xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 27 ม.ค.-2 ก.พ.2562

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

1.4 แกนนำ พปชร. ทิ้งเก้าอี้ รมต.แล้ว ทาบ “บิ๊กตู่” อยู่ในบัญชีนายกฯ ด้าน “บิ๊กตู่” ขอเวลาตัดสินใจ!
นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มอบหนังสือเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เพื่ออยู่ในบัญชีนายกฯ ลำดับที่ 1 ของ พปชร.
สถานการณ์การเมืองสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากหลายฝ่ายเรียกร้องให้ 4 รัฐมนตรีในรัฐบาลที่เป็นแกนนำพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ลาออก เพื่อความสง่างาม และไม่เอาเปรียบพรรคอื่น ซึ่งรัฐมนตรีทั้งสี่เคยประกาศแล้วว่า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจะลาออก ในที่สุด เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐมนตรีที่เป็นแกนนำพรรค พปชร.ทั้ง 4 คน ประกอบด้วย นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

หลังเข้าพบ ทั้ง 4 รัฐมนตรีได้แถลงข่าวลาออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 30 ม.ค.เป็นต้นไป โดยนายอุตตมกล่าวว่า ได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ ตามที่ตั้งใจไว้แล้ว เพื่อกราบลาในฐานะที่มีโอกาสได้ร่วมทำงานใน ครม.มา ขณะที่นายสนธิรัตน์กล่าวว่า โดยธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมา ไม่เคยมีรัฐมนตรีที่ลาออกหลังมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งออกมา แต่ด้วยเป้าหมายที่ต้องการเข้าสู่การเมืองเพื่อพี่น้องประชาชน จึงตั้งใจทำมาตรฐานเหล่านี้ให้เห็น

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ยืนยันว่า แม้ 4 รัฐมนตรีลาออก ก็ไม่ปรับ ครม.เพราะสามารถให้รัฐมนตรีช่วยของกระทรวงที่ 4 รัฐมนตรีเคยดูแล รักษาการแทนได้ ผู้สื่อข่าวได้ถาม พล.อ.ประยุทธ์ถึงอนาคตทางการเมืองของตนเอง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ต้องรอให้มีการมาเชิญก่อน เมื่อเชิญมาแล้ว ก็ต้องมีระยะเวลาที่จะต้องนำนโยบายของพรรคมาศึกษาว่ามีความเป็นไปได้อย่างไร ถ้าจะร่วมกับพรรคการเมือง ต้องดูหลายนโยบายว่ารับได้หรือไม่

วันต่อมา 30 ม.ค. พรรค พปชร.ได้ประชุมกรรมการบริหารพรรค ซึ่งที่ประชุมมีมติเสนอรายชื่อบุคคลที่จะอยู่ในบัญชีนายกฯ 3 ชื่อ ประกอบด้วย 1.พล.อ.ประยุทธ์ 2.นายอุตตม และ 3.นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ นายสนธิรัตน์เผยเหตุผลที่เชิญ พล.อ.ประยุทธ์ และนายสมคิดให้อยู่ในบัญชีนายกฯ ของพรรคว่า 1.เพราะมีความรู้ความสามารถที่จะบริหารนำพาประเทศก้าวไปข้างหน้าได้ 2.เป็นบุคคลที่ประชาชนชื่นชอบ 3.มีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ และการทำงานที่ผ่านมามีจริยธรรม

ทั้งนี้ แกนนำพรรค พปชร.ได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อเชิญให้อยู่ในบัญชีนายกฯ ของพรรคเมื่อวันที่ 1 ก.พ. ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ขอบคุณพรรคและสมาชิกพรรค พปชร.ที่ให้เกียรติ พร้อมรับไว้พิจารณา โดยบอกว่ายังมีเวลาอีกหลายวันถึงวันที่ 8 ก.พ.ที่จะตัดสินใจ หากตัดสินใจอย่างไรจะตอบกลับไป

ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคอื่นๆ นั้น เมื่อวันที่ 31 ม.ค. นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้แถลงหลังประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส.แบบเขตและ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถึงรายชื่อผู้ที่จะอยู่ในบัญชีนายกฯ ของพรรคว่า คือ 1.คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เลือกตั้ง พท. 2.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ทีมเศรษฐกิจ พท. และ 3.นายชัยเกษม นิติสิริ คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย

ขณะที่พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) มีรายงานว่า เบื้องต้น จะส่งรายชื่อนายกฯ ในบัญชีของพรรค 2 ชื่อ คือ 1.ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค และ 2.นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์พรรค

ด้านพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้นำรายชื่อผู้ที่จะถูกเสนอให้อยู่ในบัญชีนายกฯ ของพรรคขึ้นเว็บไซต์ของพรรค เพื่อรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรค ซึ่งผลออกมาเอกฉันท์ว่า สมาชิกเสนอชื่อ นายอนุทิน ขาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ให้อยู่ในบัญชีนายกฯ ของพรรคเพียงคนเดียว

2.กทม.ออกประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมฯ หลังค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่ง ด้าน ศธ.ให้โรงเรียนใน กทม.-ปริมณฑลหยุดเรียน 2 วัน!
เครื่องบินเล็กของโรงเรียนการบินกรุงเทพ 1 ใน 8 ลำ ที่ขึ้นบินโปรยละอองน้ำ เพื่อลดฝุ่น PM 2.5 เหนือถนนพระราม 2 เขตบางขุนเทียน ซึ่งมีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานสูงที่สุด (2 ก.พ.)
สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ที่ปกคลุมพื้นที่ กทม.และปริมณฑลสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากพบว่า ค่าฝุ่นในหลายพื้นที่เกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ระหว่าง 60-144 ไมโคกรัม/ลูกบาศก์เมตร ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ฝุ่นละอองมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากอากาศลอยตัวได้น้อย ลมสงบ โดยลักษณะเช่นนี้จะดำเนินไปจนถึงวันที่ 4 ก.พ.

ส่งผลให้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ออกประกาศกรุงเทพมหานคร กำหนดให้ กทม.เป็นพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญจากผลกระทบเรื่องสภาพอากาศ มีผลตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค.เป็นต้นไป โดยระบุว่า แหล่งที่ก่อเหตุรำคาญ ได้แก่ รถยนต์ดีเซลที่มีค่าควันดำเกินมาตรฐาน, การเผาในที่โล่ง ยกเว้นการเผาวัสดุในพิธีกรรมตามจารีตประเพณี, การก่อสร้างที่ส่งผลกระทบต่อปัญหามลพิษทางอากาศ โดยให้หน่วยงานที่กำกับดูแลแหล่งก่อเหตุรำคาญดังกล่าวแจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบภายใน 7 วัน และหากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาประกาศฉบับนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นต้น

ขณะที่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ได้ประสานให้ ศธ.ปิดโรงเรียนอย่างน้อย 2 วัน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากฝุ่นที่เข้าข่ายกระทบต่อสุขภาพ ซึ่ง ศธ.พิจารณาแล้วเห็นว่าสามารถทำได้ จึงประกาศให้โรงเรียนใน กทม.และปริมณฑลที่มีปัญหาค่าฝุ่นละอองสูง ปิดการเรียนการสอน 2 วัน ตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค.-1 ก.พ.

ด้านผู้ว่าฯ กทม.ได้สั่งให้โรงเรียนในสังกัด กทม.จำนวน 437 แห่งหยุดการเรียนการสอนตั้งแต่ช่วงเที่ยงวันที่ 30 ม.ค.-1 ก.พ. เพื่อหลีกเลี่ยงฝุ่น PM 2.5 จากนั้น วันต่อมา 31 ม.ค. ผู้ว่าฯ กทม.ได้เป็นประธานปล่อยขบวนหน่วยปฏิบัติการแก้วิกฤตมลพิษทางอากาศ กรุงเทพมหานคร เพื่อลดฝุ่นละออง โดยใช้โดรน 50 ลำบินฉีดพ่นละอองน้ำ พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ผู้รับเหมา และบ้านเรือนประชาชนติดตั้งสปริงเกลอร์บนอาคาร หรือหลังคาบ้าน เพื่อฉีดละอองน้ำลดฝุ่น รวมทั้งขอความร่วมมือรถไฟฟ้าบีทีเอสติดตั้งระบบน้ำสปริงเกลอร์ตามสถานีรถไฟฟ้าทุกเส้นทาง

