xs
xsm
sm
md
lg

ด้วยน้ำพระราชหฤทัย..."ยางหัก-ปากท่อ" โครงการพระราชดำริ ในหลวง ร.10

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

จากพื้นที่อันแห้งแล้งจนแทบจะเรียกได้ว่าต้องขุดทรายขึ้นมา เพื่อเอาน้ำมาประทังชีวิตในทุกๆ วัน และสามารถเก็บผลผลิตได้ปีละ 1 ครั้ง จนกระทั่งด้วยน้ำพระราชหฤทัยของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่ 10 จากการเสด็จลงพื้นที่ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เมื่อ พ.ศ. 2534 นำพามาสู่โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 5 แห่ง จนทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวได้มีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงผ่านทางการทำการเกษตร ให้มีรายได้มาเลี้ยงในแต่ละครอบครัวอีกครั้ง

โดย นายสุชาติ กาญจนวิลัย ผู้อำนวยการโครงการชลประทานราชบุรี ได้อธิบายถึงภาพรวมในพื้นที่ของตำบลยางหักในช่วงก่อนหน้าที่จะมีการสร้างแหล่งเก็บน้ำ รวมถึง ช่วงระหว่างทางของโครงการพัฒนาฯ ในภาพรวม และ โครงการในอนาคต ด้วยว่า
นายสุชาติ กาญจนวิลัย ผู้อำนวยการโครงการชลประทานราชบุรี
“สภาพพื้นที่ก่อนหน้านี้ของตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ แหล่งน้ำขาดแคลนมาก ก่อนปี 2534 ในฤดูฝนก็มีการเพาะปลูกได้ตามมีตามเกิดตามปริมาณน้ำฝน ซึ่งปริมาณน้ำฝนที่ตกในบริเวณนี้ คือ 1,100 มิลลิเมตรต่อปี ปีไหนฝนมากก็เพาะปลูกได้ดี แต่ปีไหนฝนน้อยก็เพาะปลูกได้น้อย ในส่วนของชาวบ้านช่วงฤดูแล้งพวกเขาก็จะเข้าป่า ตัดฟืน หาของป่า แล้วก็มีผลกระทบกับเจ้าหน้าที่อุทยานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในกรณีตัดไม้ทำลายป่า หรือไปบุกรุกป่า มันจะทำให้เป็นปัญหากระทบกระทั่งกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับชาวบ้าน หรือบางส่วนก็เข้าเมืองหางานในลักษณะเป็นแรงงานทำ ไปรับจ้างในพื้นที่ต่างๆ แต่ชาวบ้านในพื้นที่ก็จะปลูกข้าวโพดหรือฝ้ายที่ใช้น้ำน้อย ซึ่งจริงๆแล้วเขาเดือดร้อนมากเลย พูดง่ายๆ ว่า ก่อนปี 2534 ชาวบ้านจะอยู่กันอย่างอัตคัด ไม่ค่อยสะดวกอย่างที่เป็นทุกวันนี้

“แต่หลังจากวันที่ 10 เมษายน 2534 ในหลวงรัชกาลที่ 10 ซึ่ง ณ ขณะนั้น ดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ได้เสด็จมาที่อุทยานเฉลิมพระเกียรติท่าพระจันทร์ และได้มาเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ โดยมีคุณตะวันซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน ณ ขนาดนั้น ได้กราบบังคมทูลต่อพระองค์ท่าน โดยผ่านทางกรมชลประทาน ที่มี อาจารย์ปราโมทย์ ไม้กลัด เป็นผู้ติดตามงานพระราชดำริของทุกพระองค์ และมีการสรุป เมื่อวันที่ 22 เมษายนปีเดียวกัน สรุปว่าบริเวณนี้ ควรสร้างแหล่งน้ำ จำนวน 6 แห่ง ซึ่งมีการสร้างแล้วเสร็จไปแล้ว 5 แห่ง ที่มีการสร้างแล้วเสร็จ มาตั้งแต่ปี 2538 ก็คือ ปี 2540 ก็คือ และปี 2542 ที่พระองค์ท่านได้เริ่มต้นแล้วทางเราได้รับมาสานต่อจาก สำนักงาน กปร ให้เรามาดำเนินการ โดยกรมชลประทาน ในโครงการของท่านก็มีผู้รับผิดชอบต่อไป

