xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 24 ก.พ.-2 มี.ค.2562

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

1.แก๊งอันธพาลงานบวชนอนคุก ศาลไม่ให้ประกัน หลังยกพวกบุกทำร้ายครู-นักเรียนโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์!
(ล่างซ้าย) กลุ่มอันธพาลจากงานบวชบุกทำร้ายครูและนักเรียนโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ (ล่างขวา) นายวัลลภ นุชแฟง หรือเอกไฝ หัวโจกของกลุ่มที่ยกพวกบุกโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ (บน) หนึ่งในครูที่ถูกทำร้ายบาดเจ็บ
เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ได้เกิดเหตุที่ไม่มีใครคาดคิด ขณะที่โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ ตั้งอยู่ย่านบางขุนเทียน เขตจอมทอง กทม. กำลังจัดให้มีการสอบ GAT/PAT ปรากฏว่า ที่วัดสิงห์ก็มีการจัดงานบวชทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย ซึ่งทางโรงเรียนได้ประสานกับทางวัดขอให้งานบวชลดการใช้เสียงให้เบาลง เพราะเด็กไม่มีสมาธิในการสอบ ซึ่งงานบวชภาคเช้าก็ผ่านไปด้วยดีไม่มีแตรวงเสียงดัง ผิดกับงานบวชช่วงบ่าย ที่เสียงดังมาก เมื่อทางโรงเรียนประสานกับทางวัด และทางวัดแจ้งญาติผู้บวชให้ลดการใช้เสียงดัง ปรากฏว่า เพื่อนของผู้บวชไม่พอใจ ยกพวก 20 กว่าคนบุกโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ ทำร้าย รปภ. ผู้อำนวยการโรงเรียน ครูทั้งผู้ชายและผู้หญิง รวมถึงนักเรียนทั้งหญิงและชาย จนได้รับบาดเจ็บหลายคน นอกจากนี้ยังมีการลวนลามนักเรียนหญิงบางคนด้วย ไม่เท่านั้นยังทำลายโต๊ะเก้าอี้เรียนและโทรทัศน์เสียหายเช่นกัน โดยมีรายงานว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุบางคนดื่มเหล้ามาด้วย ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว มีภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงเรียนจับภาพไว้ได้

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงทำให้ครูและนักเรียนโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ขวัญผวา แต่ยังสร้างความตกตะลึงแก่ผู้ที่ทราบข่าว และวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของแก๊งอันธพาลงานบวชกลุ่มนี้เป็นอย่างมาก

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “เรื่องการบุกรุกเข้าไปในสถานศึกษา ขัดขวางการสอบของนักเรียน และทำร้ายร่างกายผู้อื่น ผมขอให้ผู้รักษากฎหมายที่เกี่ยวข้องในคดีนี้เร่งรัดจัดการกับกลุ่มผู้กระทำความผิดอย่างจริงจังและเร่งด่วน”

ซึ่งต่อมา ตำรวจ สน.บางขุนเทียน ได้รวบรวมพยานหลักฐานและขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหาชุดแรก 24 คน เป็นเยาวชน 4 คน สำหรับผู้ที่ไม่ใช่เยาวชน ได้แก่ 1.นายวัลลภ นุชแฟง หรือเอกไฝ อายุ 32 ปี หัวโจกของกลุ่มที่ยกพวกบุกโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ 2.นายจีรศักดิ์ นีละเสวี อายุ 41 ปี 3.นายสมชาย แก้วสิมมา อายุ 26 ปี 4.นายชัชศิริ แซ่โง้ว อายุ 39 ปี 5.นายธวัช สดำพงษ์ อายุ 33 ปี 6.นายณัฐพงศ์ นุชแฟง อายุ 18 ปี 7.นายมนตรี พูลทรัพย์ อายุ 32 ปี 8.นายวรภัทร พินิจปรีชา อายุ 28 ปี 9.นายอนุกูล สังข์ศรี อายุ 33 ปี 10.นายจิรายุทธ อาจอาสา อายุ 25 ปี 11.นายธิติ ไวยสุกรี อายุ 26 ปี 12.นายเมืองแมน นิลโพธิ์ทอง อายุ 18 ปี 13.นายชาติสยาม จันทรวิภาค อายุ 24 ปี 14.นายวิโรจน์ คำชาย อายุ 28 ปี 15.นายดลราม เก่งวิชา อายุ 27 ปี 16.นายขวัญชัย สุขเสมอ อายุ 29 ปี 17.นายศรายุทธ นุชแฟง อายุ 24 ปี 18.นายเอกลักษณ์ พูลทรัพย์ อายุ 26 ปี 19.นายไน้ท จ้อยเจริญ อายุ 20 ปี 20.นายชนะชัย ใจหล้า อายุ 25 ปี

