xs
xsm
sm
md
lg

คนไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก “ธัชพล เลิศวิโรจน์กุล” มือปล่อยแสงในแอนิเมชันของโซนี่ พิคเจอร์ส

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

จากเจ้าของรางวัลเหรียญเงินประเภท Student Academy Awards Winner เมื่อปี 2008 นำพามาสู่หนึ่งในทีมงานของ Sony Picture Animation ที่ผ่านการสร้างสรรค์งานแอนิเมชันต่างๆ มานับไม่ถ้วน ธัชพล เลิศวิโรจน์กุล ฟันเฟืองสำคัญคนหนึ่งในแวดวงแอนิเมชันโลกในศาสตร์แห่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวนี้ที่ควรภาคภูมิใจ



“จุดสนใจของเรากับแอนิเมชัน เริ่มมาจากตอนที่เรียนสถาปัตย์ ในส่วนเรื่องของการเรียนพื้นที่-ที่ว่าง ในช่วงเวลานั้นยังไม่มีคอมพิวเตอร์มากสักเท่าไหร่ เวลาที่จะเรียนคอมพิวเตอร์แล้วเราอยากรู้ว่าเป็นอย่างไรนั้น เราต้องค้นคว้าเองเพราะสมัยนั้นยังไม่มี YouTube หรือไม่มีตัวช่วยที่หากันง่ายๆ แบบทุกวันนี้ เวลาที่จะป้อนคำสั่งว่าสิ่งนี้ใช้งานยังไงก็ต้องถามเพื่อนที่เล่นด้วยกัน แล้วพอเราค้นหาใหม่เราก็เริ่มที่จะสนุกกับมันแล้ว เรากับเพื่อนที่เป็นเพื่อนในกลุ่มที่ใช้คอมพิวเตอร์มาตลอด หลังจากเรียนจบสถาปัตย์เราก็ไปทำงานเป็นสถาปนิก 2 ปี เราก็ฝึกและใช้งานคอมพิวเตอร์มาตลอด

จนถึงจุดหนึ่งที่อยากจะเรียนต่อแล้ว เราก็ยังลังเลว่าจะเรียนทางด้านไหนต่อ ระหว่างสถาปัตย์กับทางด้านคอมพิวเตอร์กราฟิกไปเลย จนท้ายสุดเราก็เลือกอย่างหลังเพราะรู้สึกว่ามันเป็นความท้าทายสำหรับเรามากกว่า นี่คือจุดเริ่มต้นที่ ไม่ได้หวังไกลกว่าจะได้ออสการ์ หรือไม่ได้หวังว่าจะได้ทำงานในสตูดิโอใหญ่ๆ ระดับโลก แค่เราอยากไปเรียนต่อในสิ่งที่เราอยากรู้ เราเลยตั้งใจเรียนที่ New York ซึ่งมันเป็นเมืองที่ทำให้เสียผู้เสียคนได้มากเลย (หัวเราะ) เพราะว่ามันมีที่เที่ยวอะไรเต็มไปหมด มีการโดดเรียนเต็มไปหมดเลย เราก็มีโดดบ้าง แต่ก็ตั้งใจเรียนจนจบ ป.ตรีได้เกรด 4.00 ได้ A ทุกวิชา Thesis ก็ได้ Student agree award หลังจากนั้นก็เหมือนต่อพุ่งจรวดเลย ไปเร็วมาก ได้อีเมลเชิญไปสัมภาษณ์จาก Vice President จาก Sony แล้วก็ไปสัมภาษณ์ วันที่ได้รับรางวัลก็ไปสัมภาษณ์ที่ลอสแองเจลิส พอไปสัมภาษณ์ 1 อาทิตย์ ต่อมาก็มีอีเมลว่าจะทำวีซ่าทำงานให้

“ตอนที่เราทำที่แรกก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นแล้วนะ แต่จะเป็นส่วนของโฆษณา แล้วบริษัทนี้ก็ถือว่าเป็นบริษัทที่ดังพอสมควรเลย แต่ในนิวยอร์กจะไม่มีบริษัทสตูดิโอใหญ่ๆ ที่ทำหนัง จะมีสตูดิโอเล็กๆ เต็มไปหมด ก็จะเป็นการทำโฆษณาเยอะ แต่มีสตูดิโอเดี่ยวในเมืองนี้คือ Studio Blue Sky ที่ทำเรื่อง Ice Age แต่ว่าไม่ได้อยู่ในแมนฮัตตัน อยู่นอกเมือง ต้องนั่งรถไฟไป 2 ชั่วโมง ฉะนั้น ถ้าอยากจะทำหนังต้องไปฝั่ง California แล้วพอดี Sony เข้ารับทำงาน ใจหนึ่งก็อยากไป ว่าเราจะไปถึงขนาดไหน ใจหนึ่งก็คิดว่าเราไม่ได้หวังขนาดนี้นะ เพราะมันเป็นโอกาสที่ทุกคนอยากได้ แต่เราก็รู้สึกว่าเราจะอยู่ได้ไหม เราไม่ได้เตรียมใจที่จะทำงานเลย เราไม่รู้เลยว่ามันจะโหดขนาดไหน มันก็เป็นธรรมดาของความรู้สึกสับสน แล้วก็ไม่ค่อยมีคนไทยเท่าไหร่ แต่สุดท้ายเราก็ลองไปดู