“ซึ่งก่อนหน้านี้บริเวณดังกล่าวก็มีอ่างเก็บน้ำอยู่ 2 แห่งซึ่งสร้างตั้งแต่ปี 2528 คืออ่างเก็บน้ำไทยประจัน กับ อ่างเก็บน้ำอินทรีย์ ที่จุน้ำได้แค่ 60000 และ 700000 ลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ ซึ่งต่อให้มีการสร้างอ่างเก็บน้ำทั้งสองอ่างแต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับตำบลยางหัก เพราะหมู่บ้านในตำบลมีการใช้น้ำเฉลี่ยประมาณปีละ 3 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วงพื้นที่เพาะปลูกก็มีไม่ต่ำกว่า 7000 ไร่ ซึ่งปัจจุบันนี้ชาวบ้านในพื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถเพาะปลูกได้ทั้งปี ผลผลิตก็สามารถส่งไปขายได้ และทำให้ชาวบ้านลืมตาอ้าปากได้

“นอกจากนี้ยังมีอ่างเก็บน้ำอีกหนึ่งโครงการที่เรายังไม่ได้ทำการสร้าง ซึ่งเรามีแผนในปี 2565 แล้ว ณ ขนาดนี้เรากำลังทำการตกลงกับทางอุทยานไทยประจัน เราต้องทำความตกลงในเรื่องของการใช้พื้นที่ หรือเรื่องน้ำท่วมว่าจะมีผลกระทบกับทางอุทยานแค่ไหนอย่างไร ตอนนี้เรื่องแบบแปลนของอ่างเก็บน้ำได้ทำการเสร็จแล้ว เหลือแค่ข้อตกลงอย่างที่บอก ซึ่งประธานกลุ่มอ่างเก็บน้ำก็จะมีการซ่อมแซมบ้านถ้ามีการชำรุดแต่ถ้ามากเกินกำลังทางกรมชลประทานก็จะมีการช่วยเหลือ เพราะทุกงานเป็นงานพระราชดำริของพระองค์ท่าน เราจะต้องทำให้ดีและไม่ให้ชาวบ้านเดือดร้อน ซึ่งถ้าอ่างเก็บน้ำสุดท้ายเสร็จเรียบร้อย ก็จะส่งผลในเรื่องการคลอบคลุมในพื้นที่อย่างสมบูรณ์ ซึ่งที่แห่งนี้ถือว่าเป็นที่แรก ของโครงการพระราชดําริโดยพระองค์ท่าน
นายอนุสรณ์ ฤทธิ์ล้ำ ประธานอ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจันอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ขณะที่ นายอนุสรณ์ ฤทธิ์ล้ำ ประธานอ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจันอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้อธิบายถึงช่วงเวลาในก่อนหน้านี้ของความเป็นอยู่ของชาวตำบลยางหักในภาพรวมที่ว่า การใช้น้ำของชาวบ้านที่ ถึงขั้นต้องลงไปขุดนำน้ำมาใช้จากใต้ดินเพื่อบริโภคในครัวเรือน แต่พอมีโครงการพระราชดำริฯ ชีวิตของชาวบ้าน ณ ที่แห่งนี้ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

