xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 10-16 มี.ค.2562

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

1.ผู้ตรวจการแผ่นดิน ชี้สถานะ “บิ๊กตู่” ไม่ใช่ จนท.อื่นของรัฐ ด้าน กกต.ไม่ฟัน “ธนาธร-อนค.” แพร่ข้อมูลเท็จผ่านเว็บ!
(ซ้าย) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่  (ขวา) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)
ความคืบหน้ากรณีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่ และเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 88 มาตรา 89 และมาตรา 160 (6) ประกอบมาตรา 98 (15) หรือไม่นั้น

เมื่อวันที่ 14 มี.ค. นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงว่า ที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินได้พิจารณากรณีดังกล่าวแล้วเห็นว่า ก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยที่ 5/2543 เกี่ยวกับความหมายของคำว่า “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ซึ่งเคยบัญญัติไว้ในมาตรา 109 (11) ของรัฐธรรมนูญ 40 ว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งมีสถานะ ตำแหน่งหน้าที่ หรือลักษณะงานทำนองเดียวกันกับพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือของราชการส่วนท้องถิ่น โดยมีลักษณะดังต่อไปนี้ 1. ได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมาย 2. มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ 3. อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ 4. มีเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทน ตามกฎหมาย...”

เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช.แล้ว แม้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ โดยมีเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนตามกฎหมายก็ตาม แต่ตำแหน่งดังกล่าวได้รับแต่งตั้งโดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นหัวหน้า คสช. บริหารราชการแผ่นดินตามประกาศแต่งตั้งหัวหน้า คสช.ลงวันที่ 24 พ.ค.2557 ซึ่งมิใช่เป็นการได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมาย หากแต่เป็นการได้รับแต่งตั้งที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเข้ามาควบคุมอำนาจการปกครองประเทศโดย คสช. เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 ตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 1/2557 เรื่องการควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ

นอกจากนี้ตำแหน่งหัวหน้า คสช. ไม่ได้อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ แต่เป็นตำแหน่งที่ใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ดังนั้น การที่ กกต.ประกาศรายชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เสนอ จึงเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 13 และมาตรา 14 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จึงไม่มีเหตุที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง เพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามคำร้องแต่อย่างใด

ด้าน กกต.ซึ่งมีผู้ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบเช่นกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่ ยังไม่ได้ให้คำตอบเรื่องนี้ โดย พ.ต.ท.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. เผยว่า ที่ประชุม กกต.ได้พิจารณาเรื่องนี้เมื่อวันที่ 13 มี.ค. และเห็นว่ายังมีปัญหาในข้อกฎหมาย จึงให้สำนักงานฯ นำเรื่องดังกล่าวเสนอคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของ กกต. โดยจะมีการประชุมในวันที่ 18 มี.ค.นี้ เมื่อได้รับความเห็นแล้ว จะนำเสนอที่ประชุม กกต.เพื่อพิจารณาต่อไป ส่วน กกต.จะหยิบยกคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ มาประกอบการพิจารณาด้วยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ กกต. โดยสำนักงาน กกต.จะเสนอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับลักษณะของเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ฉบับที่ 5/2543 ให้ที่ประชุม กกต.ด้วย

ส่วนกรณีที่มีการร้องให้ กกต.ตรวจสอบเรื่องการจัดโต๊ะจีนเพื่อระดมทุนของพรรค พปชร.นั้น พ.ต.อ.จรุงวิทย์ เผยว่า จากการตรวจสอบนิติบุคคล 40 ราย และบุคคล 84 คนที่บริจาคเงินให้ พปชร. ไม่พบการบริจาคจากต่างชาติ จึงถือว่าไม่มีความผิดที่จะเข้าข่ายยุบพรรค ซึ่งจะมีการสรุปเรื่องดังกล่าวส่งให้กรรมการ กกต.ต่อไป

