xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 24-30 มี.ค.2562

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

1.มีพระราชโองการเรียกคืนเครื่องราชฯ “ทักษิณ” ด้านศิษย์เก่าเตรียมทหารถอดชื่อ “ทักษิณ” พร้อมเรียกคืน “รางวัลเกียรติยศจักรดาว”!
นายทักษิณ ชินวัตร ผู้หลบหนีคำพิพากษาศาลฎีกาฯ จำคุก 2 ปีคดีซื้อที่รัชดาฯ
วันนี้ (30 มี.ค.) ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศ พระราชโองการฯ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากนายทักษิณ ชินวัตร เนื่องจากถูกศาลฎีกาฯ พิพากษาถึงที่สุดลงโทษจําคุก และยังมีข้อหาฐานอื่น ๆ อีกหลายคดี อีกทั้งได้หลบหนีออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งเป็นพฤติการณ์การกระทําที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายหน้า ชั้นทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ประถมาภรณ์ช้างเผือก จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฎ ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ ชั้นปฐมติเรกคุณาภรณ์ และเหรียญลูกเสือสดุดี ชั้นที่ ๑ ของนายทักษิณ ชินวัตร ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2562

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 27 มี.ค. มีรายงานว่า คณะกรรมการมูลนิธิศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหาร ซึ่งมี พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน ได้มีการประชุมคณะกรรมการฯ จำนวน 35 คน และ มีมติให้ถอดชื่อนายทักษิณ ชินวัตร ศิษย์เก่าเตรียมทหารรุ่นที่ 10 ออกจากศิษย์เก่าดีเด่นโรงเรียนเตรียมทหาร และเรียกคืนรางวัลเกียรติยศจักรดาวจากนายทักษิณด้วย

ซึ่งคณะกรรมการได้พิจารณากรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอเรื่องถอดถอน พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจากยศตำรวจตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และถูกถอดยศเมื่อวันที่ 5 ก.ย.2558 หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 ต.ค.2551 ว่านายทักษิณมีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.2542 และให้ลงโทษจำคุก 2 ปี ประกอบกับการพิจารณาศิษย์เก่าดีเด่นเพื่อรับรางวัลของโรงเรียนเตรียมทหาร ต้องเป็นผู้มีความประพฤติดีมีคุณธรรม ทั้งในหน้าที่การงานและความประพฤติส่วนตัว รวมทั้งต้องไม่มีประวัติเสื่อมเสียหรือเสียหายในสังคม ต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และเสียสละอุทิศตนเพื่องานในหน้าที่ราชการหรืองานสุังคมจนเป็นที่ประจักษ์แก่บุคคลทั่วไป เมื่อผู้ที่ได้รับรางวัลประพฤติตนเสื่อมเสีย เสียหายต่อสังคม ต่อสถาบัน ที่ประชุมจึงได้พิจารณาถอนรางวัลดังกล่าว

วันต่อมา 28 มี.ค. ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ประกอบด้วย พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก, พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ, พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยศริน ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ร่วมแถลงข่าวที่กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภ รักษาพระองค์ที่ 11 ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร กรณีที่คณะกรรมการมูลนิธิศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหารมีมติถอดชื่อนายทักษิณออกจากการเป็นศิษย์เก่าดีเด่นและเรียกคืนรางวัลเกียรติยศจักรดาวที่ได้รับเมื่อปี 2534 ว่า ถือเป็นมติที่ประชุมคณะกรรมการศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหาร มีผู้แทนจากรุ่นต่างๆ เป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการ ถือเป็นเรื่องภายใน และว่า รางวัลดังกล่าวเป็นรางวัลเกียรติยศ ผู้รับต้องรักษาเกียรตินั้นไว้ ถ้ามีข้อมูลในทางใดที่ผู้รับไม่สามารถรักษาเกียรติไว้ได้ ก็ต้องเรียกคืน