ด้าน พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เผยว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาทั้ง 24 คน ไปแล้ว 7 ข้อหา ประกอบด้วย 1.ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายฯ โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2.ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ โทษจำคุกไม่เกิน 3ปี 3.ร่วมกันทำร้ายร่างกาย โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี 4.อนาจารบุคคลอายุกว่า 15 ปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี 5.ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการ ไม่กระทำการ ความผิดต่อเสรีภาพโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธฯ โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี 6.มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน และ 7.ห้ามมิให้ผู้ใดบริโภคเครื่องดื่มแอลกฮอล์ ในบริเวณวัด หรือสถานที่ปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน

ต่อมา พนักงานสอบสวนได้นำตัวผู้ต้องหาขอศาลฝากขัง ซึ่งแม้ผู้ต้องหาจะขอประกันตัว แต่ศาลไม่อนุญาต เนื่องจากเห็นว่า พฤติการณ์ของผู้ต้องหาไม่เคารพกฎหมาย หากอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ต้องหาอาจก่อภยันตรายแก่พยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์ ทำให้เกิดความเสียหายแก่การรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาไปควบคุมยังเรือนจำพิเศษธนบุรี

ทั้งนี้ นายวัลลภ นุชแฟง หรือเอกไฝ หัวโจกของกลุ่มที่ยกพวกบุกทำร้ายครูและนักเรียนโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ ได้กล่าวขอโทษทุกคนในสังคม โดยยอมรับผิดทุกอย่าง พร้อมอ้างว่า ที่ทำไปเพราะความเมา และว่า ความจริงต้องการแค่เข้าไปในโรงเรียนเพื่อเจรจากับผู้อำนวยการเท่านั้น

มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ศาลอาญาธนบุรีได้ออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีนี้เพิ่มอีก 3 คน โดยตำรวจ สน.บางขุนเทียน ติดตามจับกุมได้แล้ว 1 คน คือ นายพีรยุทธ เสริฐผล อายุ 24 ปี

ด้าน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เผยความคืบหน้าการฟ้องแพ่งกลุ่มที่บุกทำร้ายครูและนักเรียนโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ และการจัดทดสอบความถนัดวิชาชีพครู หรือ PAT5 ทดแทนการสอบเมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ถูกกลุ่มดังกล่าวขัดขวางว่า จะมีการจัดสอบรอบพิเศษเหตุสุดวิสัยให้นักเรียน 248 คนที่ได้รับผลกระทบ ในวันที่ 5 มี.ค.นี้ ซึ่งตอนแรกจะจัดสอบที่โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์เหมือนเดิม แต่เนื่องจากนักเรียนบางส่วนยังหวาดผวา จึงเปลี่ยนสถานที่สอบเป็นที่โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคมแทน ส่วนการฟ้องแพ่งผู้ก่อเหตุนั้น สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) อยู่ระหว่างประเมินมูลค่าความเสียหาย