ช่วงอาทิตย์แรก มีความรู้สึกว่าอยากกลับเลย คือเรารู้สึกว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมด กลุ่มเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันก็ยังอยู่นิวยอร์ก เรารู้สึกว่าเราอยู่คนเดียวเลยนะไม่มีเพื่อนเลย นั่งรถเมล์ไปทำงานเช้า เย็นกลับ ทำอย่างนี้อาทิตย์หนึ่ง จนทำให้เกิดความรู้สึกที่ว่าไม่เอาดีกว่าไหม แต่ตอนนั้นก็มีการคุยกับที่บ้านเราก็เลยรู้สึกว่าลองดูแล้วกัน ก็อดทน 1 เดือน แต่ผมว่าเอฟเฟกต์นี้เป็นทุกคนนะ ทุกคนที่ไปทำงานต่างประเทศในอาทิตย์แรกๆ มีปัญหากันทุกคน เพราะการปรับตัวเรายังรู้สึกว่ายังไม่ใช่ แล้วเราอยากจะไปที่ Comfort Zone ของเรา น่าจะเป็นกับทุกคนที่ผมคุยกับน้องๆ นะ ทีนี้พอผ่านไปได้เราก็เริ่มรู้สึกเข้าใจกับระบบงานขึ้น ตัวตนของเราเข้าไปในงาน เริ่มสร้าง Comfort Zone ที่ Sony ได้ เริ่มใส่ตัวตนของเราก็ไปในงานมากขึ้น เริ่มที่จะเป็นธรรมชาติมากขึ้น

“แน่นอนว่าพอได้เข้ามาทำงานจริงๆ กลัวเขาไล่ออกทุกวันเลย (หัวเราะ) อาทิตย์แรกนี่คือใจอยากกลับบ้านทุกวันเลย คือเนื่องด้วยสภาพแวดล้อมมันเปลี่ยน เมื่อก่อนเราใช้โปรแกรมที่มีขายอยู่ทั่วไป เราสามารถใช้ได้ง่ายๆ แต่สตูดิโอใหญ่ๆ เขาก็จะมีโปรแกรมของเขาเอง แล้วเราต้องไปเรียนรู้ใหม่ ตรงนี้เหมือนกับเรากระโดดขั้นบันไดไปขั้นสูงๆ เลย ต้องมีการเรียนรู้โปรแกรมใหม่ ในขณะเดียวกันก็ต้องทำงานด้วย หมายถึงว่าได้งาน Shot ด้วย ถ้าพนักงานเขาก็จะมีการประเมิน มีการให้ออกตลอดเวลานะ ในช่วงเวลาต่างๆ บางทีเพื่อนก็หายไป จู่ๆ เหมือนโดนอุ้มไปไม่บอกอะไรเรา จนมารู้ทีหลังว่าไม่ผ่าน ระหว่างนั้นเราก็รู้สึกว่ากดดันตัวเองด้วย กลัวว่าจะมีอีเมลว่าไม่ผ่านนะ เราก็พยายามเต็มที่ ลองดู แล้วพอผ่านไป 3 เดือน เราเริ่มรู้สึกว่าโปรแกรมที่เขาทำมาเริ่มอยู่มือกับเราแล้ว ตอนนั้นก็คือสรุปเลยครับเป็น creative ล้วนๆ เราใช้โปรแกรมคล่อง เริ่มชินกับความตรวจงานและการสื่อสารของเขา ที่เหลือคือเราใส่ตัวตนของเราก็ไปทันที คือสายที่เราทำมันสามารถใส่ความเป็น creative ลงไปได้ดี เพราะฉะนั้นเราก็เลยสนุกกับมัน ไม่ต้องทำตามกฎ กรอบหรือสิ่งที่เขาวางมาให้ เขามีพื้นที่ที่ให้เราใส่ Idea เข้าไปได้เต็มที่