ขณะที่นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เผยว่า กระทรวงอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการออกมาตรการจำกัดการวิ่งของรถยนต์ที่จะใช้ตามวันคู่วันคี่ตามนโยบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อช่วยลดมลพิษ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงโพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมส่วนพระองค์ @nichax ทรงระบุตอนหนึ่งถึงการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ว่า "ปัญหานี้ต้องแก้อย่างเร็วที่สุด เพราะเด็กๆ ก็ไปโรงเรียนไม่ได้แล้วนะ น่าเป็นห่วงอนาคตประเทศเรา ที่มีสถิติเป็นแชมป์ประเทศที่มีมลพิษเยอะที่สุดอันดับ 4 อันดับ 5 แล้ว อันที่จริงมันก็คงวิกฤติมาแล้ว 2-3 ปี เพราะดิฉันก็แพ้อากาศไม่สบายมาตั้ง 2 ปีแล้ว เพิ่งค่อยยังชั่วเมื่อย้ายมาอยู่นอกเมืองตรงนี้แหละ มลพิษก็ตามมาทั่วประเทศอีกแล้ว"

"ความจริงปัญหานี้แก้ได้ ทั้งในระยะยาวและสั้น ที่ LA ก็เคยเป็นเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว เขาก็แก้โดยมีมาตรการควบคุมรถยนต์และพลังงานรถยนต์ที่ใช้ ส่วนที่ประเทศจีนเขาก็มีมาตการนี้เช่นกัน โดยเขาให้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า และรถไฮบริด และย้ายโรงงานอุตสาหกรรมไปอยู่ไกลๆ เมือง แต่นั่นเป็นมาตรการระยะยาว จีนและฮ่องกงเขามีหอ Tower เป็นเครื่องกรองอากาศยักษ์ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ดูดมลพิษกำจัดได้ภายในหนึ่งวันภายในบริเวณ 10 ตารางกิโลเมตรในเบื้องแรก แต่อีกหน่อยจะมีเครื่องที่ดูดได้ทั้งเมืองเลย เราน่าจะมีอะไรแบบนี้ใช้บ้าง ดิฉันเลยลองศึกษาดูว่าจะทำไงดี เพราะพวกเราจะแย่กันหมดแล้วนะค้า!"

วันเดียวกัน 1 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ได้ออกแถลงการณ์ ถึงสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานว่า กรุงเทพฯ และจังหวัดปริมณฑลได้แก้ไขปัญหาระยะสั้นอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การเข้มงวดตรวจจับรถควันดำ การควบคุมฝุ่นละอองจากการก่อสร้าง การเร่งคืนพื้นผิวจราจร การควบคุมการเผาในที่โล่ง การตรวจสอบการปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม การฉีดพ่นละอองน้ำในอากาศ และการล้างทำความสะอาดถนน แต่สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ก็ยังไม่คลี่คลายลง รัฐบาลจึงขอความร่วมมือประชาชนใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเครื่องยนต์ดีเซลเดินทางเข้ามาในพื้นที่ กทม.และจังหวัดปริมณฑลเท่าที่จำเป็น หรืองดใช้ระยะหนึ่ง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เพราะการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์เป็นต้นเหตุของการเกิดฝุ่นละอองมากที่สุด

ส่วนการแก้ไขปัญหาในระยะยาวนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จะต้องมีการพัฒนาระบบโครงข่ายขนส่งสาธารณะให้เชื่อมโยงกัน ทุกระบบ ทั้งระบบล้อ ราง และเรือ การปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง ปรับปรุงมาตรฐานไอเสียรถยนต์ เพิ่มสถานีบริการน้ำมันที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ และรณรงค์ให้ประชาชนใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงส่งเสริมและผลักดันการใช้รถยนต์ที่ไม่ก่อให้เกิด PM 2.5 เช่น รถยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เป็นต้น

ล่าสุด 2 ก.พ. โรงเรียนการบินกรุงเทพ หรือบริษัท บางกอกเอวิเอชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด (BAC) ซึ่งได้รับอนุญาตจากผู้ว่าฯ กทม.และสำนักงานการบินพลเรือนให้นำเครื่องบินเล็กจำนวน 8 ลำทยอยขึ้นบินโปรยละอองน้ำ เพื่อลดฝุ่น PM 2.5 เหนือถนนพระราม 2 เขตบางขุนเทียน ซึ่งมีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานสูงที่สุด ผลปรากฏว่า สามารถลดค่าฝุ่น PM 2.5 ลงได้ดี ส่วนจะทำเช่นนี้ในพื้นที่อื่นหรือไม่ ต้องหารือกับ กทม.อีกครั้ง

3.อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาสั่งยกเลิกคำขอสิทธิบัตรกัญชาทั้งหมดแล้ว หลัง “บิ๊กตู่” ใช้ ม.44 ให้อำนาจ!

เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศคำสั่งหัวหน้า คสช. เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตรและมาตรการด้านสิทธิบัตรเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งเนื้อหาสรุปว่า เป็นการให้อำนาจอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาในการสั่งยกคำขอรับสิทธิบัตรเกี่ยวกับการประดิษฐ์ที่นำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ โดยเป็นการประดิษฐ์ที่มีกัญชา หรือสารสกัดธรรมชาติจากกัญชาเป็นองค์ประกอบ ที่มีการยื่นคำขอสิทธิบัตรก่อนหน้านี้ เนื่องจากขณะนี้การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถนำกัญชามาศึกษาวิจัยเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ อยู่ในกระบวนการทางนิติบัญญัติ ยังไม่ได้ออกมามีผลบังคับใช้ หัวหน้า คสช.จึงใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งให้อำนาจอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาแก้ปัญหาด้วยการยกเลิกคำขอสิทธิบัตรดังกล่าวได้

ทั้งนี้ วันต่อมา 29 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีที่ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ดังกล่าวว่า เพื่อแก้ปัญหาเรื่องสิทธิบัตรเกี่ยวกับกัญชาที่ขอมาล่วงหน้า แต่ขณะเดียวกันต้องรอกฎหมายถึง 2 ฉบับ ทั้งกฎหมายยาเสพติด และประมวลกฎหมายอาญาเรื่องยาเสพติดที่จะออกตามมา จึงต้องปลดล็อกตรงนี้ให้ก่อน และเป็นเรื่องของกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่จะไปแก้ปัญหาให้ได้ในกรณีที่เสนอคำขอสิทธิบัตรก่อนที่กฎหมายจะออก เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในอนาคต “สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องเอาสิ่งที่เป็นภูมิปัญญาของเรามาใช้ประโยชน์ให้ได้ก่อน และเรื่องของการตั้งโรงงานสกัดก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่ง่ายนัก ต่อไปต้องคิดสูตรยาของเราเอง ...ถึงบอกว่าวันนี้ต้องหยุดข้างนอกที่มาขอเราไว้ก่อน แล้วเราก็ต้องคิดของเราไปด้วย หากไปรอ ก็ไม่ทัน คนที่เขาต้องการใช้ยาก็เกิดปัญหา รัฐบาลต้องหาทางออกแบบนี้ จะไปเอียงข้างโน้นข้างนี้มากก็ไม่ใช่”

หลังหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เปิดทางให้ ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ. นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ออกมาเผยว่า กรมฯ ได้ยกเลิกคำขอจดสิทธิบัตรที่มีสารสกัดจากกัญชาหรือมีสารสกัดจากกัญชาเป็นองค์ประกอบทั้ง 13 คำขอ ซึ่งถือว่าเป็นการเซตซีโร่แล้ว หากผู้ขอรับสิทธิบัตรไม่อุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรภายใน 60 วันนับแต่ได้รับแจ้ง จะถือว่าคำสั่งยกเลิกนี้เป็นที่สุดตามกฎหมาย

นายทศพลกล่าวด้วยว่า “คำขอรับสิทธิบัตรทั้ง 13 คำขอ ได้ประกาศโฆษณาไปแล้ว ผู้ขอรับสิทธิบัตรจะนำการประดิษฐ์นั้นมายื่นขอรับสิทธิบัตรใหม่อีกไม่ได้ เพราะได้มีการเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดไว้แล้ว ไม่ถือว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่แล้ว ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การขอรับความคุ้มครองสิทธิบัตร จึงไม่สามารถยื่นกลับเข้ามาได้อีก”

