xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 10-16 ก.พ.2562

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

1.ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 8 เดือน 6 อดีตแกนนำ พธม. คดีบุกรุกทำเนียบฯ ด้าน “จำลอง” ยัน สู้เพื่อชาติ ไม่มีอะไรต้องเสียใจ!
นายสนธิ ลิ้มทองกุล / พล.ต.จำลอง ศรีเมือง / นายพิภพ ธงไชย / นายสุริยะใส กตะศิลา / นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ / นายสมศักดิ์ โกศัยสุข
เมื่อวันที่ 13 ก.พ. ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อายุ 83 ปี, นายสนธิ ลิ้มทองกุล อายุ 70 ปี, นายพิภพ ธงไชย อายุ 72 ปี, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อายุ 68 ปี, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข อายุ 72 ปี อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และนายสุริยะใส กตะศิลา อายุ 45 ปี อดีตอดีตผู้ประสานงาน พธม. เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุก โดยกระทำความผิดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362, 365 ประกอบมาตรา 83 กรณีชุมนุมบุกรุกทำเนียบรัฐบาลเมื่อปี 2551

คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 พ.ค.2558 ว่า การกระทำของจำเลยทั้ง 6 คน เป็นความผิดกรรมเดียว แต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุดฐานบุกรุกสถานที่ราชการ ให้จำคุกคนละ 3 ปี แต่คำให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกคนละ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ต่อมา โจทก์และจำเลยทั้งหมดยื่นอุทธรณ์

ด้านศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2560 ให้จำคุกจำเลยคนละ 1 ปี และลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกคนละ 8 เดือน ไม่รอลงอาญา หลังจากนั้น จำเลยได้ยื่นฎีกา

ขณะที่ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2551 กลุ่ม พธม.ได้ชุมนุม มีการปราศรัยชักชวนประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญและไม่เห็นชอบรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช โดยชุมนุมที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และได้ย้ายการชุมนุมไปที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ใกล้ทำเนียบรัฐบาล

กระทั่ง 26 ส.ค.2551 ผู้ชุมนุมได้รวมตัวกันบริเวณรอบทำเนียบรัฐบาล ต่อมา ผู้ชุมนุมได้ปีนรั้วเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล ขณะที่ผู้ชุมนุมบางส่วนร่วมกันผลักดันแผงเหล็กที่ปิดกั้น เข้าไปยังทำเนียบรัฐบาล และกลุ่มผู้ชุมนุมก็ได้ตั้งเวทีปราศรัยร่วมชุมนุมกันที่สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า โดยจำเลยทั้งหมดร่วมกันผลัดเปลี่ยนขึ้นปราศรัย ซึ่งมีการพักค้างแรมในทำเนียบฯ

ต่อมาวันที่ 9 ก.ย.2551 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายสมัคร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น กระทำการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ จึงเป็นเหตุให้ความเป็นนายกฯ สิ้นสุดลง และมีผลให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง หลังจากนั้น วันที่ 17 ก.ย.2551 สภาฯ มีมติเลือกนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ และจัดตั้ง ครม. โดยวันที่ 2 ธ.ค.2551 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งยุบพรรคพลังประชาชน จึงเป็นเหตุให้นายสมชาย พ้นจากตำแหน่งนายกรัฯ เช่นกัน วันต่อมา 3 ธ.ค.2551 จำเลยทั้ง 6 คนและผู้ชุมนุมได้ยุติการชุมนุมและออกจากทำเนียบรัฐบาล หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้กลับเข้าไปทำงานในทำเนียบรัฐบาล พบว่ามีทรัพย์สินของทางราชการและของลูกจ้างเสียหาย