“ในช่วง 2517-18 ซึ่งตรงนี้ก็มีหลายท่านนะครับว่าเราจะทำยังไงให้มีน้ำใช้ในช่วงแล้ง แต่เดิมบริเวณตรงนี้จะเป็นแอ่ง หมายความว่าเราไปลอกทรายขึ้นแล้วเอาหินเลี้ยงไว้ เพื่อไม่ให้ทรายพังลงไป เราก็ไปตักน้ำเพื่อที่จะนำกลับไปบ้าน ในสมัยนั้น ส่วนเรื่องเพาะปลูก ช่วงเวลานั้นคิดได้อย่างเดียวคือทำการปลูกฝ้ายในเชิงเขาที่เราแผ้วถางไว้ พูดง่ายๆก็คือเราได้ทำการบุกรุกป่านั่นเอง ทีนี้ในช่วงหน้าแล้งเราก็จะได้ปลูกข้าวไร่ ซึ่งมาจากชาวเขาละหุ่ง แล้วบางส่วนที่อยู่ที่ลุ่มก็ปลูกมันสำปะหลังซึ่งค่อนข้างลำบาก

“หลังจากที่พวกเราได้ทราบข่าวว่าทางกรมชลประทานได้สร้างอ่างเก็บน้ำ ชาวบ้านที่นี่นับวันตั้งตารอ ซึ่งคำว่าอ่างน้ำ หรือแหล่งน้ำ ไม่มีใครรู้จักครับ พอบอกว่าจะสร้างฝาย พวกเราก็ได้ทำการเฝ้ารอกัน หวังว่าจะมีน้ำใช้อย่างเยอะๆ จนแหล่งน้ำแหล่งแรกสร้างเสร็จในปี 2538 ชาวบ้านก็ไปลงดูพื้นที่อย่างว่า แล้วก็จินตนาการว่าจะปลูกพืชต่างๆ หลังจากนั้นก็มีแหล่งน้ำต่อๆ มาตามลำดับ แต่ในหน้าแล้ง เราก็มีการคิดว่าจะปลูกอะไรที่ไม่ต้องไปบุกรุกป่า โดยสรุปก็คือเราจะปลูกพืชหมุนเวียนก่อน อย่างพริก ถั่ว มะเขือ หลังจากนั้นคนไหนในหมู่บ้านเริ่มมีฐานะที่ดีขึ้นก็จะไปซื้อเครื่องยนต์เบนซินเครื่องเล็กๆ มาสูบน้ำจากแหล่งน้ำเพื่อไปรดผักในพื้นที่ของตนเอง และมีการใช้ที่วงกว้างขึ้น จากแต่เดิมประมาณ 10 ถึง 20 ครัวเรือน จนมาถึงปัจจุบันนี้ ผักที่เห็นในพื้นที่เป็นของที่นี่

เรื่องรายได้จากได้ปีละไม่ถึงหมื่นบาท แปรสภาพมาเป็นผลไม้จากเกือบทั้งประเทศสามารถปลูกในพื้นที่นี้ได้ จะเรียกได้ว่าพื้นที่แห่งนี้ได้สมญานามว่าถนนแห่งผลไม้ที่อร่อยที่สุดในพื้นที่ ในฐานะที่เป็นตัวแทนของพื้นที่ อย่างบางท่านที่ได้มาเห็นพื้นที่แหล่งน้ำยุบลงไปเป็นเพราะว่าชาวบ้านในพื้นที่ได้ใช้น้ำเพื่อทำการเกษตร แต่ในช่วงนี้ที่มีสภาพอากาศร้อน เลยทำให้มีการปล่อยน้ำเพื่อเลี้ยงลำห้วย ส่วนทางด้านผลไม้ก็ถือว่ามีผลผลิตที่มาก เพราะฉะนั้นการระบายน้ำเลยมีมากกว่าเดิม ซึ่งถ้าเข้าฤดูฝนก็น่าจะเพียงพอ ส่วนลูกหลานของคนในพื้นที่หลายๆคนก็มีการศึกษาถึงระดับปริญญาตรี แต่ก็กลับมาช่วยที่บ้านมาเป็นเกษตรกรและเป็นแรงขับเคลื่อนให้ที่บ้านต่อ
นายจันทร์ ทองหวี ประธานอ่างเก็บน้ำบ้านนพุกรูดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ขณะที่ นายจันทร์ ทองหวี ประธานอ่างเก็บน้ำบ้านนพุกรูดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก็ได้อธิบายในส่วนของระบบอ่างเก็บน้ำต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในหมู่ที่ 4 บ้านหินสี ของตำบลยางหัก ในภาพรวมว่า จะมีการแบ่งปันจัดสรรใช้งานทั้งในส่วนของการประปา และส่วนการเกษตร เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนในพื้นที่