ส่วนกรณีที่มีผู้ร้องเรียนกล่าวหานายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ว่าทำผิดตามมาตรา 73 (5) ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เนื่องจากมีการเผยแพร่ข้อมูลในเว็บไซต์ของพรรคอนาคตใหม่ว่า นายธนาธรเคยดำรงตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 2 สมัย ทั้งที่นายธนาธรไม่เคยดำรงตำแหน่งดังกล่าวมาก่อนนั้น พ.ต.อ.จรุงวิทย์ เผยว่า เมื่อวันที่ 13 มี.ค. กกต.ได้ประชุมพิจารณาแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานไม่พอฟังว่า นายธนาธรได้กระทำความผิดตามมาตรา 73 (5) จึงมีมติให้ยุติเรื่อง

สำหรับกรณีที่มีอดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคไปแล้ว ประกาศเทคะแนนให้ผู้สมัครพรรคอื่น รวมทั้งมีการรณรงค์โหวตโนในบางจังหวัด ที่ผู้สมัครพรรค ทษช.หมดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เพราะพรรคถูกยุบ และไม่มีผู้สมัครพรรคเพื่อไทยหรือพรรคแนวร่วมลงสมัครในการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงส่อว่าการรณรงค์โหวตโน เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ และเพื่อเปิดโอกาสให้พรรคเพื่อไทยและพรรคแนวร่วมสามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนเลือกในการเลือกตั้งครั้งใหม่ จะเข้าข่ายผิดกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.หรือไม่นั้น

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ เผยเมื่อวันที่ 14 มี.ค.ว่า กกต.ได้มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนแล้ว และว่า การณรงค์โหวตโน ตามมาตรา 73 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส สามารถทำได้ แต่ กกต. เห็นว่า การดำเนินการเป็นลักษณะที่อาจทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม เช่น ไปรณรงค์ให้โหวตโนเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ คณะกรรมการจึงต้องพิจารณาว่า จุดมุ่งหมายดังกล่าวทำให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่

2.“อภิสิทธิ์” ลั่น ไม่หนุน “บิ๊กตู่” นั่งนายกฯ ต่อ ด้าน “สุเทพ” ซัด จะยืนข้างเดียวกับ “ทักษิณ” หรือ!
(บน) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำทีมแถลงจุดยืนของพรรค (ล่าง) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ขณะปราศรัย
สำหรับบรรยากาศการหาเสียงของพรรคต่างๆ ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค.นี้ แกนนำแต่ละพรรคได้ลงพื้นที่หาเสียงอย่างหนัก โดยพรรคเพื่อไทย (พท.) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ได้นำทีมแถลงนโยบายของพรรคเมื่อวันที่ 10 มี.ค. โดยใช้แคมเปญ "เอาลุงคืนไป เอาเงินในกระเป๋าคืนมา"

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้กล่าวบนเวทีดีเบตและบนเวทีปราศรัยที่พรรคจัดขึ้นในวันเดียวกัน (10 มี.ค.) โดยยืนยันว่า ถ้าพรรคเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะไม่ละทิ้งอุดมการณ์ไปร่วมกับการทุจริตคอร์รัปชั่น พร้อมย้ำว่า พรรคไม่เห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจ และไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ

ทั้งนี้ วันต่อมา 11 มี.ค. นายอภิสิทธิ์พร้อมแกนนำพรรค ปชป. ได้แถลงจุดยืนทางการเมืองหลังเลือกตั้งว่า พรรคยืนยันจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ไม่ใช่พรรคร่วมรัฐบาล และต้องอยู่ภายใต้พื้นฐานอุดมการณ์ของพรรค คือ ไม่เอาการทุจริตและการสืบทอดอำนาจ แต่การจัดตั้งรัฐบาลก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะดูผลการเลือกตั้งก่อน และว่า เงื่อนไข คือ ตราบใดที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ไม่สามารถออกจากการครอบงำของคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีผลประโยชน์ขัดกับผลประโยชน์ของคนในประเทศ พรรคจะไม่ยอมให้เข้าร่วมรัฐบาลด้วย แต่ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณเหล่านี้ ขณะเดียวกันตนก็ไม่ตกหลุมพรางของพรรคเพื่อไทย ที่จะสร้างกระแสให้พรรคไปร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เพราะถ้า พปชร.คิดสืบทอดอำนาจ ก็ไม่ร่วมด้วย

