xs
xsm
sm
md
lg

“ปานเทพ” เชื่อรัฐบาล พปชร.จะเต็มไปด้วยทุจริต ชี้ปฏิรูปล้มเหลว “กำราบทักษิณ” แต่ทำผิดเสียเอง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“ปานเทพ” เชื่อรัฐบาล พปชร.จะเต็มไปด้วยการต่อรอง ไม่สามารถคุมการทุจริตได้เพราะเสียงปริ่มน้ำมาก เลือกตั้งครั้งหน้าคะแนนฮวบแน่ แนะ “ประชาธิปัตย์” มองเกมยาว โหวตให้ “ประยุทธ์” นั่งนายกฯ แต่ไม่ขอรับตำแหน่งรัฐมนตรี แล้วทำหน้าที่ตรวจสอบอิสระ ชี้ได้ผลงานโดดเด่นกว่าร่วมรัฐบาล แถมพรรคไม่แตก ลั่นปฏิรูปก่อนเลือกตั้งล้มเหลว ถาม คสช.มันต่างอะไรกัน? สืบทอดอำนาจกำราบทักษิณ แต่กลับทำผิดเสียเอง



วันที่ 23 พ.ค. นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมสนทนาในรายการ “คนเคาะข่าว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมช่อง “นิวส์วัน”

โดยตอนหนึ่ง นายปานเทพกล่าวว่า ท่ามกลางกระแสประชาธิปัตย์พรรคแตก เป็นเกมยากมากในการตัดสินใจว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมพลังประชารัฐ ถ้าเป็นตน เป็นไปได้ไหม เป็นประธานสภาฯ ไปก่อน โดยมีการตกลงว่าจะยอมยกมือให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ด้วยเสียงทั้งหมด แต่พรรคไม่ขอรับตำแหน่งรัฐมนตรีอะไรเลย แล้วเป็นฝ่ายตรวจสอบอิสระ ก็จะทำให้พรรคเป็นเอกภาพ ตอบสนองคนบางกลุ่มที่ชู พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ แต่ดัดหลังงูเห่าข้างในที่ไม่มีโอกาสไปเป็นรัฐมนตรีในพลังประชารัฐ ระหว่างทางของรัฐบาล นโยบายไหนดีก็สนับสนุน อันไหนทุจริตก็เปิดอภิปราย

ประชาธิปัตย์ถ้าคิดเกมไม่ให้พรรคแตกจะคิดแบบนี้ แต่ถ้าให้แตกไปเลยก็ไม่เลือก พล.อ.ประยุทธ์ด้วย กล้าจริงก็ออกจากพรรคไปอยู่พรรคอื่น แล้วไปวัดผลตอนเลือกตั้งอีกครั้ง ซึ่งต้องมั่นใจว่ารัฐบาลที่มีพรรคร่วมราว 19-20 พรรค เต็มไปด้วยการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีและอื่นๆ อีกมากมาย มีโอกาสเกิดการทุจริตสูงมาก เพราะแบ่งกันทำมาหากิน ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน เพราะเสียงปริ่มน้ำไม่อยากให้กระเพื่อม รวมทั้ง ส.ว., องค์กรอิสระ ก็ล้วนแล้วแต่มาจาก คสช. ตรวจสอบไม่ได้ บทบาทฝ่ายค้านจะโดดเด่นขึ้นมาทันที ทำให้การเลือกตั้งครั้งหน้า ประชาธิปัตย์มีโอกาสกลับมาด้วยอำนาจต่อรองสูงกว่าเดิม ส่วนพลังประชารัฐเสียงน้อยลง ต้องคิดยาวไปถึงเกมครั้งหน้าด้วย

หรือหากเจรจาแบ่งโควตาได้กระทรวงสำคัญ ประชาธิปัตย์ต้องคำนึงว่ารัฐมนตรีจะได้สร้างผลงานแค่ไหน หรือเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนเหมือนที่รัฐบาลประยุทธ์ทำไว้ ก็จะถูกกลืนไม่เหลือสภาพ หรือหากสร้างผลงานจริง ผลงานจะเป็นของพลังประชารัฐหรือประชาธิปัตย์ยังไม่รู้เลย แต่ถ้าไม่ได้กระทรวงสำคัญอย่างที่คิด จะยอมแลกกับเรื่องพรรคแตกไหม แล้วถ้าแตกคิดว่าจะได้แต้มการเลือกตั้งครั้งหน้าไหม

นายปานเทพกล่าวอีกว่า การปฏิรูปก่อนเลือกตั้งล้มเหลว ปฏิรูปตำรวจไม่เกิดขึ้น การเลือกตั้งเต็มไปด้วยการต่อรองอำนาจเต็มไปหมด วันนี้มีพรรคอนาคตใหม่ได้ พรรคขั้วใหญ่ๆ ยังได้เสียงมากกว่าพลังประชารัฐ แสดงว่าหลายปีที่ผ่านมารับาลไม่สามารถครองใจประชาชนส่วนใหญ่ได้ ถึงต้องใช้มาตรการกำจัดทิ้งเสียอย่างที่พรรคอนาคตใหม่โดน และใช้กติกา ส.ว.เลือกนายกฯ เป็นหลักประกันสะท้อนความล้มเหลวของการเลือกตั้งครั้งนี้

“อาจคิดว่าได้สืบทอดอำนาจคือชัยชนะที่ทำให้ระบอบทักษิณไม่กลับคืนมา แต่ในความจริงแล้ว คำว่าระบอบทักษิณเราพูดถึงอะไร การทุจริต องค์กรอิสระตรวจสอบไม่ได้ การครอบงำสื่อ การใช้องค์กรอิสระทำลายฝ่ายตรงข้าม ถ้าใช่ต่างอะไร แค่เปลี่ยนข้างเท่านั้น” นายปานเทพกล่าว
คำต่อคำ : อ่านเกมการเมืองไทยก่อนเปิดสภา : คนเคาะข่าว 23/05/2019

เติมศักดิ์- สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่รายการคนเคาะข่าว วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม 2562 วันนี้เราตั้งประเด็นหัวข้อ อ่านเกมการเมืองไทยก่อนเปิดสภา วันนี้เราทำรายการสดนะครับ คุณผู้ชมที่มีคำถามก็ฝากมาได้ในคอมเมนต์ในเพจนิวส์วันที่กำลังไลฟ์รายการอยู่ในขณะนี้ วันนี้เราจะคุยการเมืองไทย จะเกิดอะไรขึ้นใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคร่วมรัฐบาลจะประกอบด้วยใครบ้าง พรรคที่ว่าเป็นตัวแปรอย่างพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทยจะเอาอย่างไร การต่อรองในนาทีนี้จะทำให้รัฐบาลหน้าตาออกมาเป็นแบบไหน หรือว่าจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่รอวันยุบสภา นี่คือประเด็นคำถามที่เราจะพูดคุยกับอดีตโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ สวัสดีครับ อาจารย์ปานเทพครับ

ปานเทพ- สวัสดีครับ สวัสดีครับท่านผู้ชมครับ

เติมศักดิ์- ขอเริ่มจากประชาธิปัตย์ที่เดิมที่ เมื่อสองสามวันก่อน บอกว่า วันนี้จะชัดเจน แต่ที่สุดก็ไม่ชัดเจน ยังไม่มีมติว่าจะร่วม ไม่ร่วม ร่วมขั้วไหน หรือจะเป็นฝ่ายค้านอิสระ ความไม่ร่วมนี่มันเป็นสัญญาณบอกอะไรบ้างครับ อาจารย์ปานเทพ

ปานเทพ- ผมคิดว่าความไม่ชัดเจนเกิดขึ้นเพราะว่า มีกระแสข่าวเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ว่า พรรคพลังประชารัฐ ไม่แสดงท่าทีที่จะเจรจากับพรรคการเมืองอื่นๆ นะครับและผมก็เข้าใจว่าการไม่เจรจาเนี่ย ก็เพราะคิดว่าตัวเองนั้นถือไพ่เหนือกว่า และไพ่ที่ว่าเหนือกว่าก็คือการที่มีเสียงเกิน 125 ที่นั่งขึ้นไป อยู่ในมือเมื่อบวกกับ ส.ว. แล้วเนี่ย เท่ากับล็อกตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอาไว้ ว่าจะเป็นพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อมีนายกฯ เป็นของตัวเองชัดเจนแล้วเนี่ยนะครับ การจัดตั้งรัฐบาลมันจะเกิดขึ้นหลังจากมีรายชื่อนายกรัฐมนตรีชัดเจนแล้ว และผู้ที่จะนำรายชื่อเพื่อโปรดเกล้าฯ นั้น ก็ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับพรรคร่วมรัฐบาลอะไรเลยถึงแม้ว่าจะมีการเจรจา จะตกลงกันมากน้อยแค่ไหน เนี่ยนะครับก็อยู่ที่อำนาจนายกรัฐมนตรีเท่านั้น เพียงแต่ว่า เขาเชื่อกันว่าที่เมื่อไหร่มีรายชื่อนายกฯ ที่ชัดเจน จนกระทั่งไม่มีตัวแปรอื่น หรือมีทางเลือกอย่างอื่นแล้วเนี่ย อำนาจต่อรองและการถือดุลของพลังประชารัฐ จะเพพิ่มสูงขึ้นของตายแน่ๆ คุณไม่สามารถเปลี่ยนขั้วเป็นรัฐบาลอย่างอื่นได้ นอกจากรัฐบาลภายใต้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เท่านั้น

เติมศักดิ์- หมายความว่าเกมตอนนี้เลือกนายกรัฐมนตรี ให้ได้ก่อนด้วยเสียง 376 ส่วนเรื่องพรรคร่วมรัฐบาล จะเกิดครึ่งแค่ไหน จะปริ่มน้ำหรืออย่างไร ค่อยว่ากันทีหลังหลังจากได้นายกรัฐมนตรี เกมเป็นอย่างนั้นเหรอครับอาจารย์

ปานเทพ- จริงๆ เกมเขาอาจจะอยากเจรจาก็ได้นะครับ แต่ไม่อยากเสียดุลอำนาจต่อรอง เพราะฉะนั้นการได้นายกฯ อยู่ในมือเท่ากับสิ้นทางเลือกอื่น สิ้นสุดทางเลือกอื่น แล้วก็มาสู่ทางเลือกที่ชัดเจนว่าต้องอยู่ใต้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ เท่านั้น

เติมศักดิ์- จะต่อรองยังไง ก็ต้องในเงื่อนไขนี้

ปานเทพ- ในเงื่อนไขนี้เท่านั้น

เติมศักดิ์- มีพลเอกประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

ปานเทพ- และคนที่จะเป็นคนนำชื่อทูลเกล้าฯ นั้นก็คือมีคนเดียวเท่านั้นก็คือพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ใช่คนอื่นนะครับ ถ้าคนอื่นจะไม่พอใจอะไรทีหลังเนี่ย เป็นเรื่องการอภิปรายอื่นๆ ในสภาที่จะไม่เห็นด้วย หรืออื่นๆ

เติมศักดิ์- ค่อยว่ากันอีกที

ปานเทพ- ค่อยว่ากันอีกทีหนึ่งนะครับ ผมแค่พูดถึงเกมอำนาจต่อรองนะครับ แต่ว่าเกมอำนาจต่อรองก่อนที่จะไปถึงนายกฯ ก็ต้องมีประธานสภาผู้แทนราษฎรก่อนนะครับ ซึ่งเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก เพราะว่าประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ นั้นเนี่ย จะต้องมีเสียงข้างมากในฝั่งผู้แทนราษฎร

