xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 17-23 ก.พ.2562

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

1.“บิ๊กแดง” ให้ “หญิงหน่อย” ไปฟังเพลง “หนักแผ่นดิน” หลังหาเสียงชูตัดงบกลาโหม-เปลี่ยน “เกณฑ์ทหาร” ไปทำธุรกิจ!
(ซ้าย) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย (ขวา) พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก
สัปดาห์ที่ผ่านมา พรรคการเมืองต่างๆ ยังคงเดินหน้าหาเสียง ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค. แต่การหาเสียงของบางพรรค ทำให้สถานการณ์บานปลาย เช่น กรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย (พท.) และแคนดิเดตนายกฯ พท.ได้ลงพื้นที่หาเสียงพร้อมครอบครัวที่สยามสแคว์วันเมื่อวันที่ 17 ก.พ.

โดยช่วงหนึ่ง คุณหญิงสุดารัตน์ได้พูดถึงนโยบายของพรรคที่มีแนวคิดจะสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ หรือสร้างเถ้าแก่ใหม่ และปรับการเกณฑ์ทหาร โดยให้ชายไทยและผู้สนใจมาเข้าค่ายการทำธุรกิจ เพื่อสร้างตัวเองให้เป็นเจ้าของกิจการ โดยจะใช้งบของกระทรวงกลาโหม 10% หรือประมาณ 2 หมื่นล้านบาทต่อปี คาดว่าจะสามารถสร้างนักธุรกิจได้ประมาณ 2-3 หมื่นคนต่อปี

หลังคุณหญิงสุดารัตน์หาเสียงโดยส่งสัญญาณตัดงบกระทรวงกลาโหม 10% และปรับการเกณฑ์ทหาร ให้หันมาทำธุรกิจ ปรากฏว่า วันต่อมา 18 ก.พ. ผู้สื่อข่าวได้ถาม พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ระหว่างเป็นประธานในพิธีวันคล้ายวันสถาปนากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ถึงการดูแลสถานการณ์การเมืองในช่วงหาเสียงเลือกตั้งขณะนี้ ซึ่ง พล.อ.อภิรัชต์ ไม่ตอบคำถามตรงๆ แต่ถามกลับผู้สื่อข่าวว่า “เพลงอะไรที่กำลังฮิตตอนนี้ ก็เพลงหนักแผ่นดินไง” ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงกรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์ปราศรัยเสนอนโยบายตัดงบกระทรวงกลาโหม 10% และยกเลิกการเกณฑ์ทหาร พล.อ.อภิรัชต์ ตอบว่า “ก็ให้ไปฟังเพลงหนักแผ่นดินไง”

ต่อมา พล.อ.อภิรัชต์ ได้ให้กรมกิจการพลเรือนทหารบก นำเพลงปลุกใจทหาร เช่น เพลงมาร์ชกองทัพบก เพลงหนักแผ่นดิน และเพลงความฝันอันสูงสุด ไปเปิดในสถานีวิทยุกองทัพบก ในบางเวลา เพื่อให้ทหารทุกนายตระหนักในการทำหน้าที่ของตัวเอง สำนึกต่อความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง เพราะที่ผ่านมา มีบางฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ แล้วนำข้อมูลที่บิดเบือนมาโจมตี เพื่อสร้างความเข้าใจผิดกับการปฏิบัติงานของรัฐบาลและกองทัพ ดังนั้นหน่วยงานต้องชี้แจงผ่านสื่อในสังกัดและหน่วยงานของตนอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ช่วงเย็นวันเดียวกัน ได้มีการแจ้งยกเลิกการเปิดเพลงปลุกใจทั้ง 3 เพลงดังกล่าวทางสถานีวิทยุในเครือ ทบ.เพราะเกรงจะทำให้สังคมนำไปตีความในทางที่ผิด

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่บางพรรคเสนอตัดงบฯ กระทรวงกลาโหมว่า ให้ไปฟังเพลงที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ บอกให้ไปฟัง

