xs
xsm
sm
md
lg

สังฆนายกคริสต์วิจารณ์นิสัยคนไทยเมื่อ ๑๖๕ ปีก่อน! มีมนุษยธรรม บางทีทั้งปีไม่มีการฆ่ากันเลย!!

เผยแพร่:   โดย: โรมบุนนาค


สังฆนายกคณะมิซซังโรมันคาทอลิกประจำประเทศสยาม ฌัง บัปติสต์ ปาลเลกัวช์ เจ้าวาสวัดคอนเซ็ปชัญ หรือวัดบ้านเขมร ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำใกล้กับวัดราชาธิวาส ในสมัยที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นเจ้าอาวาส ทั้งสององค์จึงใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก ต่างแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน จนสังฆนายกปาลเลกัวช์มีความรู้ภาษาไทยเป็นอย่างดี ท่านอยู่ในประเทศสยาม ๒๔ ปีจึงเดินทางกลับไปพักผ่อนที่ประเทศฝรั่งเศสใน พ.ศ.๒๓๙๗ และได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับประเทศสยามขึ้น พิมพ์จำหน่ายที่ฝรั่งเศสในปีนั้น จึงกลับมามรณภาพในประเทศไทย

สังฆนายกปาลเลกัวช์เป็นผู้ที่มีความรู้ มีมุมมอง มีความเข้าใจในวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของสยามในสมัยนั้นเป็นอย่างดีผู้หนึ่ง ในหนังสือ “เล่าเรื่องกรุงสยาม” ที่สังฆนายกปาลเลกัวช์เขียน และ สันต์ ท. โกมลบุตร แปลนั้น ได้กล่าวถึงนิสัย ความเป็นอยู่ของคนไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า

พระเจ้าแผ่นดินทรงเครื่องไม่ผิดสามัญชน แต่ราคาแพงกว่า

“การแต่งเนื้อแต่งตัวของคนไทยนั้นง่าย เขาเดินเท้าเปล่า และศีรษะเปล่า เครื่องนุ่งห่มก็เป็นผ้าลายอินเดียน ใช้เข็มขัดคาดทับ ทบชายทั้งสองข้างแล้วโจงย้อนไปเหน็บไว้เบื้องหลัง นุ่งกันด้วยวิธีนี้ทั้งสองเพศ หญิงสาวกับหญิงทั่วไปใช้ใช้ผืนแพรคล้องคอมาข้างหน้า ตลบชายให้ตกไหล่ไปทางเบื้องหลัง ส่วนผู้ชายมีผ้าขาวชิ้นเดียว ใช้เป็นผ้าคาดพุงก็ได้ เช็ดน้ำมูกน้ำลายก็ได้ ซับเหงื่อก็ได้ และบางทีก็ใช้โพกหัวป้องกันแดด คนจนๆไม่ค่อยมีร่มกันแดดใช้กันนัก ตรงข้ามกับคนมีเงิน ซึ่งจะต้องมีร่มใช้กันคันหนึ่งทุกคน พวกราษฎรชายหญิงใช้หมวกรูปเหมือนกระจาด มีความเบามาก ทำด้วยใบลาน ถ้าผู้น้อยไปหาผู้ใหญ่ต้องคาดผ้าไหมไปรอบเอว พระเจ้าแผ่นดินหรือเจ้านายก็ทรงเครื่องไม่ผิดจากสามัญชนเท่าไร นอกจากเป็นเครื่องนุ่งห่มที่หรูหราราคาแพงกว่าเท่านั้น...”

หญิงสาวแต่งานได้ ๒ ปีก็เอาผ้าคลุมอกออก

“เมื่อได้กล่าวถึงการแต่งกายของคนไทยแล้ว ข้าพเจ้าใคร่จะกล่าวถึงการเปลือยกายอันเป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันอยู่ในประเทศ เป็นประเพณีที่ปล่อยให้เด็กทั้งสองเพศเปลือยกายล่อนจ้อนอยู่ จนถึงวัยที่จะนุ่งผ้าโจงกระเบนได้เอง เด็กหญิงจะปกคลุมหน้าอกก็ต่อเมื่อถึงวัยแตกเนื้อสาวแล้ว และหญิงสาวที่แต่งงานแล้วได้สองปี ก็เอาผ้าแถบออกเมื่ออยู่ในบ้าน อันเป็นประเพณีที่ชาวยุโรปตั้งข้อรังเกียจมาก แต่ในเมืองไทยนั้นไม่เห็นเขารู้สึกแปลกอะไร”

