xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 3-9 ก.พ.2562

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

1.“ในหลวง” มีพระราชโองการ “พระบรมราชวงศ์” ห้ามดำรงตำแหน่งการเมือง หลัง “ทษช.” เสนอพระนาม “ทูลกระหม่อมฯ” เป็นนายกฯ!
ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)
เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดรับรับสมัคร ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยพรรคต่างๆ ต้องยื่นบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรคต่อ กกต.ด้วย ปรากฏว่า ผู้สื่อข่าวทุกสำนักต่างไปเฝ้าที่สำนักงาน กกต. เพื่อรอลุ้นว่า แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) พรรคที่ถูกมองว่าเป็นพรรคสาขาของพรรคเพื่อไทย (พท.) และถูกมองว่า ทษช.ย่อมาจาก "ทักษิณ ชินวัตร" ที่จะมาเปิดเผยหลังยื่นต่อ กกต. จะเป็นใคร หลังมีข่าวสะพัดออกมาก่อนหน้าว่า จะเป็นหญิงสูงศักดิ์ ขณะเดียวกันสื่อทุกสำนักก็รอลุ้นเช่นกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะตอบรับเป็นนายกฯ ในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ตามที่ทางพรรคได้ส่งเทียบเชิญหรือไม่ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่า จะให้คำตอบในวันที่ 8 ก.พ.เช่นกัน

ปรากฏว่า หลัง ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค ทษช. พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรคได้เดินทางมายื่นรายชื่อนายกฯ ในบัญชีของพรรคต่อ กกต.แล้ว ชื่อที่ ทษช.เสนอ ก็คือ “ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี”

ทั้งนี้ ร.ท.ปรีชาพล เผยเหตุผลที่กรรมการบริหารพรรคมีมติเสนอชื่อทูลกระหม่อมฯ เป็นนายกฯ ว่า เนื่องจากเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ เป็นชื่อที่มีความเหมาะสมที่สุด พรรคฯ จึงได้ติดต่อและประสาน ซึ่งท่านเองก็มีพระเมตตา ให้เกียรติตอบรับเป็นบัญชีนายกรัฐมนตรีในนามของพรรค ทษช.

ร.ท.ปรีชาพล ยืนยันด้วยว่า การเสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ เป็นนายกฯ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นรัฐบาลแห่งชาติ พร้อมย้ำว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำ เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญระบุไว้

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังจากทราบว่า รายชื่อนายกฯ ในบัญชีของพรรค ทษช.คือ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ สังคมลุ้นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังจะตอบรับเป็นนายกฯ ในบัญชีของพรรค พปชร.หรือไม่ ซึ่งในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ตอบรับ พร้อมเผยแพร่แถลงการณ์ยืนยันว่า การตอบรับเป็นนายกฯ ในบัญชีพรรค พปชร. ไม่ได้ต้องการสืบทอดอำนาจใดๆ “การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ง่ายนัก เพราะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของประเทศ ถึงแม้ก่อนหน้านี้ผมจะเป็นทหารมาตลอดชีวิต แต่ผมเป็นคนหนึ่งที่พร้อมจะสละชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย ...ผมขอยืนยันว่า ผมมิได้มุ่งหวังจะสืบทอดอำนาจใดๆ เพียงแต่มุ่งหวังถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวมเป็นสำคัญอย่างแท้จริง โดยจะเร่งบริหารและพัฒนาประเทศให้มีความเจริญรุ่งเรืองต่อไป"

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังสื่อเผยแพร่ข่าวพรรค ทษช.เสนอชื่อ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ อยู่ในบัญชีนายกฯ ของพรรค ปรากฏว่า ได้เกิดคำถามและกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมและในโลกโซเชียลถึงความเหมาะสม เนื่องจากมองว่า พรรคการเมืองไม่ควรดึงสถาบันฯ ลงมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะสถาบันฯ ทรงอยู่เหนือการเมือง

