xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 14-20 เม.ย.2562

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

1."ยิ่งลักษณ์-ครม." รอด! ป.ป.ช.ตีตกกรณีออก พ.ร.ก.กู้เงินจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ชี้หลักฐานไม่พอฟังว่าผิด!
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้หลบหนีหมายจับศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก 5 ปีคดีทุจริตจำนำข้าว
เมื่อวันที่ 19 เม.ย. นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงถึงกรณีที่มีข่าวว่า ป.ป.ช. มีมติตีตกข้อกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี กับพวก กรณีลงมติเห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำ วงเงิน 3.5 แสนล้านบาทโดยมิชอบว่า เรื่องดังกล่าวเป็นกรณีกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา ร่วมกันลงมติและเห็นชอบในการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 อันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 169

ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน และในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2559 ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยอาศัยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2555 ที่วินิจฉัยว่าการตรา พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 เป็นกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรคหนึ่ง และการตรา พ.ร.ก.ดังกล่าว เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรคสอง ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่า การตรา พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง

คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงได้มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ไม่ปรากฏว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี กับพวก ได้ร่วมกันตราและเห็นชอบ พ.ร.ก.ดังกล่าวโดยไม่สุจริต หรือใช้ดุลพินิจบิดเบือนหลักการของรัฐธรรมนูญ เรื่องกล่าวหาดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี กับพวกผู้ถูกกล่าวหา ได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป

ส่วนประเด็นเรื่องกล่าวหาการกู้เงินเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด ประเด็นการดำเนินโครงการเพื่อออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 57 วรรคสอง มาตรา 67 วรรคสอง และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 103/7 รวมถึง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และประเด็นการกำหนดรายละเอียดขอบเขตของงาน (ทีโออาร์) ในโครงการดังกล่าว มีลักษณะเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนบางรายนั้น นายวรวิทย์ เผยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นองค์คณะในการไต่สวนข้อเท็จจริง ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริง

2.“บิ๊กป้อม” ไม่ตอบปมย้าย “บิ๊กโจ๊ก” แต่ยันจบแล้ว ไม่ต้องสอบสวน ด้าน “ก.ตร.” ตั้ง “บิ๊กอู๊ด” นั่ง ผบช.สตม.!
(ซ้าย) พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ผบช.ตชด.) (ขวา) พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต ผบช.สตม.
เมื่อวันที่ 19 เม.ย. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) หลังประชุม พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า มีการประชุมวาระการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษ ตร. ยศ พล.ต.อ. ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร. ยศ พล.ต.ท. และผู้ทรงคุณวุฒิ ตร. ยศ พล.ต.ต. นอกจากนี้ได้มีมติแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ผบช.ตชด.) เป็นผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) แทน พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ถูกโอนเป็นข้าราชการพลเรือน สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี และให้ พล.ต.ท.วิชิต ปักษา ผบช.ประจำสำนักงาน ผบ.ตร. เป็น ผบช.ตชด. แทน พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง

สำหรับ พล.ต.ท.สมพงษ์ เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 40 เคยเป็นนายเวร (สบ5) พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีต ผบ.ตร. ดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ ผบก.อารักขาและควบคุมฝูงชน บช.น. ผบก.ภ.จว.แม่ฮ่องสอน ก่อนขยับขึ้น รอง ผบช.ภ.5 รอง ผบช.น. และ ผบช.ตชด. ตามลำดับ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้ถาม พล.อ.ประวิตร ถึงการย้าย พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ จากตำรวจไปเป็นข้าราชการพลเรือน ต้องมีการตั้งกรรมการสอบสวนหรือไม่ว่า ไม่มีแล้ว จบแล้ว เมื่อถามต่อว่า เหตุผลที่ย้าย พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ไปช่วยที่สำนักนายกฯ เพราะฝีมือหรืออะไร พล.อ.ประวิตร ตอบว่า ไม่รู้ อยากรู้ไปหาเอาเอง

ส่วนความเคลื่อนไหวของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์นั้น หลังมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังไม่ได้เดินทางเข้ารายงานตัวต่อปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยได้ใช้สิทธิยื่นลาพักร้อนไปสหรัฐอเมริกา จะเดินทางกลับสิ้นเดือน เม.ย.นี้