ผู้สื่อข่าวถามถึงสาเหตุในการเรียกคืนรางวัลดังกล่าว พล.อ.พรพิพัฒน์กล่าวว่า สื่อมวลชนและคนไทยอาจทราบข้อมูลตรงนั้นอยู่จากเว็บไซต์และโลกโซเชียลในหลายแห่ง แต่สิ่งที่รบกวนจรรยาบรรณและหลักนิยมของทหารคือ การใดก็ตามที่เป็นการจาบจ้วง ไม่รู้ที่สูงที่ต่ำ ตรงนั้นก็ถึงเวลาที่จะต้องตัดสินใจ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา สื่อมวลชนและโลกโซเชียล ได้เผยแพร่ข่าวและภาพทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จไปร่วมพิธีฉลองมงคลสมรสของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวนายทักษิณ ชินวัตร ที่โรงแรมโรสวู้ด ฮ่องกง ซึ่งในงาน มีภาพหลายภาพถูกเผยแพร่ในโลกโซเชียลและแชร์กันจำนวนมาก ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในพฤติกรรมและการแสดงออกของนายทักษิณต่อทูลกระหม่อม

2.กกต.แถลงผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ หลังนับคะแนนครบ 100% พบ ปชช.เลือก “พปชร.” มากสุด 8.4 ล้าน ด้าน “พท.” 7.9 ล้าน!
(บน) นายกฤช เอื้อวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงผลการนับคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ หลังรวบรวมได้ครบ 100%
สถานการณ์การเมืองหลังการเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 24 มี.ค. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แถลงผลการนับคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการหลังรวบรวมผลได้ประมาณ 94-95% เมื่อวันที่ 25 มี.ค. โดยพบว่า พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้รับเลือกจากประชาชนมากที่สุด โดยได้คะแนนรวม (Popular Vote) 7.9 ล้านเสียง ขณะที่พรรคเพื่อไทย ได้ 7.4 ล้านเสียง พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ได้ 5.8 ล้านเสียง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ 3.7 ล้านเสียง ฯลฯ ส่วนจำนวน ส.ส.เขตที่แต่ละพรรคได้รับนั้น พรรค พท.ได้ 137 ที่นั่ง, พรรค พปชร. 97 ที่นั่ง, พรรค ปชป. 33 ที่นั่ง, พรรค อนค. 30 ที่นั่ง, พรรคภูมิใจไทย 39 ที่นั่ง, พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) 6 ที่นั่ง, พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) 1 ที่นั่ง, พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) 1 ที่นั่ง และพรรคประชาชาติ (ปช.) 6 ที่นั่ง ทั้งนี้ กกต.ยังไม่แถลงจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคได้รับ แต่แน่นอนว่า ในส่วนของพรรค พท. เมื่อคำนวณตามระบบจัดสรรปันส่วนผสมแล้ว พรรค พท.จะไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ต่อมา เมื่อวันที่ 28 มี.ค. กกต.ได้แถลงผลการนับคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการอีกครั้งหลังรวบรวมผลได้ครบ 100% ซึ่งทำให้คะแนนของแต่ละพรรคเปลี่ยนแปลง โดยแถลงว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น 51,239,638 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 38,268,375 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 74.69 ผู้ไม่มาใช้สิทธิ 12,971,263 คน หรือร้อยละ 25.31 จำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ไปมีทั้งสิ้น 38,268,366 ใบ แยกเป็นบัตรดี 35,532,647 ใบ หรือร้อยละ 92.85 บัตรเสีย 2,130,327 ใบ หรือร้อยละ 5.57 บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 605,392 ใบ คิดเป็นร้อยละ 1.58

ทั้งนี้ กกต.ได้แถลงผลคะแนนที่แต่ละพรรคได้รับเลือกจากประชาชน แต่ยังไม่ได้แถลงจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคได้รับ โดยผลคะแนนรวม ปรากฏว่า พรรคพลังประชารัฐยังคงได้มากที่สุด คือ 8,433,060 คะแนน รองลงมาคือ พรรคเพื่อไทย 7,920,561 คะแนน พรรคอนาคตใหม่ 6,265,918 คะแนน พรรคประชาธิปัตย์ 3,947,702 คะแนน พรรคภูมิใจไทย 3,732,940 คะแนน พรรคเสรีรวมไทย 826,517 คะแนน พรรคชาติไทยพัฒนา 782,030 คะแนน พรรคเศรษฐกิจใหม่ 485,660 คะแนน พรรคประชาติ 485,436 คะแนน พรรคเพื่อชาติ 419,388 คะแนน