ซึ่งในเวลาต่อมา ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านอินสตาแกรม ยืนยันว่า พระองค์ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์พระราชวงศ์ เป็นสามัญชนแล้ว “...ขอชี้แจงว่า ดิฉันได้ลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ และอยู่ในฐานะสามัญชนแล้ว ดิฉันจึงขอใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างสามัญชนภายใต้รัฐธรรมนูญกฎหมาย และข้าพเจ้ายินยอมให้พรรคไทยรักษาชาติใช้ชื่อเพื่อเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นเพียงการแสดงถึงสิทธิ เสรีภาพ และความไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ เหนือปวงชนชาวไทยตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ หากแต่การกระทำครั้งนี้ ข้าพเจ้าได้กระทำด้วยความจริงใจและความตั้งใจเสียสละในการขอโอกาสนำประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง”

ทั้งนี้ ในอินสตาแกรม @nichax ของทูลกระหม่อมฯ ได้มีผู้เข้ามาถวายพระพรและถวายกำลังใจจำนวนมาก หนึ่งในนั้น คือ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรืออุ๊งอิ๊ง บุตรสาวนายทักษิณ ชินวัตร ได้โพสต์คอมเมนต์ถึงทูลกระหม่อมฯ ว่า “ขอเป็นกำลังใจเล็กๆ ในทุกๆ เรื่อง ให้ทูลกระหม่อมตลอดไปเพคะ” ซึ่งทูลกระหม่อมฯ ได้ทรงตอบ น.ส.แพทองธาร ว่า “ขอบใจมากอิ๊งสำหรับกำลังใจที่ให้มาตลอด”

ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูปประเทศ (ปชช.) ได้เข้ายื่นหนังสือถึงนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ขอให้ กกต.พิจารณาและวินิจฉัยการที่พรรค ทษช. เสนอพระนามทูลกระหม่อมฯ อยู่ในบัญชีนายกฯ ของพรรค เข้าข่ายขัดต่อระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 หรือไม่ เพราะแม้ทูลกระหม่อมฯ จะทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์แล้วตั้งแต่ปี 2515 แต่ทูลกระหม่อมฯ ทรงเป็นเจ้าฟ้าชั้นทูลกระหม่อม ดังนั้นจึงทรงเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ การที่ ทษช.ได้ยื่นเสนอพระนามในบัญชีนายกฯ ย่อมต้องมีการนำพระนามของทูลกระหม่อมฯ ไปใช้ประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้งของพรรค อันเป็นการเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ตามระเบียบ กกต.

พร้อมกันนี้ นายไพบูลย์ได้ยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 6/2543 ที่เคยระบุว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ หมายถึง พระมหากษัตริย์ พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปโดยกำเนิดหรือจากการแต่งตั้ง ย่อมดำรงอยู่เหนือการเมืองและความเป็นกลางทางการเมือง ไม่ใช่เป็นเรื่องของฐานันดรศักดิ์ แต่เป็นเรื่องฐานะโดยกำเนิด

ขณะที่ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ได้แถลงยอดรวมผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 5 วันว่า มีผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตจำนวน 11,128 คน เป็นผู้สมัครจากพรรคการเมือง 80 พรรค ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อรวม 5 วัน จำนวน 2,718 คน จาก 72 พรรคการเมือง ส่วนการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ยอดรวม 5 วัน มีทั้งสิ้น 33 พรรค จำนวน 52 รายชื่อ โดยในวันที่ 15 ก.พ.นี้ กกต.จะประกาศรายชื่อ แจ้งเป็นผู้มีสิทธิสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรคว่า มีคุณสมบัติครบถ้วนหรือไม่

ขณะที่กระแสความรู้สึกนึกคิดของประชาชนทั้งในและนอกโซเชียลมีเดียยังคงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักกรณีพรรค ทษช.เสนอชื่อทูลกระหม่อมฯ เป็นนายกฯ ในบัญชีของพรรค ซึ่งในที่สุด กลางดึกคืนเดียวกัน (8 ก.พ.) โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่พระราชโองการสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความว่า "สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเป็นศูนย์รวมและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนชาวไทย พระมหากษัตริย์และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง และทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชนมาโดยตลอด...”

“ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทั้งยังเป็นพระเชษฐภคินีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ แม้จะทรงกราบถวายบังคมลาออกจากฐานันดรศักดิ์ไปแล้วตามกฎมณเฑียรบาล โดยได้กราบบังคมทูลพระกรุณาเป็นลายลักษณ์อักษร หากยังทรงสถานะและดำรงพระองค์ในฐานะสมาชิกแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ...การนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง ไม่ว่าจะโดยทางใดก็ตาม จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อโบราณราชประเพณี ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของชาติ ถือเป็นการกระทำที่มิบังควรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง"

"บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทุกฉบับรวมทั้งฉบับปัจจุบัน มีหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์เป็นการเฉพาะ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่รองรับสถานะพิเศษของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามประเพณีการปกครอง ...พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่เหนือการเมือง ...ผู้ใดจะละเมิด กล่าวหา หรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ ซึ่งบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญดังกล่าวย่อมครอบคลุมถึงพระราชินี พระรัชทายาทและพระบรมราชวงศ์ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ ...ดังนั้นพระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ จึงอยู่ในหลักการเกี่ยวกับการดำรงอยู่เหนือการเมือง และความเป็นกลางทางการเมืองของพระมหากษัตริย์ด้วย และไม่สามารถดำรงตำแหน่งใดๆ ในทางการเมืองได้ เพราะจะเป็นการขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และประเพณีการปกครองฯ"

หลังสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชโองการดังกล่าว กระแสในโซเชียลมีเดียต่างโพสต์ภาพพระบรมฉายาลักษณ์พร้อมข้อความ “ทรงพระเจริญ” และชื่นชมในพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีพระเมตตา ห่วงใยความทุกข์ใจของประชาชนและบ้านเมือง และทรงช่วยดับทุกข์ของทวยราษฎร์ได้ภายในเวลาอันรวดเร็วมิทันข้ามทัน

ล่าสุด 9 ก.พ. ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านอินสตาแกรมว่า "ขอขอบคุณพวกเราคนไทยทุกๆ คน สำหรับความรักและน้ำใจที่มีต่อกันในวันที่ผ่านมานี้ และขอบคุณที่ให้กำลังใจ และให้ความสนับสนุนดิฉันมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ขอบอกอีกครั้งด้วยความจริงใจว่า อยากเห็นประเทศไทยเดินไปข้างหน้า เป็นที่ชื่นชมและยอมรับของนานาประเทศ อยากเห็นพวกเราชาวไทยทุกคนมีสิทธิ และโอกาส มีความกินดีอยู่ดี มีความสุขทั่วถึงกัน และขอขอบคุณด้วยความรักอย่างจริงใจนะคะทุกคน ขออวยพรให้ทุกคนโชคดีมีความสุข #ILoveYou♥"

ด้านพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) หลังพระราชโองการระบุว่า การนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง เป็นสิ่งที่มิบังควร ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ปรากฏว่า ล่าสุด 9 ก.พ. พรรค ทษช.ได้ออกแถลงการณ์น้อมรับพระราชโองการ แต่มิได้มีข้อความสำนึกผิดหรือขออภัยหรือขอพระราชทานอภัยโทษแต่อย่างใด พร้อมระบุว่า พรรคซาบซึ้งในพระเมตตาของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ มหิดล ที่ได้ให้ความเมตตาต่อพรรคฯ และพรรคจะขอทำหน้าที่ตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง กฎหมายการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ ด้วยความเคารพในขนบธรรมเนียมราชประเพณี และพร้อมที่จะดำเนินนโยบายเพื่อนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศไทย ด้วยความเคารพในการตัดสินใจของประชาชน ตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ขณะที่ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับการพิจารณาคุณสมบัติบัญชีนายกฯ ของพรรค ทษช. โดยบอกว่า วันที่ 11 ก.พ.นี้ คณะกรรมการ กกต.จะประชุมหารือทุกเรื่อง รวมถึงประเด็นข้อกฎหมายด้วย