3.กกต.สั่งเลือกตั้งใหม่หน่วย 9 เขต 2 ชุมพร-นับคะแนนใหม่เขต 1 นครปฐม ด้านลูกพรรคเศรษฐกิจใหม่ยื่นยุบพรรคตัวเอง!
(บน) ลูกพรรคเศรษฐกิจใหม่ยื่นคำร้องต่อ กกต.ให้พิจารณายุบพรรคตนเอง (ล่าง) นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่  พร้อมแกนนำพรรคแถลงยืนยัน ไม่ได้ให้คนภายนอกครอบงำพรรค
สถานการณ์การเมืองที่เกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้งในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 18 เม.ย. นายแสวง บุญมี รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงว่า ที่ประชุม กกต. มีมติให้มีการนับคะแนนใหม่ ในเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.นครปฐม ทั้ง 236 หน่วยเลือกตั้ง และอีก 9 หน่วยเลือกตั้งนอกเขต รวมถึงนอกราชอาณาจักร หลังจากปรากฎหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การนับคะแนนเลือกตั้ง และการรวมคะแนน อาจไม่ถูกต้องตามมาตรา 124 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. โดยอาจมีผลทำให้เปลี่ยนแปลงลำดับของผู้ได้รับการเลือกตั้ง ซึ่งหลังจากนี้ ผอ.กกต.ประจำจังหวัดจะกำหนดวันนับคะแนนใหม่และสถานที่นับคะแนน โดยจะนำหีบบัตรของทุกหน่วยมานับในสถานที่ดังกล่าว พร้อมกับตั้งคณะกรรมการนับคะแนนชุดใหม่รวม 80 หน่วย ให้รับผิดชอบนับชุดละ 3 หน่วย

สำหรับเขต 1 นครปฐม ผู้ที่ได้รับคะแนนมาลำดับที่ 1 คือ พ.ท. สินธพ แก้วพิจิตร จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนน 35,762 คะแนน ขณะที่ น.ส.สาวิกา ได้คะแนน 35,615 คะแนน

นอกจากนี้ที่ประชุม กกต.ยังมีมติสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 (หมู่ที่ 7 บ้านดวงดี ต.สองพี่น้อง อ.ท่าแซะ ) ของเขตเลือกตั้งที่ 2 จ.ชุมพร ในวันที่ 28 เม.ย.นี้ เนื่องจากปรากฎหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผลการนับคะแนนมีจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ออกเสียงลงคะแนน

ส่วนวันที่ 21 เม.ย.นี้ จะมีการเลือกตั้งใหม่ใน 6 หน่วยเลือกตั้งของ 5 จังหวัดตามที่ กกต.ได้มีมติก่อนหน้านี้ คือ 1.จ.ลำปาง เขตเลือกตั้งที่ 4 จำนวน 2 หน่วย ได้แก่ หน่วยเลือกตั้งที่ 6 หมู่ที่ 5 ต.ปางหลวง อ.เกาะคา และหน่วยเลือกตั้งที่ 3 หมู่ที่ 2 ต.ศาลา อ.เกาะคา 2.จ.ยโสธร เขตเลือกตั้งที่ 2 หน่วยเลือกตั้งที่ 6 หมู่ที่ 6 ต.หัวเมือง อ.มหาชนะชัย 3.จ.เพชรบูรณ์ เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 12 หมู่ที่ 12 ต.เข็กน้อย ต.เขาค้อ 4.จ.พิษณุโลก เขตเลือกตั้งที่ 2 หน่วยเลือกตั้งที่ 6 หมู่ที่ 6 ต.มะตูม อ.พรหมพิราม และ 5.กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ 13 หน่วยเลือกตั้งที่ 32 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม.

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 เม.ย. ได้มีผู้สมัคร ส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ นำโดย น.ส.อุลัยพร ไตรวงค์ย้อย นายประยงค์ สร้างศรีหา และนายคมกฤษ สุภักดี ยื่นหนังสือถึงประธาน กกต. ขอให้ยุบพรรคเศรษฐกิจใหม่ และระงับการประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส.ของพรรคเศรษฐกิจใหม่ เนื่องจากถูกครอบงำจากบุคคลภายนอกที่สั่งการชี้นำ ไม่ให้พรรคสามารถดำเนินกิจกรรมได้โดยอิสระ

