xs
xsm
sm
md
lg

“สุภิญญา” ชี้ ม.44 อุ้มค่ายมือถือ-ทีวีดิจิทัล สาหัสกว่า “ทุจริตเชิงนโยบาย” เอื้อสื่อไม่ให้ทำหน้าที่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“สุภิญญา” เชื่อ กสทช.ยืมมาตรา 44 อุ้มค่ายมือถือ-ทีวีดิจิทัล หวังป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกฟ้อง เหตุรู้เป็นสิ่งที่ผิด ชี้ทำให้เกิดระบบอุปถัมภ์ “ทีวีดิจิทัล” ที่ได้ผลประโยชน์ก็จะพร้อมใจกันไม่ตรวจสอบรัฐบาล ลั่นหนักหนาสาหัสกว่า “ทุจริตเชิงนโยบาย” เสียอีก เพราะสื่อไม่ทำหน้าที่ พร้อมห่วงวัฒนธรรมการแข่งขันจากนี้ไปแย่แน่ เอกชนแย่งกันประมูลไปก่อนแล้วหาทางแก้กติกาทีหลัง ทำประเทศขาดความน่าเชื่อถือ



วันที่ 22 เม.ย. นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ อดีตคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมสนทนาในรายการ “คนเคาะข่าว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมช่อง “นิวส์วัน” ภายใต้หัวข้อ “ม.44 อุ้มค่ายมือถือ-ทีวีดิจิทัล ทุจริตเชิงนโยบาย ?”

โดย นางสาวสุภิญญา กล่าวว่า การใช้มาตรา 44 ให้ค่ายมือถือแบ่งชำระคลื่น 900 MHz ออกเป็น 10 งวด และให้ทีวีดิจิทัลคืนใบอนุญาตได้นั้น มาออกวันที่ 11 เมษายน ก่อนหยุดยาวสงกรานต์ มันทำให้เสียจังหวะคนที่จะลุกขึ้นมาตั้งคำถาม เพราะการหยุดยาวมันก็ส่งผลเหมือนกัน สะท้อนเจตนาคนออกกฎหมายว่าไม่มั่นใจว่าตัวเองทำถูกต้อง แล้วทำไมต้องมาออกหลังเลือกตั้ง ซึ่งระหว่างรอรัฐบาลใหม่ไม่ควรใช้มาตรา 44 กับอะไรที่เป็นเรื่องใหญ่อีกแล้ว มันเป็นความไม่รับผิดชอบในการใช้อำนาจสูงมาก ขาดธรรมาภิบาลสูงมาก

นางสาวสุภิญญา กล่าวอีกว่า รัฐเอื้อเอกชนรายใหญ่ กิจการค่ายมือถือ มีรายได้มหาศาล แต่มาช่วยให้เขาผ่อนจ่ายหนี้ 10 ปี แถมไม่มีข้อเรียกร้องผลประโยชน์ให้รัฐอย่างเป็นรูปธรรม โดยอ้างว่าจูงใจให้มาลงทุน 5 จี ซึ่งฟังไม่ขึ้น ตามหลักสากลเมื่อเอกชน 3 รายประมูลคลื่นไป แล้วบอกไม่มีเงินมาประมูลอันใหม่ หน้าที่ของรัฐคือต้องเปิดให้รายใหม่ๆ เข้ามา ถ้ารายเดิมมีเงินก็จ้างคนมาทำต่อ ถ้าไม่มีก็ต้องปล่อยให้คนอื่นมาทำ ไม่ใช่อ้างไม่มีเงิน ต่างชาติพร้อมเข้าลงทุนเยอะแยะทำไมต้องแค่ 3 รายเดิม นอกจากทำให้รัฐเสียประโยชน์จากการผ่อนจ่ายค่าคลื่นช้าออกไปกว่า 2 หมื่นล้านบาท เสียยิ่งกว่านั้นคือการทำลายการแข่งขันเสรีที่เป็นธรรม ให้เราต้องอยู่กับ 3 เจ้าต่อไป ทำให้เกิดการกึ่งผูกขาด

นางสาวสุภิญญา กล่าวด้วยว่า กสทช.ไปยืมมาตรา 44 เอื้อเอกชน เพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกฟ้องร้อง เป็นการหยามสังคม อย่างนี้ไม่ต้องมี กสทช.ก็ได้ หลายคนคงตั้งคำถามแรงจูงใจอะไรทำไมต้องทำขนาดนี้ ถ้า กสทช.จะทำจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 เลย เพราะมีอำนาจสูงอยู่แล้ว ทำไมไม่กล้าใช้อำนาจปกติ เพราะรู้ว่าจะถูกฟ้อง เพราะรู้ว่าไม่ถูกต้องใช่ไหม แล้ว คสช.ก็ยอมด้วย คนก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมต้องเวลานี้ เร่งขนาดนี้เลยหรือ การประมูล 5 จี ยังไม่เกิดเร็วๆ นี้แน่ ทำไมต้องออกกติกาล่วงหน้า

นางสาวสุภิญญา กล่าวถึงทีวีดิจิทัล ว่า อันนี้น่าเห็นใจจริง แล้วก็เป็นผลพวงจากการทำหน้าที่ของ กสทช. ซึ่งทีวีดิจิทัลจะฟ้องก็ได้ แต่การใช้มาตรา 44 กสทช. หวังลอยตัวเพื่อให้เจ๊าๆ กันไป มันก็เป็นการทำลายธรรมาภิบาล ข้อพิพาทแทนที่จะจบด้วยกระบวนการยุติธรรม ก็จบด้วยกระบวนการพิเศษ วัฒนธรรมการแข่งขันจากนี้จะเป็นอย่างไร ก่อนประมูลมีคนพูดว่าประมูลกันไปก่อน แล้วค่อยไปแก้กติกาที่หลัง แล้ววันนี้ก็เป็นจริง แล้วต่อไปใครจะเชื่อถือ

เมื่อถามว่า เป็นการทุจริตเชิงนโยบายไหม นางสาวสุภิญญา กล่าวว่า เป็นการใช้นโยบายเอื้อเอกชนชัดเจน แต่ทุจริตไหม เขาคงถามหาหลักฐาน แต่ที่เห็นแน่ ๆ คือมันได้ระบบอุปถัมภ์ คนใกล้ชิดอำนาจก็จะได้ระบบอุปถัมภ์ พูดง่ายๆ คือ คสช.- กสทช. ก็จะได้ใจจากทีวีดิจิทัลทุกช่อง ก็จะไม่เกิดการตั้งคำถามวิพากษ์วิจารณ์