ศาลเห็นว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า การเข้าไปชุมนุมในทำเนียบรัฐบาลเป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธและเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เพื่อคัดค้าน ส.ส.พรรคพลังประชาชนที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ รวมทั้งการบริหารงานของรัฐบาลที่มีความน่าสงสัยในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน การไม่ปกป้องอธิปไตยของชาติต่อการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของปราสาทพระวิหาร หรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งหมดอ้างว่า การเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลเป็นเพียงการขึ้นปราศรัยบนเวทีให้ความรู้แก่ประชาชนเท่านั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากมีการยกระดับการชุมนุมเป็นการกดดันให้นายสมัครและรัฐบาลไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ มีการชุมนุมแบบดาวกระจายไปยังสถานที่ราชการหลายแห่ง

ศาลระบุด้วยว่า แม้ทำเนียบรัฐบาลจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แต่ไม่ใช่ทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การที่จำเลยกับพวก ปีนรั้ว, ตัดโซ่, ผลักดันแผงกั้นเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล จึงเป็นความผิดฐานบุกรุกตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่า จำเลยร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์มีพยานจัดทำบันทึกการตรวจสถานที่และแผนที่เกิดเหตุหลังกลุ่ม พธม.ยุติการชุมนุม ซึ่งปรากฎสภาพความเสียหาย ทั้งสนามหญ้า, ต้นไม้ประดับ, ระบบสปริงเกลอร์รดน้ำต้นไม้อัตโนมัติ, ระบบไฟสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้าและหน้าตึกสันติไมตรี ถูกเหยียบ เททับด้วยดินกรวดทรายเสียหายทั้งหมด นอกจากนี้ระบบโทรทัศน์วงจรปิดที่ติดตั้งไว้ทั่วทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งโซ่ และกุญแจล็อก ก็เสียหาย จึงมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งหมอขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยกับพวกกระทำการอุกอาจ บุกรุกเข้ายึดครองทำเนียบรัฐบาลก่อความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินมากมายหลายรายการ ซึ่งการกระทำนั้นกระทบต่องานบริหารราชการบ้านเมืองของหลายส่วนราชการ และหลังเกิดเหตุก็ไม่ได้เยียวยาความเสียหายจากการกระทำของตน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยเพียงคนละ 8 เดือนโดยไม่รอการลงโทษ จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน จึงพิพากษายืน

หลังศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำคุกคนละ 8 เดือน ไม่รอลงอาญาแกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 6 คน มวลชนที่มารอให้กำลังใจต่างพากันเศร้าใจและเข้าไปพูดคุยโอบกอดจับมือให้กำลังใจ โดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กล่าวตอนหนึ่งว่า “ขอบคุณพี่น้องที่มาให้กำลังใจ พวกเราเตรียมตัวไว้แล้ว เราต่อสู้เพื่อชาติ ไม่มีอะไรต้องเสียใจ และขอให้ช่วยกันต่อสู้ต่อไป”

เป็นที่น่าสังเกตว่า ระหว่างรอเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์มารับตัวทั้งหมดไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเดินทางมาให้กำลังใจแกนนำพันธมิตรฯ ได้พูดคุยกับนายสนธิ ซึ่งนายสนธิบอกว่า “คนที่อยู่ข้างนอกอย่างคุณรสนาต้องเข้มแข็ง และต้องมีกำลังใจที่ดี” นายสนธิยังกล่าวอีกว่า “สังคมไทยเป็นสังคมที่ลืมง่าย พวกเขาลืมไปแล้วว่า เมื่อปี 2549-2551 บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร หากพวกเราไม่ร่วมมือกันและออกมาชุมนุม ตอนนี้พวกเราก็ต้องยอม หวานอมขมกลืน แต่ไม่เป็นไร 8 เดือนคงไม่นาน”

สำหรับคำพิพากษาของศาลฎีกาครั้งนี้ ส่งผลให้นายสุริยะใส กตะศิลา ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชาติไทย ลำดับที่ 7 และนายสมศักดิ์ โกศัยสุข ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย จะไม่สามารถลงเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค.นี้ได้ และเมื่อพ้นโทษแล้ว ก็ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้เป็นเวลา 10 ปี

