xs
xsm
sm
md
lg

“พิภพ” แนะฝ่ายการเมืองประกาศความต้องการให้ชัดเจน หวั่นเกิดสุดโต่งทั้ง “ขวา-ซ้าย”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“พิภพ” แนะทุกฝ่ายการเมืองประกาศความต้องการให้ชัดเจน อย่างฝ่ายซ้ายต้องการให้ไปถึงระบอบสาธารณรัฐเลยหรือไม่ หวั่นเกิดความสุดโต่งของทั้ง “ซ้าย-ขวา” แต่เชื่อไม่นำไปสู่ความรุนแรงเหมือนปี 2519



วันที่ 25 มิ.ย. นายพิภพ ธงไชย อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและที่ปรึกษคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ร่วมสนทนาในรายการ “คนเคาะข่าว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมช่อง “นิวส์วัน”

โดย นายพิภพ กล่าวช่วงหนึ่งว่า หลังจากปี 2475 มา ทหารเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง ขับเคลื่อนโดยการรัฐประหารสลับกับการเลือกตั้งมาตลอด และเป็นการสู้กันระหว่างความคิดแบบกษัตริย์นิยมกับความคิดระบอบประชาธิปไตยมาตั้งแต่ 2475 วันนี้ก็ยังสู้ในแนวนี้ และเกินเลยไปถึงระบอบสาธารณรัฐ แต่อาจจะพูดไม่ชัด ปัญหาความไม่ชัดเจนของชนชั้นนำในไทยทุกฝ่าย คือ ไม่กล้าประกาศว่าตัวเองคิดยังไง

นายพิภพ กล่าวอีกว่า เป็นห่วงความไม่ชัดเจน จะเกิดขวาสุดโต่ง ซ้ายสุดโต่ง แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่เหมือนปี 2519 ความสุดโต่งไม่ได้นำไปสู่ความรุนแรง แต่ค่อยๆ จัดเฉดสีใหม่ หน้าที่ของเราคือต้องเตือนสติสังคมต้องไม่สุดโต่ง ไม่ว่าจะซ้ายหรือขวา แต่ทุกฝ่ายต้องพูดให้ชัดความคิดเป็นอย่างไร ฝั่งซ้ายจะไปถึงขั้นไหน ถึงระบอบสาธารณรัฐไหม หรือเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วตั้งเป้าล้มอำนาจทหารก็ต้องพูดให้ชัดว่าจะทำให้ทหารเป็นประชาธิปไตยอย่างไร
คำต่อคำ : 87 ปี ประชาธิปไตยเรามาถึงจุดไหน? : คนเคาะข่าว 25/06/2019



พิภพ- คุณไม่ได้เป็นประชาธิปไตย ถึงแม้ว่าคุณจะอ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง การศึกษาเป็นระบบผูกขาด


เติมศักดิ์- อาจารย์พูดไว้ตอนต้นว่า ตอนนี้ 2 ฝ่ายที่ขัดแย้ง 2 ขั้วความคิดที่ขัดแย้งต่างฝ่ายต่างไม่พูดออกมาให้ชัดว่าฝ่ายตัวเองต้องการอะไร ซึ่งการที่พูดไม่ชัดอาจารย์ก็เป็นห่วงว่า ความไม่ชัดหรือคิดชัดแต่ไม่กล้าบอก เพราะอาจจะเป็นเรื่องอ่อนไหวทางสังคม ความไม่ชัดนี้จะนำไปสู่ภาวะสุดโต่งก็คือความรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง อาจารย์เป็นห่วงตรงนี้อย่างไร