โดยในเอกสารคำร้องระบุว่า การส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตทั้ง 350 เขต นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ ได้ให้เงินค่าสมัคร ส.ส.คนละ 15,000 บาท โดยนัดกับว่าที่ผู้สมัครว่าหลังการประกาศรับรองให้เป็นผู้สมัครแล้ว นายมิ่งขวัญจะนัดประชุมผู้สมัครเพื่อแนะแนวทางกับผู้สมัครอีกครั้ง แต่ปราฏว่า นายมิ่งขวัญไม่ได้นัดประชุมผู้สมัครแต่อย่างใด จนถึงวันเลือกตั้ง ซึ่งผู้สมัครได้สืบทราบมาว่า การที่นายมิ่งขวัญไม่ได้นัดประชุมผู้สมัคร เป็นเพราะนายสุทัศน์ สิวาภิรมย์รัตน์ กรรมการบริษัท ไทยวัฒนา แอสเซ็ท จำกัด พร้อมพวกซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค ได้บงการควบคุม ครอบงำ ชี้นำพรรค ไม่ให้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างเป็นอิสระ เช่น การสนับสนุนงบหาเสียงของผู้สมัคร การจัดทำป้ายหาเสียง รวมถึงจัดตั้งแกนนำต่างๆ เกิดจากการกระทำของนายสุทัศน์ทั้งสิ้น

ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง จึงขอให้ กกต.ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง พร้อมสั่งระงับการประกาศคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต และการจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อไว้จนกว่าการวินิจฉัยจะแล้วเสร็จ และขอให้มีคำสั่งยุบพรรคเศรษฐกิจใหม่ด้วย

ด้านนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ พร้อมด้วยแกนนำพรรคและกรรมการบริหารพรรค รีบเปิดแถลงข่าวในวันต่อมา (19 เม.ย.) โดยยืนยันว่า ตนเป็นหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ ส่วนนายสุภดิช อากาศฤกษ์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรค และเป็นหัวหน้าพรรคคนแรก โดยก่อนเป็นหัวหน้าพรรค ตนได้หารือกับนายสุภดิชว่า การบริหารจัดการภายในพรรคขอแบ่งเป็น 2 ปีก โดยปีกหนึ่ง คือ การออกนโยบาย ออกพบมวลชน ตนจะอยู่ฝั่งนี้ ส่วนการบริหารกิจการภายใน การคัดเลือกผู้สมัคร มอบให้ทีมของนายสุภดิช ดำเนินการ

ด้านนายสุภดิช กล่าวว่า พรรคเศรษฐกิจใหม่ก่อตั้งขึ้นจากกลุ่มเพื่อนสนิท ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นพูดตรงๆ คือช่วยกันออก ส่วนที่เชิญนายมิ่งขวัญมาร่วมและเป็นหัวหน้าพรรค เพราะเห็นว่ายึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และพิสูจน์แล้วว่ามีความซื่อสัตย์สุจริต มีแนวคิดเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งพรรคแทบไม่มีเงินสนับสนุน ไม่มีการปราศรัย ไม่มีรถแห่ การหาเสียงเกิดจากการใช้เวทีดีเบตต่างๆ ส่วนเรื่องที่มีผู้สมัครของพรรคไปยื่นยุบพรรคอ้างว่า ไม่มีการจัดประชุมหลังจากลงสมัคร ส.ส.และมีบุคคลภายนอกครอบงำนั้น ตอบง่ายๆ ว่า เรามีการจัดการประชุมผู้สมัคร ส.ส. นายมิ่งขวัญก็ถูกเชิญไปอบรมเป็นภาคๆ สิ่งที่มีผู้ไปยื่น กกต.ไม่เป็นความจริง การอ้างว่ามีบุคคลภายนอกครอบงำพรรคก็ไม่จริง คนที่ถูกกล่าวอ้าง (นายสุทัศน์ สิวาภิรมย์รัตน์ กรรมการบริษัท ไทยวัฒนา แอสเซ็ท จำกัด) คือเพื่อนสนิทของตน และเป็นคนที่ร่วมก่อตั้งพรรค เป็นสมาชิกพรรคด้วย พี่ชายของเขาก็เป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของเราด้วย และการที่ผู้ไปยื่นทำผิดข้อบังคับพรรค เราขอดูกฎหมายเพื่อดำเนินการต่อไป