4.ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง 9 พธม.คดีชุมนุมดาวกระจายไล่ “รัฐบาลสมัคร” ด้านศาลฎีกาเลื่อนอ่านคดี 6 พธม.บุกรุกทำเนียบฯ !
(บน) พล.ต.จำลอง ศรีเมือง (ล่าง) นายพิภพ ธงไชย, นายสุริยะใส กตะศิลา, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตแกนนำพันธมิตรฯ
เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษกได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ชุมนุมดาวกระจายขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ออกจากตำแหน่งเมื่อปี 2551 ที่อัยการสำนักงานคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, นายสนธิ ลิ้มทองกุล, นายพิภพ ธงไชย, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข, นายสุริยะใส กตะศิลา, นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์, นายอมร อมรรัตนานนท์ หรือ รัชต์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี และนายเทิดภูมิ ใจดี อดีตแกนนำ พธม.เป็นจำเลยที่ 1-9 ในความผิดฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาหรือวิธีอื่นใด เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนในหมู่ประชาชน และก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1-6 เนื่องจากเป็นการฟ้องจำเลยซ้ำกับคดีพันธมิตรฯ บุกรุกทำเนียบรัฐบาล ส่วนจำเลยที่ 7-9 ศาลชั้นต้นเห็นว่ามีความผิด แต่ควรให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 2 ปี

ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว พิพากษาแก้เป็นยกฟ้องจำเลยทั้ง 9 คน โดยเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นกรณีจำเลยที่ 1-6 เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีบุกรุกทำเนียบรัฐบาล ส่วนจำเลยที่ 7-9 ศาลอุทธรณ์เห็นว่าไม่มีความผิดฐานก่อความวุ่นวาย แม้โจทก์จะยกกรณีการต่อสู้ขัดขวางเจ้าหน้าที่ในการรื้อถอนเวทีและเต็นท์ของผู้ชุมนุม แต่ศาลเห็นว่า กรณีดังกล่าวไม่ได้เริ่มจากผู้ชุมนุม และการตรวจค้นพบเหล็กแป๊บและขวานในพื้นที่หลังผู้ชุมนุมถอยออกไป ก็ไม่ได้ค้นจากตัวผู้ชุมนุม มีข้อสงสัยว่าไม่ใช่ของผู้ชุมนุม จึงเป็นการใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ

ส่วนคดีพันธมิตรฯ บุกรุกทำเนียบฯ เมื่อปี 2551 ที่อัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, นายสนธิ ลิ้มทองกุล, นายพิภพ ธงไชย, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรฯ และนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน หรือกลุ่มการเมืองสีเขียว และอดีตผู้ประสานงานพันธมิตรฯ เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกโดยกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 358, 362 และ 365 นั้น เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ศาลอาญาได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีดังกล่าว

ซึ่งคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกกระทำความผิด จำคุกคนละ 3 ปี แต่คำให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกคนละ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา หลังจากนั้น จำเลยทั้งหกยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดี ต่อมา ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุกจำเลยทั้งหก คนละ 8 เดือนโดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากเห็นว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา เป็นโทษที่หนักเกินไป ต่อมาจำเลยทั้งหกยื่นฎีกา

ทั้งนี้ เมื่อถึงเวลานัด ทนายจำเลยแถลงต่อศาลว่า นายสุริยะใส จำเลยที่ 6 มีอาการป่วยท้องเสีย และความดันโลหิตสูง จึงไม่สามารถมาฟังคำพิพากษาได้ โดยมีใบรับรองแพทย์มายื่นแสดงต่อศาล ขณะที่นายสนธิ จำเลยที่ 2 แถลงต่อศาล ขอถอนคำร้องขอถอนฎีกาที่ยื่นไว้เมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า นายสุริยะใส จำเลยที่ 6 มีการป่วยท้องเสียและความดันโลหิตสูง โดยเข้ารับการรักษาตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา และมีใบรับรองแพทย์ จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 6 มีอาการป่วยจริง ทำให้ไม่สามารถมาฟังคำพิพากษาได้ และอนุญาตให้นายสนธิ จำเลยที่ 2 ถอนคำร้องขอถอนฎีกาได้ และเห็นควรเลื่อนไปอ่านคำพิพากษาฎีกาอีกครั้ง ในวันที่ 13 ก.พ.นี้ เวลา 10.00 น.

