xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 9-15 มิ.ย.2562

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

1.สังคมสวดยับ “ช่อ” โฆษก อนค. โพสต์ภาพ-ข้อความส่อจาบจ้วงสถาบัน “ศรีสุวรรณ” ยื่น ป.ป.ช.สอบ-ไฮโซแจ้งจับฐานหมิ่น ม.112!
น.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือ ช่อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคอนาคตใหม่
ข่าวที่เป็นประเด็นร้อนสัปดาห์ที่ผ่านมา และทำให้คนไทยจำนวนมากที่รักสถาบันรู้สึกโกรธ น.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือ ช่อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ หลังกระแสโชเชียลออนไลน์ได้เผยแพร่และแชร์ภาพที่ น.ส.พรรณิการ์เคยโพสต์ไว้ในเฟซบุ๊ก โดยเป็นภาพสวมชุดครุยรับปริญญา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2553 พร้อมเพื่อนๆ อีก 5 คน ซึ่งแต่ละคนในภาพได้ทำกิริยาท่าทางที่มิบังควรต่อพระบรมฉายาลักษณ์ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ไม่เท่านั้น ยังมีอีกหลายภาพหลายโพสต์พร้อมข้อความของ น.ส.พรรณิการ์ ที่สะท้อนถึงความไม่เหมาะสม และอาจเข้าข่ายดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งแม้จะเป็นการโพสต์ในอดีต แต่ก็เป็นช่วงที่ น.ส.พรรณิการ์บรรลุนิติภาวะแล้ว ซึ่งการกระทำของ น.ส.พรรณิการ์ ถูกกระแสสังคม โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์และประณามอย่างหนัก

กระทั่งต่อมา น.ส.พรรณิการ์ได้ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของเฟซบุ๊กตนเอง เพื่อจำกัดการเข้าถึงข้อมูล เพื่อไม่ให้บุคคลที่ไม่ได้เป็นเพื่อนเข้าถึงอัลบั้มรูปภาพและคอมเมนต์ของตนได้ พร้อมชี้แจงโดยอ้างว่า ภาพและข้อความต่างๆ ที่ตนเคยโพสต์เป็นการถ่ายเล่นๆ กับเพื่อนในช่วงรับปริญญาที่จุฬาฯ เมื่อปี 2553 และว่า เหตุที่ภาพและโพสต์ของเธอเป็นประเด็นขึ้นมา เพราะมีเพจเฟซบุ๊กที่ทำงานปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารทางจิตวิทยา หรือที่เรียกกันว่า เพจ IO ให้แก่ คสช. กับสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งนำภาพดังกล่าวมาเชื่อมโยงกับเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์

น.ส.พรรณิการ์ยังอ้างด้วยว่า ช่วงยุคหลังรัฐประหาร 2549 มีกระแสกล่าวหาผู้คนว่าไม่จงรักภักดี ตนกับเพื่อนๆ เติบโตมาในบรรยากาศความขัดแย้งทางการเมือง มีการนำเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้โจมตีทางการเมือง แบ่งฝักฝ่ายในหมู่ประชาชนให้เกลียดชังกัน หรือบานปลายไปถึงขั้นล่าแม่มดกัน "ช่อยอมรับว่า ภาพการประชดล้อเลียนกระแสความเกลียดชังจากการล่าแม่มดของนิสิตนักศึกษาจำนวนมาก ดูไม่เหมาะสม และต้องขออภัยอย่างสูงต่อประชาชนที่เห็นภาพนี้แล้วเกิดความไม่สบายใจ ...วันนี้ช่อไม่ใช่นิสิตแล้ว แต่เป็นนักการเมือง เวลาผ่านไปเกือบทศวรรษ ทว่าสภาพการเมืองไทยก็แทบไม่เปลี่ยนไปเลย ...ขอร้องเถอะค่ะ ว่าอย่านำประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์มาโจมตีกันทางการเมืองอีกเลย..."