“อันนี้มันยิ่งกว่าการทุจริตเชิงนโยบายอีก เพราะมันคือการอุปถัมภ์กัน สื่อควรมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล แต่พอสื่อได้รับอภิสิทธิ์ ก็อาจพร้อมใจกันเงียบไม่ตรวจสอบ อันนี้หนักหนาสาหัสยิ่งกว่า เพราะสื่อไม่ได้ทำหน้าที่ตัวเอง” นางสาวสุภิญญา กล่าว

ม.44 อุ้มค่ายมือถือ-ทีวีดิจิทัล ทุจริตเชิงนโยบาย? : คนเคาะข่าว 22/04/2019 คนที่ 4 28.01 - จนจบ


สุภิญญา- ยิ่งมี 4จี 5จีไว เท่าไหร่ก็ยิ่งกระทบสื่อทีวีปกติ เพราะว่าการรับสารก็จะไปอีกแบบ ส่วนภูมิทัศน์โทรคมน่าเป็นห่วงมาก ต่อไปในยุค 5จี 6 จีถ้ารัฐไม่มีวิสัยทัศน์ในการทำโรดโชว์ เชิญชวนนักลงทุนรายใหม่มา มันก็ทำให้เราอยู่กับรายเดิมแล้วมีอำนาจต่อรองกับเรามากเกินไปเพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ควรเลย ฝาก คสช.ไว้อีกนิดหนึงเราควรมีวิสัยทัศน์กว้างไกล รัฐบาลใหม่ด้วย อย่างพม่าเองที่เพิ่งไปมา เขายังมีรายที่ 4 เลย มันต้องเปิดแข่งขันม.44อุ้มค่ายมือถือ-ทีวีดิจิทัล ทุจริตเชิงนโยบาย? : คนเคาะข่าว 22/04/2019
คนที่ 2 09.41 - 19.10


ม.44อุ้มค่ายมือถือ-ทีวีดิจิทัล ทุจริตเชิงนโยบาย? : คนเคาะข่าว 22/04/2019


เติมศักดิ์- สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่รายการคนเคาะข่าว วันจันทร์ที่ 22 เมษายน 2562 นะครับ คนเคาะข่าววันนี้ ว่ากันด้วยเรื่องการออกคำสั่งตามาตรา 44 เพื่อแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือที่สังคมเรียกกันว่า อุ้มค่ายมือถือ และทีวีดิจิตอล ซึ่งกำลังเป็นเรื่้องที่วิจารณ์กันมาก ว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสม หรือไม่ วันนี้เราจะสนทนาเรื่องนี้กับอดีตคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. และปัจจุบันเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ คุณสุภิญญา กลางณรงค์ สวัสดีครับคุณสุภิญญา


สุภิญญา- สวัสดีค่ะ


เติมศักดิ์- ในฐานะอดีต กสทช. คุณสุภิญญา มองการอุ้มค่ายมือถือ กับการอุ้มทีวีดิจิตอล ยังไง ด้วยมาตรา 44 ครับ


สุภิญญา- ก็ใจหายนะคะ คือไม่นึกว่าสุดท้ายเรื่องแบบนี้จะวนกลับมาอีกรอบหนึ่งนะคะ เพราะว่าถ้าติดตามกันยาวนาน เราก็จะเห็นว่า ที่มาของการที่มี กสทช. เพื่อต้องการที่จะ มากำกับดูแลกิจการที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่แยกจากการใช้อำนาจทางการเมือง คือให้มีความเป็นมืออาชีพ เป็นอิสระจากการเมือง เพราะว่ามันเป็นเรื่องการแข่งขันทางธุรกิจ ที่ผ่านมาในอดีตพอมันผูกรวมกับการเมืองก็จะถูกแทรกแซง ไม่เป็นอิสระบ้าง ไม่เกิดการแข่งขันเสรี ไม่เป็นระบบสากล มันถึงเป็นที่มาขององค์กรอิสระแล้วก็ กสทช. แล้วก็ในอดีตเราก็เห็นการแทรกแซงทางการเมือง ในเรื่องของโทรคม และเรื่องสื่อ พอมาอย่างนี้มันก็ไม่ได้ต่างไปไหนเลย แล้วก็มันย้อนยุคกลับไปแบบเดิมก็คือ อำนาจของ กสทช. ที่ควรจะเป็นอิสระในการกำกับดูแล ธุรกิจ อย่างโปร่งใส ตรงไป ตรงมา สุดท้ายก็ย้อนกลับไปใต้อำนาจทางการเมือง แต่เปลี่ยนจากการเมืองที่เป็นรัฐบาล ในระบบรัฐสภา มาเป็น รัฐบาลที่ใช้อำนาจทางทหารคือ ม. 44 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วย อันนี้มันยิ่งทำให้รู้สึกสะท้อนใจว่า ทำไมปฏิรูปไปมาแล้ว ปฏิรูปสื่อแล้ว ทำไมย้อนยุคกลับไปแบบนี้ค่ะ


เติมศักดิ์- มองในแง่ของจังหวะเวลา มันมีความผิดปกติ มีพิรุธ อะไรหรือเปล่าครับ


สุภิญญา- ก็จริงๆ แล้วเรื่องนี้มีกระแสข่าว เพราะว่ามันอยู่ในระบบสัมปทานใช่ไหมคะ ก็คือรัฐวิสาหกิจอย่าง TOT CAT คือของคลื่น แต่ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ทำเองเต็มที่ ไปให้สัมปทานเอกชน ก็คือ 3 รายนี้ มันก็เป็นระบบยังไงไม่รู้ คือเอกชนก็ไม่เอกชน คือรัฐก็ไม่รัฐ ก็ทำให้เสียโอกาสในการแข่งขันใช่ไหมคะ พอมีกสทช. คราวนี้ เราก็ให้อิสระ เสรีภาพกว่าเอกชนเต็มที่ คุณไม่ต้องจ่ายค่าต๋ง คุณไม่ต้องอยู่ภายใต้รัฐแล้ว คุณก็ได้ลายเส้นและคุณก็ทำได้เต็มที่ ต้นทุนบ้างอย่างก็ลดลง