ด้านนายพิภพ ธงไชย กล่าวก่อนการพิจารณาคดีว่า ไม่กังวลใจอะไร เนื่องจากตนเองและคนอื่นๆ ต่อสู้เพื่อความถูกต้องมาโดยตลอด แม้ผลการตัดสินจะออกมาว่าติดคุก ก็จะไปทำงานในคุก เราเป็นนักวิชาการก็เข้าไปคุยกับคนยากจนในคุกได้

ขณะที่นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ กล่าวว่า การมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ตนอยากให้สังคมได้ตื่นตัว เพราะเราต่อสู้เพื่อชาติมาตลอด จะติดคุกหรือไม่ติดคุก รับได้ทั้งนั้น ตนภูมิใจและดีใจมากที่ได้ออกมาเคลื่อนไหวกับประชาชนนับแสนคน ไม่มีครั้งใดภูมิใจเท่าครั้งนี้

5.ประชาชนนับแสนร่วมพิธีพระราชทานเพลิง “หลวงพ่อคูณ” ก่อนลอยอัฐิ-อังคารกลางแม่น้ำโขง!
พิธีพระราชทานเพลิงหลวงพ่อคูณ ณ เมรุลอยนกหัสดีลิงค์เทินบุษบก ที่ฌาปนสถานชั่วคราววัดหนองแวง พระอารามหลวง ก่อนนำอัฐิ-อังคารลอยในแม่น้ำโขง
เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ซึ่งเป็นวันพระราชทานเพลิงครูใหญ่พระเทพวิทยาคม หรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ได้มีการเคลื่อนโลงบรรจุสรีรสังขารของครูใหญ่หลวงพ่อคูณจากศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ไปยังเมรุลอยนกหัสดีลิงค์เทินบุษบก ที่ฌาปนสถานชั่วคราววัดหนองแวง พระอารามหลวง ภายในเกาะกลางน้ำ ด้านหลังพุทธมณฑลอีสาน อ.เมือง จ.ขอนแก่น ในเวลา 14.00 น. โดยก่อนเคลื่อนขบวน พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.ต.มิตรอนันต์ จันทร์โสภา เป็นผู้แทนพระองค์นำดอกไม้จันทน์ประทานวางหน้าสรีรสังขารครูใหญ่หลวงพ่อคูณ

หลังเคลื่อนขบวนถึงฌาปนสถานชั่วคราว เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันแบกหีบสรีรสังขารเข้าสู่บริเวณฐานแปดเหลี่ยมรอบนอกนกหัสดีลิงค์ ก่อนลำเลียงหีบเข้าสู่เตาเผาที่ตั้งไว้ภายในตัวนกหัสดีลิงค์ ท่ามกลางศิษยานุศิษย์เรือนแสนที่มาร่วมไว้อาลัยครูใหญ่หลวงพ่อคูณเป็นครั้งสุดท้าย

ต่อมา เวลาประมาณ 17.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาถึงมณฑลพิธี โดย พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ประกอบพิธีทอดผ้ามหาบังสุกุล ขณะที่พระพรหมมังคลาจารย์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ เป็นองค์พิจารณาผ้ามหาบังสุกุล แล้ววางดอกไม้จันทน์เป็นอันดับแรก ต่อด้วยนายกฯ จากนั้น พระสงฆ์และแขกผู้มีเกียรติได้ร่วมวางดอกไม้จันทน์

จากนั้น ในเวลา 18.00 น. ได้มีการเชิญนางเมทินี หวานอารมณ์ ซึ่งเป็นทายาทนางสีดา รุ่นที่ 6 เพื่อทำพิธีฆ่านกหัสดีลิงค์ ในพิธีพระราชทานเพลิงครูใหญ่หลวงพ่อคูณ ซึ่งพิธีฆ่านกหัสดีลิงค์นั้น ตำนานเล่าว่า เมื่อหลายพันปีมาแล้ว ในนครตักกะศิลาเชียงรุ้งแสนหวีฟ้ามหานคร พระมหากษัตริย์แห่งนครนั้นสวรรคต พระมหาเทวีให้จัดการพระศพตามโบราณราชประเพณี โดยแห่พระศพออกจากพระราชวังไปยังทุ่งหลวงเพื่อถวายพระเพลิง แต่มีนกสักกะไดลิงค์ หรือนกหัสดีลิงค์ ซึ่งกินเนื้อสัตว์เป็นอาหารบินมาจากป่าหิมพานต์ นกเห็นพระศพคิดว่าเป็นอาหาร จึงบินโฉบลงมาเอาพระศพจะไปกิน พระมหาเทวีจึงประกาศให้คนดีต่อสู้นกหัสดีลิงค์เพื่อเอาพระศพคืนมา ก็ไม่มีใครสู้ได้ ถูกนกหัสดีลิงค์จับกินหมด