เติมศักดิ์- ส.ว. ไม่เกี่ยว

ปานเทพ- ส.ว. ไม่เกี่ยว เพราะฉะนั้นคนๆ นี้จะมีความสำคัญขนาดไหน สำคัญตรงที่ว่านับตั้งแต่วันแรกที่มีประธานสภาผู้แทนราษฎรเกิดขึ้น ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ จะเป็นคนกำหนดวาระการประชุม และก็กำหนดเวลาการประชุม และก็ควบคุมการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ความหมายตรงนี้ก็หมายถึงว่า ถ้าจะมีลำดับถัดไปในการเลือกนายกรัฐมนตรี ก็จะเป็นผู้กำหนดว่า อภิปรายในขอบเขตมากน้อยเพียง ต่อว่าที่นายกรัฐมนตรี ก็หมายถึงว่าทุกคนก็จะเดาทางกันว่าการอภิปรายในการที่จะเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงแรกนะครับ อาจจะมีเรื่องของการอภิปรายพาดพิงเป็นน้องๆ ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อพลเอกประยุทธ์ ก็ได้ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ เราไม่ได้เห็นการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ในลักษณะของฝ่ายตรงกันข้ามในสภา ทีนี้ควรจะเป็นใครกันนะครับ เนื่องจากตอนนี้ต้องยอมรับว่าฝั่งพรรคเพื่อไทย อนาคตใหม่ และพรรคอื่นๆ เนี่ยนะครับ ก็รวมกันยังไม่ถึง 250 ที่นั่ง 245 ที่นั่งโดยประมาณ

เติมศักดิ์- ครับ คือฝั่งนี้ยังกำหนดตัวประธานไม่ได้

ปานเทพ- ยังกำหนดตัวประธานไม่ได้ เพียงแต่ว่าไม่ว่าบวกกับพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่ว่าภูมิใจไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีโอกาสที่จะมีพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรทันที เพราะว่าเกือบจะถึงครึ่งแล้ว นะครับ แน่นอนว่าพรรคเพื่อไทสย ฝั่งที่เป็นแกนนำคงไม่มีสิทธิ์จัดตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแน่ แต่จะบวกพรรคใดพรรคหนึ่งสามารถที่จะนำพาให้พรรคการเมืองขนาดกลางเหล่านั้นขึ้นมาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ทันทีนะครับ ดังนั้นการกำหนดประธานสภาผู้แทนราษฎรก็คงจะกำหนด รู้ว่าตัวเองฝั่งเพื่อไทยคงจะไม่มีโอกาสร่วมรัฐบาลแน่ ก็สู้เทคะแนนเสียงให้พรรคขั้วกลาง ไม่ว่าพรรคภูิมใจไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเท่าที่ทราบตอนนี้ก็น่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะเป็นพรรคที่จะมีลุ้นว่าตอนที่จะไปร่วมรัฐบาลนั้น จะไปอยู่ข้างรัฐบาลหรือข้างฝ่ายค้านในอนาคตทีหลัง ทีนี้ความหมายคืออย่างนี้ครับ คือว่า ในขณะที่กระแสข่าวพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสที่จะแตกมากว่าจะร่วมรัฐบาลหรือไม่ร่วม ดังนั้นประธานสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นสัญลักษณ์ ที่มีความสำคัญว่าบุคคลนั้นเป็นใคร

เติมศักดิ์- ยังไงครับ ขยายความหน่อย

ปานเทพ- ถ้าสมมติว่าเป็นคุณบัญญติ บรรทัดฐาน ก็ต้องเข้าใจว่าเป็นเซียนทางการเมือง ในการวางหมาก ชั้นเชิงทางการเมืองถือว่าเป็นบรมครูละ เก๋าเกมมากนะครัฐ ซึ่งก็ยังไม่มีใครรู้ว่าท่าทีของคุณบัญญติ เป็นยังไง เอาจริงๆ แล้วนะครับ

เติมศักดิ์- หมายถึงเอาจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่คุณบัญญติ สัมภาษณ์

ปานเทพ- เอาจริงๆ แล้วเมื่อร่วมรัฐบาลแล้วจะเป็นยังไง จะร่วมไหมมากน้อยแค่ไหน แต่ว่าคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือว่าคุณชวน หลีกภัย ก็มีโอกาสที่จะเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เช่นเดียวกัน แล้วถ้าเกิดมีข้อยุติทางใดทางหนึ่งนะครับ ใน 3 ท่านนี้ เราก็จะเห็นท่วงทำนองของพรรคประชาธิปัตย์ชัดเจนขึ้น เช่น ถ้าเป็นคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็พอจะเห็นแนวโน้มว่าเสียงส่วนใหญ่ อาจจะเป็นเสียงแนวโน้วที่อาจจะไม่ร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลก็ได้ เพราะคุณอภิสิทธิ์ ค่อนข้างมีจุดยืนชัดเจนนะครับ หรือจะเป็นคุณบัญญติ หรือจะเป็นคุณชวน ยังไม่มีใครรู้ตอนนี้เอาเป็นว่ามีโอกาสสูงมากที่พรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรในขณะนี้ เพราะถ้าพรรคพลังประชารัฐอยากได้พรรคประชาธิปัตย์ มาอยู่ในมือ นะครับ ก็ไม่ควรส่งคนของตัวเองแข่ง เพราะถ้าส่งแข่งพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไปร่วมมือกับพรรคเพื่อไทยไม่ดีกว่าหรอกหรือที่จะมาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ต่อนะครับ ทุกคนน่ะมีไพ่ในมือนะครับ พลเอกประยุทธ์ มีไพ่ในมือเมื่อตัวเองเป็นนายกฯ แล้ว กำหนดโควต้ารัฐมนตรีเอง

เติมศักดิ์- เมื่อเป็นนายกฯ แล้วกำหนดเกมการต่อรองได้ ถือว่า ถือไพ่เหนือกว่า

ปานเทพ- เหนือกว่าทันที ในขณะที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ก็ถือไพ่เหนือกว่าเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ตอนแรกเพราะว่าถ้าส่งสัญญาณชัดตั้งแต่ตอนแรกว่าพรรคพลังประชารัฐ อยากจะมีประธานสภาผู้แทนราษฎรของตัวเองนะครับ เสียงทั้งหลายของพรรคเพื่อไทยก็จะเทไปให้พรรคประชาธิปัตย์ ชักชวนให้พรรคประชาธิปัตย์ มาอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับพรรคพลังประชารัฐ ตั้งแต่เริ่มแรกในเกมประธานสภาผู้แทนราษฎร

เติมศักดิ์- อ๋อ เพราะฉะนั้นเราจะเริ่มเห็นเค้าลางของผลสรุปของการต่อรอง ก็จากตัวประธานสภาฯ หรือการเสนอชื่อในวันเสาร์นี้

ปานเทพ- และถ้าความหมายว่าพรรคประชาธิปัตย์นะครับ ไปอยู่ฝั่งพรรคเพื่อไทย และตัวเองเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ความหมายว่ารัฐบาลชุดนี้จัดตั้งได้โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แน่ แต่มีความเสี่ยงที่จะอยู่ไม่นานเพราะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะแพ้ทันที ในสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เล่นเกมเป็นพรรคการเมือง ที่เรียกว่าฝ่ายตรวจสอบอิสระหรือฝ่ายค้านอิสระนะครับ พรรคประชาธิปัตย์ ก็อาจจะไปคิดเกมหลังการเลือกตั้งเลย แล้วก็มีุความเชื่อว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อเกิดขึ้นแล้วพรรคพลังประชารัฐ ยุบสภาก่อน เสียงของพรรคพลังประชารัฐจะลดลง และอาจจะไม่มีฮ่องกงเอฟเฟกต์ หรือปฏิกริยาฮ่องกง เหมือนการเลือกตั้งคราวที่แล้วก็ได้ ซึ่งถ้าไม่มีเหตุการณ์ฮ่องกงในวันนั้นนะครับ ที่หลายคนต้องเทให้พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ อาจจะไม่มีผลเลือกตั้งแบบนี้ และหมายความว่าการเลือกตั้งเกิดซ้ำอีกครั้งหนึ่งเนี่ย เกิดเมื่อไหร่พรรคประชาธิปัตย์ อาจจะมีความหวังในเกมนี้ก็ได้ ถ้าเขาคิดจะเล่นเกมฝ่ายค้าน

เติมศักดิ์- นั่นหมายความว่า เขาจะต้องกำหนดตัวเองเป็นฝ่ายค้านอิสระ

ปานเทพ- แต่ในการกำหนดเกมแบบนี้ มีโอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์ จะเสียงแตก ซึ่งเป็นเกมที่ยากมากในขั้นตอนที่ตัดสินใจแบบนี้

เติมศักดิ์- แต่ถ้าพูดถึงเสียงแตก ก็มีคนบอกว่า ไปร่วมพลังประชารัฐ ก็แตก ไปร่วมกับอีกขั้วหนึ่งก็แตก เป็นฝ่ายค้านอิสระก็แตก

ปานเทพ- ทีนี้ลองคิดแบบไม่แตก ถ้าสมมติว่าพรรคประชาธิปัตย์ คิดแบบไม่ให้พรรคแตก เขาจะคิดอย่างไร ถึงจะดีนะครับ อันนี้สมมติผมเป็นใครสักคนในพรรคประชาธิปัตย์ และถ้าจะคิดว่าทำยังไงไม่ให้พรรคแตก โดยรู้ทั้งรู้อยู่แก่ใจว่ามีความคิดแตกแยกเรื่องของการร่วมพรรคพลังประชารัฐ ทั้งในมิติของมวลชน ทั้งในมิติของ ส.ส. และผู้ที่อยากได้ตำแหน่งจากการเจรจาแทรกมาจากนอกพรรค ทุกคนรู้กันหมดนะครับว่าใคร ทำอะไรกันอยู่ตอนนี้ และถ้าเป็นเซียนในพรรคประชาธิปัตย์และไม่อยากให้พรรคแตก เขาจะต้องคิดยังไงนะครับ ถ้าเป็นผม ผมจะคิดอย่างนี้ว่า มันเป็นไปได้ไหมที่เขาจะตัดสินใจแบบนี้ ด้วยการเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรไปก่อน และก็ยังคลุมเครืออย่างนี้ หรืออาจจะไม่คลุมเครือ แต่ตัดสินใจเลยว่าไปเจรจากันเมื่อคืน หรือเมื่อที่ผ่านมาเนี่ย ในพื้นที่ฐานทัพสักแห่งหนึ่งนะครับ และก็ปรากฎว่าเจรจาตกลงกันได้ เขาจะตกลงกันอะไรเพื่อไม่ให้พรรคแตก เขาก็จะตกลงกันว่ายกมือ ยอมยกมือให้พลเอกประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

เติมศักดิ์- ยอมยกมือให้พลเอกประยุทธ์ เป็นนายกฯ ด้วยเสียงทั้งหมด

ปานเทพ- ด้วยเสียงทั้งหมดเลย

เติมศักดิ์- 52 เสียง

ปานเทพ- 52 แลกกับว่าพรรคประชาธิปัตย์ ขอไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีอะไรเลย สมมติถ้าเป็นอย่างนี้นะครับ ถ้าคิดเกมนี้นะ พรรคพลังประชารัฐก็จะขาดความชอบธรรมที่จะไปแต่งตั้งชักชวนคนเข้ามาได้รับตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะต้องเกรงใจตัวพรรคใช่ไหมไหมครับ พรรคเป็นเอกภาพและก็พอใจแล้วว่า โหวตให้เป็นนายกฯ แน่ๆ เพียงแต่พรรคประชาธิปัตย์ ไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีเลย แล้วพรรคพลังประชารัฐจะกล้าล้วงไส้เอางูเห่า โดยที่มีมติพรรคให้พลเอกประยุทธ์ หรือ ผมว่าคิดหนักในเกมนี้

