการ อันนี้จะโลดแล่นในโลกสังคมออนไลน์ และถกเถียงกัน และอีกอันหนึ่งคือแม้กระทั่งฐานเสียงของคุณประยุทธ์เองที่เป็นไฮโซ ชนชั้นกลางระดับสูงเขาก็อาจอึดอัดจากการมีอิทธิพลเจ้าพ่ออะไรต่างๆ มาร่วมรัฐบาล ซึ่งในขณะนี้อาจนั่งทำใจอยู่เพราะคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ โดยพื้นฐานเลยเขาไม่ชอบคนกลุ่มนี้ และคนกลุ่มนี้ละที่เป็นเหตุให้ชนชั้นกลางรังเกียจนักการเมืองที่ผ่านมา ทีนี้คุณไปเอาเข้ามาโดยไม่คำนึงถึงจิตใจของเขา เขาจะรังเกียจขึ้นมาทีนี้ก็ยุ่ง


เติมศักดิ์- เพลิงที่ 4 นี้มัน ลามทุ่งได้ และมันขยายไปหลายหลุ่มด้วยแม้กระทั่งกลุ่มที่อาจารย์บอกว่าแฟนคลับเอง


พิชาย- ก็สาหัสอยู่ ส่วนที่ 5.เพลิงแห่งความทุกข์ยาก อันนี้เป็นเพลิงกองใหญ่เลยคุณเติมศักดิ์ อันนี้เป็นผลพวงจากการบริหาร 4-5 ปี ที่ผ่านมาที่เกิดความเหลื่อมล้ำและไม่เอาใจใส่พี่น้องเกษตรกรผู้ใช้แรงงานเอาใจใส่แต่กลุ่มทุนเป็นหลัก ความเดือดร้อนก็เกิดขึ้นราคาพืชผลเกษตรก็ตกต่ำ สินค้าก็ราคาแพงขึ้น ขายของไม่ได้ ความเดือดร้อนก็ขยายออกไปมากขึ้นๆ ผมเชื่อว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เปิดฉากก่อนเพือ่นหลังมาตรา 44 หมดไปในวันนี้ ต่อเราจะเห็นชาวบ้านกลุ่มเกษตรกรเริ่มออกมาเรียกร้องแล้วและชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน EEC ก็เริ่มแขวนป้ายแล้ว ผู้จัดการลงวันนี้ก็เริ่มแขวนป้ายแล้ว และกลุ่มพี่น้องผู้ใช้แรงงานก็เริ่มออกมาประท้วงแล้วมันจะขยายออกไปเรื่อยๆถ้าแก้ไม่ได้ ดับไม่ได้ก็ขยาย เพราะฉะนั้นเขาก็จะจ้องใช้ประชานิยมมาดับความเดือดร้อนชั่วคราว


เติมศักดิ์- หรือพยายามจะตั้งรัฐมนตรีบางคนที่เชื่อว่าไปจัดการม็อบได้


พิชาย- เป็นความเชื่อที่ผิดๆ คนเดียวทำอะไรไม่ได้หรอก เพราะคนเป็นจำนวนมาก ถ้าเขาพูดแบบนั้นก็ว่ากันไป และสุดท้ายคือเพลิงโทสะการควบคุมอารมณ์ของตัวผู้นำเองถ้าถูกฝ่ายค้านแหย่มากๆ กระตุนมากๆ นั่งฟังอยู่จะระเบิดอะไรออกมาก็ไม่มีใครรู้บางครั้งระเบิดออกมามันสร้างความเสียหายให้เจ้าตัวโดยเขาอาจไม่รู้ตัว เมื่อก่อนระเบิดกับนักข่าวเขาอาจไม่เป็นไร ถ้าระเบิดขึ้นในสภามันจะดูไม่ดีกับรัฐบาลมาก


เติมศักดิ์- ยิ่งถูกสปอยล์มา 5 ปี ทำอะไรก็เหมาะสมหมด ถูกต้อง ปรบมือให้ในสภาแล้วเจอภาวะแบบนี้มันมีทั้ง ตีรวน ใช้เหตุผล


พิชาย- ตีรวน ใช้เหตุผล วิจารณ์ สารพัดเสียดสี เย้ยยัน โอ้มาเพียบเลย


เติมศักดิ์- ทั้งหมดนี้ก็คือทะเลเพลิงที่พร้อมจะเผาทำให้นาวาเหล็กหลอมละลายได้


พิชาย- ถ้าหากว่าเพลิงเหล่านี้มันร้อนแรงปีหนึงก็หลอมแล้ว รัฐบาลก็อาจจะล่ม


เติมศักดิ์- อาจารย์คิดว่าสักเท่าไหร่


พิชาย- ดูแล้วก็ประมาณสักปีหนึ่ง ก็อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงถ้าไม่ปรับ ครม. ออก ก็อาจมีการปรับตัวนายกฯก็อาจมีความเป็นไปได้อยู่ นี่คือประเมินทางตรงกันข้ามกับรัฐบาลนะเพราะรัฐบาลเขาประเมินว่าอยู่ 4 ปี ผมประเมินว่าอยู่ปีเดียว ลองดูกันครับ


เติมศักดิ์- ขอบคุณมากครับ อาจารย์ครับลาไปก่อนนะครับ สวัสดีครับ




กำลังโหลดความคิดเห็น...