คนไทยใจดีมีมนุษยธรรม บางทีทั้งปีไม่มีการฆ่ากันเลย

“ชาวประชาชาตินี้มีที่น่าสังเกตตรงอัธยาศัยอ่อนโยนและมีมนุษยธรรม ในพระนครซึ่งมีพลเมืองค่อนข้างคับคั่ง ไม่ค่อยมีการทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง ส่วนการฆาตกรรมนั้นเห็นกันว่าเป็นกรณีพิเศษมากทีเดียว บางทีตลอดปีไม่มีการฆ่ากันเลย คนไทยต้อนรับชาวต่างประเทศด้วยความอารีอารอบ และขะมักเขม้นที่จะอำนวยความอยู่ดีกินดีให้แก่อาคันตุกะมาก เอกชนออกเงินส่วนตัวทำถนนปูอิฐและสะพานไม้ สร้างศาลาพักร้อนเรียงรายเป็นระยะๆไปตามริมแม่น้ำ ซึ่งผู้เดินทางอาจเข้าอาศัยหลบแดดหลบฝนได้ จะหุงหากินหรือแรมคืนก็ได้ พวกผู้หญิงถึงแก่ลงแรงตักน้ำใส่ตุ่มเรียงรายไปตามถนนทุกวัน เพื่อบรรเทาความกระหายน้ำของผู้เดินทาง ไม่เพียงแต่ต่อมนุษย์ด้วยกันเท่านั้นที่คนไทยมีมนุษยธรรม ยังเผื่อแผ่ไปถึงสัตว์เดรัจฉานอีกด้วย เขามักจะลังเลใจที่จะฆ่าสัตว์สักตัวหนึ่ง แม้จะเป็นมดหรือยุงที่ดูดเลือดเขาก็ตาม ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าสั่งคนทำสวนให้ฆ่าแมงป่องหรืองูที่พบในขณะขุดดิน เขากลับตอบข้าพเจ้าว่า “ถ้ายังงั้นละก้อ ผมจะไปหาคนงานคนอื่นมาทำงานแทนผม ผมไม่อยากได้ชื่อว่าทำปาณาติบาตเพราะค่าจ้างขี้ปะติ๋วเท่านั้นหรอกครับ” ในบางคาบชองปี คนมั่งมีซื้อปลาเต็มลำเรือนำไปปล่อยลงในแม่น้ำเพราะความเวทนาสัตว์เหล่านั้น ด้วยเหตุนี้เองพระเจ้าแผ่นดินจึงทรงห้ามการล่าสัตว์และตกปลาทุกวันพระแปดค่ำและสิบห้าค่ำของเดือน”

ใช้ช้างช่วยดับไฟไหม้บ้านราษฎร

“โดยที่เรือนส่วนมากในเมืองหลวงเป็นเรือนไม้ จึงปรากฏว่ามีอัคคีภัยบ่อยๆ บางครั้งก็ล้างเสียตั้ง ๑,๐๐๐ ถึง ๑,๕๐๐ หลังคาเรือน เกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นคราวใด เป็นโกลาหนอลหม่านกันยกใหญ่ เพราะผู้คนมากด้วยกัน ได้ยินแต่เสียงร้องไห้และเสียงเอะอะโวยวาย ผสมกับเสียงของบ้านเรือนที่พังทลายและที่ถูกพระเพลิงกำลังเผาผลาญ ในหมู่คนนั้นบางทีก็หนีออกไปกับข้าวของที่ตนจะพาเอาไปได้ บางคนก็สวนทางเข้ามาเพื่อหาสิ่งของที่พอจะฉกฉวยติดมือไปได้ ในเหตุการณ์อันน่าเศร้าทำนองนี้ มักจะมีผู้ตายเพราะความอยากรู้อยากเห็น (คือไปดูไฟไหม้) หรือเพราะความมักมากเป็นห่วงทรัพย์อยู่เสมอ ถ้าอัคคีภัยคราวไหนร้ายแรง เจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จะไปยังสถานที่เกิดเหตุพร้อมด้วยบริวาร ไสช้างให้เข้าพังเรือนที่ยังไม่ไหม้ไปกองไว้เสียทางอื่น เพื่อตัดทางไฟมิให้ลุกลามต่อไป”