ส่วนจุดยืนของพรรคเศรษฐกิจใหม่ในการร่วมจัดตั้งรัฐบาลนั้น นายมิ่งขวัญ ยืนยันว่า จะไม่ร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เพราะอุดมการณ์การเมืองแตกต่างกัน เรายืนยันว่าจะทำงานร่วมกับฝ่ายประชาธิปไตย เราพูดตั้งแต่ยังไม่มีการเลือกตั้ง เรายึดมั่นเรื่องซื่อสัตย์สุจริต ถ้าไม่ซื่อสัตย์ เราจะถอยออกมาเอง ข่าวที่ว่าพรรคเศรษฐกิจใหม่ไปร่วมเจรจากับพรรค พปชร.ในการตั้งรัฐบาลนั้น ตนและว่าที่ ส.ส.ทุกคนในนามพรรค ยืนยันว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง ตนไม่เคยไปเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น “ผมไม่มีความรังเกียจพรรคพลังประชารัฐ ก็คนรู้จักกันทั้งนั้น แต่อุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกัน จึงบอกว่าไม่ร่วม ผมพูดมาตั้งแต่ต้น ส่วนที่ว่าพรรคเราเปลี่ยน มีงูเห่า ผมยืนยันว่าไม่มี ชัดเจนนะวันนี้”

ส่วนกระแสข่าวความแตกแยกในพรรคเรื่องการร่วมรัฐบาลนั้น นายสุภดิช กล่าวยืนยันว่า พรรคเศรษฐกิจใหม่ไม่มีรอยร้าว เรามีเอกภาพ ยืนยันว่าไม่มีงูเห่า เราไปในทางเดียวกัน

4.“ปิยบุตร” เข้าพบ ปอท. อ้างแถลงตำหนิยุบ ทษช. ไม่หมิ่นศาล แค่วิจารณ์เชิงวิชาการ ด้าน “ธนาธร” ประกาศยืนเคียงข้าง!
นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.)
ความคืบหน้าคดีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มอบอำนาจให้ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายกฎหมายของ คสช.ร้องทุกข์กล่าวโทษนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กรณีอ่านแถลงการณ์พรรค อนค.วิจารณ์การยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ที่เสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า แถลงการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายดูหมิ่นหรือละเมิดศาล คสช.จึงมอบอำนาจให้ พ.อ.บุรินทร์ แจ้งความดำเนินคดีนายปิยบุตรฐานดูหมิ่นศาล และนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ได้ออกหมายเรียกให้นายปิยบุตรไปรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 17 เม.ย. เวลา 10.00 น.นั้น

ด้านนายปิยบุตร ซึ่งเดินทางไปพักผ่อนอยู่กับภรรยาชาวฝรั่งเศสตั้งแต่ช่วงต้นเดือน เม.ย. ได้ทวีตข้อความผ่านทางทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 16 เม.ย.ว่า ตนเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยแล้ว และพร้อมจะเดินทางไปรับทราบข้อหาหมิ่นศาล-ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่ ปอท. ในวันที่ 17 เม.ย. "ผมเดินทางกลับมาถึงเมืองไทยแล้ว ...ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจที่ส่งมาให้อย่างต่อเนื่อง ทุกท่านไม่ต้องเป็นห่วงและที่สำคัญอย่าเพิ่งถอดใจหรือสิ้นหวังกับสถานการณ์ จริงๆ แล้วยิ่งโดนคดีมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นเหมือนเครี่องแสดงว่าเราได้ต่อสู้กับ คสช."

วันเดียวกัน (16 เม.ย.) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค อนค.ได้ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ให้กำลังใจนายปิยบุตร ที่จะไปพบพนักงานสอบสวน ปอท.ตามหมายเรียก “ผมและพรรค อนค.ขอยืนเคียงข้างกับ อ.ปิยบุตร ร่วมฝ่าฟันอุปสรรคไปให้ได้ และมุ่งเดินหน้าสู่ฝันอันเรียบง่าย ไม่มีอะไรซับซ้อนของเราที่อยากเห็นเมืองไทยดีกว่านี้ คนไทยเท่าเทียม ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน และประเทศไทยที่เจริญก้าวหน้าเท่าทันนานาอารยประเทศ ร่วมส่งแรงใจและติดแฮชแท็ก #SavePiyabutr”