พรรครวมพลังประชาชาติ 416,324 คะแนน พรรคชาติพัฒนา 252,044 คะแนน พรรคพลังท้องถิ่นไทย 213,129 คะแนน พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 136,599 คะแนน พรรคพลังปวงชนไทย 81,760 คะแนน พรรคพลังชาติไทย 73,869 คะแนน พรรคประชาภิวัฒน์ 69,417 คะแนน พรรคพลังไทยรักไทย 60,863 คะแนน พรรคไทยศรีวิไลย์ 60,421 คะแนน พรรคประชานิยม 56,618 คะแนน พรรคครูไทยเพื่อประชาชน 56,343 คะแนน พรรคประชาธรรมไทย 47,846 คะแนน พรรคประชาชนปฏิรูป 45,512 คะแนน พรรคพลเมืองไทย 44,766 คะแนน พรรคประชาธิปไตยใหม่ 39,792 คะแนน พรรคพลังธรรมใหม่ 35,533 คะแนน พรรคไทรักธรรม 33,748 คะแนน พรรคเพื่อแผ่นดิน 31,307 คะแนน พรรคทางเลือกใหม่ 29,607 คะแนน และพรรคภราดรภาพ 27,799 คะแนน

ด้านนายกฤช เอื้อวงศ์ รองเลขาธิการ กกต.ชี้แจงกรณีที่จำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกับยอดบัตรที่ใช้จำนวน 9 ใบว่า อาจเกิดการเขย่งในจำนวนผู้มาใช้สิทธิกับบัตรที่ใช้ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากกรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปแสดงตนใช้สิทธิ แต่ไม่รับบัตรเลือกตั้ง แล้วเดินออกจากหน่วยเลือกตั้งไปก่อน ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ จากหน่วยเลือกตั้งที่มีกว่า 92,000 หน่วยทั่วประเทศ ส่วนกรณีที่จำนวนบัตรดีไม่ตรงกับการคำนวณคะแนนรวมของทุกพรรคการเมืองนั้น อาจมีสาเหตุมาจากนับบัตรที่หน่วยเลือกตั้งที่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นในการนับ แต่ยืนยันว่า ไม่ส่งผลกระทบกับคะแนนรวม เพราะคะแนนมีการนับและเขียนไว้อย่างชัดเจนที่กระดานในหน่วยเลือกตั้งของทุกหน่วย และว่า ความผิดพลาดเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก การเลือกตั้งที่ผ่านมาก็พบการเขย่งของบัตรเช่นนี้เหมือนกัน

นายกฤช ยังปฏิเสธข่าวที่มีการระบุว่า กกต.จะแจกใบแดงมากถึง 45 ใบด้วยว่า เป็นข่าวเท็จ และว่า การพิจารณาเรื่องร้องเรียนและคัดค้านต่างๆ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต.

ด้านตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ได้ตรวจสอบพบว่า ผู้ที่เผยแพร่ข่าวเท็จทางทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กว่า กกต.เตรียมแจกใบแดง 45 ใบ ก็คือ ร.ต.อ.นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย หรือนิติภูมิ นวรัตน์ ผู้รับสมัครเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ (ปช.) ซึ่งโพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ว่า “กกต. เตรียมแถลงแจกใบแดง ว่าที่ ส.ส. 45 เขต พรรคเพื่อไทย 28 เขต อนาคตใหม่ 15 พลังประชารัฐ 2 เลือกตั้งซ่อม 21 เม.ย.2562 ทำให้ตอนนี้ พลังประชารัฐ มี ส.ส. เป็นอันดับ 1 จำนวน 115 เสียง พรรคเพื่อไทย มี ส.ส. 111 เสียง” โดยเผยแพร่สาธารณะกระจายแก่บุคคลต่างๆ ก่อนที่จะมีการลบโพสต์ข้อความดังกล่าวออกไปจากเพจของตน ซึ่งอาจส่งผลทำให้ประชาชนที่ได้รับสื่อเกิดความตื่นตระหนก และหลงเชื่อได้ว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลจริง กกต. จึงได้ร้องทุกข์กล่าวโทษการกระทำดังกล่าว ซึ่งล่าสุด (30 มี.ค.) ร.ต.อ.นิติภูมิธณัฐ ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาฐานเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์แล้ว