ทั้งนี้ หลายภาคส่วนในสังคมมองว่าคำชี้แจงของ น.ส.พรรณิการ์ เป็นเพียงคำแก้ตัวและไม่มีเหตุผลพอ จึงได้ประณามการกระทำของ น.ส.พรรณิการ์อย่างหนัก และถึงขั้นมีการแจ้งความเอาผิด น.ส.พรรณิการ์ฐานหมิ่นสถาบันแล้ว สำหรับปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ ได้แก่ ดร.เสรี วงษ์มณฑา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า "เขาไม่ได้ด่าเธอเพราะเธอเป็นนักการเมือง แต่เขาด่าเธอเพราะเธอเลว และเขาไม่ได้ด่าเพื่อนเธอ เพราะคนพวกนั้นเป็นเพื่อนเธอ แต่เขาด่าเพราะคนพวกนั้นเลวเหมือนเธอ..."

ขณะที่ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โพสต์เฟซบุ๊กโดยติดแฮชแท็ก #อีช่อหนักแผ่นดิน

ด้านศิษย์เก่าโรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ น.ส.พรรณิการ์เคยเรียน ได้ออกมาประณามการกระทำของ น.ส.พรรณิการ์ ว่า "ในนามศิษย์เขมะสิริอนุสสรณ์ ขอประณามการกระทำของ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ที่ทุกคนในโลกโซเชียลกำลังกล่าวถึง นับเป็นความอัปยศอดสู น่าอับอายเป็นอย่างยิ่งที่มีชื่อผู้หญิงคนนี้อยู่ในทำเนียบศิษย์เก่าเขมะสิริฯ...!!!"

ทั้งนี้ เริ่มมีบางคนไปแจ้งจับ น.ส.พรรณิการ์ฐานหมิ่นสถาบันแล้ว เช่น นายเตชะ ทับทอง หรือเต้ หนึ่งร้อยตัวแทนทำดีเพื่อพ่อ พร้อมด้วย น.ส.ซินเธีย เอี่ยมสะอาด ไฮโซแกนนำกลุ่มคนไทยผู้รักชาติ และผู้สนับสนุนประมาณ 10 คน ได้เข้าพบ ร.ต.อ.เครือณรงค์ ขมิ้นเครือ รอง สว. (สอบสวน) กก.3 บก.ปอท. เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดี น.ส.พรรณิการ์ ฐานหมิ่นเบื้องสูงเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.

ขณะที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เข้ายื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบการกระทำของ น.ส.พรรณิการ์ กรณีโพสต์ภาพและข้อความจำนวนมากในเฟซบุ๊ก ในลักษณะที่ทำให้ประชาชนเข้าใจไปในทางที่อาจเชื่อมโยงกับเรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างมิบังควร อันเป็นพฤติการณ์หรือการกระทำที่ส่อไปในทางขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง พฤติกรรมของ น.ส.พรรณิการ์อาจเข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งมีอัตราโทษค่อนข้างสูง คือ พ้นจากตําแหน่ง และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนดเวลาไม่เกิน 10 ปีด้วยหรือไม่ก็ได้ ดังนั้นเพื่อให้กรณีดังกล่าวเป็นข้อยุติว่าการกระทำดังกล่าวของ น.ส.พรรณิการ์ เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ จึงยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ

ทั้งนี้ นายศรีสุวรรณ ระบุว่า แม้การกระทำของ น.ส.พรรณิการ์ จะเกิดก่อนที่จะมีการโปรดเกล้าฯ ให้เป็น ส.ส. แต่ในเฟซบุ๊กของ น.ส.พรรณิการ์ ได้เปิดเป็นสาธารณะต่อเนื่องมาตลอด จนถึงวันที่เกิดเป็นข่าวและปิดสถานะเป็นส่วนตัว จะเห็นได้ว่า การกระทำความผิดได้ดำเนินต่อเนื่องมา และความผิดสำเร็จแล้ว

2.“เปรมชัย” เจอคุกอีก 1 ปี ไม่รอลงอาญา ติดสินบน จนท.คดีล่าเสือดำ ด้านศาลให้ประกันตัว!
(บน) นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) (ล่าง) นายวิเชียร ชิณวงศ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก
เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 ได้นัดฟังคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 7 ยื่นฟ้องนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และนายยงค์ โดดเครือ เป็นจำเลยที่ 1 และ 2 ข้อหาร่วมกันให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ประกอบมาตรา 83 (เสนอให้สินบนเจ้าพนักงาน) เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ชุดจับกุมคดีล่าเสือดำ