อาหารโปรดของคนไทยคือ “น้ำพริก”

“อาหารธรรมดาสำหรับคนไทย คือ ข้าว ปลา ผัก และผลไม้ ไม่มีการทำขนมปัง แต่ใช้แป้งสาลีในการทำขนม การบริโภคขนมปังไม่เหมาะสำหรับประเทศร้อน ซึ่งอาจจะทำให้เป็นโรคบิดได้ง่าย คนจีนกับคนมั่งมีบริโภคเนื้อหมูกันมาก ซึ่งย่อยง่ายและไม่แสลงเหมือนอย่างในยุโรป ในประเทศสยามบริโภคเป็ดไก่กันมาก เนื้อกวาง นกน้ำ เนื้อควายหรือเนื้อวัวตากแห้ง เต่า แล้วก็ปลาทะเล เขากินกบ ตัวด้วงไหม ค้างคาว หนูพุก จระเข้ งูเหลือม แม้กระทั่งไข่มดบางชนิด พวกบ้านนอกไม่สุรุ่ยสุร่ายในเรื่องอาหารการกิน เลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยข้าว ปลาแห้ง กล้วย หน่อไม้ แพงพวย กับผักน้ำอย่างอื่น ใช้จิ้มน้ำผสมเผ็ดๆอย่างหนึ่ง เรียกว่า น้ำพริก”

น้ำพริกสูตรมั่วของฝรั่ง

“เครื่องจิ้มชนิดหนึ่งใช้บริโภคกันทั่วไปในประเทศ ตั้งแต่พระเจ้าแผ่นดินลงมาจนถึงทาสชั้นเลว ต่างนิยมชมชื่นในรสของเครื่องจิ้มนี้อยู่ทั่วหน้า ต่อไปนี้เป็นส่วนปรุงแบบธรรมดาสามัญของน้ำพริก ตำพริกแห้งสักหนึ่งกำมือในครกหิน แล้วเติมกะปิ พริกไทย หัวกระเทียม หัวหอม โขลกสิ่งเหล่านี้จนระคนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วเติมน้ำปลากับน้ำมะนาวสดนิดหน่อย นักเลงคอน้ำพริกอาจจะปรุงเครื่องจิ้มพลิกแพลงให้ต้องรสนิยมของตนได้ด้วยการใส่ขิง มะขาม และเมล็ดพันธุ์ฟักทอง เครื่องจิ้มเช่นนี้เมื่อปรุงเสร็จสรรพแล้ว จะมีรสฉุนเผ็ดและอร่อยมาก มีประโยชน์ในการเจริญอาหาร สำหรับในภูมิประเทศที่อากาศร้อนทำให้หงุดหงิดและขาดความกระฉับกระเฉง”

คนไทยปากไม่เหม็น

“คนไทยอาบน้ำวันละ ๒ หรือ ๓ เวลา บางคนก็ลงดำน้ำในคลอง บางทีก็ตักรดตัวตั้งแต่หัวลงมา การอาบน้ำบ่อยๆเช่นนี้นับว่าถูกหลักอนามัยและทำให้ร่างกายสะอาดสะอ้าน เขาเปลี่ยนผ้านุ่งทุกวัน และนำเอาเสื้อผ้าไปผึ่งแดดเสมอ เหาและหมัดเป็นสิ่งที่ไม่รู้จักในหมู่พวกเขา พอลุวัยแตกเนื้อหนุ่มก็ถอนเคราเกลี้ยง ใช้น้ำมันใส่ผม และรักษาฟันดี ไม่พบคนที่มีกลิ่นปากเหม็นเลย สรุปแล้วรวมความได้ว่า บ้านเรือน เสื้อผ้า และร่างกายของพวกเขาสะอาดหมดจดไปเสียทั้งสิ้น”