เติมศักดิ์- จากระบบสัมปทานมาเป็นระบบใบอนุญาต


สุภิญญา- ใช่ เขามีอิสระ เขาได้ประโยชน์มากขึ้น อันนี้เป็นการเปิดให้แข่งขันเสรี แต่ว่าก็ไม่ใช่กสทช. จะทำให้ 3 รายนี้เป็นเสือตัวใหม่ แล้วก็แข่งแกร่งโดยปิดกั้นคนเดิมเหมือนในอดีตที่เราเรียกว่าเสือนอนกินใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นทางออกก็คือว่าเมื่อปลดแอกเอกชน 3 รายนี้ ได้มีอิสระ แล้วก็ทำธุรกิจดีขึ้นแล้ว ถ้าปริมาณการใช้ของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น สิ่งที่รัฐควรทำก็คือเปิดตลาดใหม่ไปเรื่อยๆ ให้คนเข้ามาแข่งขัน หรือไม่อีกส่วนหนึ่งก็คือทำยังไงจะส่งเสริมรัฐวิสาหกิจของไทยให้มาแข่งได้ เพราะที่ผ่านมาก็ยังแข่งยาก เพราะมันยังมีความผูกพันแบบเดิม พูดง่ายๆ ว่ารัฐวิสาหกิจเดิมเมื่อก่อนก็เคยทำธุรกิจเอกชน เพราะฉะนั้นการที่มาเป็นผู้แข่งกับเอกชนรายเดิมมันยังยากมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นทางแก้ก็คือในหลายประเทศ บางประเทศเขาก็เปิดให้รัฐวิสาหกิจไปลงทุนกับรายใหม่เลย ต่างชาติก็ได้ เพื่อปลดแอกความสัมผัสเดิมเชิงอุปถัมภ์ที่รัฐวิสาหกิจเคยมีกับเอกชนเดิม เพราะถ้าเขาเคยผูกพันอุปถัมภ์กันมา มันยากที่เขาจะมาแข่งกันได้ ด้วยศักยภาพของเขาเองด้วย ทางแก้ก็คืออาจจะต้องแก้กฎหมายเสรี และให้ต่างชาติรายใหม่ได้มาร่วมลงทุนกับรัฐวิสาหกิจเดิม แล้วเป็นคู่แข่ง คือมันมีทางออกหลายทางที่กสทช. บริหารคลื่นความถี่บนหลักการแข่งขันเสรีเป็นธรรม แต่ตอนนี้ก็คือกสทช. ไม่ยอมเดินไปทางนั้น เพราะส่วนหนึ่งพูดจากคนภายในด้วยก็คือว่า คือสุดท้ายความสัมผัสระหว่างกสทช. กับผู้ประกอบการเอกชนมันแน่นแฟ้นเกินไป จากประสบการณ์ภายในตัวเอง เพราะว่าการที่ใครมาเป็นกสทช. ค่ายเอกชน ค่ายมือถือทั้งหลาย เขามีเงินมหาศาล แล้วก็มาเช้ามาเย็น มาดูแลอย่างดี ซึ่งมันก็อยู่ที่


เติมศักดิ์- มาดูแลอย่างดี


สุภิญญา- ก็อย่างประสบการณ์ของดิฉันเองตอนที่ไปทำงานปีแรกๆ ปีใหม่ก็มีค่ายมือถือเอาโทรศัพท์รุ่นใหม่มาให้ เราก็ต้องใจแข็งพอที่เราจะไม่รับ และคืนไป และเขาก็จะรู้ว่าโอเคว่าไม่ต้องเอามาให้เราแล้ว แต่ว่าเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าเราทำแบบนี้มันเป็นวัฒนธรรมที่ทุกคนปฏิบัติรึเปล่า ถ้าไม่ปฏิบัติและสปอยนะคะ มันก็อาจจะยากเหมือนกัน


เติมศักดิ์- แล้วก็ฝั่งอุปถัมภ์


สุภิญญา- เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสุดท้ายมีได้มีเสียอะไรกันรึเปล่า แต่สิ่งที่ออกมาสู่โลกภายนอกที่เห็นก็คือว่าความสัมผัสมันแน่นแฟ้นเกินไป ระหว่างเร็กกูเรเตอร์กับโอเปอเรเตอร์ เพราะว่าหลายอย่างเราควรเห็นบทบาทกสทช. ในการทุบโต๊ะบ้าง อย่างเอกชนทำผิด เช่น ลงโทษอย่างรวดเร็วแข่งขัน ที่ผ่านมา 5-6 ปี เราไม่ค่อยเห็นว่าม้นมีลงโทษหรือเตือน หรือเข้มอะไรกับผู้ประกอบการบ้าง แม้ว่าหลายเรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ เช่น ค่ายมือถือทำข้อมูลของลูกค้ารั่วที่เราได้ยินข่าวเหนาะ หรือเรื่องอื่นๆ ร้องเรียนสรรพัด หรือว่าเรื่องการที่มาชงให้ออกม.44 ช่วย ซึ่งจริงๆ กสทช.สามารถมีทางออกอื่นๆ ได้ ก็ไม่ทำ กลายเป็นที่ทางนักวิชาการเขาเคยแซวว่า ทำไมกสทช.มาทำตัวราวกับเป็นผู้ถือหุ้นของค่ายโทรศัพท์มือถือ คือพูดง่ายๆ เป็นผลประโยชน์ของเอกชนมากเกินไปจนไม่งาม ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกนะคะว่าเบื้องลึกเบื้องหลังแต่ละคนจะมีอะไรยังไง แต่ภาพงานที่ออกมามันก็ทำให้กสทช. ถูกวิจารณ์ว่าไม่เป็นเร็กกูเรเตอร์อย่างแท้จริง ซึ่งตรงนี้มันก็ทำให้รัฐเสียผลประโยชน์ ทั้งที่ต้นทุนมีกสทช. มันสูงมาก กสทช. ก็ใช้งบประมาณปีละ 4-5 พันล้าน ซึ่งเก็บมาจากค่าใบธรรมเนียมอนุญาต โดยที่งบประมาณไม่ต้องผ่านสภาด้วย แล้วเงินเดือนกสทช. เองแต่ละคนก็สูง เราก็เคยได้รับมาคนละ 2 แสนกว่า สวัสดิการต่างๆ ก็ดี เพื่อเขาอยากให้ทำงานสบายๆ และมีอิสระ แต่วjาเราทำงานออกมาแล้ว มันดูแบบใกล้ชิดสนับสนุนเอกชนมากเกินไป มันก็ทำให้คนรู้สึกว่า แล้วหน้าที่กสทช. ที่ควรจะเป็นอยู่มันควรอยู่ตรงไหน อันนี้มันก็เป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าแล้วทางออกจะเป็นยังไง เพราะว่าเราก็อุสาหนีจากระบบเดิมที่เป็นระบบสัมปทานในอดีต มาเป็นระบบองค์กรอิสระแล้ว แต่สุดท้ายองค์กรอิสระก็ไม่ใช้อำนาจตังเองในการกำกับดูแลที่จำเป็นเป็น แล้วแถมไปชงให้ใช้ม.44 มาออกกติกาที่เอื้อเอกชนด้วย และก็ฟ้องร้องไม่ได้ด้วย อันนี้มันก็เป็นหยามสังคมเหมือนกัน พูดง่ายๆ ว่า ทำไมฉันไม่ได้