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังนายอภิสิทธิ์ประกาศว่าไม่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อ ปรากฏว่า ได้สร้างความไม่พอใจให้กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ที่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อ และเคยเป็นเลขาธิการพรรค ปชป.มาก่อน โดยนายสุเทพทั้งปราศรัยบนเวทีหาเสียง ทั้งโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กโจมตีนายอภิสิทธิ์อย่างหนักตอนหนึ่งว่า "ที่จริงผมไม่อยากพูดถึงเลย ผมออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์ ผมอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ 37 ปี ผมเป็นเลขาธิการพรรค เป็นผู้บริหารพรรคคนสำคัญคนหนึ่ง และผมบอกกับพี่น้องตรงๆ ผมเป็นคนทำให้นายอภิสิทธิ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าไม่ใช่เพราะผม ผมไม่รู้ว่าชาติหน้าจะได้เป็นนายกฯหรือไม่ นี่พูดกันตรงๆ แต่วันนี้ นายอภิสิทธิ์ มาประกาศแล้วว่า เลือกตั้งคราวนี้ เขาประกาศจุดยืนเลย เขาไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ แน่นอน แต่เราประกาศเลยว่าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อ ได้ไม่ได้ก็ไม่เป็นอะไร พี่น้องลองคิดดูว่าจะเอาอะไร เขาไม่เอา ผมก็ข้องใจ อยากจะถามนายอภิสิทธิ์ว่า ตกลงนายอภิสิทธิ์ยืนข้างเดียวกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เต็มตัวแล้วใช่มั้ย นี่ก็แสดงว่าถ้าฝ่ายนายทักษิณเทคะแนนให้นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ เอาแบบนี้ใช่มั้ย นี่แสดงว่ามึงอยากจะเป็นนายกฯ มากจนลืมหัวกูแล้วใช่มั้ย"

ด้านแกนนำพรรค ปชป.หลายคน เช่น นายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรค ได้ออกมายืนยันว่า พรรค ปชป.ไม่จับมือกับพรรค พท.แน่นอน “ปชป.พูดเป็นครั้งที่ 100-200 แล้วว่า ไม่จับมือกับพรรค พท.แน่นอน และพรรค พท.ก็ชัดเจนว่าไม่จับมือกับเรา พูดง่ายๆ ว่า ต่างคนก็ต่างประกาศว่า เหม็นขี้หน้ากัน”

ขณะที่นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งที่ จ.สงขลา ถึงกรณีที่พรรค ปชป.ระบุว่า ไม่เอาสืบทอดอำนาจ ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ ว่า พรรค พปชร.จะสืบทอดความสงบสุข และว่า สถานการณ์แบบนี้ ใครจะเป็นผู้นำพาประเทศไปสู่ความสงบ ใครที่ทำแบบนี้ได้ ถ้าไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นพรรคเราเลือกแล้วว่า จะสืบทอดผู้รักษาความสงบ และนำพาคนไทยไปสู่อนาคตที่มีความหวัง และมีความสุข