นางสีดา ธิดาแห่งพญาตักกะศิลาจึงเข้ารับอาสาสู้นกหัสดีลิงค์นั้น โดยใช้ศรอาบยาพิษยิงนกหัสดีลิงค์ถึงแก่ความตายตกลงมาพร้อมพระศพกษัตริย์องค์นั้น พระมหาเทวีจึงสั่งให้ช่างทำเมรุคือหอแก้วบนหลังนกหัสดีลิงค์ และเชิญพระศพขึ้นประดิษฐานบนหลังนกหัสดีลิงค์ และถวายพระเพลิงไปพร้อมกัน ประเพณีนี้จึงสืบทอดกันมาเพื่อถวายแก่เจ้านายเชื้อพระวงศ์ที่ถึงแก่อสัญกรรม

สำหรับนางเมทินี ทายาทนางสีดา รุ่นที่ 6 ได้ฆ่านกหัสดีลิงค์มาแล้ว 1 องค์ คือ นกหัสดีลิงค์งานเจ้าคุณวัดทุ่งศรีเมือง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่ได้ร่วมพิธีฆ่านกหัสดีลิงค์งานพระราชทานเพลิงครูใหญ่หลวงพ่อคูณ

ทั้งนี้ พิธีพระราชทานเพลิงครูใหญ่หลวงพ่อคูณมีขึ้นในเวลา 22.15 น. โดยมีการยิงลูกธนู หรือศรชุบไฟใส่ตัวเมรุลอยจากด้านบนเพื่อให้เผาไหม้ ไล่ลงมา โดยสรีรสังขารของหลวงพ่อคูณไหม้เป็นลำดับสุดท้าย

ต่อมา ช่วงเช้าวันที่ 30 ม.ค. ได้มีพิธีเก็บอัฐิหลวงพ่อคูณ บรรจุไว้ในหีบสเตนเลสปิดล็อกกุญแจทั้ง 4 ด้าน ก่อนจะไปเปิดอีกครั้งบนเรือที่นำอัฐิธาตุของหลวงพ่อคูณไปลอยที่แม่น้ำโขง จ.หนองคาย โดยมีกรรมการ 4 คน เป็นผู้ล็อกและถือกุญแจคนละ 1 ดอก

สำหรับพิธีลอยอัฐิและอังคารเริ่มขึ้นในเวลา 14.00 น. โดยขบวนเรือได้เคลื่อนออกจากท่าเทียบเรือหนองคาย ไปถึงสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ระยะทาง 5 กม. และเคลื่อนกลับมาตามแม่น้ำโขง เพื่อวนรอบพระธาตุกลางน้ำ ก่อนลอยอัฐิและอังคารหลวงพ่อคูณลงในแม่น้ำโขงจนหมด

เป็นที่น่าสังเกตว่า นอกจากคนไทยที่เฝ้าชมพิธีลอยอัฐิ-อังคารหลวงพ่อคูณแล้ว ยังมีประชาชนชาวลาวมารอชมพิธีนี้จำนวนมากเช่นกัน เนื่องจากหลวงพ่อคูณเป็นพระสงฆ์ที่ชาวลาวเคารพศรัทธาเป็นอย่างมาก

ด้าน รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล คณะบดีคณะแพทยศาสตร์ มข. เผยว่า ในอนาคตไม่เกิน 1 ปี พื้นที่บริเวณเตาเผาสรีรสังขารหลวงพ่อคูณที่ฌาปนสถานชั่วคราว จะมีการสร้างอนุสรณ์สถาน โดยเตาเผาต่างๆ ยังคงอยู่ตำแหน่งเดิม และจะนำโลงแก้ว รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับหลวงพ่อคูณมาประดิษฐานไว้ เพื่อเป็นสถานศึกษาประวัติความเป็นมาและให้ประชาชนได้กราบไหว้บูชา
กำลังโหลดความคิดเห็น...