หลังฟังคำพิพากษา นายทะนง ตะภา อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการพิเศษคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 7 เจ้าของสำนวน เผยว่า ศาลพิพากษาว่า นายเปรมชัย จำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้อง ให้จำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา และนับโทษต่อจากศาลจังหวัดทองผาภูมิ คดีนายเปรมชัยร่วมกันพกพาอาวุธปืน สนับสนุนให้ผู้อื่นล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง และร่วมกันซากสัตว์ป่าคุ้มครอง ซึ่งศาลจำคุก 16 เดือน รวมจำคุกทั้ง 2 คดี 1 ปี กับ 16 เดือน ส่วนนายยงค์ จำเลยที่ 2 ศาลพิจารณาแล้วว่า ไม่เกี่ยวข้อง ให้ยกฟ้อง

ทั้งนี้ คำพิพากษาระบุว่า ในส่วนของนายเปรมชัย จำเลยที่ 1 โจทก์มีนายวิเชียร ชิณวงศ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนข้อความที่นายเปรมชัย จำเลยที่ 1 พูดต่อนายวิเชียรว่า "จะให้นายนพดล พฤกษะวัน มาเคลียร์ มีหนทางช่วยกันได้ไหม มีเงื่อนไขอะไรไหม ถ้าปล่อยพวกผม อยากได้อะไร ผมก็จะหามาให้" โดยมีพยานปากอื่นเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยที่ 1 พูดข้อความดังกล่าวต่อนายวิเชียร เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมที่จำเลยที่ 1 พูดต่อนายวิเชียรหลังถูกจับ ขณะที่มีการสอบถามข้อเท็จจริงภายในอาคารนิทรรศการและศูนย์บริการของสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฯ ที่ควบคุมตัวจำเลยที่ 1 กับพวกแล้ว เห็นว่า เป็นสถานที่ไม่กว้าง ไม่มีเสียงแวดล้อมอื่นๆ ใดรบกวนการพูดในขณะที่ถูกควบคุมตัวอยู่นั้น จำเลยที่ 1 และนายวิเชียรกับพยานโจทก์มีโอกาสได้ยินข้อความที่พูด ทั้งข้อความดังกล่าวเป็นข้อความที่สั้นๆ ไม่ยืดยาว ย่อมอยู่ในวิสัยที่น่าจะจดจำได้ ประกอบกับพฤติกรรมที่จำเลยที่ 1 พูดหลังโดนจับ แม้ข้อความไม่ได้ระบุว่าจะให้อะไรโดยตรงก็ตาม แต่น่าจะสื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ต้องการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นการตอบแทน เพื่อให้ปล่อยตัวจำเลยที่ 1 ไป การกระทำของจำเลยที่ 1 นั้นมีลักษณะเป็นการขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ อันมิชอบ อันเป็นความความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ตามฟ้อง

หลังศาลอ่านคำพิพากษา นายเปรมชัยได้ให้ทนายความยื่นหลักทรัพย์ 2 แสนบาท ขอประกันตัว เพื่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ ด้านศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยตีราคาประกัน 2 แสนบาท พร้อมห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

3.โปรดเกล้าฯ “พล.อ.ประยุทธ์” เป็นนายกฯ สมัยที่ 2 ด้านพรรคร่วม รบ.ส่งรายชื่อ รมต.ถึงมือ “บิ๊กตู่” แล้ว!