ด้านนายสุริยะใส ได้โพสต์เฟซบุ๊กก่อนถูกนำตัวไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ว่า "ขอบคุณทุกกำลังใจจากพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและพี่น้องมวลมหาประชาชนทุกคนครับ พวกเราทำดีที่สุดแล้ว อย่าหมดศรัทธา อย่าสิ้นหวัง ประเทศยังต้องการกำลังของแผ่นดินแบบพวกเราอยู่เสมอ ผมไม่เสียใจ แค่เสียดายว่าไม่ได้อยู่ร่วมภารกิจเพื่อขาติบ้านเมืองกับพี่น้องในสถานการณ์ที่บ้านเมื่องยังไม่ปลอดภัยดีนัก และประชาธิปไตยยังถูกบิดเบือนอยู่ พวกเราต้องข่วยกันต่อไป ขอให้พี่น้องทั้งพันธมิตรฯ และมวลมหาประชาชนเดินหน้ารักษาบ้านเมือง ช่วยกันต่อไปครับ"

2.ศาล รธน.มีมติเอกฉันท์รับคำร้อง กกต.ขอให้วินิจฉัยยุบพรรค ทษช. เปิดโอกาสชี้แจงใน 7 วัน นัดถกอีกครั้ง 27 ก.พ.!
(บน) พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) (ล่าง) แกนนำพรรค ทษช. แถลงพรรคงดปราศรัยหาเสียงในส่วนกลางไว้ก่อน
ความเคลื่อนไหวสถานการณ์การเมืองสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ยื่นรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นแคนดิเดตนายกฯ จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า ดึงสถาบันฯ ลงมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง โดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูปประเทศ (ปชช.) ได้ยื่นหนังสือให้ กกต.พิจารณาว่าการที่ ทษช. เสนอพระนามทูลกระหม่อมฯ อยู่ในบัญชีนายกฯ ของพรรค เข้าข่ายขัดต่อระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งหรือไม่ เพราะแม้ทูลกระหม่อมฯ จะทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์แล้วตั้งแต่ปี 2515 แต่ทรงเป็นเจ้าฟ้าชั้นทูลกระหม่อม จึงทรงเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์

กระทั่งกลางดึกคืนเดียวกัน (8 ก.พ.) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชโองการว่า ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ ยังทรงสถานะและดำรงพระองค์ในฐานะสมาชิกแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ พระราชโองการยังระบุด้วยว่า การนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง เป็นการกระทำที่มิบังควรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ด้านคณะกรรมการ กกต.ได้ประชุมพิจารณาการเสนอรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรคเมื่อวันที่ 11 ก.พ. แต่ยังไม่ได้ข้อยุติกรณีพรรค ทษช.

วันเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เข้ายื่นหนังสือต่อประธาน กกต. ขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยและยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าการกระทำของพรรค ทษช.ขัดต่อระเบียบกฎหมายหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ทษช.เป็นการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มายุ่งเกี่ยวกับการเมือง จึงเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 (2) ชัดเจน

ขณะที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรค ทษช.ได้ยื่นหนังสือต่อ กกต.ขอให้ตรวจสอบการเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดยอ้างว่า การที่พรรค พปชร.เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ขัดต่อข้อบังคับของพรรค พปชร.ที่กำหนดว่า การคัดเลือกบุคคลเพื่อเสนอชื่อเป็นว่าที่นายกฯ ต้องมีหนังสือยินยอมจากบุคคลนั้นก่อน

วันต่อมา (12 ก.พ.) คณะกรรมการ กกต.ได้ประชุมกรณีพรรค ทษช.อีกครั้ง ตั้งแต่เช้ายันค่ำ แต่ยังไม่มีการแถลงใดๆ กระทั่งวันต่อมา 13 ก.พ. สำนักงาน กกต.ได้ออกเอกสารข่าวแจ้งมติคณะกรรมการ กกต.เมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่พิจารณาการการเสนอรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ทษช.แล้วเห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงมีมติยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยมีคำสั่งให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 พร้อมมอบหมายให้ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.เดินทางไปยื่นคำร้องยุบพรรค ทษช.ต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันเดียวกัน

ด้าน ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค ทษช.ได้มอบอำนาจให้ฝ่ายกฎหมายของพรรคยื่นหนังสือต่อประธาน กกต.และศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอโอกาสชี้แจงถึงสิ่งที่พรรคได้ทำไป พร้อมชี้ว่า ไม่ควรเร่งรีบรวบรัดตัดสินการกระทำของพรรค ทษช.

ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ออกเอกสารข่าวเผยผลการประชุมเมื่อวันที่ 15 ก.พ.ว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์มีคำสั่งรับคำร้องที่ กกต.ขอให้วินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรค ทษช.ไว้พิจารณา พร้อมแจ้งให้ผู้ร้องทราบ รวมทั้งส่งสำนวนคำร้องให้ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง มิฉะนั้นให้ถือว่าไม่ติดใจยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ทั้งนี้ ศาลได้นัดพิจารณาครั้งต่อไปในวันพุธที่ 27 ก.พ. เวลา 13.30 น.

วันเดียวกัน (15 ก.พ.) แกนนำพรรค ทษช. เช่น นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์พรรค, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณะทำงานรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของพรรค ฯลฯ ได้แถลงผลประชุมพรรคว่า พรรคจะงดการปราศรัยหาเสียงและการจัดกิจกรรมพบปะประชาชนในส่วนกลางไว้ก่อน ส่วนผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค 100 กว่าเขต มีพันธะผูกพันกับประชาชน ต้องเดินหน้าพบปะประชาชนต่อไป

3.กสทช.มีมติพักใช้ใบอนุญาต “วอยซ์ ทีวี” 15 วัน ฐานยุยงปลุกปั่น-ทำผิดซ้ำซาก ด้านศาลปกครองคุ้มครองชั่วคราว ยังไม่จอดำ!
(บนซ้าย) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. (บนขวา) พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการ กสทช.
เมื่อวันที่ 12 ก.พ. ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มีมติพักใช้ใบอนุญาต วอยซ์ ทีวี เป็นเวลา 15 วัน นั่นหมายถึง วอยซ์ ทีวี จะต้องจอดำ โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 00.00 น. ของวันที่ 13 ก.พ. จนถึงวันที่ 28 ก.พ.2562 เนื่องจาก กสทช.พิจารณาแล้วว่า เนื้อหารายการ 2 รายการของวอยซ์ ทีวี มีลักษณะก่อให้เกิดความสับสน ยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง ได้แก่ รายการ ทูไนท์ ไทยแลนด์ ที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2561 และรายการ เวคอัพนิวส์ ที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 21, 28, 29 ม.ค. และวันที่ 4 ก.พ.2562

พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการ กสทช.ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการ เผยว่า ที่ผ่านมา วอยซ์ ทีวี มีการกระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2558 ทำผิด 4 กรณี, ปี 2559 จำนวน 11 กรณี, ปี 2560 จำนวน 10 กรณี มีการพักใช้ใบอนุญาต 7 วัน และปี 2561 จำนวน 9 กรณี ทั้งนี้ พล.ท.พีรพงษ์ ย้ำว่า “กสทช.ดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างมีมาตรฐาน ตรงไปตรงมา ไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง และไม่มีการฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ไม่มีผู้มีอิทธิพล หรือบุคคลใดเข้ามาบงการการทำงานของ กสทช.ได้”

อย่างไรก็ตาม พล.ท.พีระพงษ์ เผยว่า วอยซ์ ทีวี สามารถยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอเพิกถอนคำสั่ง กสทช.ที่พักใช้ใบอนุญาต 15 วันได้ โดยมีเวลายื่นภายใน 90 วัน “สื่อ ควรใช้เสรีภาพอย่างมีขอบเขต และอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมาย ไม่ใช่ว่า ใกล้เลือกตั้งแล้ว ทุกคนจะมีเสรีภาพในการที่จะล่วงเกิน หรือกระทำความผิดใด”