เติมศักดิ์- ขอทบทวนอีกทีหนึ่ง วิธีที่จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ ไม่แตก จะเป็นแนวทางนี้ไหมตั้งเป็นคำถามก่อนก็คือ ให้ 52 เสียง โหวตให้พลเอกประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี

ปานเทพ- เพื่อเป็นฝ่ายพรรคการเมืองอิสระ ตรวจสอบอิสระ แล้วก็จะเป็นผลทำให้พรรคเป็นเอกภาพแต่ก็ตอบสนองคนบางกลุ่มที่อยากจะชูพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่จะเป็นการดัดหลังคนที่งูเห่าอยู่ข้างใน ที่จะไม่มีโอากสไปเป็นรัฐบาล หรือรัฐมนตรีในพรรคพลังประชารัฐ

เติมศักดิ์- อ๋อ คือตัดเรื่องงูเห่าไปได้เลย

ปานเทพ- อันนี้ผมคิดแบบเร็วๆ นะครับว่า ถ้าคิดแบบนี้ เกมมันจะเปลี่ยนเลย ก็คือพรรคพลังประชารัฐก็จะต้องเกรงใจหัวหน้าพรรค และพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ไปแต่งตั้งรัฐมนตรีสุ่มสี่สุ่มห้า ต้องไปถามเลขาธิการพรรค หัวหน้าพรรค อะไรทำนองนี้

เติมศักดิ์- ตอบมวลชนได้ไหม เกมนี้ วิธีตัดสินใจแบบนี้

ปานเทพ- เขาก็จะตอบมวลชนว่า เขายึดหลักคือเป็นฝ่านค้านตรวจสอบอิสระ ในขณะเดียวกันก็เห็นว่าประเทศจำเป็นต้องเดินหน้า ในฐานะที่พลเอกประยุทธ์ เองก็ไม่สามารถ ยังไงก็เป็นนายกฯ อยู่แล้ว ต่อให้ประชาธิปัตย์ไม่โหวตเป็นนายกฯ เพราะเสียงเขาเกิน 125 อยู่แล้ว

เติมศักดิ์- ก็คือประชาธิปัตย์ไม่ใช่ตัวแปร พลเอกประยุทธ์ จะได้เป็น หรือไม่ได้เป็น

ปานเทพ- ไม่ใช่อยู่แล้ว ไม่เป็นช่ตัวแปร พลเอกประยุทธ์ จะเป็นนายกฯ หรือไม่เป็นนายกฯ ดังนั้นการโหวตหรือไม่โหวต ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงในแง่ของการเป็นนายกฯ แต่จะเป็นผลทำให้ประชาธิปัตย์ไม่มีโอกาสที่จะเสียงแตก นี้ผมคิดแบบ 2-3 ชั้น สมมุติว่าเป็นคุณบัญญัติอาจจะคิดแบบนี้ก็ได้คือคิด 2-3 ชั้นแล้วก็ไปเจรจาว่าไม่เป็นไร พวกผมโหวตในท่านพลเอกประยุทธ์เป็นนายกแต่ไม่รับขอไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะว่าอำนาจทั้งหมดจากที่อยู่กระจัดกระจายตามงูเห่าจะอยู่ที่หัวหน้าพรรคกับเลขาธิการพรรค จะเจรจากับรัฐบาลทันที

เติมศักดิ์- แต่ระหว่างทางการเป็นรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ ประชาธิปัตย์ก็จะว่างจุดยืนว่าเรื่องไหนดี งบประมาณถ้าตอบโจทย์ก็จะให้

ปานเทพ- ถ้าทุจริตก็อภิปรายและก็ดีไม่ดี อาจจะดำเนินการไม่ไว้วางใจด้วยซ้ำไป ถ้าเกิดเห็นว่าทำไม่ดีดังนั้นเสียงแบบนี้จึงไม่แปลกใจที่พรรคเศรษฐกิจใหม่ หัวหน้าพรรคจะลาออก พรรคเศรษฐกิจใหม่มีคุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ประกาศไว้อย่างหนักแน่นว่าจะร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ ถ้าลาออกไปซัก 1 คน มันก็จะเป็นเรื่องของความชอบธรรมที่สมาชิกโหวตกันเอง คุมไม่ได้

เติมศักดิ์- แล้วอาจารย์ ปานเทพ คาดการณ์ว่าพรรคเศรษฐกิจใหม่ ส.ส. ของพรรคมีโอกาสจะยกมือ

ปานเทพ- มีโอกาสจะยกมือเพื่อมีรัฐมนตรี มีโควต้ารัฐมนตรีเพิ่มเติม

เติมศักดิ์- แต่สำหรับประชาธิปัตย์

ปานเทพ- แต่ประชาธิปัตย์ ถ้าคิดเกมไม่แตกพรรคไม่แตก เขาจะคิดแบบนี้ แต่ถ้าเขาบอกว่าแตกให้แตกไปเลยแล้วก็ไม่เลือกพลเอกประยุทธ์ด้วย ก็กล้าจริงก็ออกจากนอกพรรคไปอยู่ที่พรรคอื่น แล้วก็ไปวัดผลตอนเลือกตั้งอีกครั้ง ซึ่งเขาก็ต้องมั่นใจว่าพรรคที่มีพรรคร่วมรัฐบาลถึง 20 พรรคหรืออาจจะ 19 พรรค มันจะเต็มไปด้วยการแบ่งสัดส่วน การต่อรอง ในแง่ของเก้าอี้รัฐมนตรี แล้วก็อื่นๆอีกมากมาย เสียงเดียวยังต่อรองเลย ต่อรองกันเสร็จคำว่าต่อรองก็แปลว่าแบ่งอาณาจักรกันดูแล ถ้าเกิดการทุจริตก็เกิดการแบ่งหน้าที่กันทำมาหากิน ถ้ามีการทุจริตนะครับ ไม่มีการยุ่งเกี่ยวกันเพราะว่าทุกคนเสียงปริ่มน้ำ ไม่มีใครอยากให้กระเพื่อม ผลก็คือวุฒิสภาก็อยู่ฝั่งคสช. องค์กรอิสระก็เป็นฝั่ง คสช.หมดตรวจสอบไม่ได้บทบาทของฝ่ายค้านจะดูโดดเด่นขึ้นมาทันที เพราะฉะนั้นแล้วโอกาสที่จะพลิกผัน ในแง่ของการมีรัฐบาลถัดไปหลังมีพลเอกประยุทธ์ก็จะสูงขึ้น แน่นอนเสียงวุฒิสภายังเหมือนเดิม แต่ถ้าเกิดการเลือกตั้งแล้วมีการแบ่งอาณาจักรการทำมาหากิน มีการทุจริตมากการเลือกตั้งครั้งถัดไปซึ่งถ้าอาจจะเกิดไม่นานนี้ เกิดขึ้นในเวลาอีกไม่นานพรรคพลังประชารัฐจะเสียงน้อยลงกว่าเดิม และก็พรรคประชาธิปัตย์ หากไม่เหตุการณ์เหมือนฮ่องกงเอฟเฟกต์ ปฎิกิริยาฮ่องกงแล้วก็มีการทุจริต มีการทำหน้าที่ทั้งถ่วงดุจสนับสนุนรัฐบาลด้วยในบ้างเรื่อง สนับสนุน ฝ่านค้าน ถ้าเกิดฝ่ายค้านทำถูกต้องพรรคประชาธิปัตย์ก็จะมีโอกาสกลับมาด้วยอำนาจต่อรองสูงกว่าเดิม ในการเลือกตั้งครั้งถัดไปเพราะฉะนั้น เกมตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์ต้องคิดถึงเรื่องการเลือกตั้งครั้งหน้าเลย แต่ถ้าเกิดพรรคประชาธิปัตย์เกิดตกลงกันได้ แล้วพรรคพลังประชารัฐแบ่งโควต้ารัฐมนตรีที่สำคัญแล้วก็ให้มากพอ จนพรรคประชาธิปัตย์พอใจ เพียงพอที่จะตัวเองอยู่ในอำนาจรัฐแล้วแสดงผลงานได้อย่างเต็มที่ เช่นกระทรวงเศรษฐกิจ กระทรวงที่ตัวเองมีความสามารถและคิดว่าจะไปสร้างคะแนน สร้างชื่อ จนเรียกเรตติ้งกลับมาเลย ถ้าเขาเห็นว่าเขามีรัฐมนตรีมากพอ และก็มีสัดส่วนที่มากพอ โอกาสที่จะสนับสนุนรัฐบาลก็สูงขึ้น ซึ่งเกมการที่จะมีรัฐบาลลักษระเช่นนี้มันอยู่ที่การแบ่งสัดส่วนรัฐมนตรีและตำแหน่งรัฐมนตรีที่ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ด้วย อันนี้ไม่ได้พูดถึงการทุจริต พูดถึงการสร้างผลงานก่อน ผมเชื่อว่ามันยังคลุมเครือเพราะสถานการณ์มันเกิดขึ้นที่ละลำดับเรียงลำดับตามขั้นตอน 1. ประธานสภาก่อนอย่างอื่นค่อยพูดทีหลัง ทุกคนก็ต้องไปหนุนพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าฝั่งไหนก็ตามและพรรคพลังประชารัฐส่งคนเสนอชิงเเข่ง เดี๋ยวมีปัญหาดังนั้นผมคิดว่าถ้าเขาคิดเกมให้ชั่งน้ำหนักแล้วเขาอาจจะไม่ส่งใครแข่ง แต่ในพรรคพลังประชารัฐจะเสียงแตกถ้าเกิดพรรคพลังประชารัฐไม่ทำตามสัญญาที่จะเสนอคนบางกลุ่มที่จะเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร เช่นคุณสุชาติ ตันเจริญ อย่างนี้เป็นต้นหรือคนอื่นๆที่เขาจะเสนอเพิ่มเติมมันจะเกิดความขัดแย้งแรงกระเพื่อมในพรรคพลังประชารัฐเองแล้วก็อาจจะส่งผลต่อ การเลือกนายกรัฐมนตรีก็ได้ทุกอย่างมันยังอยู่ในสถานการณ์ที่อึมครึมและยังไม่แน่นอนสูงอยู่ในขณะนี้ และเมื่อเป็นพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วเป็นนายกแล้ว เมื่อจัดสรรรัฐมนตรีไม่ลงตัวตอนนั้นทุกพรรคการเมืองก็จะวางท่าทีของตัวเองใหม่ในการอภิปรายหรืออภิปรายไม่ไว้วางใจ อภิปรายงบประมาณไปจนถึงไม่แน่พรรคพลังประชารัฐที่ได้โควต้าน้อยลงเพราะว่า มั่วแต่เจรจาพรรคร่วมรัฐบาล อาจจะเสียงแตกกลายเป็นงูเห่าซะเองข้ามไปอยู่พรรคเพื่อไทยก็ได้ เพราะว่าเสียงมันปริ่มน้ำมันเกิดอะไรขึ้นก็ได้ครับ สมมุติว่าสถานการณ์ทุกวันนี้มีพรรคการเมืองที่ได้ 1 เสียงได้รับผลประโยชน์ 50 ล้านบาทต่อคน นี้ผมสมมุตินะครับ ถ้าจริงก็เป็นโศกนาฏกรรมของสยาม หรืออาจจะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่าผมก็ไม่ทราบนะครับ แล้วข่าวนี้แห่ไปทั่วมันก็จะทำให้เกิดกระบวนการที่นักการเมืองเรียกร้องในสิ่งเดียวกัน เป็นไปได้ใช่ไหมครับ หัวละ 50 ล้านมันซื้อประเทศเปลี่ยนสัมปทานข้างได้เลยนะ และทำไมส.ว. จะคิดแบบนี้ไม่ได้สมมุติน่าจะครับ

เติมศักดิ์- แม้จะมาจาก คสช.