สถานการณ์การเมืองสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ได้มีพิธีรับพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้เชิญพระบรมราชโองการ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าพิธีรับพระบรมราชโองการ โดยมีนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา ร่วมในพิธีดังกล่าว ท่ามกลางหัวหน้าพรรคและตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาล ร่วมเป็นเกียรติ

หลังรับพระบรมราชโองการ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณว่า “ในวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นับเป็นเกียรติยศและเป็นสิริมงคลอย่างสูงสุดแก่ชีวิตอย่างที่สุดมิได้ ผมและครอบครัวรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นล้นพ้น และขอเทิดทูนไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ทั้งจักปฏิบัติงานสนองพระราชปณิธานตามพระปฐมบรมราชโองการ”

“ผมขอยืนยันว่า จะทุ่มเททำงานตามมาตรฐานจริยธรรมด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ จะเพียรพยายามมุ่งมั่นทำงาน พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกกลุ่มทุกฝ่าย ทุกสาขาอาชีพ ทุกช่วงวัย ในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศในทุกด้าน... และป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น ลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้ สร้างความเข้มแข็ง ยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้มีรายได้น้อย ใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐอย่างโปร่งใส...”

ส่วนความคืบหน้าการจัดสรรโควต้ารัฐมนตรีนั้น แน่ชัดแล้วว่า พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ 1 รองนายกฯ 3 รัฐมนตรีว่าการฯ และ 4 รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ขณะที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ 1 รองนายกฯ 3 รัฐมนตรีว่าการ และ 4 รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ เช่นกัน โดยในส่วนของพรรค ปชป. หลังจากประชุมกรรมการบริหารและ ส.ส.ของพรรคเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.แล้ว มีรายงานว่า รายชื่อรัฐมนตรีที่เคาะแล้ว เป็นดังนี้ นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีควบ รมว.พาณิชย์, นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์, นายนิพนธ์ บุญญามณี เป็น รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นายจุติ ไกรฤกษ์ เป็น รมช.มหาดไทย, นายถาวร เสนเนียม เป็น รมช.คมนาคม, คุณหญิงกัลยา โสภณพาณิชย์ เป็น รมช.ศึกษาธิการ และนายสาธิต ปิตุเตชะ เป็น รมช.สาธารณสุข

ขณะที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคได้ส่งรายชื่อรัฐมนตรีทั้งหมด 8 ตำแหน่ง ให้ พล.อ.ประยุทธ์ เรียบร้อยแล้ว โดยในส่วนของรายชื่อ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นผู้มีอิทธิพลนั้น พรรคยังยืนยันจะส่งไปรับตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ เช่นเดิม และให้สิทธินายกฯ เป็นผู้พิจารณาตัดสินในขั้นสุดท้าย โดยมีรายงานว่า รายชื่อรัฐมนตรีของพรรค ภท. ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ ควบ รมว.สาธารณสุข, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.ท่องเที่ยวฯ, นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย, น.ส.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาฯ, นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.พาณิชย์

ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เผยเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ว่า รายชื่อในส่วนของพรรค พปชร.ถึงมือ พล.อ. ประยุทธ์ เรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับพรรคร่วมรัฐบาลที่ทยอยส่งรายชื่อให้กับนายกรัฐมนตรีพิจารณาในขั้นสุดท้าย พร้อมยอมรับว่า บางตำแหน่งทางพรรคได้ส่งรายชื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณามากกว่า 1 รายชื่อ พร้อมข้อเสนอแนะแต่ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นบุคคลใด โดยขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีจะพิจารณาเลือกบุคคลใด คาดว่าเดือน ก.ค. จะได้เห็นโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีอย่างแน่นอน

สำหรับโผรัฐมนตรีในส่วนของพรรค พปชร.นั้น มีรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ จะควบ รมว.กลาโหม, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ, นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย, นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.อุตสาหกรรม, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อุดมศึกษาและวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ, นายพุทธพงษ์ ปุณณกันต์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.พลังงาน, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม, นายอนุชา นาคาศัย รมช.คลัง, นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม, นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.แรงงาน, นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม

นายสนธิรัตน์ ยังกล่าวถึงกระแสข่าวการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคใหม่ด้วยว่า เป็นเพียงกระแสข่าว ซึ่งไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่หาก พล.อ.ประยุทธ์ จะมาเป็นหัวหน้าพรรคก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะถือเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง ซึ่งจะทำให้พรรคเกิดความเข้มแข็งและเดินหน้าไปได้