ธรรมชาติของเมืองร้อน ชิงสุกก่อนห่าม

“ธรรมชาติของประเทศร้อนทำให้มีการสุกก่อนห่ามเป็นอันมาก เขาแต่งงานกันแต่อายุน้อยเหลือเกิน ตามปกติก็ระหว่าง ๑๕ ถึง ๑๗ ปี กฎเกณฑ์ดังนี้ก็ถือว่ารอบคอบอยู่ เพราะว่าถ้าปล่อยให้เนิ่นนานไป หญิงสาวมักจะถูกชายหนุ่มล่อลวงทำให้ใจแตก และลอบหลบหนีออกจากบ้านบิดามารดาตามชายชู้ไป เมื่ออยู่กินด้วยกันประมาณสักเดือนหนึ่งแล้ว คู่ที่หลบหนีไปก็จะพากันกลับมา และจัดให้ผู้หลักผู้ใหญ่นำไปส่งที่บ้าน หญิงสาวจะขอขมาต่อบิดามารดา ฝ่ายชายก็จะต้องนำสิ่งของตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย มี ผ้านุ่ง พานธูปเทียนและดอกไม้ เข้าไปแสดงตนต่อบิดามารดาของฝ่ายหญิง กราบสามครั้งแล้วขอขมาลาโทษ แล้วผู้ใหญ่ที่นำตัวมาก็จะเข้าเจรจาต่อรองในเรื่องสินสอดสินสมรสเท่านั้นเท่านี้ ครั้นแล้วการแต่งงานจึงจะเป็นที่ตกลงกันได้ ถ้าบิดามารดาของฝ่ายหญิงปฏิเสธ ก็จะต้องพึ่งกฎหมายให้จัดการบังคับให้เป็นไปตามกฎระบิล”

ทาสในสังคมสยาม

“เพื่อที่จะเข้าใจลักษณะทาสในประเทศสยาม จำต้องเรียนรู้เสียก่อนว่า ดอกเบี้ยอันชอบด้วยกฎหมายของเงินกู้นั้น มีอัตราสูงราว ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินต้น ครอบครัวที่ขัดสนจำเป็นต้องกู้เงินเขาใช้ด้วยวิธีนี้ และโดยธรรมดาแล้วก็มักไม่มีทางจะส่งดอกเบี้ยได้ ฉะนั้นภายในไม่ช้าเงินต้นก็จะทบเท่าขึ้นเป็นทวีคูณ และเจ้าหนี้อาศัยอำนาจของกฎหมาย ก็จะเอาตัวภรรยาและบุตรของลูกหนี้ไปเป็นทาส การรับใช้งานนั้นถือว่าเป็นค่าดอกเบี้ย ถ้าสามีหรือญาตินำเงินมาไถ่ เจ้าหนี้จะต้องรับเงินและปล่อยตัวทาสไป ทาสคนใดไม่พอใจอยู่กับนายคนเก่า จะไปกู้เงินคนอื่นมามอบให้นายเก่าเพื่อไถ่ตัวแล้วเลือกนายใหม่ก็ได้ แต่โดยปกติแล้ว ทาสได้รับการเลี้ยงดูด้วยมนุษยธรรม และชะตาชีวิตของพวกเขาก็พอจะเทียบได้กับคนรับใช้ในยุโรป นายใช้ทาสในการครอบครัวทั่วไป เช่น ให้เป็นฝีพาย ทำนา ทำสวน และบางทีก็ให้ทำการค้าขาย โดยกำไรตกเป็นของนาย ทาสนั้นถือว่าเป็นสิ่งประดับเกียรติของบ้านคนมั่งมี บางบ้านมีทาสตั้ง ๕ ถึง ๑๐ คน บางบ้านก็มีตั้ง ๑๐ ถึง ๒๐ คน บางบ้านก็มี ๔๐, ๕๐ คน และมากกว่านั้น ตามปกติค่าตัวของทาสคนหนึ่งตกราว ๑๐๐ บาท หรือ ๓๐๐ ฟรังก์ ปรากฏบ่อยครั้งเหมือนกันว่าทาสหลบหนี ถ้ามีนายประกันเจ้าหนี้ก็เอาต่อนายประกัน ถ้าไม่มีนายประกันก็ออกติดตามซอกหาตัวผู้หลบหนี และเมื่อได้ตัวมาแล้วก็นำมาล่ามโซ่ไว้ไม่ปราณีเลยทีเดียว ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างสัญญาทาส “วันพุธ เดือนหก ที่ยี่สิบห้า ทางจันทรสุรทิน จ.ศ.๑๒๑๑ ปีระกาเอกศก ข้าพเจ้านายมี สามีนางโกด ภรรยา ได้นำบุตรีชื่อ มา มาขายไว้ต่อหลวงศรี เป็นเงิน ๘๐ บาท เพื่อเอาตัวใช้แทนดอกเบี้ย ถ้านางมาบุตรีของเราหลบหนีไป ก็ขอให้นายกุมตัวและบังคับข้าพเจ้าทั้งสองให้ติดตามตัวนางมา มาให้จงได้ ข้าพเจ้านายมีลงแกงไดให้ไว้เป็นสำคัญ