นอกจากนี้ยังเกิดปัญหากรณีบัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรจากนิวซีแลนด์จำนวน 1,542 ใบ ส่งมาถึง กกต.ช้ากว่ากำหนด โดยถึงช่วงค่ำวันที่ 24 มี.ค. สุดท้าย กกต.มีมติเอกฉันท์ว่า ไม่สามารถนำบัตรดังกล่าวมานับคะแนนได้ พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสาเหตุ และให้รายงานผลภายใน 1 สัปดาห์

ทั้งนี้ ได้เกิดกระแสความไม่พอใจการจัดเลือกตั้งของ กกต.ที่ถูกมองว่าเกิดความผิดพลาดหลายส่วน จึงมีบางกลุ่มบางฝ่ายเริ่มเคลื่อนไหวล่าชื่อเพื่อถอดถอน กกต.แล้ว

ด้าน พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.แถลงเมื่อวันที่ 25 มี.ค.ว่า กฎหมายกำหนดให้ กกต.ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการภายใน 60 วัน ซึ่งเบื้องต้น กกต.วางกรอบที่จะประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 พ.ค. คือใช้เวลาเพียง 45 วันหลังการเลือกตั้ง โดย กกต.ต้องเคลียร์สำนวนไต่สวนสอบสวนเรื่องร้องเรียนให้เสร็จก่อนวันที่ 9 พ.ค.

3.“อภิสิทธิ์” ลาออกหัวหน้า ปชป.หลังได้ ส.ส.ต่ำ 100 ด้าน “พท.-พปชร.” ต่างฝ่ายต่างพร้อมจัดตั้ง รบ.!
(บนซ้าย) แกนนำพรรคพลังประชารัฐ (บนขวา) แกนนำพรรคเพื่อไทย (ล่าง) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงลาออกจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
หลังรู้ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการเมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า มีปรากฏการณ์ที่คาดไม่ถึงหลายกรณี เช่น พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนสูงสุด, พรรคเพื่อไทย (พท.) ไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อแม้แต่คนเดียว นั่นหมายความว่า ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรค, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับ 2 แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พท., นายชัยเกษม นิติสิริ, นายภูมิธรรม เวชยชัย, นายเสนาะ เทียนทอง, ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ไม่ได้เป็น ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ขณะที่นายวัน อยู่บำรุง บุตรชาย ร.ต.อ.เฉลิม ได้เป็น ส.ส.หน้าใหม่ หลังชนะเลือกตั้งในระบบ ส.ส.เขต

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้รับคะแนนจากการเลือกตั้งต่ำกว่าที่คาดมาก โดยใน กทม.พรรค ปชป.ไม่ได้ ส.ส.แม้แต่คนเดียว ซึ่งผลเลือกตั้งใน กทม.30 เขต พรรค พท.ชนะ 11 เขต พรรค พปชร.ชนะ 10 เขต และพรรค อนค.ชนะ 9 เขต ส่วนภาคใต้ ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ฐานเสียงของพรรค ปชป.กลับปรากฏว่า ปชป.ได้เพียง 22 ที่นั่งจาก 50 ที่นั่ง ส่วนอีก 28 ที่นั่งเป็นของพรรค พปชร. พรรคประชาชาติ (ปช.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โดยผู้สมัคร ส.ส.ของ ปชป.ที่เคยเป็นอดีต ส.ส.หลายสมัย แต่กลับสอบตกครั้งนี้ ได้แก่ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ, นายวิทยา แก้วภราดัย, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ฯลฯ