2.ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก “ยงยุทธ” อดีตหัวหน้า พท.2 ปี ไม่รอลงอาญา คดีทุจริตที่ดินอัลไพน์เอื้อ “ทักษิณ-เสนาะ”!
นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) และนายทักษิณ ชินวัตร
เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติชอบกลาง ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีทุจริตที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อายุ 77 ปี อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2559 ว่า การที่นายยงยุทธ จำเลย ขณะดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงมหาดไทย พิจารณาอุทธรณ์ และมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน ที่ให้ยกเลิกโฉนดที่ดินที่จดทะเบียนในนาม “สนามกอล์ฟอัลไพน์” อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นธรณีสงฆ์จากการที่นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ที่ถึงแก่ความตายแล้วได้ทำพินัยกรรมยกที่ดิน 2 แปลงดังกล่าว ให้แก่วัดธรรมิการามวรวิหารนั้น จำเลยออกคำสั่งโดยมิชอบ โดยจงใจละเลยข้อเท็จจริงต่างๆ และยังจงใจตีความกฎหมายให้ผิดเพี้ยนไปจากความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2482 ที่ระบุให้กระทรวงถือปฏิบัติตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ดังนั้น คำสั่งของจำเลยจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแก่ผู้อื่น และก่อให้เกิดความเสียหายแก่วัดธรรมิการามฯ ทั้งยังทำลายศรัทธาของผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง พิพากษาจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ซึ่งต่อมา ทั้งโจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ซึ่งจำเลยได้รับอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ โดยศาลตีราคาประกัน 5 แสนบาท

ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า การที่จำเลยขณะดำรงตำแหน่งรักษาการปลัดมหาดไทย และมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินเรื่องที่ดินอัลไพน์เป็นที่ธรณีสงฆ์ โดยไม่ปฏิบัติตามความเห็นที่คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยไว้แล้ว ทั้งที่ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกามีผลบังคับทางบริหารโดยมีมติ ครม.กำกับไว้ หากเจ้าหน้าที่รัฐคนใดไม่ปฏิบัติตาม ย่อมเป็นความผิดทางวินัย การที่จำเลยอ้างว่า มีอำนาจทบทวนคำสั่งทางปกครอง โดยไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่สามารถอ้างได้ เพราะจะทำให้การปฏิบัติราชการไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน และเสียหายแก่ราชการ

ส่วนปัญหาว่า จำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ไม่ได้กระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับตนเองหรือผู้อื่น ศาลเห็นว่า จำเลยเคยเป็นอธิบดีกรมที่ดินปี 2543-มี.ค.2545 ย่อมทราบข่าวสารมาโดยตลอดว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท อัลไพน์เรียลเอสเตท จำกัด มีนายเสนาะ เทียนทอง เป็นเจ้าของโดยพฤตินัย ภายหลัง นายทักษิณ ชินวัตร ซื้อสนามกอล์ฟอัลไพน์จากนายเสนาะ ก่อนปี 2542 จำเลยให้การต่อโจทก์ในการไต่สวนว่า ขณะจำเลยเป็นอธิบดีกรมที่ดิน เมื่อทราบว่ามีความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว พร้อมจะปฏิบัติตาม แต่ภายหลังเมื่อดำรงตำแหน่งรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย จำเลยกลับไม่ปฏิบัติตาม เชื่อว่าย่อมมีเหตุจูงใจที่จะทำให้ความคิดในการปฏิบัติงานของจำเลยเปลี่ยนแปลงไป

เห็นได้ว่า ขณะจำเลยเป็นอธิบดีกรมที่ดิน นายทักษิณ ผู้ซื้อสนามกอล์ฟอัลไพน์จากนายเสนาะ ยังมิได้เป็นนายกฯ แต่ขณะที่จำเลยเป็นรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย นายทักษิณเป็นนายกฯ แล้ว เชื่อว่าการกระทำของจำเลย เป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้ เพื่อหวังให้นายทักษิณแต่งตั้งให้จำเลยดำรงตำแหน่งต่างๆ ในภายหลัง ซึ่งปรากฏต่อมาว่า จำเลยได้ดำรงตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทยจนเกษียณอายุ จากนั้นก็มีตำแหน่งทางการเมือง และยังเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับบริษัท อัลไพน์ฯ ผู้ซื้อที่ดินจากวัดธรรมิการามฯ และผู้ซื้อที่ดินต่อมา รวมถึงนายทักษิณด้วย โดยไม่ต้องถูกเพิกถอนการจดทะเบียนโอน ศาลเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการปฏิบัติหนาที่โดยทุจริต ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานหนักหรือไม่ เนื่องจากความเสียหายเกิดผลกระทบวงกว้าง กรมที่ดินอาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายหลายพันล้านบาท ศาลเห็นว่า หลังจำเลยพิจารณาอุทธรณ์เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินแล้ว ยังไม่ปรากฏว่า มีผู้ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย และจะมีผู้ฟ้องเพิกถอนคำสั่งและเรียกค่าเสียหายหรือไม่ ก็ยังไม่แน่ชัด จะมีความเสียหายมากดังที่โจทก์อุทธรณ์หรือไม่ ก็ยังไม่แน่ชัด โทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้นเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแก้ไข พิพากษายืนจำคุกจำเลย 2 ปี ไม่รอลงอาญา