พิภพ- ก็ผมเป็นห่วงตรงนี้ว่า พอความไม่ชัดมันก็จะมีขวาสุดโต่ง ฝ่ายซ้ายก็จะเป็นฝ่ายซ้ายสุดโต่ง แต่ในสถานการณ์สังคมปัจจุบัน ไม่เหมือนตอน 2519 ความสุดโต่งนั้นอาจจะไม่ได้นำไปสู่ความรุนแรง แต่ความสุดโต่งมันจะค่อยๆ ถ้าพูดภาษาสี มันก็จะค่อยๆจัดเฉดสีใหม่ ผมว่าตอนนี้หน้าที่ของเราที่จะบอกเตือนสติคน 2 กลุ่มว่า คุณต้องไม่สุดโต่งไม่ว่าฝ่ายซ้าย หรือฝ่ายขวาต้องไม่สุดโต่ง แต่คุณจะต้องพูดออกมาให้ชัดว่าความคิดของคุณเป็นอย่างไร ฝ่ายซ้ายความคิดของคุณเป็นอย่างไร คุณจะเอาถึงขั้นไหน คุณจะไปถึงระบบสาธารณรัฐไหม เอาให้ชัด ถ้าคุณเป็นระบบประชาธิปไตยที่มีระบบพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และมีสถาบันกษัตริย์ คุณก็ต้องบอกมาให้ชัด ถ้าคุณบอกว่าจะตั้งเป้าเล่นทหารก่อน ลดอำนาจทางทหารก่อนคุณก็ต้องพูดให้ชัดว่าทำให้ทหารเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร คำว่าเป็นประชาธิปไตยคือยังมีอำนาจอยู่นะครับ ยังมีอำนาจทางการเมือง แต่เป็นอำนาจอยู่ในกระบวนการประชาธิปไตย เศรษฐกิจ ซึ่ง ฝ่ายพรรคอนาคตใหม่ พูดตรงๆ ไม่พูดระบบเศรษฐกิจ ไม่พูดเรื่องทุนผูกขาดตอนนี้ก็พุ่งเป้าไปเล่นทหารอย่างเดียว แล้วทหารถ้าคุณจะเล่นเขาถึงขนาดนั้น คุณสามารถเปลี่ยนแปลงเขาได้หรือเปล่า ผมใช้คำว่าเปลี่ยนแปลงไม่ใช่คำว่าล้ม เพราะเราไม่สามารถล้มกองทัพได้ แต่คุณจะเปลี่ยนกองทัพให้เป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ผมว่าพูดมาให้ชัด


เติมศักดิ์- คือไม่ใช่แค่ให้เขาออกไปจากพื้นที่หรือเวทีทางการเมือง แต่โจทย์อยู่ที่การจะให้เขาอยู่บนเวทีทางการเมืองอย่างไรต่างหาก


พิภพ- อย่างไร ถ้าสำหรับผมก็คือให้อยู่บนพื้นที่ทางการเมืองแบบประชาธิปไตย แต่วันนี้ก็ต้องออกแบบบ้างนะ พูดมันง่าย ต้องออกแบบ เหมือนเศรษฐกิจ เศรษฐกิจง่ายหน่อย ธุรกิจง่ายหน่อยให้เป็นประชาธิปไตย ออกแบบง่าย อีกข้อหนึ่งที่ผมอยากจะพูดก็คือว่า เราจะใช้ระบบรัฐสวัสดิการไหม เราคิดว่าระบบรัฐสวัสดิการจะช่วยให้เปิดพื้นที่ประชาชนทุกส่วน แม้แต่คนยากจนก็ให้มีสถานะเท่ากับชนชั้นกลาง เราจะทำไหม อันนี้ก็ยังคิดไม่ชัดนะครับ ด็อกเตอร์ บุญส่ง ชเลธร ส่งหนังสือมาให้ผมเล่มหนึ่งชื่อ สวีเดนต้นแบบรัฐสวัสดิการ ผมว่าสังคมไทยก็ยังไม่พูด พรรคการเมืองใดๆก็ไม่เคยพูดเรื่องนี้ว่า ทั้งๆที่เราใช้ระบบประชานิยม ประหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการสังคม แต่เราก็ไม่พูดเป็นระบบเป็นโครงสร้าง