เติมศักดิ์- คือไปขอยืมอำนาจมาตรา 44 ไปยืมดาบอาญาสิทธิ์มา เพื่อให้ตัวเองเหมือนลอยตัวใช้ไหมครับ


สุภิญญา- ใช่ค่ะ ก็ฟ้องอาญาไม่ได้ ฟ้องแพ่งก็ไม่ได้ ฟ้องศาลปกครองยังไม่ได้เลยมั่ง แล้วทีนี้ต้องยอมรับอำนาจไปโดยปริยาย และอย่างนี้ทำไมต้องมีกสทช. คนก็ถาม แล้วกสทช. ก็ไม่ทำตามข้อเสนอของกสทช. ด้วย คนก็ตั้งคำถามแล้วมันต่างอะไรจากในอดีต ถ้าพูดตรงไปตรงมา เราเองก็เคยตั้งคำถามกับรัฐบาลไทยรักไทยนะคะ คุณทักษิณตอนนั้นที่ออก พรก.ภาษีสรรพสามิตเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนโทรคมภายใต้การแปลโทรสัญญาณโทรคมนาคม ตอนนั้นก็วิพากษ์วิจารณ์กันแลกลาน อันนี้ก็ออกกติกามาเอื้อเหมือนกัน แล้วต่างกันยังไง


เติมศักดิ์- จะพูดได้ไหมครับ มันเกิดการทุจริตนโยบายในอีกรูปแบบหนึ่ง


สุภิญญา- เราก็ตั้งคำถามได้นะคะ แต่เขาก็ย้อนได้ว่าไหนใบเสร็จ ไหนหลักฐาน แต่คนก็อดตั้งคำถามไม่ได้หรอก ว่าทำไมแรงจูงใจอะไรต้องทำขนาดนี้ มีแรงจูงใจอะไร แน่นอนโอเคเราไม่มีใบเสร็จไม่มีหลักฐานว่าปัจเจกบุคคลหรือแต่ละคนได้รับประโยชน์อะไร


เติมศักดิ์- แต่สงสัยได้


สุภิญญา- ก็ชวนสงสัย ว่าอะไรคือแรงจูงใจที่แท้จริง ต้องใช้อำนาจถึงขนาดนี้ ถ้าพูดตรงไปตรงมา ถ้ากสทช. ทำจริงๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ม.44 เลย เพราะกสทช. ทุกวันนี้มีอำนาจสูงอยู่แล้ว อำนาจยิ่งกว่ารัฐมนตรีอีก เพราะว่ากสทช. เป็นองค์กรอิสระ กรรมการทุกท่านได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นองค์กรอิสระที่ภายใต้เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ มีอำนาจ 3 อย่างอยู่ในมือ คือนิติบัญญัติสามารถออกกฎกติกาเองได้ แก้กติกาเองได้ ไม่ต้องผ่านสภา แล้วก็มีอำนาจให้คุณให้โทษเอกชน เช่น ถอนใบอนุญาต ปิดช่องทีวีได้ มีอำนาจเก็บเงินไม่เก็บเงินขิงตัวเองได้ ทุกอย่างที่ประมูลมา ออกกติกามา ตัวเองก็ออกอำนาจเองไม่ได้อิงอำนาจคสช. เลย เพราะฉะนั้นถ้าจะแก้กติกาทุกอย่างก็ทำได้ด้วยตัวเอง คือไม่ได้เป็นองค์ที่ไม่มีอำนาจจนต้องใช้ม.44 มีอำนาจเต็มแล้วและทำได้ด้วย แต่ถามว่าทำไมกสทช. ไม่ใช้อำนาจตามปกติของตัวเอง เพราะรู้ว่าถูกฟ้องแน่ใช่ไหม มันเป็นเรื่องไม่ถูกต้องใช่ไหม แล้วที่นี้ต้องมาใช้อำนาจคสช. ซึ่งกสทช. ทำไมต้องยอมใช้อำนาจตัวนี้ด้วย คนก็อดสงสัยไม่ได้ แล้วทำไมต้องใช้เวลา มันเร่งขนาดนั้นหรือ เพราะการประมูล 5G จริงๆ แล้วมันยังไม่เกิดหรอกค่ะ เพราะว่าชาวบ้านประชาชนเพิ่งซื้อมือถืออุปกรณ์ 4G ไม่นานนี้เอง จะให้ซื้อ 5G อีกแล้ว ตลาดมันไม่สุกงอม หลายประเทศก็ยังไม่ได้ใช้ 5G มันต้องรอสุกงอม รอโครงข่ายพร้อม และจริงๆ ประชาชนทั่วไปก็อาจยังไม่มีความจำเป็นใช้ 5G เอาแค่ 4G ทุกวันนี้ค่ายมือถือทำดีก็เต็มที่แล้ว 5G มันจะใช้ในช่วงแรกๆ ก็เป็นพวกธุรกิจอย่างที่บอก หรือทำอะไรที่มันมากไปกว่าการติดต่อสื่อสาร ซึ่งมันยังไม่เร็วขนาดนั้น อาจจะอย่าง 2-4 ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นทำไมต้องออกกติกาล่วงหน้า


เติมศักดิ์- หมายความว่าการเอาเรื่องออกกติกานี้มาใช้มาตรา 44 มาเชื่อมโยงกับเรื่อง 5G มันยังไม่สมเหตุสมผล


สุภิญญา- ใช่ เพราะเหตุผลเดียวที่ฟังมา ทำไมจะต้องออกกติกาใช้ม.44 ในเวลานี้ บางค่ายมือถือเขาบอกว่าเพื่อเขามาลงทุน 5G แต่จริงๆ แล้ว 5G ยังไม่พร้อมในเวลานี้ด้วยซ้ำ เราเพิ่งมี 4G กันมา คือประเทศไทยเราเพิ่งมี 3G และ 4G 5G อย่างที่บอกเราจะใช้อะไรมากกว่านี้ มันต้องรออะไรหลายๆ อย่างสุกงอม อุปกรณ์ก็ยังไม่มี จะให้ชาวบ้านซื้อมือถือกันใหม่ อีก 3-4 ปีก็ยังทัน ทำไมต้องออกกติกาล่วงหน้าตั้งแต่บัดนี้ แล้วถ้าต่อไปมีรัฐบาลที่เขาเลือกตั้งมาแล้วเขามีนโยบายที่หาเสียงมา แล้วเขาอยากจะทำก็ทำไม่ได้สิ มาเล่นออกกติกาตัดแล้วหน้าอย่างนี้อ่ะค่ะ