2.“บิ๊กตู่” ยัน รบ.แทรกแซงศาลไม่ได้ แนะออสเตรเลีย-บาห์เรนหันหน้าคุยกัน จะให้ส่ง “ฮาคีม” กลับประเทศใด!
นายฮาคีม อัล-อาไรบี อายุ 25 ปี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติบาห์เรน
เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ศาลอาญาได้นัดสอบคำให้การคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดน ที่พนักงานอัยการสำนักงานต่างประเทศ เป็นโจทก์ยื่นคำร้องขอส่งตัวนายฮาคีม อัล-อาไรบี อายุ 25 ปี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติบาห์เรน เป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศบาห์เรน ซึ่งก่อนหน้านี้ นายฮาคีมถูกศาลบาห์เรนพิพากษาจำคุก 10 ปี ฐานลอบวางเพลิง ชุมนุมเกิน 5 คนในที่สาธารณะโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อก่ออาชญากรรมและก่อกวนความสงบเรียบร้อยของประชาชน ครอบครองระเบิดขวด จากเหตุการณ์เผาสถานีตำรวจในบาห์เรน เมื่อปี 2555 แต่นายฮาคีมใได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยจากประเทศออสเตรเลียแล้วตั้งแต่ปี 2560

เป็นที่น่าสังเกตว่า ระหว่างขึ้นศาลไทย นายฮาคีมได้ตะโกนบอกสื่อมวลชนว่า “ได้โปรดบอกเขา อย่าส่งตัวผมกลับบ้าน” ขณะที่มีตัวแทนจากสถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ รวมถึงสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) มาร่วมสังเกตการณ์ระหว่างนายฮาคีมถูกนำตัวขึ้นศาลด้วย

ด้านศาลได้สอบถามนายฮาคีมว่า ยินยอมถูกส่งตัวกลับไปรับโทษที่ประเทศบาห์เรนหรือไม่ ซึ่งนายฮาคีมปฏิเสธ และขอต่อสู้คดีส่งผู้ร้ายข้ามแดน ศาลจึงสั่งให้จำเลยยื่นคำคัดค้านคำร้องอัยการต่อศาลภายใน 10 วัน แต่จำเลยอ้างว่า ไม่สามารถยื่นได้ทัน เนื่องจากต้องร้องขอเอกสารจากต่างประเทศ ศาลจึงให้ความเป็นธรรม โดยให้จำเลยยื่นคำคัดค้านได้ภายในวันที่ 5 เม.ย.2562 และนัดตรวจหลักฐานในวันที่ 22 เม.ย.2562

ทั้งนี้ ทางการออสเตรเลียได้พยายามเรียกร้องกดดันให้ไทยส่งนายฮาคีมให้ออสเตรเลีย เพราะได้ให้สถานะผู้ลี้ภัยแก่นายฮาคีมแล้ว นอกจากนี้ออสเตรเลียยังได้ส่งจดหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย ให้พิจารณาส่งตัวนายฮาคีมให้ออสเตรเลีย ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีนายฮาคีมว่า ขณะนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมของไทย รัฐบาลไม่สามารถแทรกแซงได้ และขออย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า ศาลจะตัดสินให้ส่งตัวนายอาคีมเป็นผู้ร้ายข้ามแดนให้ประเทศบาห์เรนหรือไม่ และอย่านำไปประเด็นการเมือง “ระหว่างนี้กระทรวงการต่างประเทศกำลังประสานงานกับรัฐบาลบาห์เรนและออสเตรเลียเพื่อหาทางออกในเรื่องดังกล่าว”