“สำหรับอ่างเก็บน้ำในหมู่ 4 นั้นมีทั้งหมด 4 อ่าง ซึ่งการจัดการในส่วนของน้ำประปานั้นถูกใช้ไป 2 อ่าง และทำการเกษตรไป 2 อ่าง พื้นที่ในหมู่ 4 มีประมาณ 500 หลังคาเรือน ส่วนประชากรในพื้นที่ก็มีประมาณ 1000 กว่าคน ซึ่งเป็นประชากรที่ใหญ่ที่สุดในตำบลยางหัก ในส่วนการจัดการของ 2 อ่างที่ใช้ในลักษณะการเกษตร ทางชุมชนจะเป็นผู้รับผิดชอบในจัดการ ส่วนทางด้านการประปาจะมีติดม่าน ท่อเมน 2 นิ้ว แล้วก็จะมีม่าน 4 หุนเข้าบ้าน แล้วก็จะมีถังกักเก็บน้ำส่วนหนึ่งของกรมอนามัย 1 ลูก ส่วนอีก 1 ลูก ทางอบต. ได้จัดสร้างเป็นแทงค์น้ำลักษณะสูบขึ้นไป แล้วใช้ระบบปล่อยออกไปให้ชาวบ้านได้อุปโภคบริโภค ส่วนการเกษตร น้ำประปาจะเก็บเป็นลูกบาศก์เมตร แล้วการจัดการบริหารท่อน้ำ เขาก็เอาเงินจากการเก็บแต่ละหลังคาเรือนไปบริหาร ถ้าไม่มีก็ทำการขยายไปเรื่อย

“ตอนนี้น้ำประปาในพื้นที่ก็ครอบคลุมทั้งหมดแล้ว ส่วนอ่างที่ใช้ในการเกษตร จะมีระบบท่อส่งเป็นท่อเมนหลัก ซึ่งมีความยาวไปจนสุดหมู่บ้าน แล้วก็จะมีท่อซอย ตามซอย ตามทางแยก เพื่อให้ทั่วถึง สวนในไร่ในสวน จะมีการติดสปริงเกอร์ทั้งหมด ซึ่งในการปลูกพืชก็จะมีกลุ่มบริหารหมด อ่างที่ใช้ในการประปาก็มีกลุ่มบริหารเช่นเดียวกัน ซึ่งในระหว่างที่มีปัญหา ผมก็ได้ทำโครงการประสานกับกรมชลประทานมาเรื่อยๆ ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่งเรียกว่าท่อประปามากองที่บ้านผม จนชาวบ้านสงสัยว่าทำไมมันเยอะ แต่ก็เป็นข้อสรุปว่าพอเราทำตามนั้นมาให้ชาวบ้านได้ใช้ทั้งส่วนของประปาและการเกษตร เส้นกลุ่มที่ทำการเกษตรก็มีประมาณ 7-800 ไร่ ซึ่งทางกรมชลประทานก็ได้ทำความช่วยเหลือมาที่พื้นที่ดังกล่าวอยู่เรื่อยๆ เรียกได้ว่าเป็นพี่เลี้ยงให้กับเรามาโดยตลอด