ทั้งนี้ เมื่อถึงกำหนด (17 เม.ย.) นายปิยบุตรพร้อมด้วยฝ่ายกฎหมายได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ ปอท. โดยมีแกนนำพรรค สมาชิกพรรค และประชาชนจำนวนหนึ่งมาให้กำลังใจ ก่อนที่นายปิยบุตรจะชวนทุกคนชูสามนิ้วเป็นสัญลักษณ์ต่อต้านเผด็จการ พร้อมกล่าวว่า นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อนำเอาความยุติธรรมและความก้าวหน้ากลับคืนสู่สังคมไทย เรื่องคดีนั้นไม่ต้องกังวล ถือว่าเป็นเกียรติยศของการต่อสู้ และจะให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา

นายปิยบุตรยังอ้างด้วยว่า การวิพากษ์วิจารณ์การยุบพรรค ทษช.ในวันนั้น เป็นการเป็นวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงวิชาการ ในฐานะนักกฎหมาย และเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทยที่จะให้ความเป็นธรรมกับประชาชนทุกคน

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาของนายปิยบุตรที่ ปอท. ไม่มีตัวแทนทูตร่วมสังเกตการณ์เหมือนกรณีนายธนาธรเข้ารับทราบข้อกล่าวหามาตรา 116 ที่ สน.ปทุมวัน แต่อย่างใด

5.ศาลพิพากษาจำคุก “พระครูกิตติฯ” เจ้าคณะอำเภอชนแดน 26 ปี คดีร่วมอดีต ผอ.สำนักพุทธฯ ฟอกเงินทอนวัด!
พระครูกิตติพัชรคุณ อดีตเจ้าคณะอำเภอชนแดน จ.เพชรบูรณ์ และอดีตเจ้าอาวาสวัดลาดแค หรือนายสมเกียรติ ขันทอง
เมื่อวันที่ 18 เม.ย. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้นัดฟังคำพิพากษาคดีฟอกเงินทอนวัด สำนวนแรกคที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามทุจริต 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องพระครูกิตติพัชรคุณ เจ้าคณะอำเภอชนแดน จ.เพชรบูรณ์ และเจ้าอาวาสวัดลาดแค หรือนายสมเกียรติ ขันทอง อายุ 55 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานฟอกเงินโดยสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และมีการกระทำผิดฐานฟอกเงินนั้น ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542

คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า พระครูกิตติฯ ได้ร่วมกับนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อายุ 60 ปี อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) (อยู่ระหว่างหลบหนี) วางแผนยักย้าย-ถ่ายโอนเงินทอนวัดราว 24 ล้านบาทเศษ ที่เบียดบังจากการทุจริตจัดสรรงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ที่เป็นเงินอุดหนุนให้ 12 วัด 13 รายการ จำนวน 28 ล้านบาท ในการบูรณะซ่อมแซมวัด หรือเพื่อโครงการศึกษาพระปริยัติธรรม หรือโครงการเผยแผ่กิจกรรมทางศาสนา

โดยร่วมกันเบียดบังเงินส่วนที่ให้แก่วัดในเขต จ.เพชรบูรณ์, จ.ตาก, จ.นครสวรรค์ และ จ.ชุมพรไป ด้วยการแบ่งส่วนเงินงบประมาณเพียงเล็กน้อยประมาณ 50,000 บาท ถึงหลักแสนบาท จูงใจให้วัดยินยอมนำเงินงบประมาณฯ ที่จะถูกจัดสรรมานั้นเข้าบัญชีวัด แล้วให้โอนคืนเงินนั้นกลับให้พวกตน โดยใช้บัญชีธนาคารของวัดเป็นเครื่องมือปกปิดอำพรางการกระทำความผิดของพวกตน ให้ดูเสมือนว่า เงินที่โอนและถอนออกจากบัญชีวัดเป็นเงินที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่เงินซึ่งถูกทอนมานั้นจะนำเข้าบัญชีหรือส่งมอบเป็นเงินสดให้แก่พระครูกิตติฯ เพื่อรวบรวมมอบให้นายนพรัตน์ อดีตผู้อำนวยการ พศ. อันเป็นการกระทำผิดฐานฟอกเงิน