ด้านนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีนายฮาคีมเช่นกันว่า ออสเตรเลียกับบาห์เรนควรหันหน้ามาคุยกัน โดยไทยยินดีช่วยอำนวยความสะดวก หากตกลงกันได้ จะทำให้เรื่องง่ายขึ้น นายดอนยังชี้แจงด้วยว่า การที่ไทยจับกุมนายฮาคีมและให้ศาลพิจารณาเรื่องส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน เนื่องจากได้รับหมายจับหรือหมายแดงของตำรวจสากลหรืออินเตอร์โพลของออสเตรเลียแจ้งมา นอกจากนี้ยังเป็นการจับตามคำร้องขอของบาห์เรนด้วย

ขณะที่เว็บไซต์กระทรวงต่างประเทศบาห์เรนเผยแพร่คำชี้แจงเกี่ยวกับการออกหมายจับนายฮาคีมว่า วันที่ 6 ม.ค.2557 นายฮาคีมถูกตัดสินว่าทำผิดหลายข้อหา ระหว่างรอไต่สวน นายฮาคีมได้รับอนุญาตให้ประกันตัว และเดินทางไปร่วมแข่งขันฟุตบอลที่ประเทศกาตาร์ด้วย ระหว่างนั้น นายฮาคีมได้หลบหนีไปยังอิหร่าน การออกหมายจับระหว่างประเทศจึงเป็นไปตามมาตรฐานสากลแล้ว และว่า นายฮาคีมไม่ได้มาขึ้นศาลเพื่อปกป้องตนเองหรือปฏิเสธข้อกล่าวหา หากมาขึ้นศาลเหมือนคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง นายฮาคีมก็มีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์สู้คดี

ด้านรัฐบาลออสเตรเลียออกแถลงการณ์ปฏิเสธว่า ไม่ได้เป็นผู้ออกหมายจับแดงนายฮาคีม แต่รัฐบาลบาห์เรนเป็นผู้ออกหมายจับเมื่อวันที่ 8 พ.ย.2561 ก่อนที่นายอาคีมจะเดินทางมายังกรุงเทพฯ

ด้านนายชัชชม อรรฆภิญญ์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่มีนักสิทธิมนุษยชนเสนอให้อัยการยื่นถอนฟ้องคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดนนายฮาคิม เนื่องจากมองว่าเข้าข่ายเป็นคดีที่ไม่มีประโยชน์ต่อสาธารณะ หรือฟ้องคดีไปก็ไม่เกิดประโยชน์ว่า ต้องดูให้รอบด้านเพราะอาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่หากออสเตรเลียและบาห์เรนสามารถเจรจาตกลงกันได้ว่าจะให้ส่งกลับไปประเทศไหน อัยการสามารถก็ยื่นเรื่องขอถอนฟ้องคดีต่อศาลอาญาได้

3.หน่วยความมั่นคงเข้ม หวั่นกลุ่มป่วนก่อกวน 3 จังหวัดใต้ หลัง “กลุ่มมาราปาตานี” ไม่พอใจ “บิ๊กเมา” ไม่ร่วมเจรจาสันติภาพที่มาเลย์!
(บน) พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้  (ล่าง) แฟ้มภาพ กลุ่มมาราปาตานี
เมื่อวันที่ 3 ก.พ. นายชูกรี ฮารี หัวหน้าคณะเจรจาของกลุ่มมาราปาตานี ได้ออกแถลงการณ์แสดงความไม่พอใจที่ พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอไม่เข้าร่วมการหารือสันติภาพที่กำหนดมีขึ้นในวันที่ 3 ก.พ. ทั้งที่ทีมเจรจาของทั้งมาราปาตานี และของไทย ได้เดินทางถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียแล้วเมื่อวันที่ 2 ก.พ. เพื่อรับทราบเกี่ยวกับการหารือ

แต่ พล.อ.อุดมชัย หัวหน้าคณะของไทย กลับไม่มาร่วมในการหารือ และจะพบกับนายฮารีเป็นการส่วนตัวและแยกต่างหาก “เรารู้สึกผิดหวังกับท่าทีของ พล.อ.อุดมชัย ที่ขัดแย้งกับแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ของเขาที่บอกว่า เขาจะจัดการเจรจาขึ้นและเคารพต่อทุกกลุ่มและทุกฝ่าย”