4.ศาลไต่สวนพยานโจทก์นัดแรกคดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร ยันจ่ายเช็คให้ “วัฒนา” 81 ล้าน “อริสมันต์” เป็นนายหน้า!
(บน) นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ล่าง) นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง หรือกี้ร์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย จำเลยคดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร
เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 9 คน ได้นัดไต่สวนพยานโจทก์คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยุครัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร, นายมานะ วงศ์พิวัฒน์ อดีตกรรมการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และอดีตประธานอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการปี 2548-2549, นายพรพรหม วงศ์พิวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจก่อสร้างที่พักอาศัย, นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง นักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่, นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง หรือกี้ร์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย และกลุ่มเอกชน รวม 14 ราย เป็นจำเลยที่ 1-14 ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มาตรา 157, ฐานเป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อให้กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6, 11 และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91

ทั้งนี้ อัยการ โจทก์ ได้นำพยานเข้าไต่สวนรวม 4 ปาก พยานปากแรก คือ น.ส.ประเทือง ภิรมย์นก อดีตพนักงานฝ่ายการเงิน บริษัท พาสทิญ่าไทย จำกัด เบิกความสรุปว่า ตนมีหน้าที่ทำเอกสารสั่งจ่ายเช็คตามคำสั่งของหัวหน้าฝ่ายการเงิน ซึ่งได้รับคำสั่งมาจากผู้บริหารอีกต่อหนึ่ง โดยบริษัทฯ มีผู้ถือหุ้นเป็นชาวมาเลเซีย 3 คน และคนไทย 1 คน ซึ่งผู้อนุมัติเช็คเป็นชาวมาเลเซีย ส่วนเงินที่สั่งจ่ายถูกบันทึกว่าเป็นค่าที่ปรึกษา ซึ่งได้สั่งจ่ายเช็ครวมทั้งหมด 60 ล้านบาท แต่แยกจ่ายเช็คหลายใบ สั่งจ่ายแต่ละครั้ง 1-2 ล้านบาท และการจ่ายจะระบุเป็นเงินสดโดยไม่ได้ระบุเป็นชื่อผู้รับเช็ค และว่า หลังจากสั่งจ่ายเช็คไม่ทราบว่าเป็นของใคร หรือนำไปทำอะไร รวมถึงไม่ทราบว่าบริษัทมีที่ปรึกษากี่คน

ขณะที่นางชดช้อย พงศ์ไพโรจน์ ผู้ประกอบการบริษัทเอกชน พยานปากที่ 2 เบิกความว่า บริษัทได้เข้าร่วมโครงการบ้านเอื้ออาทร กับการเคหะแห่งชาติ ก่อนที่นายวัฒนา จำเลยที่ 1 รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี พม. และไม่เคยหารือกับนายวัฒนาเกี่ยวกับการทำโครงการ โดยได้ติดต่อนายอริสมันต์ให้ช่วยหาที่ดิน ซึ่งนายอริสมันต์ได้แนะนำเสนอที่ดินในจังหวัดสมุทรปราการจำนวน 6 แปลง โดยนายอริสมันต์แจ้งว่า หากได้รับการอนุมัติให้ร่วมโครงการ ต้องจ่ายค่าดำเนินการให้ผู้ใหญ่ 40 ล้านบาท และ 7.6 ล้านบาทเป็นค่านายหน้า โดยมีที่ดิน 2 แปลงผ่านหลักเกณฑ์ให้ทำโครงการได้ จึงซื้อจำนวน 2 แปลง หลังจากบริษัทได้รับการอนุมัติให้ทำโครงการ ก็มีผู้โทรศัพท์เข้ามาอ้างชื่อนายวัฒนา ทวงถามเงินค่าดำเนินการอนุมัติโครงการจำนวน 40 ล้านบาท ซึ่งตนไม่ทราบว่า นายวัฒนา จำเลยที่ 1 อยู่ในนิวยอร์ก เพื่อร่วมประชุมกับสำนักงานองค์การสหประชาชาติ ส่วนเงินจำนวนดังกล่าวยืนยันมีการจ่ายจริงโดยตนได้เป็นผู้ดำเนินการแทนเจ้าของที่ดิน ขณะที่โครงการประชาวัฒนาในพื้นที่ลาดกระบัง หลังจากได้รับอนุมัติโครงการ มีนายอภิชาต จันทร์สกุลพร (เสี่ยเปี๋ยง) จำเลยที่ 4 โทรมาทวงเงินค่าดำเนินการให้กับผู้ใหญ่ในกระทรวง แต่ตนได้ปฏิเสธไป ทั้งนี้ ยืนยันว่าตลอดการทำโครงการ บริษัทไม่ได้มีการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่การเคหะแห่งชาติ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ

ต่อมาช่วงบ่าย อัยการ โจทก์ ได้นำพยานขึ้นเบิกความอีก 2 ปาก โดย น.ส.วิชชุดา รักจันทร์ อดีตหัวหน้าฝ่ายการเงินบริษัท กล่าวว่า ตนมีหน้าที่รับผิดชอบการเบิกจ่ายเงินของบริษัท โดยระหว่างที่บริษัทเป็นคู่สัญญาในโครงการบ้านเอื้ออาทร ผู้บริหารได้สั่งให้จัดทำเช็ค 11 ฉบับ จำนวน 18 ล้านบาท และเช็ค 34 ฉบับ จำนวน 63 ล้านบาท เพื่อจ่ายให้กับผู้บริหารการเคหะแห่งชาติ จึงได้สั่งการต่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาจัดทำเช็คดังกล่าว ต่อมา ทราบจากผู้บริหารอีกคนของบริษัทว่า เป็นการสั่งจ่ายให้นายวัฒนา เมืองสุข รัฐมนตรี พม.ในขณะนั้น ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวถูกบันทึกในบัญชีไว้เป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม เพื่อหักออกจากรายได้ของบริษัท เพราะรายจ่ายนี้ไม่มีใบเสร็จ แต่ในเอกสารรายงานระบุเป็นค่าใช้จ่ายที่ปรึกษา อย่างไรก็ตาม ไม่ทราบว่าเช็คดังกล่าวถูกโอนเข้าบัญชีใคร เพราะเมื่อนำเช็คส่งให้ผู้บริหารที่สั่งให้ทำเช็ค ก็ไม่ได้สอบถาม

ขณะที่ น.ส.รุ่งทิพย์ จารุทรรศนกุล เจ้าของที่ดินในโครงการบ้านเอื้ออาทร เบิกความสรุปว่า น้องชายตนแจ้งว่า จะหาคนมาซื้อที่ดิน ซึ่งน้องชายตนเป็นเพื่อนกับน้องชายของนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง น้องชายตนบอกว่า นายอริสมันต์จะช่วยให้ขายที่ดินได้ ต่อมานายอริสมันต์ได้มาติดต่อเสนอจะนำที่ดินของตนให้การเคหะฯ พิจารณาทำโครงการบ้านเอื้ออาทร โดยแนะนำให้บริษัทของนางชดช้อยเป็นผู้ซื้อที่ดิน และให้น้องชายตนเป็นกลุ่มนายหน้า ตนจึงเสนอขายที่ดินไร่ละ 2.5 ล้านบาท มีการทำสัญญาซื้อขายกับบริษัทของนางชดช้อยพร้อมวางมัดจำ 1 ล้านบาท