ปานเทพ- แม้จะมาจาก คสช. ตอนก่อนจะมาจาก คสช. ทุกคนก็ดูดีแต่เมื่อเป็นแล้วเท่ากับเป็นแล้วแน่ๆ ทุกคนก้จะไปต่อรองกันตำแหน่งในเรื่องของตำปหน่งรองประธานวุฒิสภา ตำแหน่งคณะกรรมาธิการ เพราะต้องต่อรองตั้งแต่ตอนนี้ก่อนเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะว่าไม่ต่อรองตอนนี้ อยู่อีก 8 ปีก็จะเหมือนเดิม ยาวเลยนะครับ

เติมศักดิ์- นี้หรือเปล่าเป็นที่มาของข่าวเมื่อวานนี้ 50 ส.ว.

ปานเทพ- เพราะเขาต้องชั่งน้ำหนักเพราะเขาเป็นจังหวะเดียวที่เขาต่อรองได้ ถ้าไม่ให้หรือไม่เป็นธรรมกับกลุ่ม ส.ว. ที่เขาเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมกันอยู่ เสียงคะแนน 50 เสียง มีความหมายมากนะครับ ถ้าแค่ย้ายข้างอย่างเดียวเปลี่ยนขั้วรัฐบาลได้เลย เพราะฉะนั้นแล้ว อำนาจต่อรองยังกระทบไม่ใช่แค่พรรคร่วมรัฐบาลนะครับ หรือว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลหรือรัฐบาลในอนาคตยังกระทบไปถึง ส.ว. ด้วยเพราะฉะนั้นแล้ว เขาต้องเร่งเจรจา แล้วก็รีบแจกรีบแจกจ่ายได้โดยด่วน แต่แจกจ่ายแบบนี้ก็จะมีคนบ้างกลุ่มในส.ว. ที่เคยคิดว่าจะได้กลับไม่ได้ก็อาจจะเสียงแตกอีก เพราะว่ามีคนได้กับคนไม่ได้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเพราะมาด้วยอำนาจต่อรอง ก็จะเข้ามาและเรียกร้องตามอำนาจต่อรอง

เติมศักดิ์- อย่าเพิ่งคิดว่า 250 กดปุ่มไปทางซ้าย ไปทางขวา ได้ง่ายๆ

ปานเทพ- แต่ผมคิดว่า จะไม่กล้าเบี้ยวแต่ว่าต้องต่อรองในช่วงนี้ก่อน ที่จะมีการเลือกตำแหน่งประธานวุฒิสภา รองประธานวุฒิสภา แล้วก็ตำแหน่งประธานกรรมาธิการต่างๆ ซึ่งตอนนี้ผมคิดว่าสถานการณ์ก็ยังเป็นแบบนี้อยู่ ตอนนี้นะครับ แล้วก็ต่อรองกันจนกระทั่งมันมีเเรงกระเพื่อมมากแล้วก็ปริ่มน้ำ ทุกบริบทเลยและในระหว่างทาง ถ้ารักษาความเป็นรัฐบาลได้ ก็จะสูญเสียอำนาจในการจัดระเบียบและระบบป้องกันไม่ให้เกิดการทำมาหากิน ทุจริต คอรัปชั่น ยากมากเพราะทุกคนเต็มไปด้วยโควต้าและการต่อรองอย่างเดียว ไม่มีใครยุ่งกับใครเพื่อนทำให้สงบนิ่งนานที่สุดและผมคิดว่าการทำแบบนี้ มันไม่ใช่การปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง เพราะการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งทั้งหมดเรามีความคาดหวังว่า เราอยากเห็นการเมืองที่ไม่ใช่การต่อรองโควต้า แต่นี้เป็นยุคที่มีการต่อรอง โควต้าตำแหน่งรัฐมนตรีและการต่อรองอย่าง น่าเศร้าใจที่สุด เพราะว่ามันไร้เสถียรภาพไม่พอ แต่มันไม่สามารถที่จะถ่วงดุจในเรื่องของความธรรมในสังคมได้เพราะ ทุกคนมีอาณาเขตและอาณาจักรของตัวเองซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวมากกว่า หันกลับมามองศัตรูทางฝั่งรัฐบาลบ้าง คสช. ต้องถือว่าเป้าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แม้ว่าเพื่อไทยเป็นคู่กรณีโดยตรง เพราะว่าเป็นฝั่งถูกรัฐประหารที่ผ่านมา แต่ฝ่ายที่ถือว่ามาแรงและเป็นเป้าหมายที่ถูกกำจัดกาบาทมากที่สุดคือ พรรคอนาคตใหม่

เติมศักดิ์- และวันนี้ก็เกิดไคลแมกซ์ขึ้นมาว่า ธนาธร ถูกสั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่ ส.ส.

ปานเทพ- อย่างที่ผมบอก คสช. คุมหมด ส.ว. และก็คุมองค์กรอิสระตามหลายองค์กรเพราะว่าที่มาเป็นอย่างนั้นหมด ดังนั้นอย่างไปหวังว่าอะไรถูก อะไรผิด ถึงแม้ว่าเป็นคำตัดสินที่ถูกสังคมก็ไม่สามารถจะไว้วางใจว่าคำตัดสินนั้นจริงๆถูกหรือผิด เพราะว่ามันมีที่มาจากคนกลุ่มเดียวกันทั้งหมด อันนี้ผมพูดสมมุติว่าคุณ ธนาธร ผิดจริงๆแต่ก็ถุกครหาอยู่ดีแล้วก็จะเกิดกลายเป็นชนวนที่จะเกิดความเคลื่อนไหวและพรรคอนาคตใหม่ วันนี้จะมีจุดโหว่อยู่แล้ว ในเรื่องของหุ้นสื่อ แต่จะถูกเปรียบเทียบกับคนอื่นจำนวนมากที่เป็น ส.ส. และ ส.ว. ที่มีหุ้นสื่อด้วยซึ่งมันมีเยอะมากเลยนะครับ ทำไมคนๆเดียว ถูกแขวนป้าย แล้วก็ถูกเพิกถอนไม่ให้ทำหน้าที่แล้วคนที่เหลือ จะไปโหวตนายกรัฐมนตรีแล้วมีเงื่อนไขที่คล้ายกัน ทำไมคนบางคน อีกคนหนึ่งได้เข้าไปโหวตและก็เป็นการโหวตที่ไม่รู้จะโมฆะในอนาคตหรือเปล่า แต่ขอให้ได้ไปโหวตก่อน ผมคิดว่ามันเต็มไปด้วยคำถาม

เติมศักดิ์- ไหนจะเรื่อง 11 พรรคเล็ก

ปานเทพ- 11 พรรคเล็กนี้ต่อรองกันหนัก เดิมทีต่างคนต่างอยู่ก็ไม่มีอำนาจต่อรองวันดีคืนดีเกิดคิดได้ว่า รวมกัน 11 คนน่าจะได้เป็นรัฐมนตรีนะและก็มีบางคน บางพรรคอาจจะได้เป็นรัฐมนตรี และก็ทำให้อีกสมมุติมีรัฐมนตรี 3 คนได้โควต้ามาแล้วอีก 8 คนล่ะครับทำไมเขาต้องไม่ได้ละครับ

เติมศักดิ์- มันก็จะเกิดความลักลั่น ทั้งๆที่ได้ 1 เสียงเท่ากัน

ปานเทพ- และก็ผมคิดว่ามันยัง ต่อรองแล้วก็กระเพื่อมเหมือนจับปูใส่กระด้งเพราะฉะนั้นและมันเป็นเกมการเมืองที่สับสน วุ่นวายที่สุด และก็ยากที่จะเห็นการ ปฏิรูปประเทศจริงๆ และก็คงยากที่จะไปขัดขวางในเรื่องของการทุจริตด้วย ถ้าเกิดเป็นเสียงและองคาพยพเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะ ส.ว. ก็ตรวจสอบไม่ได้แล้วก็เสียงข้างมากในสภาถ้ายึดได้ทั้งหมดเกินครึ่ง ก็จะเสียงปริ่มน้ำ แล้วก็มีความสุ่มเสี่ยงถ้าเกิดอำนาจต่อรองไม่ลงตัวมันโอกาสเสียงรัฐบาลแตกอยู่ฝ่ายค้านเพียงไม่กี่เสียงล้มรัฐบาลได้เลยนะ 5 เสียงเข้าห้องน้ำ เสียงไม่พอทำยังไงครับ ทุกอย่างมีความเสี่ยงมากและผมก็คิดว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่นิ่ง แล้วก็ทุกคนยอมรับสภาพเลยว่ารัฐบาลไม่น่าจะอยู่ได้นานจากโครงสร้างที่เป็นอยู่ในขณะนี้
เติมศักดิ์- ถึงวันเสาร์ เรื่องการเลือกประธาน ส.ว. ก็เต็มไปด้วยการต่อรองแน่นอน ถัดไปวันเสาร์การเลือกประธาน ส.ส. ก็จะเต็มไปด้วยการต่อรองและสัญลักษณ์ในเชิงของการจับขั้ว

ปานเทพ- เราจะเห็นตั้งแต่ตอนแรกเลยไม่ว่า จะเป็นประธาน ส.ว. นิ่งหรือยังใน ส.ว. กระเพื่อมขนาดไหนรองประธานสภาเป็นใคร แล้วก็ในขณะเดียวกัน ประธานสภาเป็นประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชารัฐจะส่งคนแข่งไหม ถ้าส่งคนแข่งเสียงพรรคประชาธิปัตย์ ที่ส่งคนแข่งก็จะไปอยู่ฝั่งเพื่อไทยทันที แปลว่าเตรียมเห็นสัญลักษณ์พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน

เติมศักดิ์- วันเสาร์ถ้าประชาธิปัตย์ เสนอซึ่งเข้าเสนอแน่ และพลังประชารัฐก็เสนอ คือสัญญาณหนึ่ง แต่ พอโหวตแล้วใครชนะ ก็อีกสัญญาณหนึ่ง ถ้าประชาธิปัตย์ชนะ

ปานเทพ- ถ้าประชาธิปัตย์ชนะ แล้วพรรคพลังประชารัฐไม่ส่งแข่งแปลว่าอยู่ระหว่างการช่วงชิงพรรคประชาธิปัตย์ ระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล ฝั่งรัฐบาลเป็นพลเอกประยุทธ์อยู่แล้วแต่มีเสียงพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ คือหลักประกันว่าจะอยู่นานไหม ถ้าอยู่ฝั่งตรงกันข้ามแล้วไม่มาเสี่ยงสูงมากที่จะอยู่สั้นมากอยู่ได้ไม่กี่เดือน อาจจะไม่ถึง 1 ปี เช่นเดียวกับพรรคภูมิใจไทย

เติมศักดิ์- อาจารย์ปานเทพคิดยังไงกับสิ่งที่ วาสนา นาน่วม นักข่าวอาวุโสซึ่งคงจะมีเห็นข่าวมา แล้วก็โพสต์บอกว่า และแล้วก็จัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารอีกครั้ง และแล้วก็จัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารอีกครั้ง ก็คงหมายถึงครั้งแรกก็คือตอนที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายก แต่คราวนี้ได้นายกฯ ทหารเก่า และคนเก่า ปิดจ็อบ ความหมาย ถ้าอ่านอย่างนี้ก็คือได้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกนั้นและ ก็อย่างที่อาจารย์บอกว่า เกมตอนนี้ก็คือว่าให้ พลเอกประยุทธ์ เป็นนายกแล้วการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี ค่อยว่ากัน เกมก็คือพลเอกประยุทธ์ก่อน