เติมศักดิ์- มันยังเป็นแค่โวหารในการหาเสียงอยู่ว่า ตกลงประชานิยมกับรัฐสวัสดิการ มันยังเป็นพื้นที่ ที่มันเท่าๆอยู่ใช่ไหมอาจารย์ ในนโยบายหาเสียงที่ผ่านมา


พิภพ- ผมเป็นห่วง ก็ไม่ถึงกับเป็นห่วง มันเป็นวิวัฒนาการทางความไม่ชัด มันจะนำไปสู่ความชัด ผมหวังไว้อย่างนั้น เพราะอย่างนั้นเราก็ต้องมาพูดกระตุ้นกันว่าคุณยังคิดไม่ชัด คุณพูดมาให้ชัด


เติมศักดิ์- คือความชัดมันจะนำไปสู่การที่ 2 ฝ่ายมาคุยกันด้วยความชัดเจนของแต่ละฝ่าย มันจะได้หาจุดที่มันเจอกันได้ใช่ไหมครับ ถ้า 2 ฝ่ายก็ยังไม่ชัดว่าตัวเองคิดอะไรอยู่หรือคิดแต่ไม่กล้าบอกออกมามันก็ทำให้หาจุดที่เจอกันลำบาก อาจารย์กำลังจะมองอย่างนั้นใช่ไหมครับ


พิภพ- ใช่ ผมยกตัวอย่างผมเป็นคนทำเรื่องการศึกษา ผมพูดมาชัดเลยว่า ต้องลดอำนาจของข้าราชการในระบบการศึกษา แต่เมื่อผมไปทำไม่ได้ผมก็ยุให้ประชาชนทำการศึกษาทางเลือกขึ้นมา นี้คือเข้าไปชิงพื้นที่ในการจัดการศึกษา ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ ก็อ่อนข้อเรื่องนี้ ยอมออกระเบียบปฎิบัติให้เกิดโรงเรียนทางเลือก ให้เกิดโฮมสคูล แต่ตอนที่ผมตั้งโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก เป็นโรงเรียนทางเลือก ระเบียบปฎิบัติในกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้เปิดโอกาสให้ผมเลย แต่ผมอาศัยวิเทโศบาย ในการตั้งโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก โดยเริ่มต้นที่เด็กยากจน เขาก็มองเป็นโรงเรียนสังคมสงเคราะห์ แล้วผมก็บอกว่าเด็กยากจนเหล่านี้ต้องได้รับประสิทธิภาพในการเรียนตามศักยภาพของเขาและต้องดูพื้นเพเดิมของเขาว่าพื้นเพเดิมของเขาซึ่งมาจากสลัมเราจะเปลี่ยนแปลงจุดอ่อนหรือปมทางด้านจิตใจของความรุนแรงในใจเขาออกอย่างไร มันก็เป็นพื้นที่หรือเป็นตัวอย่างในการก่อให้เกิดการศึกษาทางเลือก ซึ่งพวกชนชั้นกลางเอาไปทำ


เติมศักดิ์- เช่นกัน คู่ขัดแย้งตอนนี้ก็เหมือนกัน คุณก็ต้องชัด ว่าคุณต้องการจะให้ตัวแสดงทางการเมืองเขาอยู่ตรงไหนอย่างไรในพื้นที่นี้


พิภพ- ผมยกตัวอย่างเช่น จะโจมตี ส.ว. บอกมาว่าคุณจะเลือกตั้ง ส.ว. แบบรัฐธรรมนูญฉบับ 40 หรือไม่ เอามาให้ชัด คุณต้องพูด ผมเอาแค่เรื่อง ส.ว. ก่อนนะ ขอแก้แค่นี้ก่อนได้ไหม แล้วก็เรื่องอำนาจของ ส.ว. ในสภาจะมีแค่ไหนก็มาตกลงกัน


เติมศักดิ์- อาจารย์พูดที่ ครป. เมื่อวันก่อนว่า ทางคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย ที่อาจารย์เป็นที่ปรึกษาอยู่ ก็ควรจะเริ่มคิดว่าจะวางพื้นที่อำนาจของประชาชนจะอยู่ตรงไหน