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.กล่าวเรื่องเดียวกันว่า หน้าที่ในการป้องกันประเทศ ไม่ใช่ทหารอย่างเดียว แต่เป็นหน้าที่ของชายไทยทุกคนในประเทศนี้ ที่ต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน การเกณฑ์ทหาร หรือการเป็นทหารนั้น ถือเป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่ชายไทยทุกคนต้องเป็นทหาร แต่ไม่ได้เป็นทั้งหมด ใช้หลักการพอเพียง หลายคนบอกว่า วันนี้ไม่มีสงคราม แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่มี มันอาจจะเริ่มจากความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ จากนั้นก็มีการใช้อาวุธต่อกัน ในอดีตก็เคยเกิดขึ้นอย่างนี้

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า “เรื่องนี้ผมไม่ได้แก้ตัวให้ใคร แต่พูดในหลักการของรัฐบาล เพราะเรามีหน้าที่ในการป้องกันประเทศ... รวมทั้งภารกิจที่ไม่ใช่สงคราม เช่น ปัญหายาเสพติด แรงงานต่างด้าว... ทั้งหมดต้องผ่านการดูแลจากทหาร 7 กองกำลัง ซึ่งดูแลตามแนวชายแดนของประเทศกว่า 5,000 กม. สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ทหารทำคือ การช่วยพัฒนาประเทศ... ขณะเดียวกันก็มีหน้าที่เสริมกำลังพลให้หน่วยงานต่างๆ... ทหารก็ต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่มีอยู่ไปช่วย”

ส่วนการเสนอให้ลดงบฯ กระทรวงกลาโหมนั้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ต้องไปดูว่าแต่ละกระทรวงมีงบฯ เท่าไร แล้วทำไมจึงต้องมีการเพิ่ม ส่วนหนึ่งต้องจัดซื้อของใหม่เข้ามา เพราะของเก่าชำรุด เราใช้มาตั้งนานแล้ว 20-30 ปี บางอย่างหมดอายุ ต้องจัดหา ไม่อย่างนั้นจะเทียบเคียงประเทศอื่นไม่ได้ มีปัญหาในการฝึกร่วมกับต่างประเทศ รวมถึงการลาดตระเวนชายฝั่งทะเล หรือเมื่อภูมิภาคมีปัญหา ขอให้คิดตรงนี้ ขณะที่หลายกระทรวงก็มีการเพิ่มงบประมาณทุกปีตามสัดส่วน ซึ่งมีหลักการอยู่แล้ว ขอให้เข้าใจด้วย

ขณะที่ท่าทีของนักการเมืองและพรรคการเมืองต่อกรณีที่ พล.อ.อภิรัชต์ให้ไปฟังเพลงหนักแผ่นดิน มีทั้งชอบและค้าน ได้แก่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรค ทษช.ชี้ว่า การพูดของ ผบ.ทบ.เท่ากับแสดงความไม่เป็นกลางทางการเมือง ถือว่าผิดกฎหมาย ผิดระเบียบข้าราชการ “ผมอยู่ในเหตุการณ์ตอนปี 2519 ไม่รู้ว่าตอนนั้น ผบ.ทบ.เข้าโรงเรียนเตรียมทหารหรือยัง เพลงนี้เป็นเพลงปลุกระดมให้คนไทยฆ่ากัน ผมฟังหลายเดือนในปี 2519 สุดท้ายจบลงที่รัฐประหาร...”

ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงให้พรรคเพื่อชาติ (พ.พ.ช.) ชี้ว่า เพลงหนักแผ่นดินนำไปสู่ความแตกแยกภายในชาติ โดยเพลงนี้แต่งขึ้นและเผยแพร่ในปี 2518 ด้วยเจตนารมณ์สร้างความแตกแยกภายในชาติ ซึ่งแบ่งระหว่างซีกขวาและซ้าย เป็นแนวคิดขวาพิฆาตซ้าย อันนำไปสู่เหตุการณ์ 6 ต.ค.2519