ปานเทพ- คือทุกอย่างมันต่อรองจนกระทั่งผมว่าสมมุติว่าจริง ที่คุณวาสนา นาน่วมได้พูดไว้ มีการเจรจากันในค่ายทหารแล้วถ้าจริงว่าทุกพรรคการเมืองไปในค่ายทหารแล้วก็เจรจา เขาจะคุยเรื่องอะไรกันครับ เขาก็คุยกันเรื่อง 1. ประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าจะเป็นใคร ให้เกียรติพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไม่ให้ย้ายข้าง ไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม เป็นหลักประกันว่าเราให้คุณเป็นประธานสภาส่วนเรื่องนายกเขาอาจจะไม่พูดถึงรัฐมนตรีก็ได้นะครับ ประชาธิปัตย์บอกว่าเอาล่ะผมจะให้ท่านพลเอกประยุทธ์เป็นนายกไปเลยเขาอาจจะเจรจากันขีดเส้นใต้กันแค่นี้ก็ได้ครับ แล้วก็อาจจะสัญญา สมมุติสัญญาตำแหน่งโควต้ารัฐมนตรี แล้วทุกคนพอใจมันก็ยังไม่แน่นะครับ เพราะว่าวันที่ พลเอกประยุทธ์เป็นนายกแล้ว จัด ครม. จริงๆ แล้วเป็นอย่างไร เหตุการณ์ครั้งหนึ่งในสมัยที่คุณเนวิน ชิดชอบ แยกตัวออกมาจากพรรคพลังประชาชนจำได้ไหมครับ

เติมศักดิ์ - จากที่ยุบพรรคพลังประชาชน ปลายปี 2551 แล้วได้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายก มันก็ต้องมีการไปดึงขั้วภูมิใจไทยมา มันจบแล้วครับนาย จำได้ใช่ไหม

ปานเทพ - จำได้ ถ้าจะย้อนกลับไปในเบื้องหลัง ที่หลายคนอาจจะดูข่าวเก่าๆ ตอนที่คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เข้ามา โควต้ารัฐมนตรีคุณเนวินถูกหักทิ้งไป หลังเป็นนายกไม่เป็นไปตามสัญญา หลังจากคุณสมชายจบย้ายข้างทันที เหมือนกันครับ สถานการณ์คุยกันอย่างไรก็เรื่องหนึ่ง พอเป็นนายกแล้ว จะจัดได้ดั่งที่คิดหรือไม่ มันก็ขึ้นอยู่กับแรงกระเพื่อมในพรรคพลังประชารัฐเอง กับแรงกระเพื่อมข้างนอกในการต่อรองกัน เพราะฉะนั้นแล้วมันรับปากโดยหลักการ แต่สถานการณ์จริงอยู่ที่นายกรัฐมนตรีที่ได้จริงแล้ว แต่ก็ต้องเสี่ยงเอาถ้าคุณไม่ทำตามสัญญาคุณจะอยู่สั้นหรือจะอยู่ยาว และยาวแค่ไหนด้วย เพราะอย่างนี้ครับผมว่าลึกๆ แล้ว พรรคประชาธิปัตย์เองอาจจะต้องคำนึงอยู่หลายส่วน ว่าถ้าจะเข้าร่วมรัฐบาล รัฐมนตรีเขามีอำนาจตัดสินใจได้สร้างผลงานมากน้อยแค่ไหน ได้จริงมากน้อยแค่ไหนหรือ อยู่ในองคาพยพที่เอื้อผลประโยชน์กลุ่มทุน ดังที่ทีมเศรษฐกิจพรรคพลังประชารัฐแต่เดิมได้ทำเอาไว้ ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาก็หายไปกับบริบทของพรรคพลังประชารัฐถูกกลืนจนไม่เหลือสภาพ หรือรับกระทรวงที่ไม่มีบทบาท ก็จะไร้ความหมายไม่เป็นกระแสข่าวอะไรได้เลย แล้วก็ยังไม่นับว่าสุดท้ายแล้ว ถ้าอยู่ในองคาพยพแล้วเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ได้บางกระทรวงอย่างที่ตัวเองคิดแล้ว จะสร้างผลงานโดยผ่านมติครม. ได้จริงไหม แล้วเมื่อเป็นมติครม. ตกลงพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคพลังประชารัฐ ใครจะได้ผลงานในสายตาของประชาชน ผมยังไม่รู้เลย สถานการณ์แบบนี้คงต้องใคร่ครวญ คิดให้หนัก ก้าวต่อก้าว แล้วก็ค่อยๆ คิดว่าแต่ละฝ่ายได้หรือเสีย พรรคประชาธิปัตย์ถ้าไม่ได้กระทรวงอย่างที่คิด จะยอมแลกกับเรื่องพรรคแตกไหม หรือไม่ยอมแลกแล้วถ้าพรรคแตกแล้ว คิดว่าตัวเองจะได้แต้มในการเลือกตั้งครั้งหน้าไหมผมคิดว่าทั้งหมดเขาต้องคิดมากกว่าที่ผมคิดอีก แล้วก็น่าจะวิเคราะห์ได้ว่า ควรต้องทำอะไรต่อไป

เติมศักดิ์ - ถ้าอย่างนั้นการประกาศ ท่าทีที่ชัดเจนกว่า ร่วม ไม่ร่วมหรือฝ่ายค้านอิสระ เราจะได้เห็นใน 2 วันนี้ไหม จากพรรคประชาธิปัตย์

ปานเทพ - ผมว่าได้เห็น

เติมศักดิ์ - ได้เห็นใช่ไหมครับ

ปานเทพ - ผมว่าต้องได้เห็น

เติมศักดิ์ - ต้องไม่กั๊กแล้วนะ

ปานเทพ - เขาอาจจะ ผมคิดว่าลงมาติดนะครับ พรรคประชาธิปัตย์คงไม่มีใครสามารถ ที่จะให้ความเห็น โดยความเห็นคนใดคนหนึ่ง แต่ว่าเสียงในพรรคประชาธิปัตย์ ปกติแล้วถ้าระดับคุณชวนหลีกภัย ออกมาแสดงความเห็น หลายครั้งอาจจะเปลี่ยนมติพรรคทั้งพรรคได้เลยนะครับ อิทธิพลและบารมี ของคุณชวน หลีกภัย บางทีเสียงเดียว เสียงเปลี่ยนเลย ทั้งพรรคครับเพราะฟังความอาวุโส ความช่ำชอง บารมี หรืออะไรก็สุดแท้แต่ที่สั่งสมมาของคุณชวน หลีกภัย ก็ยังเป็นที่เคารพนับถืออยู่ถึงแม้ว่าวันนี้จะมีคุณพีระพันธุ์ ออกมาแสดงท่าที ค่อนข้างแข็งกร้าว ผมยังไม่รู้ว่าในบรรยากาศพรรคประชาธิปัตย์ จะกำราบอยู่ไหมในทางปฎิบัติ แต่ว่าก็เล็งเห็นได้ว่าบทบาท ในการเลือกหัวหน้าพรรคที่กลายเป็น คุณจุรินทร์ มันก็สะท้อนอะไรบางอย่างว่า เสียงส่วนใหญ่ที่ยังมีอำนาจในพรรคประชาธิปัตย์ ยังอยู่สายของ คุณชวน หลีกภัย ชวน หลีกภัย คุณอภิสิทธิ์ คุณบัญญัติ อยู่ แต่ว่า อีกฝั่งหนึ่งที่มีบทบาทอยู่ในขณะนี้กับที่พยายามจะร่วมพรรคพลังประชารัฐ คำถามคือเป็นผู้มีอำนาจในพรรคประชาธิปัตย์จริงหรือเปล่าในขณะนี้ ที่ไปเจรจากับพรรคอื่นๆ เป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจแทนพรรคจริงไหม มากพอจริงไหม ผมว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่น่าจับตา ถึงแม้จะมีหลายคนที่ดูอยากจะไปร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าจะเป็น คุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หรือว่า คุณหมอวรงค์ อันนี้ชัดเจนอยู่แล้ว หรือ คนอย่างคุณกรณ์ จาติกวณิช เป็นต้น หลายคนก็ดูท่วงทำนอนเป็นอย่างนั้น แต่มากพอไหม เทียบกับคนที่เข้าไปสู่เวทีในส่วนของการเลือกตั้งที่เป็นคุณจุรินทร์ และกลายเป็นหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งผมคิดว่าน่าจับตามาก สถานการณ์เขาจะเลือกอะไรระหว่างพรรคแตกไม่แตก คิดร่วมวันนี้มีอำนาจมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีอำนาจน้อยใครจะแตกพรรค เขาจะแก้ไขปัญหาอย่างไร หรือไม่สนใจรอคะแนนเพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งครั้งหน้า ส่วนทำไมพรรคพลังประชารัฐดูไม่ค่อยแยแสกับพรรคร่วมรัฐบาล เพราะผมคิดว่าเขามีสิทธิ์ที่จะคิดอย่างนี้นะครับ 1. ตัวเขาเองเป็นพรรคการเมืองที่มีหลักประกันว่ามี 125 เสียงในสภา ได้เป็นนายกแน่ เพราะมีเสียง สว. 250 ที่นั่ง แม้ว่าจะดูเกเรบ้างในบางจังหว่ะ เขามั่นใจว่าเข้าได้นายกแล้ว เมื่อได้นายกแล้วถ้าสมมุติว่าเป็นเสียงข้างน้อยในสภาเขาก็เชื่อว่าเขายุบสภาเขาก็รักษาการต่อ ก็คือลุงตู่อยู่แน่ ได้เป็นแน่ และก็จะอยู่ต่อช่วงรักษาการด้วย และถ้าการเลือกตั้งไม่ดีมีผลร้ายเขาก็รักษาการต่ออีก ในขณะเดียวกันถ้าเลือกตั้งเสร็จถ้าเขาได้ 125 ที่นั่งเหมือนเดิม เสียง 250 ที่นั่งเหมือนเดิม เขาก็จะกลับมาอีก เขาก็คงคิดว่าอย่างไรเขาก็คงไม่แคร์เรื่องของอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยุบสภาหรอก เพราะอย่างไร ลุงตู่อยู่แน่ เขาคงคิดอย่างนี้นะครับ แต่ผมคิดว่าทุกอย่างมันก็ยังไม่แน่หรอกครับในสถานการณ์จริง เพราะวันนี้อย่าลืม พรรคพลังประชารัฐมีเสียงเลย 125 มานิดเดียวเอง ถึงวันนี้นะครับยังไม่รู้เลยว่าปฏิกิริยาจากการดำเนินการกับพรรคอนาคตใหม่ซึ่งคุณธนาธรก็คงจะเข้ามาไม่ได้แล้วนี้นะครับ แม้ว่าจะเข้าในกระบวนการในพิธีสำคัญแต่สุดท้ายก็คงจะไม่ได้จากกระบวนการที่เป็นอยู่ จะมีคนมีศักยภาพหรือปฏิกิริยาของประชาชนที่เป็นฝ่ายแฟนคลับอนาคตใหม่จะมีแรงกระเพื่อมในสังคมมากน้อยขนาดไหนและมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าขนาดไหน แล้วก็พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งจะมีบทบาทมากขึ้นหากเป็นฝ่ายค้านหรือเป็นฝ่ายรัฐบาล จะลดทอนเสียงพรรคพลังประชารัฐไหมในการเลือกตั้งครั้งหน้า ใครจะรู้พรรคพลังประชารัฐอาจจะไม่ถึง 125 ที่นั่ง ถึงวันนั้นก็ได้ ทุกอย่างมันยังไม่แน่แล้วก็ยังเต็มไปด้วยความไม่ชัดเจนแล้วก็คิดว่าอย่างไร พลเอกประยุทธ์ ก็เป็นนายก ไม่ต้องไปคิดอย่างอื่นหรอกครับ เป็นอย่างอื่นได้ยาก ยกเว้นว่า มันไม่ลงตัวหลังการเจรจาและทุกคนเล็งเห็นพร้อมกันว่าอยู่ไปก็จะไม่มีเสถียรภาพ ไม่เกิดประโยชน์อะไร แล้วต้องการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบอื่น ถึงจุดนั้นค่อยคิดเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ หรือรัฐบาลเปลี่ยนผ่านเพื่อมาปฎิรูปเพราะเห็นว่ากฎกติกามันถึงทางตันไม่สามารถจะออกทางไหนได้