ทั้งนี้ มาราปาตานีมองว่า การปฏิเสธเข้าร่วมหารือของ พล.อ.อุดมชัย เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ และสงสัยว่า อาจมีนัยยะแอบแฝง ที่ พล.อ.อุดมชัย ต้องการพบนายฮารีเพียงคนเดียว ดังนั้น กลุ่มมาราปาตานีจึงได้ข้อสรุปว่า 1.จะไม่เข้าร่วมในการหารือวันที่ 3 ก.พ. 2.จะระงับการเจรจาสันติภาพทั้งหมด จนกว่าไทยจะมีการเลือกตั้งทั่วไป 3.เสนอให้รัฐบาลไทยเปลี่ยนตัวหัวหน้าคณะพูดคุย เป็นคนที่มีความน่าเชื่อถือมากกว่านี้ เพื่อบรรลุถึงการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ปัตตานี

วันต่อมา 4 ก.พ. พล.อ.อุดมชัย กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มมาราปาตานีไม่พอใจและออกแถลงการณ์ระงับการเจรจาสันติภาพ พร้อมขอให้ไทยเปลี่ยนหัวหน้าคณะพูดคุยว่า เกิดจากการที่ตนมอบหมายให้ พล.ต.เกรียงไกร ศรีรักษ์ เลขานุการของคณะพูดคุยฯ ไปพบปะกับกลุ่มมาราปาตานีอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อเตรียมการประชุมครั้งต่อไป แต่แค่เริ่มต้น ยังไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย ก็ยกประวัติศาสตร์มาด่ากันก่อนแล้ว และไม่ยอมพูดคุยกับ พล.ต.เกรียงไกร แต่จะคุยกับตน เพราะรู้ว่าตนไปที่ประเทศมาเลเซีย

พล.อ.อุดมชัย ยังชี้แจงด้วยว่า “ผมได้ประสานกลับไปว่า ขอคุยเป็นการส่วนตัวกับนายสุกรี ฮารี หัวหน้ากลุ่มมาราปาตานีเพียง 1 คนก่อนแล้วกัน เพื่อสร้างความเข้าใจว่า ทำไมยังไม่คุยกับแบบเต็มคณะ แต่เขาก็ไม่ยอม ไม่รู้ว่ามีปัญหาภายในอะไรกันหรือไม่ ที่สุดเขาก็ออกแถลงการณ์แบบนั้นออกมา”

พล.อ.อุดมชัย ยืนยันด้วยว่า ตนสามารถพูดคุยกับทุกกลุ่มอยู่แล้ว แต่ต้องมีขั้นตอนการพูดคุย ไม่ได้ปฏิเสธ หรือไม่อยากพูดคุยกับกลุ่มมาราปาตานี โดยได้รายงานให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับทราบเรื่องแล้ว ซึ่งนายกฯ บอกว่า ไม่เป็นไร ทำงานแก้ปัญหากันไป มันก็มีบ้างแบบนี้

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังกลุ่มมาราปาตานีไม่พอใจและออกแถลงการณ์ระงับการเจรจาสันติภาพ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการให้หน่วยกำลังทุกหน่วยปฏิบัติการรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างเข้มงวดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

4.กทม.-ปริมณฑล ค่าฝุ่น PM 2.5 ดีขึ้นอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ขณะที่ “น่าน-ขอนแก่น” ยังน่าห่วง!
สถานการณ์ฝุ่นและไฟป่าที่ อ.เมือง จ.น่าน
สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ใน กทม.และปริมณฑลสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลตรุษจีน 3-5 ก.พ. ปรากฏว่า สถานการณ์ดีขึ้น โดยปริมาณฝุ่นทุกพื้นที่ไม่เกินค่ามาตรฐานแล้ว โดยเมื่อวันที่ 4 ก.พ. ซึ่งตรงกับวันไหว้ของเทศกาลตรุษจีน กรมควบคุมมลพิษระบุว่า ค่าฝุ่นอยู่ที่ 15-43 มคก./ลบ.ม. อย่างไรก็ตาม แม้ค่าฝุ่นจะไม่เกินมาตรฐาน แต่มาตรการต่างๆ เพื่อลดปริมาณฝุ่นยังคงดำเนินต่อไป โดย กทม.ร่วมกับโรงเรียนการบินกรุงเทพ นำเครื่องบินเล็กขึ้นโปรยละอองน้ำ, การล้างทำความสะอาดถนน, การตรวจรถควันดำ เป็นต้น