ทั้งนี้ หลังศาลอ่านคำพิพากษา ทนายได้ยื่นขอประกันตัวนายยงยุทธเพื่อสู้คดีในชั้นฎีกา ซึ่งศาลอนุญาต โดยตีราคาประกัน 9 แสนบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

3.ศาล รธน.นัดชี้ชะตา ทษช. ถูกยุบหรือไม่ 7 มี.ค. ด้าน กกต.ไฟเขียว “บิ๊กตู่” ปราศรัยหาเสียง!
(บน) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. (ล่าง) ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)
ความคืบหน้าสถานการณ์การเมืองสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดประชุมพิจารณาคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลฯ วินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) กรณีเสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค กระทั่งต่อมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชโองการว่า ทูลกระหม่อมฯ ยังทรงสถานะและดำรงพระองค์ในฐานะสมาชิกแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ และการนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง เป็นการกระทำที่มิบังควรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง การกระทำของพรรค ทษช.จึงเข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งหลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง และได้ให้พรรค ทษช.ทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 7 วัน ซึ่ง ทษช.ได้ส่งคำชี้แจงให้ศาลฯ แล้วเมื่อวันที่ 20 ก.พ.

เป็นที่น่าสังเกตว่า ก่อนศาลรัฐธรรมนูญประชุม ได้มีตัวแทนผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดพิจิตรของพรรค ทษช.2 คน ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่า หากศาลฯ พิจารณายุบพรรคก่อนวันเลือกตั้ง 24 มี.ค. จะกระทบสิทธิการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ของพรรค ทษช. ขณะที่ทีมทนายของพรรค ทษช.ได้ยื่นบัญชีพยานเอกสารต่อศาลรัฐธรรมนูญเพิ่มอีก 9 รายการ ประกอบด้วย เนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่ผ่านๆ มาหลายฉบับ รวมถึงเอกสารการแปรญัตติของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2489 ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการลาออกจากฐานันดรของพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อให้ศาลฯ ใช้ประกอบการพิจารณาสำนวนร่วมกับบัญชีพยานก่อนหน้านี้

ด้านนายรุ่งเรือง พิทยศิริ อดีตกรรมการบริหารพรรค ทษช.ได้เดินทางมาศาลรัฐธรรมนูญเช่นกัน โดยได้ยื่นเอกสารหลักฐานต่อศาลฯ เพื่อยืนยันว่า ตนไม่ได้เข้าร่วมประชุมและไม่มีส่วนรู้เห็นการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ทษช.แต่อย่างใด

ทั้งนี้ หลังประชุม ศาลรัฐธรรมนูญได้ออกเอกสารข่าวเผยแพร่ผลประชุมว่า ศาลฯ นัดอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 7 มี.ค.นี้ โดยนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในเวลา 13.30 น. และนัดอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังในเวลา 15.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญยังเผยเหตุผลที่ศาลฯ ไม่ทำการไต่สวนคดีนี้ด้วยว่า เนื่องจากคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้

ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เข้ายื่นคำร้องต่อประธาน กกต. ขอให้ตรวจสอบกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) และนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค อนค. กระทำการต้องห้ามตามมาตรา 73(5) ประกอบมาตรา 132 และมาตรา 159 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2560 จากกรณีเว็บไซต์ของพรรค อนค.เผยแพร่ประวัติของนายธนาธร ว่าเคยเป็นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 2 สมัย ตั้งแต่ปี 2551-2555 ทั้งที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งดังกล่าว จึงเป็นการหลอกลวงประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้เข้าใจผิดในข้อมูลข้อเท็จจริง มีโทษตามมาตรา 159 พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. จำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 2 หมื่นถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