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 มี.ค. นายอุตตม ได้นำทีมแกนนำพรรค พปชร.แถลงเปิดนโยบายประชารัฐ “ประเทศไทยต้องรวย ด้วยพลังประชารัฐ” ว่า ประเทศไทยต้องรวยความสงบ ความสุข ความหวัง อันจะนำไปสู่อนาคตที่มีความหวัง เมื่อมีความสงบ ความสุข ความหวัง ต่อไปคือเรื่องเศรษฐกิจ ทั้งการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สินค้าเกษตร ให้รวยอย่างมั่นคงและยั่งยืน เช่น มีนโยบายข้าวเจ้า 12,000 บาทต่อตัน ข้าวหอมมะลิ 18,000 บาทขึ้นไปต่อตัน อ้อย 1,000 บาทต่อตัน ยางพารา 65 บาทขึ้นไปต่อกิโลกรัม ทั้งหมดต้องทำให้ได้ รวมทั้งดูแลแรงงานขั้นต่ำ 400-425 บาทต่อวัน ค่าจ้างอาชีวะ 18,000 บาทต่อเดือน ค่าจ้างปริญญาตรี 20,000 บาทต่อเดือน ส่วนพนักงานเงินเดือนจะได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10% ในทุกขั้นบันได คนที่มีรายได้ต่ำกว่า 2 แสนบาทต่อปี ไม่ต้องเสียภาษี นอกจากนั้นจะยกเว้นภาษีเด็กจบใหม่ 5 ปี ยกเวนภาษีค้าขายออนไลน์ 2 ปี ยกระดับขีดความสามารถร้านค้าโชห่วยใช้ดิจิทัลรวมกลุ่มผู้ค้าให้มีอำนาจต่อรองกับผู้ผลิต พร้อมรับสินเชื่อ 1 ล้านบาทต่อโชห่วย เพื่อปรับตัว

3. “บิ๊กโจ๊ก” นำทีมตรวจค้น 4 จังหวัดภาคเหนือ ยึดอายัดทรัพย์ “วิสุทธิ์ ไชยณรุณ” ผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทย 170 ล้าน ฐานหลอกลวงลงทุนหุ้นน้ำมัน!
(บน) พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โชว์หลักฐานต่างๆ จากการตรวจค้น (ล่าง) นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ผู้สมัคร ส.ส.พะเยา เขต 2 พรรคเพื่อไทย
เมื่อวันที่ 13 มี.ค. พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(ผบช.สตม.) ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินของประชาชน ได้นำทีมตำรวจที่เกี่ยวข้อง ในเขตพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5 จำนวน 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง พะเยา และลำพูน ลงพื้นที่ตรวจสอบ หลังได้รับการร้องเรียนจากประชาชนผู้เสียหาย 2 กลุ่ม ทั้งนี้ ได้มีการตรวจค้น 24 จุด

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า กลุ่มที่ 1 มีการตรวจค้นกลุ่มนายทุนที่ดำเนินกิจการในรูปแบบลิสสิ่งที่ปล่อยกู้เงินและรับจำนองจำนำขายฝากที่ดินและเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ โดยตรวจค้นตามหมายค้นของศาล 17 กลุ่มนายทุน จำนวน 21 จุด
ส่วนกลุ่มที่ 2 มีการตรวจยึดอายัดทรัพย์สินของนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ผู้สมัคร ส.ส.พะเยา เขต 2 พรรคเพื่อไทย กับพวก ใน อ.จุน และ อ.เชียงคำ จ.พะเยา ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนผู้เสียหาย ที่นายวิสุทธิ์กับพวก หลอกชักชวนให้ร่วมลงทุนในหุ้นน้ำมัน 4 ประเทศ โดยมีการดำเนินการมาตั้งแต่มี พ.ศ.2559 ซึ่งกลุ่มผู้เสียหายไม่ได้รับค่าตอบแทนจากคำชักชวน มูลค่าความเสียหาย 29 ล้านบาท โดยผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีนายวิสุทธิ์ กับพวก จำนวน 5 ราย โดบศาลได้พิพากษาจำคุก น.ส.ปภพพร ฟองคำ คนสนิทของนายวิสุทธิ์ 16 ปี และให้ชดใช้ค่าเสียหายคืนแก่ผู้เสียหาย ส่วนนายวิสุทธิ์ และผู้ต้องหาที่เหลือ ศาลสั่งยกฟ้อง ต่อมาได้มีกลุ่มผู้เสียหายรายใหม่ นำพยานหลักฐานเอกสารมาร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน ศปฉช.จว.พะเยา และ ศปฉช.ตร พนักงานสอบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐาน และแจ้งข้อกล่าวนายวิสุทธิ์ และนางปภพภรฯ เพิ่มเติม และทำการตรวจยึด/อายัดทรัพย์สินของนายวิสุทธิ์ฯ กับพวก มูลค่าทรัพย์สินกว่า 170 ล้านบาท สำหรับทรัพย์สินที่ยึดอายัดไว้ ได้แก่ บ้าน 3 หลัง รถยนต์ 4 คัน บัญชีธนาคาร 5 บัญชี ร้านคารแคร์ 1 แห่ง ฯลฯ