หลังผลการเลือกตั้งเริ่มชัดเจนช่วงค่ำวันที่ 24 มี.ค.ว่า พรรค ปชป.ได้ ส.ส.ต่ำกว่า 100 และต่ำกว่าที่คาดมาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ของพรรค ได้แถลงลาออกจากหัวหน้าพรรค ตามที่เคยประกาศไว้ พร้อมขอโทษคนที่สนับสนุนพรรค ปชป.ทุกคนที่ตนไม่สามารถผลักดันแนวคิดของพรรคให้ประสบความสำเร็จ และขออภัยเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์หลายคนซึ่งเป็นผู้ที่ตั้งใจมุ่งมั่นที่จะเป็นนักการเมืองคุณภาพ ทั้งที่เป็นอดีต ส.ส.และคนที่มาสมัครครั้งแรก และคนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจมาสืบสานอุดมการณ์ของพรรคที่คนเหล่านั้นไม่สามารถประสบความสำเร็จในการเข้าสู่สภาได้ “ผมขอเรียนว่า ความตั้งใจของผมในการทำงานให้ประชาชน ให้กับพรรค จะไม่มีวันเสื่อมคลาย แต่ผมต้องรักษาคำพูด เพราะผมจะต้องรักษาสัจจะ ที่เป็นสัจจะของนักการเมือง”

ทั้งนี้ หลังนายอภิสิทธิ์ลาออกจากหัวหน้าพรรค ได้มีการตั้งนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ ให้รักษาการหัวหน้าพรรค ซึ่งเมื่อวันที่ 29 มี.ค. นายจุรินทร์ได้ประชุมกรรมการบริหารพรรคและอดีต ส.ส.พรรค ก่อนเผยหลังประชุมว่า พรรคจะประชุมเพื่อเลือกผู้บริหารพรรคชุดใหม่หลัง กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการไปแล้ว พร้อมคาดว่า กกต.อาจประกาศก่อนวันที่ 9 พ.ค.ก็ได้

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังรู้ผลการเลือกตั้งว่า พรรค พท.ได้จำนวน ส.ส.มากสุด ขณะที่พรรค พปชร.ได้คะแนนนิยมจากประชาชนที่เลือกเข้ามามากที่สุด ปรากฏว่า พรรคเพื่อไทย นำโดย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้รีบเปิดแถลงร่วมกับพรรคที่ตนอ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 27 มี.ค. เพื่อลงนามสัตยาบันและอ้างความชอบธรรมในการรวมเสียงจับมือตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง โดยพรรคที่ส่งตัวแทนร่วมแถลงด้วย ได้แก่ พรรคอนาคตใหม่, พรรคเสรีรวมไทย, พรรคประชาชาติ, พรรคเพื่อชาติ และพรรคพลังปวงชนไทย ขณะที่พรรคเศรษฐกิจใหม่ ที่มีนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งมีข่าวว่าจะมาร่วมแถลงด้วย ไม่ได้เดินทางมา โดยให้เหตุผลว่า เดินทางไปพบ กกต. ด้านนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค อนค.พร้อมสนับสนุนคุณหญิงสุดารัตน์เป็นนายกฯ แม้คุณหญิงสุดารัตน์จะไม่ได้เป็น ส.ส.ตามที่ อนค.เคยประกาศไว้ว่าจะไม่สนับสนุนนายกฯ ที่ไม่ได้เป็น ส.ส.ก็ตาม

ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยนำทีมแถลงอ้างความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาลว่า กกต.ยังไม่ได้แถลงชัดเจน พรรคที่บอกได้เท่านั้นเท่านี้ จริงๆ ก็ยังไม่รู้ว่าเท่าไร เพราะตัวเลขเปลี่ยนทุกวัน การแถลงดังกล่าวเป็นความพยายามช่วงชิง รวมกลุ่มรวบรวมเสียงข้างมาก เป็นเพียงการฉกฉวยบนสถานการณ์ฉุกเฉินที่จะทำให้รู้สึกว่ามีความชอบธรรม ทั้งที่กระบวนการยังไม่เสร็จสิ้น และว่า พปชร.ดำเนินการตามความเหมาะสมและเป็นจริง เรามั่นใจว่าจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาอ้างประกาศชัยชนะ ทั้งที่สถานการณ์ยังไม่มีอะไรเป็นที่ยุติ