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) กล่าวถึงกรณีที่บางพรรคเสนอปรับลดงบฯ กระทรวงกลาโหมว่า นักการเมืองต้องระมัดระวังในการพูด พรรค รปช.กำชับลูกพรรคไม่ให้ไปโจมตีใคร ถ้านักการเมืองพูด แล้วก้าวล่วงไปถึงคนอื่น ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องถูกตอบโต้ “ไม่ขอพูดเรื่องงบของกระทรวงกลาโหม เพราะดูท่าทางเหมือนจะให้คนไปทะเลาะกับทหาร กำลังปั่นกระแสให้คนไปมีปัญหากับทหาร และงบทุกกระทรวงต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง... ส่วนเพลงหนักแผ่นดินก็เคยฟังและชอบ เพราะเป็นเพลงที่เตือนสติคนว่า เวลาที่คุณคิดจะทำอะไร ต้องคิดถึงผลกระทบต่อบ้านเมืองส่วนรวมว่ามีหรือไม่ ถ้าคิด พูด และประพฤติในสิ่งที่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย ก็เป็นคนหนักแผ่นดิน เป็นกำนันอยู่ช่วงที่เพลงนี้ออกมา เขาปลุกให้คนรักชาติรักแผ่นดิน ซึ่งมีเพลงหลายเพลงออกมาพร้อมๆ กัน”

2.ทษช.ยื่นแก้คดียุบพรรค อ้างเสนอพระนาม “ทูลกระหม่อมฯ” โดยสุจริต-ตามความประสงค์ ด้านพรรครวมใจไทย ยื่น กกต.ยุบ 12 พรรค!
(บนกลาง) นายสุรชัย ชินชัย และนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความพรรคไทยรักษาชาติ
ความเคลื่อนไหวทางการเมือง หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่พรรค ทษช.เสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค กระทั่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชโองการว่า ทูลกระหม่อมฯ ยังทรงสถานะและดำรงพระองค์ในฐานะสมาชิกแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ และการนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง เป็นการกระทำที่มิบังควรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง การกระทำของพรรค ทษช.จึงเข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์รับคำร้องของ กกต. พร้อมให้พรรค ทษช.ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 7 วัน โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งในวันพุธที่ 27 ก.พ.นี้

ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 20 ก.พ. พรรค ทษช.ได้ให้ทนายความ นำเอกสารชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาคดียุบพรรคยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ เหตุผลที่พรรค ทษช.ยกขึ้นต่อสู้มี 3 ประเด็นหลัก แต่แยกเป็น 8 ประเด็นย่อย คือ 1.ยืนยันว่า การดำเนินกิจการของ ทษช.เป็นไปตามอุดมการณ์-นโยบายที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2.พรรคทำตามประสงค์และความยินยอมของทูลกระหม่อมฯ ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ 3.พรรคเข้าใจโดยสุจริตว่าการเสนอชื่อทูลกระหม่อมฯ ไม่ใช่การกระทำที่อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ 4.เมื่อมีพระราชโองการ 8 ก.พ.2562 พรรคได้แถลงน้อมรับ ซึ่งเป็นการแสดงเจตนารมณ์ว่าพรรคไม่ติดใจในการเสนอชื่อนายกฯ

5.รัฐธรรมนูญมาตรา 88 และ 89 ประกอบมาตรา 87 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 มาตรา 13 และ 14 การเสนอชื่อบุคคลใดที่มิได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายดังกล่าว ให้ถือว่าไม่มีการเสนอชื่อบุคคลนั้น จึงไม่เป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ 6.คำว่า ปฏิปักษ์ หมายความว่า ฝ่ายตรงกันข้าม ข้าศึก ศัตรู แต่การกระทำของ ทษช.เป็นการทำตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเป็นความประสงค์ของทูลกระหม่อมฯ ที่อาสาและยินยอมให้ ทษช.เสนอชื่อ มิใช่เป็นการแอบอ้างโดยพลการ 7.กกต.ไม่มีอำนาจหน้าที่นำพระราชโองการมาขยายความกล่าวหา ทษช.ว่าทำผิดมาตรา 92 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง การขยายความพระราชโองการเป็นเรื่องมิบังควร และไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง 8.กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรค ทษช.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีพฤติกรรมไม่สุจริต ไม่มีการสืบสวนสอบสวนก่อน ทั้งนี้ พรรค ทษช.ได้ยื่นบัญชีพยานบุคคล ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรค 14 คน และพยานคนกลางซึ่งเป็นบุคคลภายนอก 5 คน