พิภพ- คืออันนี้ผมไม่ได้พูดกับ ครป. เท่านั้น ผมว่าทหาร พรรคการเมืองต่างๆก็ต้องพูดว่าคุณจะให้พื้นที่ของประชาชนอยู่ตรงไหน และจะให้มีบทบาทอะไร ไม่ใช้ให้มีบทบาทแค่ไปเลือกตั้ง ตอนนี้ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ 40, 50, 60, เขาพูดพื้นที่นี้ไว้ ยกตัวอย่างเช่น ในการที่จะให้ออกกฎหมายเสนอกฎหมายได้ แต่ในความเป็นจริงมันเสนอได้จริงและปฎิบัติได้จริงตามเจตนารมณ์ ของประชาชนที่เข้าชื่อกันมาเป็นหมื่นเป็นแสนคน ในการเสนอกฎหมายได้หรือไม่ อันนี้ก็ต้องพูดมา พรรคการเมืองไม่มีพูดเรื่องนี้ แล้วเรื่องเศรษฐกิจว่าการที่มีเศรษฐกิจผูกขาดไปทำให้เศรษฐกิจชุมชนมันพังทลายไหม นี้เป็นพื้นที่ของประชาชนในเรื่องเศรษฐกิจ พื้นที่ทางเศรษฐกิจของประชาชนอยู่ตรงไหนแล้วพื้นที่ทางการศึษาของประชาชนอยู่ตรงไหน โรงเรียนขนาดเล็กสามารถอยู่ได้ไหม สามารถจัดการศึกษาและให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนได้ไหม มันไม่มีใครพูดเรื่องนี้ นี้คือพื้นที่ของประชาชนและพื้นที่ของประชาชนในความเห็นของผมมันหลายมิติ ตั้งแต่เรื่องทำมาหากิน เรื่องการศึกษา เรื่องอำนาจในการเลือก อบต. หรือเทศบาลที่เขากำลังจะยุบไปเป็นเทศบาล มันก็ต้องบอกว่าพื้นที่ของประชาชนจะมีสิทธิ์ในการเลือกพวกนี้แล้วมีสิทธิ์ตรวจสอบไหม พื้นที่การตรวจสอบของประชาชนอยู่ตรงไหน จะเพิ่มพื้นที่ไหม มันไม่มีการพูดให้ชัดเจนเรื่องนี้


เติมศักดิ์- เพราะว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ถูกเรียกว่าฉบับปราบโกง แต่ว่าพื้นที่ของประชาชนในการตรวจสอบการทุจริตหรือปราบโกงมันแคบมากใช่ไหมครับอาจารย์


พิภพ- ถ้าเราพูดในโอกาส 24 มิถุนายน ตอน 24 มิถุนายน ไม่มีพื้นที่ของประชาชนถึงแม้จะใช้คำว่า คณะราษฎร แต่มันอาจจะเหมือนกับจินตนาการจุดมุ่งหมายว่าสุดท้ายจะให้อำนาจเป็นของราษฎร แล้วคุณไปดูในรัฐธรรมนูญมันสู้กันเรื่องนี้นะ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย หรืออำนาจอธิปไตยเป็นอะไร สู้กันมานะ แต่คนไม่ค่อยสังเกต


เติมศักดิ์- แม้แต่ครั้งหนึ่งอำนาจอธิปไตยเป็นของหรือมาจาก


พิภพ- ใช่ๆ เห็นไหมว่าเป็นการเถียงทางความคิด ไม่ใช่เลื่อนลอย การเถียงทางความคิดมันนำไปสู่การปฎิบัติการในการเขียนมาตราต่างๆ ในรัฐธรรมนูญและยังตามไปสู่มาตราต่างๆ ในกฎหมายลูกอีกความคิดมันสำคัญถ้าเราไม่เถียงความคิดให้ชัดถึงเวลาปฏิบัติการอย่างไร