เติมศักดิ์ - ครับ ถ้ามองเกมยาว ถ้าสมมุติประชาธิปัตย์มองเกมยาว ว่า มีรัฐบาลที่มีนายกคนเดิม พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ไม่ยาว ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ เขาจะมองไหมว่า ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ พรรคพลังประชารัฐ ยังมีพลเอกประยุทธ์ อยู่ไหม เพราะพรรคพลังประชารัฐที่ไม่มีตัวเลือก หรือไม่มีแคนดิเดต อย่างพลเอกประยุทธ์ เกมเปลี่ยน เกมเปลี่ยนเลยนะครับ

ปานเทพ - เพราะว่า เอาจริงๆ เลยนะครับ ผมมองว่าถ้าภายใต้โครงสร้างรัฐบาลที่มีองค์ประกอบของหลายๆ พรรค มันมีความสุ่มเสี่ยงมากที่จะเจอปัญหาทุจริตโดยที่ไม่มีใครกล้าทำอะไร เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราคาดเดาได้อยู่แล้ว เล็งเห็นได้อยู่แล้ว ด้วยอำนาจต่อรองที่เยอะแยะมากมายขนาดนี้ ดังนั้นมันมีโอกาสสูงมากที่ฝั่งรัฐบาลจะเสื่อมลงเร็ว ดังนั้นถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ โอกาสยากมากเลยแล้วถ้าเกิดแรงกระเพื่อมว่าประชาชนทนสภาพแบบนี้ได้ไหม มีการทุจริตด้วยการต่อรองของพรรคการเมืองหลายพรรค ในขณะที่ฝ่ายตรวจสอบทำอะไรไม่ได้ ในฝั่งสภาผู้แทนราษฎรจะทำอะไรก็ถูกยุบสภาก่อน ส.ว. ก็เป็นฝั่งเดียวกับรัฐบาลหมด ในขณะที่องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญก็มาจาก ส.ว. และ คสช. ไม่ตรวจสอบอะไรได้เลย ฝ่ายค้านอยากจะยื่นทำอะไร ทำอะไรไม่ได้ทั้งหมด

เติมศักดิ์ - ความอึดอัดสะสม

ปานเทพ - ผมคิดว่ามันจะทำให้ประชาชนมีแรงกดดันและแรงกระเพื่อม ถ้ายังอยู่ในสภาพนั้น พลเอกประยุทธ์ ก็จะมีโอกาสอย่างยิ่งที่จะถูกต่อต้านอย่างหนักแล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นนายกแล้วคุ้มไหม ในสถานการณ์ แบบนี้ แม้แต่วันนี้จะเป็นนายกจะคุ้มหรือเปล่า ก็ยังไม่แน่นะครับ เพราะว่า แลกกับการถูกอภิปรายตลอดเวลา จากเดิมไม่เคยถูกใครอภิปรายเลย แค่นักข่าวถามยังหงุดหงิดเลยนะครับ แค่ประชาชนประท้วงยังบริภาษด้วยดำด่า หยาบคายก็มี กับผู้สื่อข่าวก็มี นับประสาอะไรกับการฟังอภิปรายเปิดโปงทีละชิ้น ชำแหละทีละอัน พลเอกประยุทธ์ ก็จะกระทบ อย่างที่ไม่เคยกระทบมาก่อน คำถามคือ คุ้มหรือเปล่า ผมว่ายังไม่แน่ใจเลยนะครับ

เติมศักดิ์ - เพราะจะเป็นพลเอกประยุทธ์ ที่ แม้ได้เป็นนายกต่อ แต่ก็เป็น พลเอกประยุทธ์ ที่ไม่มี คสช. เป็น พลเอกประยุทธ์ ที่ไม่มีมาตรา 44 เป็น พลเอกประยุทธ์ ที่มีปัญหารุมเร้าทั้งการเมือง จับปูใส่กระด้ง แล้วก็เศรษฐกิจ ที่กำลังจะตามมา เพราะฉะนั้นครั้งหน้าไม่น่าจะขายได้แล้ว

ปานเทพ - เอาจริงๆ นะครับ การเลือกตั้งที่ผ่านมาถ้าไม่มีปฏิกิริยา เรื่องฮ่องกงเอฟเฟกต์ มาช่วย โพลครั้งสุดท้าย พรรคพลังประชารัฐจะต้องตามหลังพรรคประชาธิปัตย์ แพ้อนาคตใหม่อยู่แล้ว แพ้เพื่อไทยอยู่แล้ว แต่อาจจะตามหลังพรรคประชาธิปัตย์ด้วยซ้ำไป หรือสูสีกัน ความหมายที่ผมกำลังจะพูดก็คือว่าสถานการณ์ที่ฮ่องกงเอฟเฟกต์ มันจะมีกี่ครั้ง ที่มันจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ไม่มีใครเกิดแล้ว มันไม่บ่อยแล้ว โอกาสที่จะเกิดกระแสพลิกแบบนี้ยาก แม้แต่คนในพรรคพลังประชารัฐเอง ในขณะที่เป็น ส.ส. ก็ไม่ได้เป็นคนที่มีชื่อเสียงหรือเป็นที่นิยมมาก่อนนะครับ ดังนั้นหลายคนอาจจะหายไปกับการเลือกตั้งครั้งต่อไปผมมีความรู้สึกอย่างนั้นนะครับ ถ้า ยังโครงสร้างเป็นแบบนี้อยู่

เติมศักดิ์ - ซึ่งประชาธิปัตย์ก็ต้องมองเกมยาวว่า ถึงตอนนั้นถ้าพลังประชารัฐไม่มี พลเอกประยุทธ์ การที่คน 3.9 ล้าน ก็ไม่แน่ใจว่า การตัดสินใจวันนี้จะมีผลต่อ 3.9 ล้าน แค่ไหน แต่ถ้ามองไปในอนาคต 3.9 ล้าน ยังอยู่ไหม อีก 7-8 ล้าน ที่เคยเลือกเมื่อสมัยก่อนจะกลับมาเลือกไหม มันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจวันนี้ด้วย

ปานเทพ - แน่นอน มันต้องเล็งเห็นเลยว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เล็กเห็นว่ารัฐบาลจะเสื่อม เห็นชัดๆ เลยนะครับว่ารัฐบาลโครงสร้างอย่างนี้เสื่อมแน่เพราะว่าคุณแบ่งโควต้ากัน แล้วคุณทำอะไรกันไม่ได้ อภิปรายก็ไม่ได้ คุณยกมือสนับสนุนกันอย่างเดียว สถานการณ์แบบนี้การเป็นฝ่ายค้านจะได้คะแนนนิยมเพิ่มขึ้น โดยธรรมชาติเลยเล็งเห็นอยู่แล้วว่าจะต้องเกิดปฏิกิริยาแบบนี้ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีบทบาทมากพอ อย่างพรรคภูมิใจไทย เขาชัดเจนบรรลุภารกิจเรื่องกัญชาเขาได้คะแนนเสียงมาแล้ว อย่างไรเขาก็เข้าไปทำภารกิจที่เขาประกาศต่อสังคม เขาก็จะสามารถประกาศเรื่องอื่นๆ ต่อไปให้คนเชื่อเขามากขึ้น ผมคิดว่ารัฐบาลก็ต้องยอม แต่พรรคประชาธิปัตย์เขามีอะไรมากกว่านั้น เพราะว่า เขาเป็นคู่กรณีที่ประชาชนเคยฝากความหวังว่าเป็นผู้ทัดทาน กับฝ่ายระบอบทักษิณ วันนี้มีพรรคการเมืองอื่นมาทดแทนดังนั้นความหวังของพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้คุณจุรินทร์ จะทำหน้าที่บทบาทแบบเดิมมาทดแทนพรรคพลังประชารัฐได้จริงหรือเปล่า ซึ่งเขาก็ต้องพิสูจน์ตัวเองในบริบทนี้ด้วย ก็คือเป็นพรรคการเมืองที่จะต้องแสดงผลงานไม่ว่าจะในฐานะฝ่ายค้าน หรือถ้าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลก็เช่นเดียวกัน ผมถึงบอกว่ามันอยู่ที่ว่าบทบาทพรรคประชาธิปัตย์ต่อรัฐบาลมีมากขนาดไหน มีพอจะเรียกเสียงนิยมกลับคืนมา หรือถ้าไม่คุ้มแล้วเป็นฝ่ายค้านจะคุ้มกว่า ผมคิดว่ามันอยู่ที่ตำแหน่งที่ได้แล้วก็อำนาจที่ได้ว่ามีมากน้อยแค่ไหน

เติมศักดิ์ - แล้วมองกันยากๆ การร่วมหัวจมท้ายไปกับพรรคแกนนำที่น่าจะเกือบๆ ครึ่งของ ส.ส. เคยเป็นลูกน้องทักษิณ คุณต้องคิดดูดีๆ นะ

ปานเทพ - ทุกคนก็ น่าคิดว่าในฝั่งพรรคพลังประชารัฐก็เป็นฝ่ายคุณทักษิณมาเยอะทั้งนั้นเลยครับ หลายพรรคการเมืองก็ถูกดูดกลับมา วันนี้กลายเป็น เอาเป็นว่า ฝ่ายทักษิณกับฝ่ายเคยเป็นทักษิณ แล้วก็มีพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมฝั่งไหนก็มีผลกระทบทั้งนั้น ผมก็เลยมีความเชื่อว่า พรรคประชาธิปัตย์ต้องทบทวน แล้วก็คงอาจต้องคิดเกมให้ยาวมากกว่าระยะสั้น ในระยะสั้นมีข้อดีสำหรับคนเป็นรัฐมนตรีครับ เพราะว่าเขาได้แสดงผลงาน ได้อยู่ตำแหน่งอำนาจ ไม่ใช่ไม่มีข้อดีเสียทีเดียวนะครับอย่างน้อยเขาก็สามารถไปใช้การสร้างผลงานผ่านอำนาจรัฐได้จากเดิมมันไม่มี อย่างน้อยก็สามารถทำให้เขาแสดงอะไรบางอย่างได้ถ้าเขาคิดแบบนั้น อย่างที่ผมบอก ถ้าทำอะไรไม่ได้อาจจะต้องไม่คิดแบบนี้

เติมศักดิ์ - แต่ก็ต้องทบทวนอดีตของตัวเองนะ ว่าประชาธิปัตย์ตอนเป็นรัฐบาลเคยมีครั้งไหนบ้างที่เจิดจรัสขึ้นมา แล้วยิ่งมาอยู่ในกระทรวงที่อาจจะไม่ใช่กระทรวงที่จะไปฉายแสงอะไรได้มาก

