xs
xsm
sm
md
lg

ระดับความสูงและช่วงเวลา ตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพอากาศ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


คงยากที่จะปฏิเสธว่าการอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมสูงหลายสิบชั้น กลายเป็นวิถีชีวิตของมนุษย์เมืองกรุงไปโดยปริยาย ด้วยข้อจำกัดของระบบขนส่งมวลชนที่ยังพัฒนาไปไม่ถึงจุดที่ประชาชนสามารถอยู่อาศัยบริเวณชานเมือง และสามารถเข้ามาทำงานในใจกลางเมืองด้วยความสะดวกรวดเร็วปราศจากอุปสรรค จึงกลายเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คนวัยเรียนและวัยทำงานตัดสินใจเลือกที่จะอยู่บนบ้านลอยฟ้าแทนที่การเลือกอยู่อาศัยในบ้านพร้อมที่ดิน ประกอบกับห้างสรรพสินค้า บริษัทเอกชน สถาบันการศึกษา และสถานที่ราชการหลายแห่งยังกระจุกตัวอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร การใช้ชีวิตในเมืองกรุงที่เต็มไปด้วยมลพิษ จึงกลายเป็นปัญหาโลกแตกที่ภาครัฐต้องเร่งหาหนทางแก้ไข

โดยปกติแล้วหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบเรื่องคุณภาพสิ่งแวดล้อม เช่น กรมควบคุมมลพิษ หรือ สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร จะมีการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศอยู่อย่างสม่ำเสมอ ทุกครั้งเวลาจอดรถรอตามสี่แยก ผมเชื่อว่าหลายท่านคงเคยเห็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์หน้าตาประหลาดคล้ายตู้เย็นที่มีหัวทรงกลมคล้ายกับดาวเทียมสปุตนิก หรือยานอวกาศไร้คนขับคุมลำแลกของโลก นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเรียกอุปกรณ์นี้ว่า เครื่องเก็บตัวอย่างอากาศชนิดไฮโวลุม (High Volume Air Sampler) [รูปที่ 1] สำหรับเก็บตัวอย่างฝุ่นละอองรวม (Total Suspended Particulate Matter: TSP) ฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM10) หรือฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) ประเด็นคือการเก็บตัวอย่างอากาศส่วนใหญ่มักจะตรวจวัดที่ระดับพื้นผิวด้วยสมมติฐานที่ว่าประชากรส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนพื้นดิน และที่สำคัญ ค่าการตรวจวัดจะเป็นค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงไม่ใช่ค่าเฉลี่ยรายชั่วโมง ส่งผลให้ภาครัฐขาดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับมลพิษในชั้นบรรยากาศที่มีความสูงต่างระดับในแต่ละช่วงเวลา

ย้อนเวลากลับไปเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว (พ.ศ. 2551) ผม และ ผศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ซึ่งรับหน้าที่เป็นหัวหน้าวิจัยโครงการลักษณะของชั้นบรรยากาศและผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบมลสารทางอากาศสำหรับประเทศไทย หรือ CAPE โดยได้รับทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยด้านระดับความสูงและช่วงเวลาว่าส่งกระทบอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในชั้นบรรยากาศ ผมทำหน้าที่รับผิดชอบการวิเคราะห์สารเคมีเช่นสารก่อมะเร็ง โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons) หรือสารพีเอเอช ซึ่งมีแหล่งกำเนิดที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น ไอเสียยานพาหนะ การสันดาปที่ไม่สมบูรณ์จากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในโรงงานอุตสาหกรรม การปิ้งย่าง รวมทั้งการเผาเศษชีวมวลในที่โล่งแจ้ง [รูปที่ 2] ทั้งนี้ คณะวิจัยได้ทำการตรวจวัดฝุ่น PM10 ทุกๆ 3 ชั่วโมง เพื่อศึกษาผลกระทบของชั่วเวลา (Diurnal Variation) และติดตั้งเครื่องเก็บตัวอย่างอากาศชนิดไฮโวลุมที่ระดับความสูงแตกต่างกัน 3 ระดับ โดยเลือกเอาอาคารที่มีความสูงแตกต่างกัน 3 ระดับในบริเวณที่อยู่ใกล้เคียงกัน โดยทางคณะวิจัยได้ทำการเก็บฝุ่น PM10 ในจุดศูนย์กลางของตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ หาดใหญ่ และ กรุงเทพมหานคร ก่อนนำตัวอย่างฝุ่นไปสกัดหาสารก่อมะเร็งพีเอเอช [รูปที่ 3]

ผลการวิจัยสรุปมาพอเป็นสังเขปได้ดังนี้

1. สถานที่ตรวจวัดคุณภาพอากาศ ส่งผลอย่างมากต่อระดับความเข้มข้นของสารก่อมะเร็งในชั้นบรรยากาศโดย จังหวัดเชียงใหม่ในช่วงฤดูหนาว (จังหวะที่มีการเผาป่า) มีแนวโน้มที่จะมีสารก่อมะเร็งสูงกว่า กรุงเทพมหานครฯ เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นแอ่งกระทะสำทับด้วยปรากฏการณ์อุณหภูมิผกผัน (Temperature Inversion) ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงฤดูหนาว ในขณะที่หาดใหญ่มีระดับความเข้มข้นของสารก่อมะเร็งต่ำสุดเนื่องจากได้รับอิทธิพลของลมทะเลจากทั้งสองฟากฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ทำให้การระบายมลพิษในชั้นบรรยากาศมีประสิทธิภาพสูงอีกทั้งแหล่งกำเนิดของมลพิษเช่น ยานพาหนะมีจำนวนน้อยกว่า กรุงเทพมหานครหลายเท่า

2. ระดับความสูง “มีผล” ต่อการเปลี่ยนแปลงระดับความเข้มข้นของสารก่อมะเร็ง ในขณะที่หาดใหญ่จุดที่สูงสุดของอาคารจะมีระดับความเข้มข้นของสารก่อมะเร็งต่ำสุด แต่กรณีของเชียงใหม่และกรุงเทพมหานครกลับเป็นไปในทิศทางตรงข้าม กล่าวคือ ในบางช่วงเวลา สารก่อมะเร็งบางชนิดกับมีระดับความเข้มข้นเพิ่มขึ้นตามระดับความสูงของตัวอาคาร

3. ช่วงเวลา “มีผล” ต่อการเปลี่ยนแปลงระดับความเข้มข้นของสารก่อมะเร็งด้วยเช่นเดียวกัน โดยทางคณะวิจัยพบว่าสารก่อมะเร็งจะพุ่งขึ้นสูงใน ช่วงเวลา 6.00-9.00 น. 15.00-18.00 น. และ 21.00-24.00 น. ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่ผู้คนเริ่มออกไปทำงานในช่วงเช้า กลับบ้านในช่วงเย็น แต่พีคสารก่อมะเร็งในช่วงดึก 21.00-24.00 น. สัมพันธ์กับปรากฏการณ์อุณหภูมิผกผัน ซึ่งมีผลต่อการหดตัวของชั้นบรรยากาศที่ติดกับพื้นผิว (Boundary Layer) ส่งผลให้ระดับความเข้มข้นของสารก่อมะเร็งพุ่งสูงขึ้น (เนื่องจากปริมาตรอากาศลดลง)

โดย ศาสตราจารย์ ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ
คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)



กำลังโหลดความคิดเห็น...