วันต่อมา 21 ก.พ. นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.กล่าวถึงกรณีที่ กกต.ไม่ตั้งคณะกรรมการไต่สวนการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ทษช.และส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคว่า ขอให้ไปอ่านคำแถลงข่าวของ กกต.ที่ได้เปิดเผยไปก่อนหน้านี้ ยืนยันว่า กกต.มีอำนาจพิจารณาตามมาตรา 92 ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ระบุว่า เมื่อ กกต.มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด... ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น ดังนั้นจึงไม่ต้องตั้งคณะกรรมการไต่สวน

นอกจากเรื่องพรรค ทษช.แล้ว สัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานว่า กกต.ได้ตรวจสอบพบว่า ในจำนวนผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต 389 คน ใน 55 พรรค ที่ กกต.ไม่ประกาศรายชื่อให้เป็นผู้สมัครนั้น มี 38 คนที่พรรคการเมืองต้นสังกัดของผู้สมัครได้เข้าไปแก้ไขระยะเวลาการเข้าเป็นสมาชิกพรรคของผู้สมัครในระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรค หลังการปิดรับสมัครแล้ว เพื่อให้ผู้สมัครของตนเป็นสมาชิกพรรคครบ 90 วันและมีคุณสมบัติลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ประกอบด้วย พรรคเพื่อแผ่นดิน, พรรคเศรษฐกิจใหม่, พรรคไทยศรีวิไลย์, พรรคครูไทยเพื่อประชาชน, พรรคถิ่นกาขาวชาววิไล, พรรคประชาชนปฏิรูป, พรรคประชาธรรมไทย, พรรคพลังท้องถิ่นไท, พรรคพลังปวงชนไทย,พรรคภราดรภาพ, พรรครวมพลังประชาชาติไทย และพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า ในส่วนของผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่ กกต.ไม่ประกาศรายชื่อ 107 คน มี 2 คนที่ทางพรรคต้นสังกัดมีการแก้ไขข้อมูลการเป็นสมาชิกพรรคย้อนหลังในระบบฐานข้อมูลการเป็นสมาชิกพรรคเช่นกัน

ด้านนายนพดล อมรเวช หัวหน้าพรรครวมใจไทย ได้เข้ายื่นหนังสือถึงประธาน กกต. เพื่อขอให้ตรวจสอบการกระทำของ 12 พรรคการเมืองดังกล่าวว่า เข้าข่ายผิดมาตรา 92 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง เป็นเหตุให้ต้องยุบพรรคหรือไม่

ทั้งนี้ กกต.ได้เผยยอดผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 28 ม.ค.-19 ก.พ.ที่ผ่านมา พบว่า มีผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น 2,632,935 คน

3.โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ ใช้ “กัญชา” ทางการแพทย์ ใครครอบครองต้องแจ้ง อย.ภายใน 90 วัน!

เมื่อวันที่ 18 ก.พ. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 ก.พ.2562 เป็นต้นไป โดยระบุว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า สมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ เพื่อกำหนดมาตรการควบคุมยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และสอดคล้องตามหลักสากล

สำหรับสาระสำคัญของ พ.ร.บ.ดังกล่าว ได้แก่ มาตรา 26/2 ห้ามผู้ใดผลิต นำเข้า หรือส่งออกยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เว้นแต่ 1.กรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ทางราชการ การแพทย์ การรักษาผู้ป่วย หรือการศึกษาวิจัยและพัฒนา รวมถึงการเกษตรกรรม พาณิชยกรรม วิทยาศาสตร์ หรืออุตสาหกรรม เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ด้วย ซึ่งได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาตโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ 2.กรณีที่เป็นกัญชง และมีลักษณะตามที่คณะกรรมการกำหนดฯ ได้นำไปใช้ประโยชน์ตามที่กำหนดในกฏกระทรวง ให้กระทำได้เมื่อได้รับใบอนุญาตฯ 3.กรณีที่นำติดตัวเข้ามาหรือออกนอกราชอาณาจักรไม่เกินปริมาณที่จำเป็นสำหรับใช้รักษาโรคเฉพาะตัว โดยมีใบสั่งยาหรือหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ฯลฯ