ด้านนายวิสุทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์เข้าตรวจค้นกลุ่มนายทุน 4 จังหวัดภาคเหนือ รวมทั้งบ้านพักและอายัดทรัพย์สินของตนพร้อมแจ้งข้อหาฉ้อโกงประชาชนว่า รับทราบเรื่องนี้มา 10 กว่าวันแล้ว โดยแจ้งผู้เกี่ยวข้องไปว่า จะนำหลักฐานไปแสดงความบริสุทธิ์ต่อเจ้าหน้าที่ในวันที่ 28 มี.ค.นี้ รอให้ผ่านช่วงเลือกตั้งไปก่อน นายวิสุทธิ์ยังปฏิเสธกรณีที่มีข่าวว่า มีการค้นบ้านตนและพบเอกสารสัญญาเงินกู้ 3 ฉบับด้วย โดยยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง "ได้ข่าวว่ามีคนจาก จ.มุกดาหาร มาร้องเรียนว่าถูกหลอก โดยคนที่ไปหลอก เขาเอารูปที่ถ่ายกับผมไปแอบอ้างให้เชื่อ โดยที่ผมไม่รู้เรื่อง เพราะมีคนมาถ่ายรูปด้วยเป็นพันเป็นหมื่น ไม่รู้ว่าใครจะเอาไปทำผิดบ้าง จึงต้องให้ความเป็นธรรมกับผมด้วย ...ต้องสืบสวนข้อเท็จจริง อย่าเล่นกันแบบนี้เพื่อจะเล่นงานโดยหวังผลทางการเมือง ยอมรับเรื่องนี้ส่งผลกระทบกับผมแน่นอน แต่จะสู้ต่อไปแน่นอน เพราะคนที่ทำไม่ใช่ผม"

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ผู้สมัคร ส.ส. พะเยา เขต 2 พรรคเพื่อไทย ถูกยึดอายัดทรัพย์ 170 ล้านบาท ในข้อหาหลอกลวงลงทุนในหุ้นน้ำมัน โดยยืนยันว่า ไม่ใช่การกลั่นแกล้ง เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจมีหลักฐานชัดเจน และเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการ จึงไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองแต่อย่างใด เพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับหนี้นอกระบบด้วย ก็ว่ากันไป