ขณะที่นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งหลบหนีคำพิพากษาศาลฎีกาฯ จำคุก 2 ปีคดีซื้อที่ดินรัชดาฯ ได้โพสต์คลิปวิดีโอบนเฟซบุ๊ก (30 มี.ค.) เหมือนต้องการปลุกให้แนวร่วมอย่ายอมแพ้ “ความหวังคือสิ่งสำคัญในชีวิต เราทุกคนต้องอย่ายอมแพ้ ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจอยู่นั้น เราจะยอมแพ้ไม่ได้ เราจึงต้องมีความหวังเพื่อเอาชนะทุกอุปสรรคด้วยสติปัญญาและด้วยกติกา ...เราต้องอยู่เพื่อวันนี้ และวันพรุ่งนี้ ก็ให้ความหวัง ให้กำลังใจครับ เพื่อให้ทุกอย่างได้เข้าไปสู่ภาวะปกติเสียที ผมเป็นห่วงประเทศไทย และห่วงคนไทยทุกคนครับ"

ส่วนท่าทีของพรรคตัวแปรที่จะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นั้น มีข่าวสะพัดว่า พรรคเพื่อไทยได้เสนอเก้าอี้นายกฯ ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท.หากยอมร่วมจับมือจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย แต่ก็ยังไม่มีท่าทีใดๆ จากนายอนุทิน โดยนายอนุทินได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กยืนยันว่า ภท.จะยังไม่กำหนดทิศทางใดๆ ทางการเมือง จนกว่าจะมีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจาก กกต.ในวันที่ 9 พ.ค.

ขณะที่ท่าทีของพรรค ปชป.เหมือนแตกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า พรรคควรร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรค พปชร. แต่อีกฝ่ายเห็นว่า ไม่ควรร่วม ซึ่งคาดว่า ทางพรรคจะตัดสินใจหลัง กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแล้วเช่นกัน

4.ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน “อภิรักษ์” ไม่ต้องชดใช้ 1.2 พันล้านคดีรถดับเพลิง เหตุไม่ได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง!
นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม.
เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ศาลปกครองสูงสุดได้อ่านคำพิพากษาคดีที่นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม. ยื่นฟ้อง กทม., ผู้ว่าฯ กทม. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-3 จากกรณีที่เคยมีคำสั่งให้นายอภิรักษ์ชดใช้ค่าเสียหาย 1,296,794,910 บาท จากกรณีที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางอาญา ฐานทุจริตต่อหน้าที่ในโครงการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง พร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย

โดยคดีนี้ ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ว่า กทม. ที่ให้นายอภิรักษ์ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกกล่าวหาว่ามีมูลความผิด ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทุจริตเกี่ยวกับการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงพร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย เนื่องจากเห็นว่า นายอภิรักษ์ ผู้ฟ้องไม่ได้มีอำนาจใดที่ต่างจากการทำข้อตกลงความเข้าใจที่กำหนดให้เปิด L/C (ตราสารเครดิตหรือเอกสารที่มีขึ้นเพื่อยืนยันการชำระเงิน) ภายใน 30 วันนับตั้งเเต่ลงนามซื้อขายสัญญา อีกทั้งเมื่อดำรงตำเเหน่งยังขอให้มีการทบทวนการทำสัญญาเเบบรัฐต่อรัฐหรือระงับการเปิด L/C ย่อมเเสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังในการตรวจสอบพันธสัญญา เเม้ผู้ฟ้องจะเห็นถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายประการก็หามีอำนาจลำพังที่จะบอกยกเลิกสัญญา คำสั่ง กทม.ที่ให้ผู้ฟ้องขดใช้ค่าสินไหมทดเเทนจึงมิชอบด้วยกฎหมาย จึงพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งผู้ถูกฟ้องคดี

ทั้งนี้ ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ผู้ฟ้องคดีได้มีคำสั่งเเต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณารายละเอียดการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงเพื่อให้เกิดประโยชน์เหมาะสม ก่อนการขอเปิด L/C ด้วยเเล้ว จึงเห็นชัดว่า ในภาวะเช่นนี้ผู้ฟ้องได้คำนึงถึงผลอันเกิดขึ้นเเละได้ใช้ความระมัดระวังพอสมควรเเก่เหตุตามกรอบอำนาจหน้าที่ของตนในการรักษาผลประโยชน์ทางราชการ และได้กระทำครบถ้วน ไม่เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายเเรงที่จะเป็นเหตุให้ กทม.ได้รับความเสียหายเเต่อย่างใด