เติมศักดิ์- จะบอกว่ามีการยื่นหมูยื่นแมว อาจารย์สมเกตุเขาบอกว่า ทางเขาก็ไม่เป็นมียื่นอะไรมา แต่ว่ามันไม่ได้ทำให้รัฐได้อะไรเลย


สุภิญญา- อย่างคุณ สาลี ก็บอกว่าก็ไม่เห็นมีเงื่อนไขอะไรที่จะต้องให้ผู้บริโภคและสังคมด้วย ให้ดูดีหน่อยก็น่าจะเขียนเงื่อนไขบางอย่างไว้ว่าผู้บริโภคจะได้อะไรต้องทำอะไรให้รัฐให้สังคมให้ประชาชน ก็ไม่มีข้อนั้นเลย ก็ไม่เห็นประโยชน์ชัดๆจากฝั่งสาธารณะเลยแต่เห็นประโยชน์จากฝั่งเอกชนแน่ๆว่าหุ้นคงขึ้น เราก็ไม่รู้ว่ามีใครได้ประโยชน์จากหุ้นด้วยเพราะคงจะมีคนรู้ล่วงหน้าว่าจะออกกติกาวันนี้แล้วถ้ามีคนไปซื้อหุ้นดักไว้ก่อนหรือขายกันก่อนอย่างนี้่เราก็ไม่รู้นอกจากจะมีใครไปตรวจสอบสุดท้ายก็ไม่ต้องจ่ายเงินงวดที่ต้องจ่ายอันนี้เอกชนได้ชัดเจนได้ยืดออกไปแล้วประชาชนได้อะไร เราไม่จ่ายเราก็โดนตัด ค่ายมือถือก็ตัดสัญญาณเราพอรัฐส่งสัญญาณแบบนี้มันก็ทำให้ผู้บริโภคอ่อนแรงเพราะมันเป็นการส่งสัญญาณง่ายๆว่า ว่ารัฐซี้กับเอกชนแล้วทีนี้มันเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาใครจะช่วยผู้บริโภคในการต่อรองกับค่ายมือถือที่กุมชะตาชีวิตเราทุกวันนี้เพราะจริงๆเราก็ขึ้นกับเขามากเพราะทุกคนก็ใช้กันหมดแล้วถ้ารัฐไม่เป็นตัวกลางในการที่จะถ่วงดุลผลประโยชน์สาธารณะแล้วใครจะช่วยประชาชน


เติมศักดิ์- เห็นหมอลี่เขียนบทความระวังค่าโง่จากเรื่องนี้จริงๆการใช้มาตรา 44 ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดการฟ้องร้องหรือค่าโง่ในอนาคตใช่ไหมครับ คุณสุภิญญา ครับ


สุภิญญา- ใครจะมีหลักประกันใช่ไหมค่ะ เพราะว่าการเมืองมันก็เปลี่ยนตลอดเวลา ไม่มีใครอยู่ในอำนาจตลอดไปและที่สำคัญการใช้ ม.44 คุมหลักการรวมก็จริงแต่ว่ามันไม่ได้ Automaticโดยอัตโนมัติ มันจะต้องมีการลงรายละเอียด ซึ่งคนที่ลงรายละเอียด เช่น จะต้องไปทำตัวธุรกรรมจริงๆ ก็ยิ่งต้องเป็นสำนักงาน กสทช. เช่นให้เอกชนมาแจ้งจำนงค์หรือตัวที่ต้องรับเงิน ผ่อนเงิน ในรายละเอียด ถ้าในอนาคต อาจจะมีคนไปฟ้องร้องในจุดนั้นแล้วถ้าการเมืองเปลี่ยนขั้วก็อาจจะมีการฟ้องร้องกันหรืออาจจะทำให้ดีลชะงักไป พอชะงักไปอาจจะมีการฟ้องศาลในตอนนั้นแล้วก็เปลี่ยนแปลงนโยบายอีกสุดท้ายเอกชนอาจจะมาฟ้องอีกแล้วพอฟ้องอีกโอกาสที่เอกชนจะมีอำนาจในการสู้คดีก็สูงเพราะว่าเขาก็อ้างว่าเขาก็อิง ม.44 แต่ว่าในรายละเอียด ม.44 อาจจะไม่ได้พาไปสู่ทางก็ได้เพราะระหว่างทางอาจจะมีคนคอยค้านตลอดเวลาถ้าวันหนึ่ง ม.44 ไม่ขลังแล้ว และปลายทางถ้าฟ้องร้องกันไปฟ้องร้องกันมาเราก็จะเห็นเคสล่าสุดทางด่วนใช่ไหมคะ ใช้เวลายาวนานพลิกไปพลิกมา สุดท้ายรัฐก็ต้องไปเสียเงินให้เอกชนอีกหรือเปล่า เราก็ไม่รู้เลย เพราะว่าถ้าทำอะไรไม่เคลียตั้งแต่แรกโอกาสที่มันจะผิดพลาดระยะยาวก็มีสูงแล้วก็เอกชนเขาแข็งแกร่งอยู่แล้วเพราะว่าถ้ามันมีคดีความขึ้นมาเขามีทีมทนายที่แข็งแกร่งเขาสู้คดีเต็มที่รัฐอย่างไรก็มีแต่เสียประโยชน์มีแต่เสียเปรียบแล้วถ้าเราแพ้ขึ้นมาก็มีค่าโง่มันก็ซ้ำซ้อนอะคือนอกจากเอกชนได้ประโยชน์ในขั้นแรกแล้วถ้าฟ้องร้องกันไปมาเราต้องเสียค่าโง่ในระยะยาวอีกมันก็ไม่จบไม่สิ้นซึ่งตรงนี้มันควรจะเป็นบทเรียนทบทวนการตัดสินใจของภาครัฐว่ามันควรจะทำให้ชัดเจนโปร่งใสตั้งแต่แรก ไม่ใช่มีช่องโหว่มากมายไปฟ้องร้องกันได้ในอนาคต


เติมศักดิ์- ครับ ถ้าว่าเฉพาะไปที่ ทีวีดิจิตอล จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 แบบนี้ไหมครับ