มาตรา 26/3 ห้ามผู้ใดจำหน่ายหรือมียาเสพติดให้โทษประเภท 5 ไว้ในครอบครอง เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตฯ หากมีในครอบครองตั้งแต่ 10 กิโลกรัมขึ้นไป ให้สันนิษฐานว่า มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

มาตรา 26/4 การห้ามครอบครองในมาตรา 26/3 ไม่ใช้บังคับกับ 1.ผู้ที่มียาเสพติดให้โทษประเภท 5 เพื่อรักษาโรคเฉพาะตัวโดยมีปริมาณไม่เกินที่จำเป็น โดยมีใบสั่งยาหรือหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ฯลฯ 2.ผู้ที่มียาเสพติดให้โทษประเภท 5 สำหรับใช้ในการปฐมพยาบาล หรือเหตุฉุกเฉินในเรือ เครื่องบิน หรือยานพาหนะอื่นที่ใช้ในการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ ที่ไมได้จดทะเบียนในราชอาณาจักร แต่ถ้ายานพาหนะดังกล่าวจดทะเบียนในราชอาณาจักร ให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตตามมาตรา 26/3

นอกจากนี้ มาตรา 22 ระบุว่า ผู้ใดมียาเสพติดให้โทษประเภท 5 ไว้ในครอบครอง เฉพาะกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ การรักษาผู้ป่วย การรักษาโรคเฉพาะตัว หรือการศึกษาวิจัย อยู่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ ไม่ต้องรับโทษ แต่ต้องแจ้งการครอบครองและยื่นขอรับใบอนุญาตต่อเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายใน 90 วัน นับแต่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ กรณีที่ไม่ได้รับอนุญาต ให้ยาเสพติดให้โทษนั้น ตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุข หรือให้ทำลาย

ด้าน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการ อย.เผยว่า หลังจากนี้ อย.จะต้องเร่งออกกฎหมายลูก เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 ก.พ. คณะกรรมการยาเสพติดให้โทษชุดใหม่ ที่มีกรรมการเพิ่มอีก 8 คน ได้ประชุมพิจารณาร่างอนุบัญญัติเกี่ยวกับกัญชาเพื่อรองรับ พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ โดย นพ.ธเรศ เผยหลังประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างอนุบัญญัติทั้งหมด 6 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข 3 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษผู้ครอบครองกัญชา ในบุคคล 3 กลุ่ม คือ กลุ่มหน่วยงานวิจัยภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย และผู้ประกอบวิชาชีพ กลุ่มผู้ป่วย และกลุ่มบุคคลอื่น ที่จะต้องมาแจ้งการครอบครองภายใน 90 วัน โดยจะเสนอ รมว.สาธารณสุข ลงนามในร่างประกาศฯ คาดว่าสัปดาห์หน้าจะสามารถประกาศในราชกิจจานุเบกษาและบังคับใช้ต่อไปได้

ส่วนอีก 3 ฉบับ คือ ร่างกฎกระทรวงสาธารณสุข การขออนุญาตและการอนุญาต ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครอง ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดตำรับยาที่ให้เสพเพื่อรักษาโรคและศึกษาวิจัยได้ และร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย และหมอพื้นบ้าน ซึ่งได้เห็นชอบเช่นกัน และให้นำไปรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 26 ก.พ.นี้ ที่โรงแรมรามาการ์เดนส์

ทั้งนี้ นพ.ธเรศ กล่าวก่อนหน้านี้ถึงการเตรียมระบบของ อย. โดยคาดว่า อย.พร้อมรับแจ้งการครอบครองกัญชาได้ในสัปดาห์หน้า โดยผู้ครอบครองในส่วนกลางสามารถแจ้งได้ที่ อย. ส่วนภูมิภาคแจ้งได้ที่ สสจ.