ด้านวอยซ์ ทีวี ได้ร้องศาลปกครองเมื่อวันที่ 14 ก.พ. ขออุทธรณ์คำสั่งของ กสทช.ที่พักใช้ใบอนุญาต 15 วัน และขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินเพื่อคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้วอยซ์ ทีวี จอดำ โดยนายประทีป คงสิบ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายข่าวและเนื้อหารายการ ของวอยซ์ ทีวี เผยเหตุผลที่ร้องศาลปกครองว่า มี 3 ประเด็น 1.การสั่งปิดวอยซ์ ทีวี 15 วัน ทำให้สถานีได้รับความเสียหายจากโอกาสในเรื่องของโฆษณา ประเมินไว้ที่ 76 ล้านบาท 2.ขอความคุ้มครองชั่วคราว เพราะบ้านเมืองกำลังมีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ประชาชนมีสิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่หลากหลาย และ 3.สถานีมั่นใจว่า ไม่ได้ทำผิดตามตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 97 หรือ พ.ร.บ.ประกาศวิทยุกระจายเสียง มาตรา 37 ตามที่ กสทช.ลงโทษ พร้อมกันนี้ นายประทีป ยังเรียกร้องให้ กสทช.และหัวหน้า คสช.ช่วยกันผลักดันยกเลิกประกาศคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 97 และ 103 ด้วย

ล่าสุด 15 ก.พ. ศาลปกครองได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราววอยซ์ ทีวี เนื่องจากพิเคราะห์แล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน และสื่อมวลชนอย่างชัดแจ้ง การที่ กสทช.จะใช้อำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตของวอยซ์ ทีวี ได้ ต้องมีข้อเท็จจริงว่า วอยซ์ ทีวี มีพฤติการณ์หรือการกระทำความผิดตามมาตรา 37 ของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงฯ และการทำความผิดดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สำนักงาน กสทช.มิได้เสนอว่า การออกรายการของวอยซ์ ทีวี เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงหรือไม่ อย่างไร และไม่ปรากฏว่า กสทช.ได้พิจารณาเรื่องความเสียหายอย่างร้ายแรงก่อนมีมติออกคำสั่งกำหนดโทษทางปกครองให้พักใช้ใบอนุญาตวอยซ์ ทีวี ศาลปกครองจึงเห็นว่า คำสั่งพักใช้ใบอนุญาต 15 วันดังกล่าว น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากให้คำสั่งดังกล่าวมีผลต่อไป อาจเกิดความเสียหายทางธุรกิจของต่อวอย์ ทีวี ที่มีการสั่งสมฐานผู้ชมและความเชื่อมั่น ซึ่งไม่อาจเรียกคืนได้ จึงเป็นการยากแก่การเยียวยาในภายหลัง อีกทั้งการทุเลาการบังคับคดี ก็ไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือบริการสาธารณะ เนื่องจาก กสทช. ยังคงมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลผู้ได้รับอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล รวมทั้งบริษัท วอยซ์ทีวี ตามกฎหมาย จึงมีเหตุสมควรที่ศาลปกครองจะกำหนดมาตรการ หรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่วอยซ์ ทีวี เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษา

4.“ฮาคีม” กลับออสเตรเลียแล้ว หลังศาลไทยไฟเขียวอัยการถอนฟ้อง เหตุบาห์เรนยอมยุติขอตัวส่งผู้ร้ายข้ามแดน!
นายฮาคีม อัล-อาไรบี อายุ 25 ปี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติบาห์เรน
เมื่อวันที่ 11 ก.พ. น.ส.เสฏฐา เธียรพิลากุล พนักงานอัยการสำนักงานต่างประเทศ ได้เข้ายื่นคำร้องต่อศาลอาญา เพื่อขอถอนฟ้องคดีที่พนักงานอัยการฯ ยื่นฟ้องขอส่งตัวนายฮาคีม อัล-อาไรบี อายุ 25 ปี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติบาห์เรน เป็นผู้ร้ายข้ามแดน ตามคำร้องขอของทางการบาห์เรน ซึ่งพนักงานอัยการฯ ได้ยื่นคำฟ้องไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา

ด้านนายชัชชม อรรฆภิญญ์ อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ เผยเหตุผลที่ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีดังกล่าวว่า เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศแจ้งให้ทราบว่า ทางการประเทศบาห์เรนไม่ติดใจที่จะขอตัวนายฮาคีมเป็นผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว คณะทำงานของอัยการจึงได้ประชุม และเห็นว่า เมื่อประเทศบาห์เรนไม่ติดใจจะดำเนินคดีนี้อีกต่อไป การฟ้องคดีต่อไป จึงไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 อัยการสำนักงานต่างประเทศจึงได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีดังกล่าว

ขณะที่ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามโจทก์แล้ว ยืนยันขอถอนฟ้อง เมื่อจำเลยไม่ยื่นคำคัดค้าน จึง อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยได้ และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ พร้อมออกหมายปล่อยจำเลยที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ทั้งนี้ วันเดียวกัน ตำรวจสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ได้ขับรถยนต์เข้าไปรับนายฮาคีมออกจากเรือนจำ คาดว่าพาไปสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อส่งตัวกลับประเทศออสเตรเลียที่นายฮาคีมได้รับสถานะผู้ลี้ภัย

วันเดียวกัน (11 ก.พ.) กระทรวงต่างประเทศบาห์เรนออกแถลงการณ์ว่า ได้รับทราบการยุติคดีส่งนายฮาคีมเป็นผู้ร้ายข้ามแดนและนายฮาคีมได้รับการปล่อยตัวแล้ว อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ระบุว่า โทษจำคุก 10 ปีนายฮาคีม ซึ่งเป็นคำพิพากษาลับหลังจำเลยของศาลบาห์เรนนั้นยังคงอยู่ และนายฮาคีมยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คดีดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์บาห์เรนได้

ด้าน พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เผยว่า ก่อนปล่อยตัว ได้เข้าไปเยี่ยมและพูดคุยกับนายฮาคีม ซึ่งนายฮาคีมได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ และเพื่อนผู้ต้องขัง ที่คอยช่วยเหลือดูแลระหว่างถูกควบคุมตัวในเรือนจำเป็นอย่างดีอีกด้วย

ขณะที่ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม.กล่าวถึงกรณีที่ศาลปล่อยตัวนายฮาคีมแล้วว่า ทั้งหมดเป็นการดำเนินการตามกฎหมายไทย และว่า ไทยไม่ได้ขึ้นบัญชีแบล็กลิสต์นายฮาคีม หากนายฮาคีมมีเอกสารเดินทางและใช้วีซ่าถูกต้อง ก็สามารถเดินทางไปได้ทุกประเทศ รวมทั้งประเทศไทย

ทั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายฮาคีมเดินทางถึงนครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อช่วงเที่ยงวันที่ 12 ก.พ.ตามเวลาท้องถิ่น ท่ามกลางเสียเชียร์ของผู้สนับสนุนและนักข่าวจำนวนมาก

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังอัยการฯ ถอนฟ้องคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดน ส่งผลให้นายฮาคีมได้รับการปล่อยตัวและเดินทางกลับประเทศออสเตรเลียแล้ว หลายฝ่ายต่างชื่นชมและขอบคุณรัฐบาลไทยเป็นอันมาก เช่น นายสก็อตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ซึ่งนอกจากจะขอบคุณรัฐบาลไทยแล้ว ยังยืนยันว่า ความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียกับรัฐบาลไทย โดยเฉพาะกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความแน่นแฟ้นอย่างมาก

ขณะที่นายคริส นีคู ประธานสหพันธ์ฟุตบอลออสเตรเลีย ได้ขอบคุณรัฐบาลออสเตรเลีย รวมถึงรัฐบาลไทย และรัฐบาลบาห์เรน ที่ช่วยให้นายฮาคีมได้รับการปล่อยตัว