“แถมบางครั้งก็มีการประชุมในเรื่องการใช้น้ำด้านการเกษตรอยู่ได้เรื่อยๆ รายได้ส่วนหนึ่งก็อยู่ที่ธนาคาร ถ้าเกิดมีการชำรุด อะไรที่ช่วยได้ทางกลุ่มก็จะมีการช่วยกันเอง จะมีการช่วยกันซ่อมอยู่เสมอ แต่ถ้าเป็นส่วนใหญ่ที่ใช้งบประมาณมาก ก็ต้องทำหนังสือไปถึงชลประทาน เพื่อของบประมาณปลาซ่อมบำรุงให้ชาวบ้าน ซึ่งในหมู่ 4 ถือว่ามีอ่างเก็บน้ำที่มากที่สุดในตำบลยางหัก ซึ่งถ้าอ่างสุดท้ายมีการสร้างอย่างเรียบร้อยถึงได้ว่าสมบูรณ์แบบ ในการใช้น้ำอุปโภคบริโภคของอ่างเก็บน้ำในโครงการพระราชดำริ
นายเที่ยง ใจคม ประธานอ่างเก็บน้ำเขาหัวแดงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ด้าน นายเที่ยง ใจคม ประธานอ่างเก็บน้ำเขาหัวแดงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นตัวแทนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในพื้นที่ ก็ได้อธิบายสรุปถึงความเป็นอยู่ของชาวเขาที่ไม่ต่างกันมากนัก แต่อาจจะมีความลำบากกว่า ในช่วงก่อนหน้านี้ แต่หลังจากมีโครงการดังกล่าวเกิดขึ้น ก็ได้ทำให้ความเป็นอยู่ของชาวกะเหรี่ยงที่อยู่กันมากว่า 100 ปี ในพื้นที่ เปลี่ยนแปลงไป ไม่ต่างจากชาวพื้นราบเช่นเดียวกัน

“ผมเป็นตัวแทนของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ซึ่งพื้นที่ตรงนี้ถือว่าเป็นอีกพื้นที่ของพวกเรา เพราะเราอยู่ที่นี่มาเป็นเวลากว่าร้อยปี ซึ่งพื้นที่ที่เราอยู่นั้นก็ถือว่าได้รับความลำบากไม่ต่างกับทั้ง 4 พื้นที่ สมัยก่อนนี่คือแถบไม่ต้องพูดเลยว่าจะเอาน้ำที่ไหนกินที่ไหนใช้ ให้ถามง่ายๆเลยว่าเอาน้ำที่ไหนมาใช้บริโภค เพราะสมัยก่อนหน้าแล้งคือแล้งจริงๆ เพื่อเอาไปบริโภค น้ำอาบนี่คือแทบไม่ต้องพูดถึงเลย ผ่านไป 4-5 วัน อาบครั้งหนึ่งก็ได้ เพราะต้องอาศัยน้ำประทังชีวิตก่อน ซึ่งพวกเราคิดอย่างนี้ก่อนเสมอมา

แต่ด้วยพระบารมีของพระองค์ท่าน ที่ได้รับทราบความลำบากของชาวตำบลยางหัก เรียกได้ว่าความลำบากคราวนั้นหายไปหมดเลย แล้วก็ทำให้โอกาสและวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ดีขึ้น สามารถส่งลูกหลานได้เรียนหนังสือแล้วจบกลับมาพัฒนาพื้นที่ต่อ อย่างลูกหลานของพวกเราก็เรียนจบถึงขั้นปริญญาก็หลายคน และสามารถประกอบอาชีพและดำรงชีวิตมีความสุขตามอัตภาพ ลูกหลานสามารถเรียนจบได้ จากการขายผักของพ่อแม่แต่ละบ้าน นี่คือผลสืบเนื่องจากอ่างเก็บน้ำดังกล่าว ซึ่งก็ไม่ต้องเอ่ยเหมือนกันครับว่าความรู้สึกที่ได้เป็นยังไง
เรื่อง : สรวัจน์ ศิลปโรจนพาณิช
ภาพ : ชมรมสื่อบ้านนอก



กำลังโหลดความคิดเห็น...