ปานเทพ - ไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นแล้ว เอาจริงๆ แล้วก็คือว่า พรรคประชาธิปัตย์ มีความสามารถทุกครั้งเมื่อเป็นฝ่ายค้าน แล้วก็ทุกครั้งเมื่อเป็นฝ่ายค้าน คนก็จะชื่นชม แล้วก็มีความนิยมว่าเป็นความหวังได้ แต่เมื่อไหร่เป็นฝ่ายรัฐบาลทีไร ขนาดเป็นฝ่ายรัฐบาลที่เป็นพรรคหลักยังไม่สามารถเรียกคะแนนนิยมได้เลย นับประสาอะไรกับการเป็นพรรคร่วมพรรคหนึ่ง จะมีอำนาจต่อรองมากน้อยเพียงใด หรือ เขาอาจจะคิดเกมอีกเกมหนึ่ง ยังไม่พูดถึงพรรคไม่แตก แตก นะครับ มันมีอีกทฤษฎีหนึ่งก็คือ เป็นพรรคร่วมรัฐบาลรับตำแหน่งรัฐมนตรีไปก่อน แต่พอถึงเห็นท่าไม่ดีคะแนนตกก็ถอนตัวออกจากรัฐบาล

เติมศักดิ์ - คล้ายๆ พรรคพลังธรรมในอดีต

ปานเทพ - พรรคพลังธรรมในอดีต คล้ายๆ โมเดลนี้ ก็ต้องไปชั่งน้ำหนักดูเอาครับ เพราะว่าเราแสดงความเห็นไป คงไม่เท่ากับคนที่ต้องรับกระแสแรงเสียดทานจากพี่น้องประชาชน ที่เป็นแฟนคลับของพรรคประชาธิปัตย์เอง และกับแฟนคลับที่เคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ท้าทายมากครับ

เติมศักดิ์ - พลเอกประยุทธ์ ก็จะมาพร้อมแพ็กเกจ บิ๊กป้อม บิ๊กป๊อก แน่นอนใช่ไหมครับ

ปานเทพ - ผมคิดว่าเป็นอย่างนั้น เพราะเขามาด้วยกัน เขาก็คงไปด้วยกันครับ แต่ว่าจะอยู่นานแค่ไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง เพราะว่ายิ่งมี บิ๊กป้อม บิ๊กป๊อก เข้ามาความหมายก็คือตำแหน่งรัฐมนตรีมันก็จะยิ่งถูกมีขีดจำกัดมากขึ้น ผมว่าตรงนี้ก็จะเป็นข้อจำกัดสำคัญและเป็นจุดอ่อนอยู่


เติมศักดิ์- งั้นพีกกันสักครู่หนึงละมาดูอีกทฤษฎี ถ้าจะให้ระบบรัฐสภามันไปได้อย่างราบรื่นก็ถอดบางเรื่องออกจาสมการการตั้งรัฐบาลมีคนเสนอว่าเอาพล.อ.ประยุทธ์ออกจากสมการ เอาพรรคเพื่อไทยออกจากสมการ ที่เหลือคุยกันให้ได้ฉันทามติมันจะง่ายไหม สักครู่กลับมาคุยกับอาจารย์ปานเทพกันต่อนะครับ


เติมศักดิ์- ช่วงสุดท้าย คนเคาะข่าววันนี้ อ่านเกมการเมืองไทยก่อนเปิดสภา ก่อนที่เราจะได้เห็นประธานวุฒิสภาในวันพรุ่งนี้ท่ามกลางกระแสข่าว 50 ส.ว. เขาก็ไม่หือไม่อือ ก่อนที่เราจะเห็นประธานสภาผู้แทยราษฎรในวันเสาร์ ซึ่งอาจารย์ปานเทพบอกว่าการชิงตำแหน่งประธานสภาและผลลัพธ์ของมันจะมีผลต่อขั้วอำนาจแน่นอน เป็นสัญลักษณ์แน่นอน เราคุยและเอามาจากวาสนาด้วย ตกลงแล้วในที่สุดก็ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร นายกฯก็เป็นคนเดิม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจารย์บอกว่าเขาเล่นเกมนี้ คือประยุทธ์เป็นนายกฯก่อน เป็นได้แน่ มี 125 อยู่แล้ว


ปานเทพ - ยังไงก็เป็นอยู่แล้ว ไม่ว่าคุณจะพูดว่าจะร่วมหนุน พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่ เขาก็เป็นอยู่แล้ว


เติมศักดิ์- เพียงแต่เขาเล่นเกมตั้งประยุทธ์เป็นนายกฯก่อน แล้วโมเมนตัมมันจะมาที่


ปานเทพ - มันจะเป็นก่อน การต่อรองจะเปลี่ยนไป ดุลอำนาจและความคาดหวังว่าจะมีเซอร์ไพรส์มันจะหายไป เมื่อรู้ว่าไม่มีใครมีนายกฯรัฐมนตรีคนกลาง เมื่อรู้ว่าไม่มีทางจะเกิดนายกฯที่เป็นนายกฯคนนอก เมื่อจบเกมแล้วเท่ากับหยุดแรงกระเพื่อมส่วนใหญ่ว่าถ้าคุณจะเป็นรัฐบาลต้องะเป็นรัฐบาลภายใต้ พล.อ.ประยุทธ์เท่านั้น อำนาจต่อรองก็จะเปลี่ยนไป การที่ทุกคนทุกพรรคนิ่งมันก็จะไหลไปหาอำนาจคนที่ชัวว่าเป็นรัฐบาลแน่ๆ


เติมศักดิ์- คือต้องไม่ลืมว่าคนที่นำชื่อรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าคือพล.อ.ประยุทธ์คนเดียว


ปานเทพ - คนอื่นไม่เกี่ยวเลยครับ


เติมศักดิ์- เพราะฉะนั้นคุณมาต่อรองได้ในขีดจำกัด


ปานเทพ - และเมื่อคุณไม่ได้พอใจ คุณก็ยุบสภาได้ไหม หรืออยากได้รัฐมนตรีบ้างคุณก็แบ่งกันทำมาหากิน แบ่งประโยชน์โควต้าดีกว่าหรือเปล่า


เติมศักดิ์- ต้องไม่ลืมว่าพอ พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นนายกฯอีกครั้งหนึ่ง ดุลอำนาจอีกอย่างคือการยุบสภา ดื้อนักยุบนะ


ปานเทพ - ดื้อนักยุบนะ แล้วกุมอำนาจรัฐอยู่ และก็เลือกตั้งใหม่ก็ยังกลับมานะ เพราะว่ามีเสียงส.ว. คุณก็กลับมาเหมือนเดิมเพียงแต่คุณจะโดนหนัก เที่ยวหน้าเพระาว่าอำนาจรัฐ อยากโดนแบบอนาคตใหม่ไหม อยากโดนแบบธนาธรไหม


เติมศักดิ์- พรรคอื่นก็เริ่มคิดแล้วว่าปล่อยให้เขาเป็นแบบไม่มีมาตรา 44


ปานเทพ - ดีกว่าหรือเปล่า เป็นตั้งแต่ตอนนี้เพื่อตัดอำนาจ ม. 44 ไปก่อนและผมก็คิดว่าทุกพรรคการเมืองที่เป็นนักเลือกตั้งอึดอัดกับมาตรา 44 เพราะมันเป็นความเสี่ยงที่มองไม่เห็น และยังไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น และสามารถนำไปสู่ความเสี่ยงที่เขาไม่สามารถควบคุมได้ อย่างน้อยพอตัดมาตรา 44 อำนาจต่อรองจะเปลี่ยนทันที อย่างน้อยพอเป็นนายกฯที่ไม่มีมาตรา 44 แรงกระเพื่อมในดุลอำนาจในสภาผู้แทนราษฎรตอนนี้นพครับและในวุฒิสภาทุกคนจะมองไม่ใช่แค่ในรัฐบาลชุดนี้ ทุกคนจะมองถึงรัฐบาลชุดหน้าด้วย ว่าจะควรเป็นศัตรูหรือควรเป็นมิตรกับพรรคการเมืองไหน เพราะมันเห็นๆอยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น


เติมศักดิ์- คือลากให้ พล.อ.ประยุทธ์มาอยู่ในอำนาจ


ปานเทพ - ในเกณฑ์


เติมศักดิ์- ที่ไม่มีมาตรา 44 สักระยะหนึ่ง ให้เขาเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่านรกของจริง ให้คนเห็นกันไป เมื่อคนเกิดความเบื่อหน่ายก็เป็นไปได้ว่ากระแสไม่เอาประยุทธ์ ต่อให้มีอำนาจยุบสภายุบสภาแล้วเลือก ตั้งใหม่


ปานเทพ - เกมเปลี่ยนแน่นอนครับ


เติมศักดิ์- เกมเปลี่ยน พลังประชารัฐก็ยังเป็นพลังประชารัฐที่ไม่มีแคนดิเดตเป็น พล.อ.ประยุทธ์ อีกแล้ว


ปานเทพ - ซึ่งถึงตอนนั้นก็ไม่มีมาตรา 44 ด้วย ผมคิดว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก


เติมศักดิ์- แต่ก็มีอาจารยืพิชายวันนี้ก็เสนอว่า เราควรจะถอดสลักคือสมการอำนาจครั้งนี้ เอาอย่างนี้ไหม พล.อ.ประยุทธ์ เสียสละวางมือลดกระแสต่อต้าน พรรคเพื่อเสียสละประกาศไปเลยว่าขอเป็นฝ่ายค้าน เพื่อลดกระแสต่อต้านระบอบทักษิณ เมื่อตัวแทนของภาพ 2 ขั้วนี้ออกไปจากสมการได้ ทุกพรรคที่เหลือแม้แต่พลังประชารัฐเอง ก็อาจจะได้ฉันทามติในการคุยกันและได้นายกที่มันสง่างาม ได้นายกฯที่ไม่มีความขัดแย้ง เป็นไปได้ไหมครับ


ปานเทพ - เป็นไปได้ครับ ในทางทฤษฎี ถ้าเขาตกลงกันไม่ได้และการถอะดเงื่อนไขที่ทำให้เป็นอุปสรรคในการจัดตั้งรัฐบาลมันถูกหายไป คือพล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่นายกฯ


เติมศักดิ์- จะได้ไม่ต้องบอกว่าไม่เอาสืบทอดอำนาจ


ปานเทพ - และทุกอย่างมันจะง่ายขึ้นมากขึ้นเยอะ


เติมศักดิ์- พรรคเพื่อไทยต้องถอดสลัก


ปานเทพ - พรรคเพื่อไทยต้องถอดสลักตัวเอง เขาไม่มีอำนาจต่อรองอยู่แล้วครับ ยังไงเขาไม่มีทางเป็นรัฐบาลแน่นอน ถ้าพรรคพลังประชารัฐไม่เห็นด้วย แต่ถ้าสมมุติว่า เอานะ เข้ามาร่วมเพื่อมีเสถียรภาพขอพล.อ.ประยุทธ์ 1 คน อย่าเป็นนายกฯรัฐมนตรีเลย ขออย่างนี้เลยเพื่อแลกกับการมีรัฐบาลคนกลาง หรือรัฐบาลเฉพาะการ เพื่อมาปฏิรูปกาเรมืองใหม่ หรือเพื่อจัดสรร ผลประโยชน์หรือกติกาใหม่ และแน่นอนนะครับภายใต้โครงบสร้างนี้ไม่น่ามีอนาคตใหม่ด้วย ผมคิดว่านะครับ เพราะว่าอนาคตใหม่น่าจะเป็นคู่กรณีที่เขาเพ่งเล็งมากที่สุด เพราะว่าแหลงมที่สุด ซ่าที่สุด สุ่มเสี่ยงกับโครงสร้างหลายโครงสร้าง ทำให้ผมคิดว่าพรรคอนาคตใหม่อาจไม่ได้ร่วมโมเดลแบบนี้