4. สนช.ฟังเสียงค้าน ทบทวนร่าง พ.ร.บ.ข้าว นัดถกใหม่ 26 ก.พ.!
(ซ้าย) พล.อ.มารุต ปัชโชตะสิงห์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าว (ขวา) นายสมชาย แสวงการ เลขานุการวิป สนช.
เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ได้มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าว ในวาระ 2 และ 3 ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ก่อนที่การประชุมจะเริ่มขึ้น ได้มีเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก โดยนายมงคล ด้วงเขียว ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. โดยผ่าน พล.อ.ศุภวุฒิ อุตมะ สมาชิก สนช.ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าว เพื่อคัดค้านและขอให้ สนช.ชะลอการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าว

ด้าน น.ส.ทัศนีย์ วีระกันต์ สมาชิกเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เผยข้อห่วงใยที่ทำให้ต้องเสนอ สนช.ชะลอการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าวว่า มีหลายประเด็น เช่น เห็นว่ากรรมการที่มีอำนาจกำหนดนโยบาย และแผนพัฒนาข้าวทั้งหมด มีสัดส่วนกรรมการจากผู้แทนองค์กรเกษตรกรผู้ปลูกข้าวน้อยมาก เมื่อเทียบกับกรรมการโดยตำแหน่งที่เป็นข้าราชการ, การบัญญัติให้มีการส่งเสริมสนับสนุนเฉพาะพันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวประกาศรับรองและเพาะปลูกในพื้นที่เหมาะสมตามเขตศักยภาพการผลิตข้าวเท่านั้น ทั้งที่สายพันธุ์ข้าวที่เกิดขึ้นโดยชาวนารายย่อยและชุมชนควรได้รับการสนับสนุน แต่ไม่ถูกกำหนดไว้เลย ฯลฯ เครือข่ายฯ จึงมองว่าไม่ควรรีบเร่งอกกฎหมายที่กระทบสังคมในวงกว้าง และควรรับฟังผู้เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน

ด้าน พล.อ.ศุภวุฒิ ยืนยันว่า สนช.ไม่สามารถชะลอการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าวได้ พร้อมย้ำว่า การดำเนินการเกี่ยวกับพันธุ์ข้าวต่างๆ ไม่มีผลกระทบต่อชาวนาหรือเกษตรกรทั้งสิ้น สนช.ได้รับฟังความเห็นตลอด 2 ปีทั่วทุกพื้นที่ และสมาคมชาวนาก็ไม่ได้คัดค้าน ทุกคนเข้าใจกันหมดแล้ว และว่า ข้อห่วงใยของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก สนช.ได้มีการแก้ไขหมดสิ้นแล้ว ยืนยัน ชาวนาจะได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่าเดิม และจะทำให้ชาวนามีอาชีพที่มั่นคง

อย่างไรก็ตาม เมื่อที่ประชุม สนช.กำลังจะเข้าสู่วาระพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าว ปรากฏว่า นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้สั่งปิดการประชุมทันที ทั้งนี้ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.กล่าวในที่ประชุม ขอให้ กมธ.นำร่าง พ.ร.บ.ข้าวไปทบทวนเนื้อหาตามประเด็นที่เครือข่ายชาวนายื่นหนังสือท้วงติง เพื่อให้เกิดความรอบคอบและทำร่างกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อชาวนาทุกกลุ่ม

ด้าน พล.อ.มารุต ปัชโชตะสิงห์ ประธานคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าว แถลงหลังประชุม สนช.ว่า ที่ประชุมเลื่อนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวออกไปเป็นวันที่ 26 ก.พ. เพราะ กมธ.เห็นพ้องว่า จะนำข้อเรียกร้องและคัดค้านจากฝ่ายต่างๆ กลับไปทบทวนอีกครั้ง เช่น การซื้อขายข้าวตามวิถีชุมชน เป็นต้น

5.แผ่นดินไหวเขย่าลำปางกว่า 40 ครั้ง ทำชาวบ้านผวา-บ้านเรือนเสียหายกว่า 80 หลัง!
สภาพอาคารบ้านเรือนที่แตกร้าวจากแผ่นดินไหวที่ลำปาง
เมื่อวันที่ 20 ก.พ. เวลาประมาณ 12.00 น. ได้เกิดแผ่นดินไหว ที่ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง ความแรงขนาด 4.9 แมกนิจูด ลึก 10 กม. หลังจากนั้นได้เกิดอาฟเตอร์ซ็อกตามมาเป็นระยะๆ ทุกวัน ล่าสุด ช่วงสายวันที่ 23 ก.พ. ยังคงมีอาฟเตอร์ซ็อกเกิดขึ้น เมื่อเวลา 09.54 น. ซึ่งเป็นครั้งที่ 42 แล้วตั้งแต่วันที่ 20 ก.พ. โดยวัดแรงสั่นสะเทือนได้ 2.5 แมกนิจูด