สุภิญญา- ก็ต้องออกตัวก่อนว่าจริงๆปัญหาดิจิตอลทีวี ก็น่าเห็นใจจริงๆ และก็เป็นผลพวงจากการทำงานของ กสทช. ด้วย อันนี้ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับ แต่การใช้ ม.44 มาอุ้ม ทีวีดิจิตอล ก็ทำให้ กสทช. ลอยตัว ไม่ถูกตรวจสอบการใช้อำนาจ ตัวเองก็ในฐานะที่เคยทำงานก็อาจจะรอดไปด้วย แจ่ว่าจริงๆ ในหลักความเป็นจริงถ้าเราทำงานผิดพลาดใช่ไหมค่ะ เช่นถ้าเอกชนเขาก็บอกว่า ถ้าเราบริหารผิดพลาดทำให้เขาขาดทุนแล้วฟ้องกันในศาลรัฐก็ต้องรับผิดชอบนะ แต่ตอนนี้มันเหมือนการใช้แก้ปัญหาทางการเมืองก็คือพอ กสทช. ชงลูกแบบนี้ให้ช่วยมันก็เหมือนเจ๊ากันไป นี้พูดง่ายๆนะ คดีความที่ทีวีดิจิตอลฟ้องร้องกสทช. ก็อาจจะซาๆกันไปเพราะรู้สึกว่าเจรจาช่วยเหลือแล้วก็ทำให้ กสทช.ก็ลอยตัวไม่ต้องรับผิดชอบจากการใช้อำนาจที่ผ่านมาในอดีตการบริหารงานของตัวเองในอดีต เพราะฉะนั้น กสทช. สามารถใช้อำนาจของตัวเองแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ตั้งแต่แรกแต่ทำไมไม่ทำแล้วตอนนี้ก็เลยมาใช่ ม.44 ก็อย่างที่บอกค่ะก็ไม่ต้องรับผิดรับชอบ ในมุมของคนเป็น กสทช. ก็สบายไป แต่ในมุมของธรรมาภิบาลภาครัฐ มันก็จะเป็นตัวอย่างในเรื่องอื่นๆด้วย ว่าถ้าต่อไปบริหารอะไรแล้วมีปัญหาข้อพิพาทกันแทนที่จะจบตัวกระบวนการตามหลักนิติธรรมก็อาจจะมาจบด้วยกระบวนการแบบนี้ ซึ่งมันก็อาจจะพอใจในฝ่ายเอกชนอาจจะพอใจฝ่าย กสทช. อาจจะพอใจแต่ในมุมของธรรมาภิบาลสังคมก็ลำบากเหมือนกันถ้าเกิดมันจบแบบนี้ มันก็ทำให้รู้สึกคนก็ตกลงกันไปก่อน เช่น ประมูลกันไปก่อนเคาะกันสูงๆกันไปก่อน บริหารกันไปก่อนและต่อไปวัฒนธรรมการแข่งขันจะเป็นอย่างไร เพราะจริงๆส่วนหนึ่งก็ต้องโทษเอกชนเองด้วยนะเพราะว่าตอนเคาะราคาเราก็ไม่ได้บังคับ อย่างค่ายมือถือมาโวยวายว่าประมูลสูง แล้วคุณเคาะทำไม คือถ้ามันเกินเพดานที่คุณสู้ไม่ไหวคุณต้องหยุดเคาะ แต่ว่าทางของไทยคือยอมกันไม่ได้ใช่ไหมเคาะสูงๆกันไปก่อนแล้วก็รู้ว่าไปแก้เอาก็ได้ ไม่ต้องจ่ายก็ได้ ตอนนั้นก็มีคนพูดไว้แล้วว่าเดียวก็ไม่จ่าย แล้วมันก็จริง


เติมศักดิ์- มันไปทำลายวัฒนธรรมระบบการประมูล


สุภิญญา- หมดเลย แล้วใครจะเชื่อถือ ต่างชาติก็คงไม่เชื่อถือมันก็ไม่มีการแข่งขันจริงๆแล้ว เพราะเราก็ไม่ได้ยอมรับการแข็งขันจริงๆ เอกชนเองคุณก็เคาะไปแล้วคุณก็มาโวยวายว่าต้นทุนมันสูง ใครบังคับให้คุณเคาะเพราะตอนนั้นคุณก็แพ้ไม่ได้แล้วตอนนี้คุณก็มาโวยวายแล้วแก้กติกา ราคาที่มันสูงขึ้นมาขนาดนั้นตอนประมูล 4 จี เพราะว่าคุณเคาะเอง ดิจิตอลทีวี คุณก็เคาะเอง แล้วเขาให้ประมูลกันแค่ช่องเดียวก็ได้ก็ประมูล 3 ช่อง ก็ต้องพูดตรงนี้นิดหนึ่งว่าตอนนั้นดิฉันก็เป็นคนบอกว่าจริงๆควรจะให้ประมูลได้แค่คนละช่องพอ แต่ตอนนั้นทุกคนก็ขำกับไอเดียนี้บอกว่า ทำไมต้องจำกัดเป็นความคิดแบบ NGO ทุกคนอยากจะประมูลเยอะๆ แล้วเป็นไง ตอนนี้ก็อยากคืนช่องกัน มันก็เป็นเรื่องที่จริงๆทุกคนก็ต้องรับผิดชอบในการตัดสินใจของตัวเอง แต่ทุกคนก็ไม่รับผิดชอบก็คืออยากจะมาใช้กติกาพิเศษแล้วเอาตัวรอดกันไปอย่างนี้มันก็ทำให้ระบบธรรมาภิบาลภาพรวมมันก็เสียไปหมด


เติมศักดิ์- ทั้งในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม 4 จี 5 จี กับทั้งอุตสาหกรรมทีวีดิจิตอล มันจะเป็นอย่างไร หลังจากนี้เมื่อมีมาตรา 44 แบบนี้ออกมาแล้ว