4.ศาลพิพากษาประหารชีวิต “ผู้กองเหน่ง” ฐานฆ่า-ฝัง-ฉ้อโกง ผอ.อ้อย และให้ชดใช้ทางแพ่งญาติเหยื่อ 2.7 ล้าน!
นายบุญเลิศ อุ่นอ่อน และนางแหลม อุ่นอ่อน พ่อและแม่ของ น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน หรือ ผอ.อ้อย (ภาพเล็ก) ร.อ.ศุภชัย ภาโส หรือผู้กองเหน่ง จำเลย
เมื่อวันที่ 14 มี.ค. ศาลจังหวัดกันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ ได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีที่ฆ่า ผอ.อ้อย หรือ น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน อายุ 37 ปี อดีตผู้อำนวยการกองการศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ชำ อ.กันทรลักษณ์ ที่อัยการกันทรลักษณ์เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ร.อ.ศุภชัย ภาโส หรือผู้กองเหน่ง อดีตนายทหาร ซึ่งเคยปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณเขาพระวิหาร, นางสุชาวดี ปทุมอินทน์, นายวิฑูรย์ ท้าวแก้ว และนายประกรรษวัด คณะพันธ์ เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดต่อชีวิต ผิดต่อเสรีภาพ ผิดต่อเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม ผิดเกี่ยวกับเอกสาร ผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ลักทรัพย์ รับของโจร กรณีตกเป็นจำเลยอุ้มฆ่า ผอ.อ้อย ก่อนนำศพไปทิ้งอำพรางในป่าชายแดน ข้างฐานทหารแห่งหนึ่งที่ จ.อุบลราชธานี เมื่อปลายปี 2560 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ก่อนศาลอ่านคำพิพากษา นายบุญเลิศ อุ่นอ่อน และนางแหลม อุ่นอ่อน พ่อและแม่ของ ผอ.อ้อย ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา โดยถือรูปถ่ายขนาดใหญ่ของ ผอ.อ้อยมาด้วย

ด้านศาลวิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว รับฟังได้ว่า ร.อ.ศุภชัย หรือผู้กองเหน่ง จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง ทำให้ผู้ตายปราศจากเสรีภาพในร่างกายและฆ่าผู้ตาย ฐานลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ ฐานลักทรัพย์โทรศัพท์ ยี่ห้อไอโฟน ฐานลักทรัพย์รถยนต์ สร้อยคอทองคำ แหวนทองคำ ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้ใด หรือยึดไว้ซึ่งบัตรประจำตัวประชาชนของผู้อื่น ฐานปลอมแปลงเอกสาร ฐานฉ้อโกง ฐานฆ่าผู้อื่น พิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 สถานเดียว

ส่วนคดีแพ่ง ศาลให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆ แก่โจทก์ร่วมทั้ง 4 คน เป็นเงิน 3 แสนบาท, ชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจท์ร่วมที่ 1-4 เป็นจำนวนลดหลั่นกันไป เป็นเงินประมาณ 2.7 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

สำหรับจำเลยที่ 2-4 ศาลพิพากษายกฟ้องทุกข้อหา เนื่องจากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้ง 4 คน ฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2-4 กระทำผิดตามฟ้อง

ด้านนางแหลม อุ่นอ่อน แม่ของ ผอ.อ้อย กล่าวหลังฟังคำพิพากษา โดยขอบคุณที่ศาลและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายให้ความเป็นธรรม และว่า แม้ศาลจะตัดสินประหารชีวิตผู้กองเหน่ง แต่ชีวิตลูกสาวก็ไม่สามารถเอาคืนมาได้ สงสารแต่หลานสาวตัวเล็กๆ ที่ต้องกำพร้าแม่ อย่างไรก็ตามถือว่าผู้กองเหน่งได้รับโทษสาสมกับความผิดที่ก่อขึ้นแล้ว

ขณะที่ น.ส.ภัทรพร ทองสุทธิ์ รองประธานสภาทนายความ จ.กันทรลักษณ์ ซึ่งเป็นทนายความของโจท์ร่วมในคดีนี้ เผยว่า จะมีการอุทธรณ์ในส่วนของคดีแพ่ง เนื่องจากได้เรียกร้องค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายต่างๆ จากจำเลยให้กับโจทก์ร่วมเป็นเงินประมาณ 4 ล้านบาทเศษ แต่ศาลให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเพียง 2 ล้านบาทเศษเท่านั้น โดยจะหารือเรื่องนี้กับพ่อแม่ของ ผอ.อ้อย เพื่อยื่นอุทธรณ์ทางแพ่งต่อไป

5.ฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือยังวิกฤต “เชียงใหม่” อ่วม ครองแชมป์อากาศแย่สุดในโลก 6 วันซ้อน!