ด้านมินาร์ พิมเพิล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการระดับโลกของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ชื่นชมรัฐบาลไทยเช่นกัน “วันนี้ รัฐบาลไทยแสดงให้เห็นถึงความจริงใจที่จะเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และทำในสิ่งที่ถูกต้อง โดยการปล่อยนายฮาคีมกลับไปสู่สถานที่ที่ปลอดภัย”

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณีที่นายฮาคีมได้รับการปล่อยตัวว่า หลายหน่วยงานช่วยกันแก้ปัญหาครั้งนี้ โดยกระทรวงการต่างประเทศได้ประสานกับออสเตรเลียและบาห์เรน ซึ่งปัญหาได้รับการแก้ไขด้วยดี และว่า รัฐบาลต้องขอกราบสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย พระองค์ทรงห่วงใย ได้ให้ทุกหน่วยงานทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดภายใต้กฎหมายไทย

เป็นที่น่าสังเกตว่า การที่ทางการบาห์เรนยุติที่จะให้ไทยส่งตัวนายฮาคีมเป็นผู้ร้ายข้ามแดน มีขึ้นหลังนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปประเทศบาห์เรน และเข้าเฝ้าเจ้าชายซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งบาห์เรน เพื่อหารือกรณีนายฮาคีม โดยนายดอน เผยในเวลาต่อมาว่า ต้องใช้การทูตในการแก้ปัญหากรณีนายฮาคีม ซึ่งรัฐบาลบาห์เรนให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์พิเศษกับไทย และไม่อยากเห็นไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือถูกกดดัน ทั้งที่ไทยไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

5.วัดพระธรรมกายระดมอนุโมทนาบัตร 3 ล้านใบ ยื่นศาลแพ่ง สู้คดียึดทรัพย์!
บรรยากาศพิธีรวมใจอธิษฐานจิตถวายอนุโมทนาบัตร 3 ล้านใบที่วัดพระธรรมกาย
เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่มหาธรรมกายเจดีย์ วัดพระธรรมกาย คณะลูกศิษย์วัดพระธรรมกายและประชาชนจำนวนมากได้นำอนุโมทนาบัตร ที่ทำบุญกับวัดพระธรรมกาย จำนวน 3 ล้านใบ มาประกอบพิธีอธิษฐานจิตต่อหน้าพระมหาธรรมกายเจดีย์ เพื่อยืนยันว่า ลูกศิษย์วัดและประชาชนเป็นผู้บริจาคทรัพย์เพื่อสร้างศาสนสถาน เช่น อาคาร 100 ปี คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง มหารัตนวิหารคด อาคารบุญรักษา และทุกอาคารในบริเวณพื้นที่ 2,000 ไร่ และพื้นที่อื่นๆ ของวัดพระธรรมกาย และมูลนิธิธรรมกาย ตั้งแต่ปี 2516 จนถึงปัจจุบัน

สำหรับการรวบรวมอนุโมทนาบัตรครั้งนี้ ทางวัดได้มีการใส่กล่อง 400 กล่อง แต่ละกล่องบรรจุใบอนุโมทนาบัตร 7,500 ใบ รวม 3,000,000 ใบ

ด้านพระมหานพพร ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า อนุโมทนาบัตร 3 ล้านใบถือเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่า ประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก คือผู้บริจาคตัวจริง ไม่ใช่ทรัพย์ที่ได้จากการทุจริตตามที่ถูกกล่าวหา ผู้แทนคณะศิษย์จะนำใบอนุโมทนาบัตรทั้งหมดที่ผ่านพิธีอธิษฐานจิตแล้วไปมอบเป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาคดีที่ศาลแพ่งรัชดาฯ พร้อมยืนยันว่า การรวบรวมอนุโมทนาบัตร มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตนาบริสุทธิ์ในการบริจาคและการมีส่วนร่วมสร้างศาสนสถานของประชาชนเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ทางการเมืองตามที่มีข่าว
กำลังโหลดความคิดเห็น...