สุภิญญา- อย่างดิจิตอลทีวี เขาเปิดให้คืนช่องได้แต่เราก็ไม่รู้สุดท้ายจะคืนกันกี่ช่องเพราะว่ามันก็มาถึงขั้นนี้แล้วเอาเข้าจริงมันก็ช้าไปแล้ว เพราะว่ารายอื่นๆที่เขาไม่พร้อมเขาขายหุ้นไปให้ทุนใหญ่หมดแล้ว ก็อย่างที่มีคนแซวกันว่ามาช่วย ม.44 ตอนนี้ เท่ากับช่วยรายใหญ่เพราะว่ารายที่เขาไม่ไหวจริงๆเขาขายหุ้นไปให้รายใหญ่ไปแล้วถ้าหลายคนติดตามมาตลอด อย่างที่บอกช่องในเครืออมรินทร์ก็ขายให้ในเครือใหญ่ๆที่เป็นทุนของประเทศไทย หรือช่อง GMM หรือหลายช่อง เพราะฉะนั้นตอนนี้ถ้าช่วยก็ช่วยรายใหญ่ที่มาเทคโอเวอร์ไปแล้ว แต่จะมีรายเล็กบางรายที่เขาอาจจะอยากคืนช่องผลกระทบตอนนี้น่าจะห่วงพนักงานมากกว่าเพราะว่านายทุนน่าจะรอดแล้วแต่ว่า กสทช. ก็ไม่ได้สร้างเงื่อนไขหรือว่าจะต้องใช้เวลาในการปรับตัวหรือว่าพนักงานลูกจ้างจะเป็นอย่างไรจะถูกลอยแพไหมซึ่งเราก็หวังว่าถ้ามีใครเลิกช่องก็จะเป็นไปตามกฎหมายแรงงานตอนนี้สิ่งที่จะกระทบคือพนักงานมากกว่า เพราะว่าในการเจรจาเงื่อนไขเหล่านี้เราก็ไม่รู้ว่าเขารวมสวัสดิการของพนักงานรายเล็กไหม ส่วนการแข่งขันในอนาคตหลายคนก็คงเหนื่อย เพราะต่อไปตลาดมันจะกว้างจะใหญ่ ถ้าเราให้แต่รายเดิมมีอำนาจเกินไป เราก็เป็นลูกไก่ในกำมือเราต้องทำให้รัฐวิสาหกิจเราเข้มแข็งขึ้นเป็นอิสระจากรายเดิม ให้ไปร่วมทุนกับคนใหม่ก็ได้เพื่อให้มาแข่งขันเป็น 5 ราย ในตลาด ถ้ามี 3 รายในยุค อินเตอร์เน็ตออฟติง ในยุค 6 จี มันน้อยเกินไป สิ่งที่น่ากังวลคืออาจเกิดภาวะการผูดขาดและทำให้เอกชนมีอำนาจต่อรอง ทำให้ผู้บริโภคย้ายไปย้ายมาใน 3 ค่ายไม่รู้จะย้ายไปไหนเพราะว่าสุดท้ายอาจเหมือนเดิม เพราะเขาไม่เกิดแรงจูงใจในการที่เขาจะแข่งขันแล้ว เพราะใน 3 รายนี้เขาแบ่งกันโอเคแล้ว เมื่อไร่เรามีรายที่ 4 เข้าสู่ตลาดรับรองปรับตัวกันหมด คนอาจจะบอกว่าทุกวันนี้เน็ตก็โอเคแล้วถูกลงกว่าเดิมหมด แต่เรายังแพงกว่าหลายประเทศนะ จริงอยู่อาจดีกว่าแต่ก่อน แต่เราทำให้ดีกว่านี้ได้ ถ้ารัฐสร้างกติกาในการกำกับที่ดีกว่านี้


เติมศักดิ์- ทั้ง 2 เรื่องทั้งทีวีดิจิทัล และโทรคมนาคม ใช้ ม. 44 คนพูดถึงเรื่องเข้าข่ายทุจริตเชิงนโยบายไหม คุณสุภิญญามองอย่างไรเรื่องนี้


สุภิญญา- ดิฉันก็มองว่าเป็นการใช้นโยบายเอื้อเอกชนอย่างชัดเจน ส่วนทุจริตไหม แน่นอนว่าเขาคงถามหาหลักฐานว่าแต่ละคนได้ประโยชน์อะไรที่เป็นรูปธรรมไหม ก็ยังไม่มีแต่สิ่งที่เห้นแน่ๆคือได้ระบบอุปถัมภ์ ว่าอำนาจนิยมอุปถัมภ์ อำนาจนิยมอภิสิทธิ์มันเป็นระบบในอดีตและยุคนี้ก็กลับมาอีก คนใกล้ชิดอำนาจก็ได้ระบบอุปถัมภ์ คสช. หรือ กสทช. ก็ได้ใจจากทีวีดิจิทัลทุกช่อง ก็จะไม่เกิดการตั้งคำถามวิพากษ์วิจารณ์ใช่ไหม อันนี้มันยิ่งกว่าการทุจริตเชิงนโยบายอีกเพราะมันคือการอุปถัมภ์กัน สื่อควรมีหน้าที่ตรวจสอบ คสช.และรัฐบาล แต่พอสื่อได้รับอภิสิทธิ์ได้รับระบบอุปถัมภ์แบบนี้ก็อาจพร้อมใจกันเงียบและไม่ตรวจสอบอันนี้มันก็หนักหนาสาหัส เป็นยิ่งกว่าการปิดปาก และยิ่งกว่าการเอื้อประโยชน์กันในเชิงนโยบาย มันก็ทำให้สื่อไม่สามารถทำหน้าที่ของตนเอง ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเราดูไปลึกๆอาจเกี่ยวข้องกับทุนการเมือง ทีวีดิจิทัลบางช่อง หรือค่ายมือถือบางรายเป็นผู้สนับสนุนพรรคการเมืองหรือไม่ เป้นพรรคกาเรมืองที่เกี่ยวพันกับอำนาจปัจจุบันหรือไม่ แน่นอนในอดีตอาจเห็นชัดเจนในยุครัฐบาลไทยรักไทย ซึ่งตอนนั้นก็ทำให้เห็นว่าเขาเอื้อประโยชน์ครัวครัวตัวเองเรื่องธุรกิจ อันนี้คนอาจไม่เห็นว่าธุรกิจครองครัวได้ประโยชน์เหมือนในอดีต แต่มันก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่ามันมีความเกี่ยวพันทางผลประโยชน์ทางการเมืองไม่ แต่ที่แน่ๆเกิดระบบอุปถัมภ์ชัดเจนทางอำนาจและระบบอภิสิทธิ์ชัดเจน ซึ่งตรงนี้คนคงคิดไปไกลต่อไกลแล้วว่า คงมีการเอื้อประโยชน์อะไรต่อกันแน่ๆ ซึ่งทุกคนถามหาใบเสร็จ ก็ต้องฝากหน้าที่ของสื่อให้ไปขุดคุ้ยเรื่องนี้ แต่สื่อคงไม่ขุดคุ้ยแล้วเพราะน้ำท่วมปาก อันนี้คือสิ่งที่เป็นวิกฤตมากกว่า


เติมศักดิ์- คือประชาชนก็จะเสียโอกาสในการที่ได้สื่อมวลชนที่คอยตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาล


สุภิญญา- ใช่ๆ ก็ไม่มีใครไปจ่อไมค์ถามประชาชน ถ้าเป็นเรื่องอื่นอย่างน้อยก็มีทีวีไปจ่อไมค์ถาม ท่านายกฯ ถามคสช.บ้าง เรื่องนี้เงียบกริบเลย ก็มีสื่อเล็กๆน้อยๆออกมาเนอะ ก็มีช่องทีวีแค่ไม่กี่ช่องที่จะกล้าพูดเรื่องนี้ ทั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่มากและในบรรยากาศการเมืองแบบนี้ด้วย มาออกจังหวะนี้ซึ่งเขากำลังชุลมุนกันอยู่มันเลยทำให้โอกาสการตรวจสอบน้อยลงไป


เติมศักดิ์- เมื่อมองจาหเหตุการณ์ล่าสุดนี้แล้วมองย้อนลงไป หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 จนถึงการร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ซึ่งตอนนั้นการปฏิรูปสื่อถูกชูกระแสขึ้นมาใช่ไหมครับ นำไปสู่การออกแบบให้มี กสช. กสทช. หวังจะให้เกิดการปฏิรูปสื่อ ปฏิรูปกรรมสิทธิ์ในสื่อเพื่อให้มีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น เมื่อมาโยงถึงเหตุการณ์วันนี้ คุณสุภิญญาคิดว่าสังคมเสียโอกาสมากน้อยแค่ไหนครับ


สุภิญญา- ถ้าเรียนอย่างตรงไปตรงมา ดิฉันพยายามสรุปบทเรียนกับตัวเองเหมือนกัน เพระาทำงานเรื่องนี้มากว่า 2 ทศวรรษ อย่างที่บอกตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ มาวิ่งตามอาจารย์ผลักดันกฎหมายปฏิรูปสื่อตั้งแต่หลังปี 2540 ตั้งแต่ยังสาวๆ ตอนนี้ก็ไม่สาวแล้ว จนขยับขึ้นมารณรงค์เองจนเป็นนักเคลื่อนไหว จนมาเป็นกสทช.เองด้วย จนปัจจุบันไม่ได้เป็นแล้ว เราก็ทำหลายกระบวนการจากความเชื่อมั่นตอนนั่นเราเห็นทางออกว่าระบบโครงสร้างมันไม่เอื้อ เราต้องสร้างกลไกใหม่ๆ กสทช.เป็นความหวังมากเราก็สร้างสรรพกำลังใหม่ๆ ก็คือการผลักดันกฎหมาย ผลักดันให้เกิดกฎใหม่ๆ โอเคเรามาเป็นเองด้วย มีทั้งเสียงวิจารณ์ เสียงเห็นด้วย ก็พยายามผลักดันอะไรจากภายในและสุดท้ายหลายเรื่องมันก็เปลี่ยนไปทางที่ดีขึ้น หลายๆเรื่องคนก็ตั้งคำถามว่าไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเลยและอาจแย่กว่าเดิม เช่น วิทยุไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเหมือนเดิม ไม่ได้มีการเรียกคืนคลื่อนความถี่อะไร ก็ยังเป็นระบบสัปทานเช่าช่วงเหมือนเดิม ส่วนทีวีมีการยกเลิกระบบอนาลอก มีการยกเลิกสัมปทานแบบเดิมมีการเปิดประมูลใหม่ๆ สุดท้ายมันก็จบลงแบบนี้ คือมีช่องมากขึ้นก็จริง แต่สื่อไม่ได้เป็นอิสระมากขึ้น เพราะมาอยู่ภายใต้ ม.44 ทุกช่องถูกคุมเสรีภาพได้หลัง ปี 2557 ก็ถูกปิดกันหมด พอกลับมาออก็เจอประกาศต่างๆ ทำให้ไม่มีเสรีภาพในการตั้งคำถามวิพากษ์วิจารณ์ต้องมาเจอแรงกระทบจากการทำธุรกิจทำให้ต้องมาพึ่ง คสช. กสทช.อีก ทำให้ยิ่งต้องทำให้อยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ คุณภาพก็แย่ลง ก็กลายเป็นว่าเราพยายามปฏิรูปมา 10-20 ปี มีกลไกต่างๆ มากมายดูทันสมัยดิจิทัลมากขึ้นแต่สุดท้ายสังคมก็วิจารณ์ว่าคุณภาพลดลง เสรีภาพก็ไม่เห็นจะมีมากขึ้น ก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรดีเหมือนกัน อย่างโทรคมนาคมก็หนีจากระบบสัมปทานเดิม โอเคลดอำนาจของวิสาหกิจมาเพิ่มอำนาจ กสทช. แทน จนกสทช. จะกลายเป็นแดนสนธยาแทนแล้ว เพราะออก ม.44 กันมาไม่ต้องมีงานวิจัยใดๆรองรับเลย อยู่ดีๆ อยากออกก็ออก ไม่มีการวิเคราะห์ผลดีผลเสียไม่มีการเปิดเวทีวิจารณ์ ย้อนกลับไปสมัยรัฐบาลไทยรักไทยตอนนั้นเขายังมีงานการศึกษาอะไรๆ มีการถกในสภา และยังให้เราวิจารณ์ได้นะ แต่ยุคนี้ไม่มีอะไรเลยมันทำให้เราสะท้อนใจเหมือนกันที่เราผลักดันกันมา 20 ปีมันถูกทางไหม โดยหลักการมันควรถูกทางแต่ผลมันออกมาเป็นแบบนี้ ก็ไม่รู้เหมือนกันมีคนถามหลังจากนี้ควรทำอย่างไรต่อไป ก็ตอบยากเหมือนกันก็ได้แต่หวังว่าเราจะมีฝ่ายค้านในสภาอีกครั้งหนึ่ง ใครจะเป็นรัฐบาลก็เป็นไปเถอะ แต่สิ่งที่เราต้องการตอนนี้คือการถ่วงดุลอำนาจ ถ้ามีฝ่ายค้านในรัฐสภาก็ยังมีคนเป็นปากเป็นเสียงในระบบบ้าง เพราะตอนนี้ไม่มีใครเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนเลย


เติมศักดิ์- พักสักครู่หนึง เราจะกลับมาให้คุณสุภิญญาได้สรุปบทเรียนอีกครั้งหนึง ว่านโยบายสาธารณะเรื่องสื่อเรื่องเสรีภาพสื่อที่ฝันอยากเห็นเป็นอย่างไรในอนาคตสักครู่ครับ


กำลังโหลดความคิดเห็น...