หัวใจในการทำแอนิเมชันในมุมมองของผมเหรอครับ ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องการทำงานเป็นทีม ข้อเดียวเลย ลองสังเกตดูนะครับว่าคนระดับโปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ เขาจะชอบพูดว่าชอบเป็นทีม เพราะว่าหนังเรื่องหนึ่งไม่สามารถสำเร็จได้แค่คนคนเดียว 10 คน หรือร้อยคนก็สำเร็จไม่ได้ จะใช้คนหลายร้อยมาก เราเป็นเฟืองเล็กๆ หรือเฟืองใหญ่ๆ มันก็ขับเคลื่อนหุ่นยนต์ตัวใหญ่ๆ ไปไม่ได้ถ้าไม่มีเฟืองตัวอื่นๆ ฉะนั้นการทำแอนิเมชันต้องทำงานเป็นทีม หัวใจของมันอยู่ตรงนี้ ไม่อย่างนั้นไม่มีทางที่แอนิเมชันจะเสร็จได้เลย

“สไปเดอร์แมนเป็นโปรเจกต์ที่ไม่คิดว่าจะไปทำนะ เพราะว่าช่วงปี 2017 ผมอยู่ไทยช่วงนึง แล้วมันมีเทรลเลอร์เรื่องสไปเดอร์แมนออกมา ผมดูครั้งแรกแล้วเกิดเครื่องหมายคำถามในหัวใหญ่มากเลย แล้วเกิดคำถามว่าทำยังไงวะ เพราะไม่เหมือนกับแอนิเมชันเรื่องที่ผ่านๆ มาเลยนะ แล้วผมก็นั่ง DOWNLOAD คลิปแล้วมาไล่ดูทีละภาพเลยว่าเอฟเฟกต์ภาพทำได้ยังไง ผมเลยตัดสินใจอีเมลไปถามเพื่อนที่ SONY เลยว่าตอนนี้ถึงขั้นไหนแล้ว ซึ่งเพื่อนผมเป็นวิชวล เฮดซุปฯ ของเรื่องนี้พอดี เพื่อนก็บอกว่าจะมาทำมั้ยล่ะ ผมใช้เวลาตัดสินใจอยู่อาทิตย์หนึ่งเนื่องจากตอนนั้นยังไปเที่ยวกับครอบครัว ผมก็ตัดสินใจว่าไป เพื่อนก็ส่ง RECUTER มาให้ ตกลงเรื่องวีซ่ากันเรียบร้อยก็บินไป

ถือว่าเป็นโปรเจกต์ที่ยากที่สุดเท่าที่ทำมา เรียนรู้ใหม่หมดจนเทคนิคการจัดแสงรายการใช้ไม่ได้กับหนังเรื่องนี้นะครับ ข้อที่จัดแสงกันมาจะถูกห้ามในหนังเรื่องต่างๆ แต่กลับมาใช้กับเรื่องนี้ได้ดี ผมมีเพื่อนที่พูดคุยกันเองว่าจากการที่ทำกันมา แล้วดูหน้าจอจนแสบตามาก ลองทรงดูมันอาจจะดีก็ได้นะ เพราะเพื่อนอยู่มาตั้งแต่ตอนต้นพอจับทางได้แล้วว่าทีมงานของโปรเจกต์นี้เป็นยังไง เขาบอกว่าอะไรที่ไม่คิดว่าจะถูก คุณลองส่งดูมันอาจจะใช่ ชนะในแง่ของโปรดักชัน ถูกเปลี่ยนไปจากโปรเจกต์อื่นที่เราเคยทำมา อะไรคือสิ่งที่ดีโปรเจกต์นี้ไม่ทำ แต่อะไรที่โปรเจกต์อื่นที่คิดว่าดีกลับถูกห้ามใน PROJECT นี้ PROJECT นี้ถือว่าโหดมาก ซึ่งผมได้ทำคอร์ด TRAILER ซึ่งปกติเป็นส่วนที่เร่งมาก ประมาณว่าอีก 2 อาทิตย์จะมีความคืบหน้า

ผมทำอาทิตย์ละ 6 วัน วันละ 12 ชั่วโมง ใน 7 เดือนของโปรเจกต์ แต่สุดท้ายทุกคนก็ภูมิใจ แล้วก็ได้รางวัล ทุกคนก็พูดในแง่ดี เราก็ภูมิใจด้วย แล้วก็ยังส่งอีเมลไปยินดีกับเพื่อน เซ็นชื่อเขาจะไม่ค่อยถูกพูดถึงเท่าไหร่ แต่หัวใจหลักของโปรเจกต์นี้คือเพื่อนผมที่ตรวจทุกงาน ทุกช็อต ก่อนที่จะส่งให้ ART DIRECTOR ดู แล้วเขาก็เชื่อ เพื่อนผมคนนี้ แต่เขาจะไม่ค่อยออกตัวเท่าไหร่”





กำลังโหลดความคิดเห็น...