สถานการณ์ปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 พุ่งสูงเกินค่ามาตรฐานในหลายจังหวัดภาคเหนือ ยังคงวิกฤตและน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเว็บไซต์ตรวจวัดคุณภาพอากาศทั่วโลก (www.airvisual.com) รายงาน ณ วันที่ 16 มี.ค. เวลา 08.00 น.ตามเวลาในประเทศไทยว่า ค่ามลพิษในอากาศของ จ.เชียงใหม่ ยังวิกฤติหนักที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ติดต่อกันเป็นวันที่ 6 แล้ว โดยวัดได้ 262 US AQI ส่วนอันดับ 2 คือ เมือง Ulaanbaatar, Mongolia วัดได้ 223 US AQI และอันดับ 3 เมือง Denpasar, Indonesia วัดได้ 175 US AQI

ขณะที่ข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ พบว่า ช่วงเช้าวันที่ 16 มี.ค. ค่ามลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่จังหวัดเชียงใหม่เกินค่ามาตรฐานที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยที่สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ ต.ช้างเผือก อ.เมือง วัดได้ 172 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนที่ ต.ศรีภูมิ อ.เมือง วัดได้ 156 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ด้านศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือรายงานว่า วันที่ 18-19 มี.ค.นี้ จะมีคลื่นกระแสลมตะวันตกพัดพาความชื้นเข้ามาปกคลุมภาคเหนือ ซึ่งจะส่งผลให้มีพายุฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง บางพื้นที่อาจจะมีพายุฤดูร้อนและพายุลูกเห็บขึ้นได้ โดยฝนและลมในช่วงดังกล่าวอาจจะช่วยบรรเทาวิกฤติปัญหาหมอกควันของภาคเหนือลงได้ อย่างไรก็ตามปัญหาหลักจากการเผาและไฟป่า ยังถือเป็นต้นเหตุของวิกฤติฝุ่นที่เกิดขึ้น ประชาชนในพื้นที่จึงยังต้องให้ความร่วมมืองดเผาทุกชนิดในช่วงนี้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 มี.ค. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันภาคเหนือจากกองทัพภาคที่ 3 ที่สโมสรค่ายกาวิละ มณฑลทหารบกที่ 33 (มทบ.33) และตรวจเยี่ยมกำลังพล พร้อมชมยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการลงพื้นที่ปฏิบัติการที่สนามเฮลิคอปเตอร์ มทบ.33 ก่อนเดินทางไปชมการปฏิบัติการพ่นละอองน้ำหรือม่านน้ำ รอบคูเมืองเชียงใหม่

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ขณะนี้พื้นที่ภาคเหนือเกิดปัญหาไฟป่าหมอกควัน ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ที่เกิดจากเผาป่า กระทบชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน จึงมีการนำระบบศูนย์สั่งการแบบเบ็ดเสร็จมาใช้ เพื่อควบคุมและสั่งการให้เกิดความรวดเร็ว ชัดเจน และเหมาะสม ลงลึกไประดับอำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกสังกัด ประสานการปฏิบัติเพื่อยุติสถานการณ์อย่างรวดเร็ว และหวังว่า ปัญหาจะคลี่คลายลง รวมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ในการงดเผาป่า และให้ประชาชนเข้าใจถึงผลกระทบจากการเผาป่า รวมถึงได้พยายามเร่งดับไฟและพ่นน้ำ เพื่อช่วยลดฝุ่น PM 2.5 ด้วย

สำหรับผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 ที่พุ่งสูงเกินค่ามาตรฐานในหลายจังหวัดในภาคเหนือ ได้ส่งผลให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยพะเยา ประกาศหยุดการเรียนการสอนเมื่อวันที่ 14-15 มี.ค. ขณะที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์ลำปาง ประกาศหยุดการเรียนการสอน การทำงานและงดใช้ลานออกกำลังกายกลางแจ้ง ระหว่างวันที่ 15-17 มี.ค.
กำลังโหลดความคิดเห็น...