นายศรีสุวรรณ ยังชี้ด้วยว่า “การจะอ้างว่า ไม่เจตนา ต้องดูองค์ประกอบปัจจัยแวดล้อมหลายด้าน พรรคได้รับการรับรองจากนายทะเบียนพรรคการเมืองตั้งแต่ 3 ต.ค. 61 และเว็บไซต์ของพรรคก็นำเสนอข้อมูลดังกล่าวตั้งแต่นั้น จนกระทั่งมีผู้ไปค้นพบว่า ข้อมูลที่นำเสนอไม่ใช่ข้อเท็จจริง แล้วจึงค่อยมีการแก้ไขเมื่อ 20 ก.พ. 62 ระยะเวลากว่า 5 เดือน ที่ปรากฏข้อมูลอยู่ในเว็บไซต์ของพรรค จึงเป็นการชี้ชัดว่ามีเจตนาต้องการที่จะสื่อข้อมูลเหล่านั้นให้กับผู้บริโภค ดังนั้นการจะอ้างว่า ไม่มีเจตนาที่จะนำเสนอข้อมูลเหล่านั้น จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอ”

นอกจากนี้นายศรีสุวรรณยังขอให้ตรวจสอบกรณีที่นายปิยบุตร เลขาธิการพรรค อนค.ไปปราศรัยที่ จ.สกลนคร เมื่อวันที่ 16 ก.พ. และ 18 ก.พ. ได้มีการนำข้อความมาโพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวในลักษณะว่า หน่วยงานรัฐส่วนกลางและสื่อมวลชนบางกลุ่มร่วมมือกันในการที่จะทำให้คนอีสานเป็นตัวตลก และไม่มีความรู้ ซึ่งคำพูดดังกล่าวเป็นการสื่อความหมาย ดูหมิ่นดูแคลน ใส่ไคล้คนอีสาน หน่วยงานรัฐส่วนกลาง และสื่อมวลชนบางกลุ่ม ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริง จึงเข้าข่ายเป็นการใส่ร้ายด้วยความเท็จ เข้าข่ายผิดตามมาตรา 73 (5) เช่นเดียวกัน จึงขอให้ กกต.พิจารณาและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาสั่งยุบพรรค

ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นั้น สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้บริหารพรรคได้ทำหนังสือสอบถาม กกต.ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค สามารถขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงได้หรือไม่ และสามารถเดินช่วยผู้สมัครของพรรคหาเสียงได้หรือไม่ ซึ่ง กกต.มีมติแล้วว่า สามารถทำได้ แต่ขอให้ระวังเรื่องการใช้ตำแหน่งหน้าที่เป็นคุณเป็นโทษกับผู้สมัครและพรรคการเมือง

ส่วนกรณีที่หลายพรรคอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ร่วมดีเบตแสดงวิสัยทัศน์นั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้ให้ความชัดเจนเรื่องนี้แล้วว่า ไม่เห็นความจำเป็นที่จะไปดีเบต ไม่ใช่กลัวหรือไม่กลัว แต่ดูเวทีดีเบตแล้ว ส่วนใหญ่เป็นการโจมตีกัน ไม่ค่อยมีสารัตถะ “ถ้าอยากทราบวิสัยทัศน์ของผม ในฐานะถ้าผมจะเป็นนายกฯ ต่อไป วิสัยทัศน์ของผมมีอยู่แล้วคือ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 วิสัยทัศน์ของผมมีเท่านี้”

4.สนช.ยอมถอย ยุติพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าว ให้ รบ.ใหม่พิจารณาแทน หวั่นทำสังคมขัดแย้ง!

ความคืบหน้ากรณีที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เลื่อนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าว ในวาระ 2 และ 3 จากเมื่อวันที่ 20 ก.พ.มาเป็นวันที่ 26 ก.พ. เพื่อนำข้อเรียกร้องและประเด็นที่มีการคัดค้านไปทบทวนอีกครั้งนั้น

ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 25 ก.พ. คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าว ของ สนช.ที่มี พล.อ.มารุต ปัชโชตะสิงห์ เป็นประธาน ได้ประชุมเพื่อปรับปรุงเนื้อหาร่างดังกล่าวเป็นนัดสุดท้าย ก่อนนำเสนอเข้าที่ประชุม สนช.ในวันที่ 26 ก.พ. หลังประชุม พล.อ.มารุต แถลงยืนยันว่า จะเสนอร่างดังกล่าวต่อที่ประชุม สนช. จะไม่มีการถอนร่างออกจากวาระแน่นอน พร้อมย้ำว่า ร่างดังกล่าวยังคงสาระเรื่องการส่งเสริมชาวนาให้ปลูกข้าวที่มีคุณภาพ และผ่านการรับรองพันธุ์ แต่ กมธ.ได้เพิ่มบทยกเว้นให้ชาวนาที่มีพันธุ์ข้าวพื้นเมืองเฉพาะถิ่น พันธุ์ข้าวพื้นเมืองทั่วไป พันธุ์ข้าวใหม่ที่ได้รับการจดทะเบียนว่าด้วยคุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่งชาวนาปลูกเองหรือผู้อื่นใช้เพาะปลูกโดยไม่มีการโฆษณา ให้สามารถใช้เพาะปลูกได้โดยไม่ต้องผ่านการรับรองพันธุ์ หากชาวนาอยากได้การรับรองพันธุ์ สามารถยื่นให้กรมการข้าวพิจารณารับรองได้

นอกจากนี้ร่าง พ.ร.บ.ข้าว ยังระบุว่า หากพบพันธุ์ข้าวที่อาจสร้างความเสียหายต่อชาวนาหรือเศรษฐกิจของประเทศ ให้อำนาจอธิบดีกรมการข้าวโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) สั่งระงับผู้ทำธุรกิจจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ได้ หากผู้ทำธุรกิจจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ไม่ปฏิบัติตาม มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนมาตรการลงโทษชาวนา พล.อ.มารุตยืนยันว่า ได้ตัดออกจากร่าง พ.ร.บ.ข้าวที่ปรับปรุงแล้ว

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในบรรดาผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการที่ สนช.จะเดินหน้าพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าว มีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) รวมอยู่ด้วย โดยนายอนุชา นาคาศัย ประธานยุทธศาสตร์ภาคกลางของ พปชร.ได้แถลงเมื่อวันที่ 25 ก.พ. ขอให้ สนช.ถอนร่าง พ.ร.บ.ข้าว ออกไปก่อน เพื่อให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้พิจารณาร่างดังกล่าวแทน พร้อมชี้ว่า จุดยืนของ พปชร.ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 20 ของร่างดังกล่าว ที่ให้โรงสีออกใบรับรองการซื้อข้าว และมาตรา 27/1 เกี่ยวกับการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากกรมการข้าว เนื่องจาก 2 ประเด็นนี้ เป็นเรื่องที่ชาวนายังถกเถียงและเคลือบแคลงใจ ดังนั้น หากวันที่ 26 ก.พ. สนช.ยังดึงดันที่จะผลักดันร่างดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาและผ่านเป็นกฎหมาย พรรค พปชร.จะร่วมกับชาวนาจำนวนมากเดินทางไปรัฐสภาเพื่อชี้แจงให้ สนช.เข้าใจ เพราะกฎหมายนี้อาจกระทบกับชีวิตชาวนา 15 ล้านคนทั่วประเทศ

ทั้งนี้ เมื่อถึงกำหนด 26 ก.พ. ก่อนที่การประชุม สนช.จะเริ่มขึ้น มีเครือข่ายประชาชน People Go Network นำโดย น.ส.สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ ได้นำรายชื่อองค์กรเอ็นจีโอ นักวิชาการกว่า 280 รายชื่อ ยื่นหนังสือถึง สนช.ทุกคน เรียกร้องให้ยุติการพิจารณาร่างกฎหมายทุกฉบับ เพราะขณะนี้สังคมไทยกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งแล้ว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลและสภาที่มาจากการเลือกตั้งทำการทบทวนกฎหมายของ สนช.ที่ควรยกเลิกหรือแก้ไขต่อไป