ส่วนเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีได้ทราบถึงความไม่ชอบของโครงการดังกล่าว ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีได้พยายามตรวจสอบความถูกต้องเเละทบทวนการจัดซื้อ โดยดำเนินการให้เกิดการสุจริตโปร่งใส เเม้ผู้ฟ้องคดีทราบถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมาย เเต่ก็ไม่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงของโครงการในขั้นตอนของ ครม. กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์โดยลำพัง

ส่วนประเด็นที่ศาลฎีกาเเผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมือง เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องไม่มีเจตนาที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย แต่คดีนี้เป็นการวินิจฉัยทางเเพ่งเกี่ยวกับรับผิดทางละเมิด หากเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายเเรงที่ผู้ฟ้องคดีเปิด L/C เป็นเหตุให้การซื้อขายสมบูรณ์นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า ประเด็นดังกล่าวได้มีการวินิจฉัยไว้แล้วว่า ผู้ฟ้องได้ใช้ความระมัดระวังเพียงพอสมควรแก่เหตุและตามกรอบอำนาจหน้าที่ การที่ศาลปกครองกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-2 จึงฟังขึ้น ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง เห็นว่าคำสั่งของผู้ว่าฯ กทม.ดังกล่าว เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว

5.“สำนักข่าวอิศรา” พบพิรุธใหม่ปม “ธนาธร” โอนหุ้น “วี-ลัค มีเดีย” ด้านเจ้าตัวแจง พร้อมจี้สื่อ- ภาค ปชช.เลิกสาดโคลนเสียที!
(ขวา) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (ซ้าย) เอกสารที่สำนักข่าวอิศราตรวจพบว่า บริษัท วี-ลัค มีเดีย จัดประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 19 มี.ค.62 โดยระบุว่ามีกรรมการ/ผู้ถือหุ้นเข้าประชุม 10 คน ทั้งที่ควรจะเหลือ 8 คน ถ้านายธนาธรและภรรยาโอนหุ้นให้มารดาจริงตั้งแต่ 8 ม.ค.
ยังคงพบพิรุธไม่หยุดเกี่ยวกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) หลังสำนักข่าวอิศราออกมาเผยเมื่อวันที่ 22 มี.ค.ว่า ได้ตรวจสอบพบว่า นายธนาธร โอนหุ้น บ.วี-ลัค มีเดีย ผู้ประกอบธุรกิจสื่อนิตยสาร ที่ตนเองและนางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยา ถืออยู่รวมกัน 900,000 หุ้น มูลค่า 9 ล้านบาท ไปให้นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดา เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งวันดังกล่าวเป็นวันหลังจากที่นายธนาธรลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แล้ว หากนายธนาธรเพิ่งโอนหุ้นเมื่อวันที่ 21 มี.ค.จริง นายธนาธรจะกลายเป็นผู้ขาดคุณสมบัติการลงสมัคร ส.ส.ทันที เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 98 ระบุชัด ผู้สมัคร ส.ส. ต้องไม่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ และหากนายธนาธรรู้อยู่แล้วว่า ตนเองไม่มีสิทธิหรือขาดคุณสมบัติ แล้วยังลงสมัครหรือยินยอมให้พรรคเสนอชื่อเพื่อสมัคร ส.ส. ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาท และจะถูกศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

ด้านนายธนาธรได้ออกมาชี้แจงเรื่องดังกล่าวในชั่วโมงสุดท้ายก่อนหมดเวลาหาเสียงเมื่อ 17.00 น.วันที่ 23 มี.ค.ก่อนเลือกตั้ง 1 วัน พร้อมโชว์เอกสารว่า ตนโอนหุ้นให้แม่ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.2562 ก่อนหน้าลงสมัครรับเลือกตั้ง 1 เดือน