หลังอัยการส่งฟ้องต่อศาล จำเลยให้การปฏิเสธ พร้อมขอประกันตัวเพื่อสู้คดี ซึ่งศาลอนุญาต โดยตีราคาประกัน 1.5 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล โดยให้เก็บรักษาหนังสือเดินทางของจำเลยไว้ และให้คืนเมื่อสิ้นสุดสัญญาประกันแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อถึงเวลาที่ศาลนัดฟังคำพิพากษา พระครูกิตติฯ ยังอยู่ในสมณเพศ สวมจีวร เดินทางมาศาลพร้อมกับลูกศิษย์ประมาณ 5-6 คน
ด้านศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า พยานโจทก์มีทั้งเจ้าหน้าที่ ปปง., นิติกรของ พศ. จ.เพชรบูรณ์, พระในวัดต่างๆ ที่นำบัญชีของวัดให้จำเลยรับโอนเงิน ซึ่งรับรู้การโอนและถอนเงิน รวมทั้งลูกศิษย์คนสนิทของพระครูกิตติฯ เบิกความสอดคล้องกัน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้ร่วมกับนายนพรัตน์ ที่ได้จัดสรรงบ พศ.มาให้กับ 12 วัดใน จ.เพชรบูรณ์, นครสวรรค์, ตาก และชุมพร โดยที่แต่ละวัดไม่ได้ทำคำของบแต่อย่างใด แต่นายนพรัตน์ให้นำบัญชีของวัดมา เพื่อจะโอนเงินให้แต่ละวัดนับล้านบาท โดยเมื่อโอนเงินแล้ว ให้แต่ละวัดโอนเงินกลับส่งคืนให้จำเลยเพื่อส่งต่อให้นายนพรัตน์ อ้างว่าจะนำไปให้วัดจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งที่ไม่มีการนำไปดำเนินการดังกล่าวจริง และได้นำมาแบ่งปันกัน และบางส่วนจำเลยนำมาให้จ่ายส่วนตัว

ส่วนที่จำเลยอ้างว่า เข้าใจว่าการที่มีเจ้าหน้าที่ พศ.มาแจ้งและรับเงินคืน แต่งชุดราชการและนั่งรถตู้ตราสัญลักษณ์ จึงเชื่อว่าเป็นการจัดสรรงบโดยชอบนั้น เป็นการกล่าวอ้างง่ายเกินไป เพราะจำเลยได้รับการแต่งตั้งเป็นพระชั้นปกครอง ย่อมทราบถึงระเบียบหลักเกณฑ์ที่ได้ปฏิบัติมา จะอ้างวิธีการคนหมู่มากนำมาปฏิบัติใช้นั้นก็ย่อมจะไม่ชอบ ซึ่งขณะกระทำผิดจำเลยเป็นเจ้าคณะอำเภอ ถือเป็นเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ ก็จะต้องรับโทษ 2 เท่า จึงพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ลงโทษ 13 กระทง กระทงละ 3 ปี รวม 39 ปี แต่ในทางนำสืบของจำเลยมีประโยชน์อยู่บ้าง ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 3 คงจำคุก 26 ปี ส่วนคำขออื่นให้ยก

หลังศาลมีคำพิพากษา ทนายความของพระครูกิตติฯ ได้ยื่นขอประกันตัวเพื่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์
พร้อมยื่นคำร้องขอติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ควบคุมติดตามการปล่อยขั่วคราว หรือกำไลข้อเท้า EM ระหว่างการประกันตัวด้วย ด้านศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิจารณาแล้ว มีคำสั่งเห็นควรส่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราวให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่ ทั้งนี้ ระหว่างรอคำสั่งศาลอุทธรณ์ เจ้าหน้าที่จาก พศ.ได้เดินทางมาศาล เพื่อดำเนิการสึกพระครูกิตติฯ จากความเป็นพระ และนำตัวไปควบคุมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครต่อไป

ล่าสุด 19 เม.ย. ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวจำเลย เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์

มีรายงานว่า นอกจากคดีฟอกเงินทอนวัดแล้ว พระครูกิตติฯ ยังถูกอัยการฟ้องคดีอนาจารเด็กหญิง 3 คน อายุไม่เกิน 15 ปีต่อศาลอาญาด้วย โดยพระครูกิตติฯ ได้ประกันตัวไปวงเงิน 200,000 บาท ซึ่งศาลสั่งห้ามออกนอกประเทศเช่นกัน ทั้งนี้ ศาลได้สืบพยานคดีดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 27 มิ.ย.นี้ เวลา 09.00 น.
กำลังโหลดความคิดเห็น...