ข้าพเจ้าคิดว่าคงจะไม่ผิดพลาดมากมายเท่าใดนัก ถ้าจะกล่าวว่าทาสนั้นมีจำนวนอย่างน้อยหนึ่งในสี่ของประชากรสยาม”

ผม.. ดิรัจฉาน.. สรรพนามแทนตัวของชาวสยาม

“ในหมู่ประชาชนกึ่งอารยะอย่างคนไทย ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะได้ประสบความสุภาพและอารยวิสัยถึงเท่านี้ เขาจะไม่ผ่านหน้าใครไปโดยไม่ก้มหลังและกล่าวคำขออภัยเลย สำหรับคนที่มีฐานะเสมอกัน เขามักจะเรียกขานกันว่า พี่ชาย พี่สาว (หรือน้องชาย น้องสาว) ถ้าพูดกับผู้ใหญ่จึงเรียกว่า พ่อ แม่ ลุง ป้า (หรือ อา น้า) ตา ยาย (หรือ ปู่ ย่า) จะเป็นการไม่สุภาพมากทีเดียวถ้าจะเรียกชื่อใครลอยๆ แทนที่จะใช้สรรพนามแทนตัวว่า ฉัน เขาใช้คำว่า ข้าน้อย ข้าพเจ้า ถ้าพูดกับผู้บังคับบัญชา ก็ใช้สรรพนามแทนตัวว่า ผม ดิรัจฉาน บ่าว การกล่าวคำ เอ็ง มึง กู กับใครนั้น ถือว่าเป็นการดูหมิ่นย่างรุนแรง จะใช้สรรพนามเช่นนั้นก็ต่อเมือกำลังโกรธหรือพูดกับทาสเท่านั้น ความสุภาพกำหนดด้วยว่า เมื่อบุคคลที่มีฐานะเสมอกันพบกันเข้าแล้ว จะต้องไหว้กันด้วยวิธีพนมมือยกขึ้นสูงเสมอริมฝีปาก แต่ถ้าจะไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่จะต้องนั่งลงทับส้น พนมมือยกขึ้นท่วมหัวแล้วกล่าวว่า บ่าวไหว้ท่านขอรับ กระผมไหว้ท่านขอรับ หรือดิรัจฉานไหว้ท่านขอรับ”

คำว่า “ดิรัจฉาน” ท่านผู้แปลได้ขยายความไว้ท้ายหน้าว่า ในต้นฉบับใช้คำว่า “moi animal” แปลได้ตรงๆว่า “กระผม ดิรัจฉาน” สรรพนามนี้กร่อนมาเป็น “ดิฉาน” แล้วกร่อนอีกทีมาเหลือเป็น “อิฉัน” หรือ “ดิฉัน”

สภาพสังคมไทยที่เล่านี้ เกิดมาอย่างน้อยก็ ๑๖๕ ปีแล้ว จนถึงวันนี้ก็เปลี่ยนแปลงไปมาก อย่างเครื่องแต่งกายโดยทั่วไปก็ไม่เหลือร่องรอยเลย ที่ว่าคนไทยไม่ชอบการทะเลาะวิวาท ถึงขั้นเผาบ้านเผาเมืองก็ทำกันมาแล้ว ตอนนี้ก็เห็นกันอยู่ ยิ่งตอนเลือกตั้งถึงกับหูอื้อ การฆาตกรรมที่ว่าบางปีไม่มีเลย ปีนี้ก็ฆ่ากันรายวัน แต่ก็ยังน่าพูมิใจที่เรายังรักษาประเพณีอันดีงามไว้ได้หลายอย่าง เช่น ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ ให้ความเคารพนบนอบต่อผู้อาวุโส กตัญญูต่อพ่อแม่บุพการี ให้ความนับญาติเป็นพี่ป้าน้าอาเพียงเป็นคนไทยด้วยกัน ความมีมนุษยธรรมก็ถือว่ายังมั่นคง ความดีงามในสายเลือดไทยเหล่านี้ ยังพอมีความหวังว่าสัคมที่วุ่นวายสับสน จะคืนสู่ความสงบสุข สร้างความรุ่งเรืองให้ประเทศชาติได้


กำลังโหลดความคิดเห็น...