เติมศักดิ์- คือความคิดต้องตกผลึก


พิภพ- วันนี้ผมถึงได้บอกว่าทุกคนต้องพูดความคิดออกมาให้ชัด แต่ทีนี้ถ้ามันมีกฎหมายเป็นอุปสรรคในการพูดทางความคิดก็ต้องทำกฎหมายอย่าให้เป็นอุปสรรค


เติมศักดิ์- พูดกันตรงๆ กองทัพเองหรือว่าทหารเองก็อาจบอกว่าประชาธิปไตยยังอยู่ในมือในมือประชาชน 10 เปอร์เซ็นต์เต็มไม่ได้ อะไร 1 2 3 4


พิภพ- ใช่ก็พูดมาให้ชัด ทหารมันมีเครื่อมืออันหนึ่ง คือกฎหมายความมั่นคง อันนี้ทหารต้องพูดว่าคำว่าความมั่นคงของทหารนี้มันตีความอย่างไร มันตีความมากนะ แล้วมาพูดถึงเกี่ยวกับคดีที่ผมโดนด้วย ว่าพื้นที่การเคลื่อนไหวของประชาชนในการตรวจสอบ รัฐบาลในการชุมนุมทางการเมือง ถือเป็นคดีทางการเมือง ซึ่งวันนี้ทีมของ ดร.อาจารย์แก้วสรรได้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญอันนี้ก็ต้องตีความแค่ไหน เรื่องการชุมนุมของประชาชนเป็นเรื่องเจตจำนงทางการเมือง


เติมศักดิ์- เรื่องนี้สำคัญอย่างไรอาจารย์


พิภพ- สำคัญสิเพราะมิฉะนั้นแล้ว คุณไม่ตีความเรื่องนี้คุณก็เอาคดีอาญาเข้ามาจับ เริ่มตั้งแต่ตั้งข้อหาซ่องโจร อังยี่ เพราะ ชุมนุมทางการเมืองมันต้องมีคนมากกว่า 5 คน เอาข้อหานี้ก่อนแล้วไล่ไปเรื่อย คนกระทั่งข้อหาใหญ่สุดคือผู้ก่อการร้าย ถ้าผู้ก่อนการร้ายไม่สาหัสเท่ากับกบฎ โดน 2 ข้อหา ถ้ากบฎไม่สามารถจะตัดสินว่าเป็นกบฎได้ ไม่ตัดสินว่าเป็นผู้ก่อการร้ายได้ ก็มาใช้คดีอาญาเล็กๆ ว่าซ่องโจร อังยี่ หรือข้อหาที่ผมโดนรุกล้ำสถานที่ บุกรุกสถานที่ราชการ เสร็จแล้วเอาเข้าจริงๆ ผมโดนข้อหาแค่บุกรุกเท่านั้นเอง เป็นคดีอาญา ทั้งๆที่การบุกรุกของเรามันเป็นการแสดงเจตจำนงทางการเมืองเราไม่ได้ไปทำลายข้าวของอะไร ความเสียหาย ถ้าบอกมีความเสียหายกรณีทำเนียบรัฐบาลเสียหายระดับ 5-6 ล้าน ก็ใช้คดีแพ่งสิ


เติมศักดิ์- คืออาจารย์ต้องการจะใช้เกิดบรรทัดฐานที่ชัดเจนว่าการใช้สิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของบ้านเมือง เราจัดวางการใช้สิทธินี้ตรงไหน การใช้สิทธินี้มันควรไม่เป็นคดีอาญา ขอบเขตแบบไหนใช่ไหมครับอาจารย์


พิภพ- ใช่


เติมศักดิ์- และทหารเวลาปฏิวัติ เป็นเพราะบอกว่ามัการชุมนุม เป็นเพราะมีความวุ่นวายก็เลยต้องเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง


พิภพ- ทหารก็กลายเป็นอภิสิทธิ์ กลุ่มเดียวที่สามารถล้มกฎหมายใหญ่ได้ ทั้งที่ประชาชนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อตรวขสอบอำนาจรัฐไม่เคยคิดจะไปฉีดกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญเลย แต่กลับโดนข้อหากบฎล้มล้าง จริงๆแล้วทหารควรโดนข้อหานี้มากกว่า


เติมศักดิ์- ฉีกแล้วนิรโทษกรรมตัวเองได้


พิภพ- แต่ก็สามารถนิรโทษกรรมตัวเองได้ กับประชาชนไม่มีอำนาจที่จะนิรโทษกรรมตัวเองเลย ทุกคนก็ต้องเดินเข้าคุกเข้าตารางไป อันนี้ผมไม่ไม้พูดถึงเรื่องการเผานะ อย่างการเผานี่ยอมไม่ได้ การใช้อาวุธ อันนี้ไม่ได้ผมเห็นด้วย ฝ่ายประชาชนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองต้องไม่นำไปสู่การเผาสถานที่ราชการ หรือสำนักงานธุรกิจหรือบริษัทต่างๆ หรือการยิง


เติมศักดิ์- นี่เป็นโจทย์หนึงในการการวางพื้นที่อำนาจของประชาชนไหมครับอาจารย์


พิภพ- ซึ่งผมเสียดายพรรคอนาคตใหม่ไม่พูดเรื่องนี้ คือคุณจะบอกว่าถ้าแน่จริงก็มาเลือกตั้งไม่ได้ เพราะพื้นที่ของประชาชนไม่ได้มีแค่เลือกตั้งเท่านั้น หรือเข้ามาตั้งพรรคการเมืองเท่านั้น มันมีพื้นที่การเคลื่อนไหวทางการเมืองบนท้องถนน เพระาฉะนั้นการเคลื่อนไหวทางการเมืองบนท้องถนนต้องพูดให้ชัดว่าสามารถทำได้โดยไม่เอากฎหมายจราจร ไม่เอากฎหมายอะไรต่ออะไรมาอั่งยี่ ซ่องโจรมาใช้ ความไม่ชัดคลุมเคลือพวกนี้มันมีเยอะในสังคมไทยนะครับ แต่เราชัดอยู่เรื่องเดียวคือต้องมีสถาบันพระมหากษัตริย์ อันนี้ต้องถือว่าสังคมไทยชัดเจน เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้


เติมศักดิ์- สุดท้ายที่เราพูดมาเนี่ย อาจารย์มีความหวังสักแค่ไหนว่าในที่สุดแล้วเราจะเปลี่ยนแปลงไปถึงจุดที่สามารถสร้างดุลภาพ


พิภพ- ถ้าพูดไปทำไมมีความคิดเหล่านี้เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆนะ ถึงแม้ผมจะเรียกร้องว่าทำให้มันชัด แต่มันเริ่อมแสดงตัวตนออกมา งั้นในเมื่อแสดงออกมาว่าฉันคิดแบบนี้ผมว่ามันจะเกิดการเคลื่อน อย่าลืมว่าตอน 14 ตุลาคม 2516 เราบอกแต่เพียงว่าเราต้องการให้มีการเลือกตั้งและเขียนรัฐธรรมนูญ เอานับตรงจุดนั้นไม่นับถึง 2475 และตรงนั้นมันก็มาเรื่อยๆ จนมาได้รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540 ซึ่งบอกเป็นรัฐธรรมนูญ ของประชาชน แล้วการกระจายอำนาจก็ถูกพูดตั้งแต่ 2540 เอาตรงๆก็ถูกกล่าวไว้ใน 2540 แล้วมาวันนี้มาขอบคุณ สนช. ที่แก้กฎหมายเกี่ยวกับผู้ใหญ่บ้านและกำนันให้มีการเลือกตั้ง ไม่ใช่ปล่อยไปจนเกษีรณอายุ หรืออยู่ไปตลอดชีวิต อันนี้เขาก็ทำหลายอย่างนะเพียงแต่ สนช. ไม่เคยจัดกรุ๊ปว่ากฎหมายที่ตัวออกนี้อะไร แต่ตอนนี้เป้าของทหารมันมีปัญหาเรื่องมาตรา 44 ก็ต้องมาพูดว่ามาตรา 44 ตัวเองทำอะไรไว้ ขู่จะยกเลิกอะไร อันนี้ผมอยากให้ฝ่ายทหารหรือฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์พูดเรื่องนี้ ตัวเองออกมาตรา 44 มาด้วยปัญหาเฉพาะหน้าและเพื่อจะแก้ไขอย่างรวดเร็วแบบเผด็จการทหารแต่วันนี้มาสู่ประชาธิปไตยแล้วเราจะมารื้อตัวนี้อย่างไร แล้วถ้าบางเรื่องมีความจำเป็น มีคุณค่าก็เปลี่ยนเป็นกฎหมายปกติ