เติมศักดิ์- แต่ว่านายกฯก็ต้องเป็นคนกลาง


ปานเทพ - ที่ไม่ใช่มาจาก 2 ขั้ว และผมว่าพรรคเพื่อไทยเขาเอาอยู่แล้วเพราะไงก็ไม่ได้เป็นนายกฯแน่ เพียงแต่ว่าการมีพรรคการเมืองอื่นที่ไม่ใช่พล.อ.ประยุทธ์มันจะมีผลทำให้คู่กรณีของรัฐบาลหรือ คสช.อาจปลอดภัยขึ้น เช่น พรรคอนาคตใหม่จะโดนไล่บี้อีกหลายคดีหรือเปล่ายังไม่รู้นี้ อาจจะเบาลง เพราะขั้วอำนาจมันเปลี่ยนหรือคุณทักษิณไม่ได้ห่วงตัวเองละ ลูกชายตัวเองจะโดนอะไรมากน้อยแค่ไหน


เติมศักดิ์- นี่ก็มีไทม์ไลน์และนะครับ ใกล้ละนะ คดีฟอกเงินกรุงไทย


ปานเทพ - เพราะไงมันก็ถูกเชื่อมโยงเขาจะรู้สึกปลอดภัยกว่าไม่ใช่ฝั่งตรงกันข้ามที่ชัดเจน มันก็อาจมีโอกาสหนุนโดยบริบทที่พร้อมๆกันในเมื่อมันอยู่ไม่ได้ก็ขอให้มีเสถียรภาพแบบไม่เป็นศัตรูกับพรรคเพื่อไทย หรืออนาคตใหม่แล้วแลกกับการไม่มีเสถียรภาพอยู่ครบเทอม อาจทำให้ทุกอย่างลงตัวขึ้นก็ได้ไม่แน่นะครับ ไม่แน่นะครับในบริบทแบบนี้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ ภายใต้การตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ให้เดาใจพล.อ.ประยุทธ์


เติมศักดิ์- อันนี้เดาใจ พล.อ.ประยุทธ์ และ แต่สิ่งที่อุดมคติอยากให้เป็น


ปานเทพ - ที่มีโอกาสจะเป็นไปได้ ผมว่าพล.อ.ประยุทธ์ ทำมาขนาดนี้แล้ว เดินมาขนาดนี้แล้ว ไม่มีถอยครับ และไม่ทางยอมให้เกิดโมเดลนี้


เติมศักดิ์- ไม่ถอยเพราะอีดก้ตัวเองหรือเพราะว่า ไม่ถอยเพื่อประเทศชาติ ข้ออ้างหรูๆ


ปานเทพ - คนเราก็มีความคิดว่าเชื่อว่าตัวเองเท่านั้น ที่จะเป็นคนแก้สถานการณ์ แต่จริงๆที่อยู่ในใจลึกๆ ไม่มีใครรู้หรอกครับ อาจเป็นไปได้ตั้งหลายอย่าง อาจเป็นไปได้ว่าฉันคนเดียวเท่านั้นที่จะกำราบไม่ให้ระบอบทักษิณกลับขึ้นมาได้ หรือว่าเป็นภัยต่อโครงสร้างอันสำคัญและเชื่อว่าฉันคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้ และฉันคนเดียวเท่านั้นที่ต้องทำภารกิจนี้ หรืออาจคิดว่าตัวเองมีแผลมากเกินไปลงจากหลังเสือไม่ได้ องคาพยพโดนกันระนาวหลังจากนี้ถอยไม่ได้และไม่ยอมถอย


เติมศักดิ์- ซุกอะไรไว้ใต้พรหมเยอะ


ปานเทพ - ยังมีอีกเยอะ ยังไม่นับอีกหลายโครงการที่ผมไม่อยากจะเอ่ยนะครับ มันมีความเสี่ยงมาก กับสถานการณ์ที่เป็นอยู่


เติมศักดิ์- เพื่อนพ้องน้องพี่จะซวยไปด้วย


ปานเทพ - แต่มันก็มีโอกาสที่จะตกลงกันไม่ได้นะครับ เช่นกระทรวงสำคัญๆ ที่เขาไม่ยอมปล่อย เช่นกระทรวงคลัง พาณิชย์ คมนาคม มหาดไทยอะไรทำนองนี้ หรือกระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นกระทรวงที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงเรื่องเศรษฐกิจ 2 สิ่งนี้อาจปล่อยยาก จะเจรจากันไม่ได้ ก็เรื่องแบบนี้ หรือหักกันก็คือเรื่องแบบนี้


เติมศักดิ์- เป็นกระทรวงยุทธศาสตร์


ปานเทพ - ยุทธศาสตร์


เติมศักดิ์- เพราะฉะนั้นโมเดลที่บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ถอดสลัก พรรคเพื่อไทยถอยออกมาเพื่อเป็นฝ่ายค้านเพื่อลดกระแสต่อต้านระบอบทักษิณ คือทั้ง 2 ฝ่าย ขจัดเงื่อนไขที่เป็นกำแพงของการจัดตั้งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ขจัดเงือ่นไขว่าไม่เอาสือบทอดอำนาจ พรรคเพื่อไทยขจัดเงื่อนไขว่าไม่เอาระบอบทักษิณ เพื่อให้มันหาฉันทามติง่ายขึ้น ในความเชื่ออุดมคติอาจจะคิดได้


ปานเทพ - อาจจะคิดได้ แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ ถ้าคิดง่ายผมคิดว่าวันนี้คงไม่ต้องมีเลือกตั้ง ไม่ต้องมาถึงจุดนี้หรอกครับ ถ้าคิดได้ตั้งนานแล้วมันมีช่องว่างที่มีโอกาสจะทำให้เกิดรัฐบาลเฉพาะการณ์ รัฐบาลเปลี่ยนผ่าน เพื่อมาปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้ง วันนี้เราเห็นเลยว่าการปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้งล้มเหลว ในความคิดผมนะครับ การปฏิรูปตำรวจไม่เกิดขึ้น การปฏิรูปจนมาสู่กาเรลือกตั้งเต็มไปด้วยผลประโยชน์ต่อรองอำนาจเต็มไปหมด และเราจะเรียกว่าการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ได้ยังไง ที่มาถึงวันนี้จนมีพรรคอย่างพรรคอนาคตใหม่ได้ และจนกระทั่งพรรคพลังประชารัฐไม่ได้เสียงลำดับที่หนึ่งและปล่อยให้ พรรคขั้วใหญ่ๆ เขายังได้เสียงข้างมาก มันสะท้อนให้เห็นว่าตลอดระยะเวลที่ผ่านมาของพรรคพลังประชารัฐภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ยังไม่สามารถครองหัวใจประชาชนส่วนใหญ่ได้ ถึงต้องใช้มาตรการกำจัดเขาทิ้งเสีย เช่นกำจัดพรรคอนาคตใหม่ กำจัดพรรคนั้นโดยใช้กติกาที่ใช้ ส.ว. มันคือหลักประกันที่สะท้อนความล้มเหลวของการเลือกตั้งครั้งนี้ ว่าตัวเองยังไม่สามารถครองหัวใจประชาชนได้ บริบทที่เราอยูาในคสช. 5-6 ปีนี้ มันเสียโอกาสที่สำคัญจะมีหลายเรื่องที่ดีขึ้นในเรื่องของความสงบแต่มิตรทั้งหลายถูกกำจัดทิ้งหมดในคดีความ ฝั่งตรงข้ามที่เป้นฝั่งทักษิณถูกกำจัดแต่ตัวเองอยู่ในอำนาจมีเรื่องครหาในองคาพยมมากมายมันทำให้ประชาชนที่เคยสนับสนุน เขาลังเลมากนะครับ ที่ไปสนับสนุนส่วนมากกลัวทักษิณ มันทำให้สถานการณ์ ยังไม่สามารถครองหัวใจประชาชนได้ ประชาชนที่เลือกก็ยังวนเวียนกลุ่มเดิม คือฝั่งประชาธิปัตย์เดิม แล้วแตกออกไปเลือกพรรคพลังประชารัฐ กับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะฉะนั้นเสียงมันไม่ค่อยเปลี่ยนมาก โครงสร้างยังใกล้เคียงของเดิม อาจจะได้มามากจากการดึง ส.ส. ซึ่งก็คือการดูด ส.ส. ขั้วอำนาจต่างๆ ที่เคยดูดกันมา เหมือนสมัยพรรคไทยรักไทยทำในอดีตไม่ต่างกันเลย เพระาฉะนั้นผมไม่เห็นว่าเราได้การปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้ง ไม่เห็นและยังรู้สึกว่า เราเสียดายโอกาสในรอบหลายปีที่ผ่านมา ที่เล็งเห็นการเอื้อประโยชน์กลุ่มทุน แลัคิดว่ากลุ่มทุนจะเอื่อประโยชน์ประชาชน ผมว่าคำนี้ทำให้ทุกวันนี้ต้องมานั้งแก้ปัญหาจนมีพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้น จนต้องหาหนทางในการคำนวนปาร์ตี้ลิสต์อะไรต่ออะไร ทั้งหมดเพราะไม่สามารถครองหัวใจประชาชนจากการปฎิรูปก่อนการเลือกตั้งให้สำเร็จได้จริง นี่คือสิ่งที่น่าเสียดายครับ และก็จะไม่สามารถทำได้ด้วยภายใต้โครงสร้างที่เป็นอยู่ตอนนี้ไปจนการเลือกตั้งครั้งหน้าก็ทำไม่ได้ เพระามันผ่านโอกาสเวลาทองที่มีโอกาสจะทำและไม่ได้ทำแล้ว


เติมศักดิ์- กลายเป็นว่า 5 ปี ที่ผ่านมา สิ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างเดียวคือ ได้สืบทอดอำนาจต่อ แต่สืบทอดต่อในเงื่อนไขที่ว่าประเทศชาติได้อะไร


ปานเทพ - ผมว่าประชาชนส่วนใหญ่ก็ตั้งคำถามแบบนี้เหมือนกัน เขาอาจรู้สึกว่าการสืบทอดอำนาจต่อคือการชนะที่ฝ่ายทักษิณไม่กลับขึ้นมา แต่ในความจริงแล้ว ระบอบทักษิณเราพูดถึงอะไร เราพูดถึง การทุจริตการเลือกตั้งไหม เราพูดถึงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญตรวจสอบไม่ได้ไหม เราพูดถึงการครองงำอำนาจสื่อเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไหม หรือการใช้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญทำลายฝ่ายตรงกันข้ามและอุ้มชูตัวเองไหม ถ้ามันใช่มันต่างอะไรกันครับ มันต่างกันที่เปลี่ยนกันเท่านั้นเอง


เติมศักดิ์- มันแค่วิญญาณที่ย้ายร่าง


ปานเทพ - อาจมีเรื่องเดียวที่ไม่เหมือนกันคือเรื่องทัศนะต่อสถาบันหลักของชาติที่ต่างกัน วันนี้อาจไม่ต่างกันแล้วก็ได้ ในแง่ของสถานการณ์ที่เรียนรู้มาหลายปี แต่ว่าบริบทของเนื้อหาต่อประชาชนที่เคยต่อสู้ไม่ว่าสีเสื้อไหนก็ตามปัญหามันยังอยู่เหมือนเดิมนะครับ ไม่หายไปไหน มีแต่สิ่งที่ไปริดรอนมากขึ้นแต่ยังทำเหมือนเดิม ในขณะที่ประชาชนที่เคยเคลื่อนไหว ถูกชนักติดหลัง ถูกล่ามไว้ทั้งสิ้น แต่สิ่งที่กระทำต่อประเทศชาติเปลี่ยนไปหรือเปล่า ผมว่าเป็นคำถามที่ประชาชนต้องตอบครับ และตัดสินใจในอนาคตของตัวเองต่อไปครับ


เติมศักดิ์- วันนี้ขอบคุณมากนะครับอาจารย์ปานเทพครับ คนเคาะข่าวลาไปก่อน สวัสดีครับ



กำลังโหลดความคิดเห็น...