ซึ่งต่อมา นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ โฆษก กมธ.ร่าง พ.ร.บ.ข้าว ได้เป็นตัวแทน สนช.แถลงว่า นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. นายสมชาย แสวงการ เลขานุการวิป สนช. พล.อ.มารุต ปัชโชตะสิงห์ ประธาน กมธ. นายสิงห์ศึก สิงห์ไพร ประธานที่ปรึกษา กมธ.และตน ได้พิจารณาร่วมกันแล้ว ขอเลื่อนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพราะอยากทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นเจตนาดี ต้องการช่วยเหลือชาวนาจริงๆ เมื่อรัฐบาลใหม่มา จะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาหรือไม่ก็ได้ พร้อมวอน อย่าโยงเรื่องนี้ถึงนายกรัฐมนตรี เพราะไม่เกี่ยวข้อง นายกฯ ไม่ได้สั่งการอะไร แต่เป็นเรื่องที่ สนช.หารือกันในสภา ยืนยัน “จะไม่หยิบยกมาพิจารณาใน สนช.แล้ว เพราะเกรงว่าความขัดแย้งในสังคมจะมีมากขึ้น กลัวเกิดการเผชิญหน้าของฝ่ายสนับสนุน และไม่สนับสนุน เราจึงขอยุติดีกว่า แม้ว่า สนช.มีหน้าที่ออกกฎหมาย แต่ถ้าดำเนินต่อไป กฎหมายผ่านก็มีปัญหา ไม่ผ่านก็มีปัญหา เราไม่ดื้อรั้น ฟังเสียงประชาชน เมื่อยังไม่เข้าใจ ก็ขอยุติดีกว่า หวังว่าสักวันอาจคิดถึงผมก็ได้ เพราะร่างนี้เป็นประโยชน์”

ด้านนายสุเทพ คงมาก นายกชาวนาและเกษตรกรไทย ได้กล่าวขอบคุณ สนช.ทุกคนที่ตัดสินใจเลื่อนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด ถือเป็นเรื่องที่ดี ไม่มีใครแพ้ ไม่มีใครชนะ ถือว่าสมประโยชน์ร่วมกันในการหาทางออกร่วมกัน

5.“วอยซ์ ทีวี” เฮ ไม่ต้องจอดำ ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่ง กสทช. ชี้ ยังไม่เข้าข่ายยุยง-ปลุกปั่น!

เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาคดีที่บริษัท วอยซ์ ทีวี จำกัด ฟ้องคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และสำนักงาน กสทช.เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 กรณีมีมติเมื่อวันที่ 12 ก.พ.2562 ให้พักใช้ใบอนุญาตวอยซ์ ทีวี เป็นเวลา 15 วัน

ทั้งนี้ ศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่า ผู้ดำเนินรายการของวอยซ์ ทีวี ได้เสนอข่าวสารในเชิงวิเคราะห์ทางการเมือง โดยรวบรวมข้อมูลข่าวสารจากแหล่งข่าวขณะนั้นมาเรียบเรียงและกำหนดรูปแบบการเสนอข่าวให้เป็นที่สนใจของประชาชน และมีการวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ และผู้นำรัฐบาล รวมทั้งวิพากษ์วิจารณ์นโยบายสาธารณะและบุคคลสาธารณะตามสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชน

ศาลปกครองกลางเห็นว่า แม้ผู้ดำเนินรายการของวอยซ์ ทีวี จะแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมไปจากแหล่งข่าว รวมทั้งแสดงความคิดเห็นสนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตามที่ กสทช.กล่าวอ้าง แต่ศาลฯ เห็นว่า การกระทำดังกล่าวยังฟังไม่ได้ถึงขนาดที่จะทำให้ประชาชนเกิดความสับสนเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานของรัฐ หรือผู้นำรัฐบาล หรือส่อให้เกิดความสับสน ยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง หรือสร้างความแตกแยกในราชอาณาจักร อีกทั้งสำนักงาน กสทช.ก็ไม่ได้ระบุว่า การออกรายการของวอยซ์ ทีวี เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงหรือไม่ อย่างไร ส่วนการดำเนินรายการดังกล่าวจะมีปัญหาด้านจริยธรรมหรือไม่นั้น ศาลฯ เห็นว่า เป็นหน้าที่ขององค์กรสภาวิชาชีพที่จะดำเนินการตรวจสอบ ศาลปกครองกลางจึงพิพากษาเพิกถอนมติของ กสทช.ที่กำหนดโทษทางปกครองให้พักใช้ใบอนุญาตของวอยซ์ ทีวีเป็นเวลา 15 วัน ตามที่วอยซ์ ทีวี ยื่นฟ้อง
กำลังโหลดความคิดเห็น...