เติมศักดิ์- อะไรที่จะอยู่ต่อ


พิภพ- ก็เปลี่ยนเป็นกฎหมายปกติก็ให้เข้าสภาร่างกฎหมายตามวันนั้น ไม่ใช่คำว่ามาตรา 44 ใช้คำว่าประกาศคณะปฏิวัติสมัยจอมพลสฤษดิ์ นะ


เติมศักดิ์- คืออะไรที่จะอยู่ต่ออะไรที่ไม่ควรไปต่อแล้วมันสำคัญ มาตรา 44


พิภพ- ให้เปลี่ยนสะ เปลี่ยนสภาพ สถานะ ให้เป็นกฎหมายปกติและเข้าสภาให้มีการถกเถียงแลกเปลี่ยนกัน


เติมศักดิ์- ครับ ทั้งหมดนี้ก็คือ 87 ปี ประชาธิปไตยไทย ซึ่งอาจารย์มองว่ามันก็ลุ่มๆดอนๆ


พิภพ- และยังคลุมเครืออยู่ ต้องทำให้หายคลุมเครือ แต่ความชัดเจนเริ่มมีมากขึ้นถ้านับตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516


เติมศักดิ์- เพียงแต่ว่าความชัดเจนนั้นสังคมไทยต้องเปิดใจคุยกัน ความจัดเจนมันต้องไม่นำไปสู่การสวมหมวก หรือแปะฉลากอะไรบางอย่างให้เขา


พิภพ- หรือความรุนแรง แต่สังคมไทยมันมีวัฒนธรรมบางอย่างที่ดีคือจำกัดความรุนแรง ผิดกับประเทศเพื่อนบ้านหมดเลยอันนี้เรียกว่าเป็นคุณสมบัติของสังคมไทย ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านไม่มี ไม่ว่าจะเป็ฯเขมร อินโดนีเซีย พม่า หรือศรีลังกา ไม่มี เรื่องวัฒนธรรมจำกัดความรุนแรง ไม่ใช่ว่าไม่มีความรุนแรงแต่มันมีวัฒนธรรมที่จำกัดว่า เห้ยแค่นี้นะ


เติมศักดิ์- มันมีเพดานอยู่


พิภพ- ใช่ แค่นี้ ซึ่งประเทศอื่นไม่มี ไปเป็นสุดโต่งฆ่ากันเป็นศพ


เติมศักดิ์- ทำลายล้างเผ่าพันธุ์เลย


พิภพ- อืม หรือฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เลยที่เกิดขึ้นในพม่า


เติมศักดิ์- ครับก็หวังว่าถกเถียงกันอย่างมีสติและก็แม้จะมีความรุนแรงแต่เราก็มีเพดานมีลิมิต มีความจำกัดของความรุนแรงอยู่อันนี้เป็นข้อดีของสังคมไทย


พิภพ- อันนี้เป็นจุดแข็งของสังคมไทย


เติมศักดิ์- วันนี้ของคุณนะครับอาจารย์พิภพครับ คนเคาะข่าวลาไปก่อนนะครับสวัสดีครับ




กำลังโหลดความคิดเห็น...