ด้านนายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เผยว่า ชมรมโรงโม่หินหน้าพระลาน ซึ่งมีสมาชิกเป็นโรงโม่หินใน จ.สระบุรี พร้อมให้ความร่วมมือตามที่กระทรวงขอด้วยการหยุดทำเหมือง หยุดโม่หินตั้งแต่วันที่ 4-6 ก.พ. ซึ่งตรงกับช่วงตรุษจีน เพื่อลดมลภาวะ

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ได้ขอบคุณทุกฝ่ายที่พยายามช่วยกันลดปริมาณฝุ่น พร้อมเผยว่า จากการตรวจโรงงาน 100,000 โรง พบว่า มีความเสี่ยงประมาณ 1,700 โรง ได้สั่งการให้หยุดปรับปรุงประมาณ 600 โรง

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เป็นประธานประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อวันที่ 4 ก.พ. เพื่อกำหนดมาตรการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการระยะเร่งด่วน เช่น ตั้งจุดตรวจรถยนต์ควันดำบริเวณจังหวัดรอยต่อบนถนนสายหลักและสายรองทุกเส้นทางที่มีรถบรรทุกและรถโดยสารมุ่งหน้าเข้า กทม.และได้ปรับมาตรฐานตรวจจับควันดำใหม่ เป็นมาตรฐานเดียวกัน คือต้องไม่เกินร้อยละ 30 จากเดิมไม่เกินร้อยละ 45 หากเกินจะถูกเปรียบเทียบปรับ 5,000 บาท และพ่นห้ามใช้ทันที ส่วนมาตรการระยะกลางและระยะยาว ที่ประชุมมีมติให้ทบทวนการปรับค่าเฉลี่ยฝุ่น PM 2.5 ราย 24 ชม.ของไทยให้สอดคล้องกับที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ คือ 37.5 มคก./ลบ.ม. และค่าเฉลี่ยฝุ่นรายปี ที่ไม่เกิน 15 มคก./ลบ.ม.

ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษ แจ้งว่า วันที่ 13-15 ก.พ. สถานการณ์ฝุ่น PM. 2.5 อาจมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เนื่องจากอากาศปิด

เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ช่วงนี้ค่าฝุ่น PM 2.5 ใน กทม.และปริมณฑลจะไม่เกินมาตรฐาน แต่ปรากฏว่า ต่างจังหวัดบางจังหวัดกลับประสบปัญหาค่าฝุ่นสูงกว่ามาตรฐาน โดยภาคเหนือ อากาศเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ พบสารมลพิษทางอากาศเกินมาตรฐาน โดยอยู่ที่ 11-61 มคก./ลบ.ม. จุดที่เกินมาตรฐาน ได้แก่ บริเวณ ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก, ต.ในเวียง อ.เมืองฯ จ.น่าน ซึ่งที่ จ.น่าน กำลังประสบปัญหาไฟป่าในหลายพื้นที่, ต.พระบาท อ.เมืองฯ จ.ลำปาง, ต.สบป้าด อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง, ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง, ต.นาจักร อ.เมืองฯ จ.แพร่ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบค่าฝุ่นอยู่ที่ 50-106 มคก./ลบ.ม. จุดที่ฝุ่นเกินมาตรฐาน ได้แก่ บริเวณ ต.ในเมือง อ.เมืองฯ จ.ขอนแก่น