น.ส.รุ่งทิพย์ เบิกความต่อว่า ซึ่งการเจรจาซื้อขายมีครั้งหนึ่งนายอริสมันต์แจ้งว่า ต้องมีค่าดำเนินการให้ผู้ใหญ่ 40 ล้านบาท และ 7.6 ล้านเป็นค่านายหน้า กระทั่งโครงการได้รับอนุมัติเมื่อเดือน ม.ค.2549 นางชดช้อยให้ตนเสนอราคาไปที่การเคหะฯ ไร่ละ 3 ล้านบาท เพราะต้องใช้ดินถมที่จำนวนมาก แต่ตนไม่มีประสบการณ์ติดต่อกับหน่วยงานราชการ ดังนั้น เงินค่านายหน้า ค่าถมที่ดิน และค่าดำเนินการได้มอบให้นางชดช้อยดำเนินการ ซึ่งตนไม่เห็นตัวเลขที่แท้จริงของเงินที่จ่ายไป ไม่ทราบว่านางชดช้อยจ่ายให้ใครบ้าง และไม่ทราบว่าผู้ใหญ่ของการเคหะฯ เป็นใคร “ดิฉันไม่รู้ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการเสนอราคาให้ส่วนราชการเท่าไหร่ แต่ดิฉันต้องการขายที่ดิน 2 แปลง รวม 97 ไร่เศษ ในราคาไร่ละ 2.5 ล้านบาท ดังนั้น ส่วนต่างที่เป็นค่านายหน้าหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ดิฉันบอกไปว่าไม่ขอรับรู้ ให้ไปดำเนินการกันเอง แต่ต่อมาทราบว่าเช็คเงินสด 7.6 ล้านบาทเป็นค่านายหน้าให้น้องชาย ส่วนเช็คเงินสด 40 ล้านบาทไม่ทราบว่าใครเป็นผู้รับไป”

หลังการไต่สวน นายวัฒนา จำเลยที่ 1 กล่าวว่า คดีนี้ใช้เวลาไต่สวนมา 12 ปี ขาดอายุความไปเยอะมาก ถ้าโดยสามัญสำนึก คดีไม่ได้มีความสลับซับซ้อนอะไร แต่ใช้เวลาไต่สวนตั้งแต่คณะรัฐประหารแรก จนกระทั่งมาถึงรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง ถ้าถามตนเกี่ยวกับคดี ตนก็มีความมั่นใจในคดี จึงเดินหน้าสู้ ไม่ได้มีความกังวลอะไร ความจริงก็คือความจริง คดีนี้หากมีหลักฐาน ดำเนินคดีไปนานแล้ว นี่ดึงมาจนกระทั่งคดีขาดอายุความ “ถึงวันนี้ก็ยืนยันว่าจะสู้จนสุดทาง มันเป็นที่เดียวที่เราจะใช้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ ไม่ได้โดนคดีนี้เป็นคดีแรก คดีที่เกิดจากการรัฐประหารคดีนี้เป็นคดีที่ 5 มี 4 คดีที่ยกฟ้องไปแล้ว ทุกคดีก็โดนกล่าวหาว่าทุจริต เหลือคดีนี้เป็นคดีสุดท้าย”

5.วงการบันเทิงสูญเสีย “น้ำตาล-เดอะสตาร์ 5” ด้วยโรคที่ยังเป็นปริศนา ด้านแพทย์ศิริราชคาด สัปดาห์หน้ารู้สาเหตุ!
บุตรศรัณย์ ทองชิว หรือน้ำตาล เดอะสตาร์ 5
สัปดาห์ที่ผ่านมา วงการบันเทิงได้สูญเสียนักแสดงสาว บุตรศรัณย์ ทองชิว หรือน้ำตาล เดอะสตาร์ 5 และมีผลงานโด่งดังจากผู้กองเจ้าเสน่ห์ ในบท “หมวดรัน” ไปอย่างกะทันหัน ด้วยโรคปริศนาที่แพทย์ก็ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจน โดยเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. เวลา 20.00 น. น้ำตาล มีอาการเลือดออกทางปากและจมูก หายใจไม่สะดวก และมีภาวะหยุดหายใจ จนต้องปั๊มหัวใจที่บ้าน ก่อนรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลสมุทรสาคร ต่อมา วันที่ 13 มิ.ย. ได้ถูกนำตัวมารักษาต่อที่โรงพยาบาลศิริราช แต่ในที่สุดแพทย์ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ โดยน้ำตาลเสียชีวิตเมื่อเวลา 02.17 น. วันที่ 14 มิ.ย. ข่าวการป่วยและเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็วของน้ำตาล ทำให้หลายคนช็อค พร้อมตั้งคำถามว่า โรคอะไรกันแน่ที่คร่าชีวิตนักแสดงสาววัย 28 ปีคนนี้