แผ่นดินไหวครั้งนี้ ทำให้ชาวบ้านต่างหวาดผวา เพราะไม่เคยเจอแผ่นดินไหวรุนแรงขนาดนี้มาก่อน สร้างความเสียหายให้บ้านเรือนหลายสิบหลัง ส่งผลให้นายทรงพล สวาสดิ์ธรรม ผู้ว่าฯ ลำปาง ต้องประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติธรรมชาติ (แผ่นดินไหว) เพื่อสำรวจความเสียหายและเร่งช่วยเหลือประชาชนต่อไป

ล่าสุด 23 ก.พ. มีรายงานว่า ทางจังหวัดลำปางได้เปิดศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ (แผ่นดินไหว) ณ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลำปาง ศูนย์ราชการจังหวัดลำปาง เพื่อให้การสำรวจและการช่วยเหลือทำได้อย่างเร่งด่วน โดยมีนายสมเกียรติ ตันตระกูล รองผู้ว่าฯ ลำปาง เป็นประธาน และมีการตั้งศูนย์ปฎิบัติการฉุกเฉิน ณ อบต.ทุ่งฮั้ว ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของการเกิดแผ่นดินไหวในครั้งนี้ด้วย

โดยการสำรวจพบความเสียหายของบ้านเรือนในพื้นที่มากกว่า 80 หลัง ใน 20 หมู่บ้าน 7 ตำบลของ อ.วังเหนือ แบ่งเป็น บ้านที่เสียหายในระดับสีแดง คือเสียหายมากจนกระทบต่อโครงสร้างบ้าน และไม่แนะนำให้เข้าพักอยู่อาศัย มีจำนวน 1 หลัง คือบ้านของนายนวล ตานาคา เลขที่ 14 หมู่ที่ 11 ต.ทุ่งฮั้ว อ.วังเหนือ จ.ลำปาง บ้านที่อยู่ในระดับสีเหลือง คือเสียหายปานกลาง สามารถซ่อมแซมและเข้าพักอยู่อาศัยได้ 1 หลัง คือบ้านของนายวสุมิตร นุชสวัสดิ์ อายุ 51 ปี เลขที่ 33 หมู่ที่ 11 ต.ทุ่งฮั้ว อ.วังเหนือ จ.ลำปาง พบการแตกร้าวรอบตัวบ้าน แต่ไม่กระทบต่อโครงสร้างของบ้านสามารถซ่อมแซมได้ ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่เสียหายในระดับสีเขียว คือเสียหายเล็กน้อยภายนอก แต่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสำรวจอย่างละเอียดเพิ่มเติม ทั้งนี้ ทางจังหวัดลำปาง เตรียมเสนอให้นำงบประมาณฉุกเฉิน ทั้งของ อบต. และของจังหวัด เข้ามาช่วยเหลือต่อไป

ด้านนายสุวิทย์ โควสุวรรณ นักธรณีวิทยาชำนาญการพิเศษ กรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า แผ่นดินไหวใน อ.วังเหนือ จ.ลำปาง เกิดจากการเคลื่อนไหวของแผ่นเปลือกโลก จึงส่งผลกับรอยเลื่อนพะเยา ซึ่งเป็นรอยเลื่อนที่มีพลัง

ขณะที่นายสมหมาย เตชวาล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า แผ่นดินไหวที่ลำปาง เกิดขึ้นบนกลุ่มรอยเลื่อนพะเยา ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดมาแล้วเมื่อปี 2537 คราวนั้นมีขนาด 5.1 แมกนิจูด และทำให้บ้านเรือนประชาชนเสียหายเช่นกัน
กำลังโหลดความคิดเห็น...