5.ศาลกาญจนบุรีเลื่อนตัดสินคดี “ล่าหมีขอ” ไป 6 มี.ค. พบ 7 จำเลยรับสารภาพแล้ว ขณะที่ “ปลัดแมน-อส.ออย” ยังปฏิเสธ!
อาวุธและซากหมีขอในวันที่เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมนายวัชรชัย สมีรักษ์ หรือ ปลัดแมน ปลัดฝ่ายป้องกันอำเภอด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี พร้อมพวกรวม 13 คน เมื่อ 7 ต.ค.2561
ความคืบหน้าการดำเนินคดีกับกลุ่มที่ล่าหมีขอ บริเวณป่าเขาพลู อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ประกอบด้วย นายวัชรชัย สมีรักษ์ หรือ ปลัดแมน ปลัดฝ่ายป้องกันอำเภอด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี พร้อมพวกรวม 13 คน ที่ถูกนายพนัชกร โพธิบัณฑิต หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยค พร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (ชุดพญาเสือ) กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์และพันธุ์พืช เข้าจับกุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2561 โดยยังมีผู้ต้องหา 1 คนหลบหนีหมายจับศาลจังหวัดกาญจนบุรี คือ นายเจนระ หรือจีระ ชาวกะเหรี่ยง

ต่อมา วันที่ 2 ม.ค.2562 ศาลจังหวัดกาญจนบุรีได้นัดสอบคำให้การจำเลยทั้ง 13 คน ซึ่งเบื้องต้น จำเลยทั้ง 13 คน ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ต่อมา วันที่ 24 ม.ค. ศาลฯ ได้นัดคุ้มครองสิทธิจำเลย ปรากฏว่า มีจำเลย 7 คน ยอมรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา ศาลจึงนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 6 ก.พ.

สำหรับจำเลย 6 คนที่ยังคงให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา มีนายวัชรชัย หรือปลัดแมน นายอนุสรณ์ เรือนงาม หรือ อส.ออย และนายสกานต์ แก่งหลวง อส.ด่านมะขามเตี้ย รวมอยู่ด้วย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 ก.พ. นายทนง ตะภา อัยการจังหวัดกาญจนบุรี เผยว่า หลังจากจำเลย 7 คนรับสารภาพ ศาลได้ให้มีการสืบเสาะข้อเท็จจริง เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาว่า พฤติกรรมในการกระทำของจำเลยสมควรที่ศาลจะกำหนดโทษสถานใด โดยนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 6 ก.พ. แต่เมื่อถึงกำหนด ปรากฏว่า กระบวนการสืบเสาะยังไม่เสร็จสิ้น ศาลจึงเลื่อนฟังคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ 6 มี.ค.เวลา 09.00 น.

สำหรับจำเลยทั้ง 14 คน ในคดีนี้ ประกอบด้วย น.ส.ศรีวิจิตร ดิษฐ์แช่ม จำเลยที่ 1, นายทัศดนัย ขอกระโชก จำเลยที่ 2, นายฉัตรชัย เกาะลอย จำเลยที่ 3, นายจิรชัย ตันติวัฒนสิทธิ์ จำเลยที่ 4, ว่าที่ ร.ต.สุนทร มาเจริญรุ่งเรือง จำเลยที่ 5, นายสกานต์ แก่งหลวง จำเลยที่ 6, นายอนุสรณ์ เรือนงาม จำเลยที่ 7, นายประสาน เต็มธนัน จำเลยที่ 8, นางอรุณ แสงใส จำเลยที่ 9, นายถาวร เซี่ยงหลิว จำเลยที่ 10, นายวัชรชัย สมีรักษ์ จำเลยที่ 11, นายสมเกียรติ เพ็งนาเรนทร์ จำเลยที่ 12 และนายตาต้า ชาวกะเหรี่ยง จำเลยที่ 13 ส่วนจำเลยที่ 14 คือ นายจีระ หรือเจนระ ชาวกะเหรี่ยง อยู่ระหว่างหนีหมายจับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...