คุณแม่สุขใจ ถิรเมธีกุล มารดาของน้ำตาล กล่าวว่า ก่อนหน้านี้น้องไม่มีโรคประจำตัวอะไรเลย มีป่วยเป็นหวัดทั่วไป ไม่ได้มีอาการเครียดอะไรเลย ที่เห็นน้องหายไปจากวงการบันเทิง เพราะน้องเข้ามาประกวดเดอะสตาร์ เพราะอยากเป็นนักร้อง มากกว่าเป็นนักแสดง พักหลังเลยเฟดตัวออกจากวงการบันเทิงมาช่วยธุรกิจที่บ้าน และมีทำเพลงร่วมกับเพื่อนๆ โดยเพิ่งจะถ่ายเอ็มวีเสร็จเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แต่พอแม่ถามว่าไม่ลองกลับไปทำงานแสดงเหรอ น้ำตาลเลยตั้งใจจะไปถ่ายรูปเพื่อส่งไปให้พี่ๆ ทีมงานละครในช่วงเช้า แต่ก็มาป่วยซะก่อน

ทั้งนี้ ก่อนที่น้ำตาลจะเสียชีวิต แพทย์โรงพยาบาลศิริราช ได้แถลงยอมรับว่า ยังไม่ทราบสาเหตุของการป่วย ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่าทำไมเลือดถึงออกจากปอด ต้องรักษาแบบประคับประคอง ใช้เครื่องช่วยพยุงหัวใจและปอด ซึ่งน้ำตาลมีอาการสมองบวมมากจากภาวะหัวใจหยุดเต้นก่อนหน้านี้

ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เผยว่า โอกาสที่คนเราจะเส้นเลือดผิดปกติ จนนำมาสู่การเลือดออก ถือว่าพบน้อยมาก 1 ใน 10,000 ราย “ผมยังยืนยันว่าการมีเส้นเลือดผิดปกติ เราอาจจะมี แต่โอกาสที่จะก่อเรื่องมันน้อยมาก อย่างเส้นเลือดผิดปกติในปอด 10,000 ราย จะมีแค่รายเดียวที่เกิดอาการ และที่เกิดอาการก็ไม่ได้ถึงแก่ชีวิตด้วยซ้ำ เพราะมันเกิดน้อยมาก ไม่อยากให้ตื่นตระหนก”

หลังแพทย์ไม่สามารถยื้อชีวิตน้ำตาลไว้ได้ ทางครอบครัวน้ำตาลได้อนุญาตให้แพทย์ตัดเนื้อเยื่อบางส่วนที่คาดว่าน่าจะเป็นสาเหตุของการป่วยครั้งนี้ ไปตรวจพิสูจน์ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยในอนาคต "คุณหมอก็ได้เจ้าอันที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้อาการนี้เกิดขึ้น มาจากระบบหายใจแล้ว ที่คิดว่าน่าจะเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ แล้วคุณหมอก็กำลังวิเคราะห์กันอย่างเต็มที่หลังจากตัดชิ้นส่วนนั้นไปแล้ว ว่ามันคืออะไร แล้วจะมีวิธีป้องกันยังไง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อไป"

ล่าสุด วันนี้ (15 มิ.ย.) ศ.นพ.ประสิทธิ์ เผยว่า ทางคณะแพทย์ได้รับชิ้นเนื้อมาบางส่วน ขณะเดียวกันจะรวบรวมข้อมูลทางการแพทย์ ที่ให้การรักษาน้ำตาลทั้งหมด รวมถึงข้อมูลการส่องกล้อง มาศึกษาร่วมด้วย คาดว่าจะทราบผลเกี่ยวกับโรคในสัปดาห์หน้า

สำหรับพิธีศพน้ำตาล จัดขึ้นที่วัดป้อมวิเชียรโชติการาม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ทั้งคนในวงการบันเทิง ญาติมิตรและแฟนคลับต่างไปร่วมอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย โดยพิธีสวดพระอภิธรรมศพจะมีถึงวันที่ 18 มิ.ย. และจะมีพิธีฌาปนกิจในวันที่ 19 มิ.ย.
กำลังโหลดความคิดเห็น...