ต่อมา 26 มี.ค.2562 สำนักข่าวอิศราตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2562 (หลังบริษัทฯ ยื่นจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น 1 วัน) บริษัท วี-ลัค มีเดีย โดยนางสมพร กรรมการ มารดานายธนาธร ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนบริษัท แจ้งกรรมการ ออก 1 คน โดยนางรวิพรรณ ลาออกจากกรรมการ จากเดิมมีกรรมการ 3 คน เหลือกรรมการเพียง 2 คนคือ นางสมพร และ น.ส.รุจิรพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ

ซึ่งในการยื่นจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการดังกล่าว ได้มีการแนบเอกสารคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัด ระบุว่า บริษัทฯได้จัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2562 ณ บ้านเลขที่ สนามไดร์ฟกอล์ฟเบอร์ดี้ไฟว์ ห้องประชุมชั้น 2 มีกรรมการ/ผู้ถือหุ้นเข้าประชุม จำนวน 10 คน นับจำนวนหุ้นได้ 4,500,000 หุ้น โดยนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นประธานที่ประชุม... ซึ่งหากนายธนาธรและภรรยาโอนหุ้นให้มารดาตั้งแต่ 8 ม.ค. ผู้เข้าร่วมประชุมดังกล่าวก็ควรจะเหลือแค่ 8 คน ไม่ใช่ 10 คน

ด้านนายธนาธรได้แถลงชี้แจงเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 29 มี.ค.โดยยืนยันว่า วันที่ 19 มี.ค. ไม่มีการประชุม เพราะตนลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครที่ จ.สุราษฎร์ธานี และกระบี่ ส่วนภรรยาก็อยู่บ้านทั้งวัน และว่า บริษัท วี-ลัค มีเดีย มีธุรกิจ 2 ประเภท คือ ทำนิตยสารของตัวเอง คือ นิตยสาร Who ซึ่งปิดตัวตั้งแต่ปี 2559 และรับจ้างทำนิตยสารให้กับผู้อื่น คือ นิตยสารจิ๊บจิ๊บ ของสายการบิน Nok air และนิตยสารของธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งปิดตัวลงตามสัญญาที่ทำไว้กับผู้ว่าจ้างตามลำดับ โดยฉบับสุดท้ายตีพิมพ์เมื่อเดือน ธ.ค. 61 พนักงานทั้งหมดถูกเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค. 61

นายธนาธรยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวไม่จำเป็นต้องปกปิดอะไร เพราะบริษัทกำลังจะปิดตัวอยู่แล้วในทางธุรกิจ เมื่อตนทราบเรื่องดังกล่าว จึงทำเรื่องขายหุ้นตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. 62 ส่วนเรื่องการดำเนินเอกสารสำนักงานทั้งหมด ถูกโอนย้ายไปให้กับสำนักงานธุรการส่วนตัวของนางสมพร มารดาของตนเพื่อปิดบริษัท

ส่วนกรณีที่ ร.อ.ทรงกลด ชื่นชูผล หรือ ผู้กองปูเค็ม ยื่นคำร้องต่อ กกต. เพื่อยุบพรรคอนาคตใหม่ ด้วยข้อหาหมิ่นศาลทำร้ายศาลนั้น นายธนาธรกล่าวว่า เป็นสิทธิของประชาชนที่จะมายื่นเรื่องร้องเรียนตามกฎหมาย คงห้ามไม่ได้ นายธนาธรยังเรียกร้องสื่อมวลชน และภาคประชาชนต่างๆ ขอให้เลิกทำการเมืองแบบสาดโคลน หวังทำลายอีกฝ่ายหนึ่งให้พังทลายลง และทำให้การเมืองไม่ไปไกลกว่านี้

ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ยื่นเรื่องให้ กกต. วินิจฉัยคุณสมบัติของนายธนาธร จากกรณีการโอนหุ้นแล้วเมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ หลายฝ่ายจับตาว่า ปมปัญหาเรื่องโอนหุ้นของนายธนาธร จะทำให้เจ้าตัว “ตกม้าตาย” หรือกลายเป็น “ปลาตายน้ำตื้น” หรือไม่?
กำลังโหลดความคิดเห็น...