xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 16-22 ธ.ค.2561

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

1.“โบว์ ณัฏฐา” ชี้ฝีมือทหารปล่อยคลิปฉาว-“วัฒนา” ซัดแผนสกปรกทำลายคนโสด 2 คน ด้าน ผบ.ทบ.ขู่ฟ้อง ยันไม่รู้เรื่องด้วย!
(ซ้าย) น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ “โบว์” แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง (ขวา) นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย
เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. สังคมออนไลน์ได้มีการเผยแพร่วิดีโอคลิปเป็นภาพชายวัยกลางคนหน้าคล้ายนักการเมืองชื่อดังกับหญิงสาวหน้าคล้ายนักกิจกรรมของกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่ง กำลังมีเซ็กส์กันในโรงแรม

ต่อมา น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ “โบว์” แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก โดยโจมตีว่า ผู้ที่ปล่อยคลิปดังกล่าว คือเผด็จการทหารที่ต้องการจัดการฝ่ายต่อต้าน “พี่น้องถามไถ่ด้วยความห่วงใยเราจะ “ฟ้องมั๊ย” กับ IO (information operation) ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ (ทหารใช้ในการสงคราม) ครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้น โบว์มีประสบการณ์กับการดำเนินการทางกฎหมายกับสิ่งเหล่านี้มาแล้ว ถ้าจำกันได้ จึงได้รู้ว่าในบริบทที่เผด็จการพยายามจัดการกับผู้ต่อต้านอย่างเป็นระบบ กระบวนการยุติธรรมไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องคนอย่างพวกเรา แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นที่ต้องชี้ให้เห็นก็คือเจตนาของผู้กระทำ ในการเบี่ยงเบนความสนใจ ของสังคม จากสิ่งที่เป็นประโยชน์สาธารณะ นั่นคือการส่องไฟไปที่การโกงเลือกตั้งทุกรูปแบบและการสร้างสนามเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม ซึ่งพวกเราทั้งหมดลงแรงทำอย่างแลกด้วยชีวิต และการถูกดำเนินคดีร้ายแรง"

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้ไปถาม พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และเลขาฯ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงเรื่องคลิปดังกล่าว ที่ น.ส.ณัฏฐา โยงว่าเป็นฝีมือของทหาร โดย พล.อ.อภิรัชต์ ยืนยันว่า ไม่รู้เรื่อง และว่า ทหารไม่ได้ทำอะไร ไม่ว่าอะไร ก็บอกทหารทำ สาดโคลนทหารตลอด เพราะไม่มีใคร ก็บอกทหารทำ ตนไม่รู้เรื่องเลยว่า เรื่องอะไร เพิ่งทราบจากผู้สื่อข่าว หลังจากผู้เสียหายกล่าวหาพาดพิงว่า “ทรราชย์” อยู่เบื้องหลัง ทำเพื่อเบี่ยงเบน ความสนใจของสังคม พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้ หากมีการพาดพิงทำให้กองทัพเสียหาย ต้องฟ้องร้อง พร้อมเชื่อว่า เรื่องนี้สามารถตรวจสอบได้

ด้านนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า “ความจริงผมตั้งใจจะไม่พูดเรื่องนี้ให้เป็นประเด็น เพราะจะเข้าทางคนที่ทำเรื่องสกปรกแบบนี้ขึ้น เรื่องนี้คิดได้ไม่ยากว่าใครเป็นคนทำและทำด้วยเจตนาอะไร แต่สิ่งที่สังคมควรตั้งสติคือ เราจะสนับสนุนเจตนาของผู้ทำหรือไม่”

นายวัฒนายังชี้ด้วยว่า “ข่าวที่ปล่อยออกมาเป็นเรื่องของคนโสดสองคนที่ไม่ได้กระทำความผิดต่อใคร และไม่ได้เป็นประเด็นสาธารณะ แต่คนที่เอาเรื่องแบบนี้มาทำลายต่างหากที่มีเจตนาทุจริต ใช้วิธีสกปรกเพื่อเบี่ยงเบนผู้คนออกจากประเด็นที่สังคมกำลังให้ความสนใจ เช่น การระดมทุนของพรรคการเมืองหนึ่งที่มีชื่อของส่วนราชการเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือเรื่องนาฬิกาที่ไม่มีความคืบหน้า รวมถึงการโกงการเลือกตั้งด้วยวิธีต่างๆ อย่างเป็นระบบ สิ่งที่เกิดขึ้นคือการก่ออาชญากรรมที่เดาได้ไม่ยากว่าเป็นฝีมือของใคร เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมโดนวิธีที่สกปรกแบบนี้ ตั้งแต่ถูกทำร้าย ถูกนำตัวไปควบคุมเพื่อปรับทัศนคติ ถูกยัดข้อหาและถูกดำเนินคดีทั้งศาลทหารและศาลอาญานับสิบคดี ทั้งหมดเพื่อปิดปากและเพื่อให้ผมหยุดการต่อสู้ แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จ จึงต้องหันมาใช้วิธีที่สกปรกยิ่งกว่า”

ทั้งนี้ มีเฟซบุ๊กของคนสนิท น.ส.ณัฏฐา โพสต์ข้อความยืนยันว่า น.ส.ณัฏฐากับนายวัฒนาคบหากันมานานแล้ว "คนเขาคบกันมานานแล้ว ต่างคนต่างเคยมีครอบครัวมาแล้ว และเคยผิดหวังกับความรักทั้งคู่ Single Dad กับ Single Mom ต่างเห็นใจกันและกัน ตอนต่อสู้กับ #อำนาจเถื่อน เพราะ #ถูกกระทำทั้งคู่ ช่วงที่อ่อนแอที่สุด กลับได้พบ สิ่งที่แข็งแรงที่สุด ที่เราเรียกว่า #รัก ต่างเช็ดน้ำตาให้กัน จนเป็นความเข้าใจ กำลังใจ และไม่ใช่เด็กๆ เล่นขายของไม่ใช่การขโมยกิน หรือหักหลังใคร แปลกตรงไหน ที่คนจะมีความรัก?....ที่ผิด คือ #จรรยาบรรณสื่อ และการดิสเครดิต เบี่ยงเบนหลักการ โยงไปถึงการล้วงข้อมูลส่วนตัว กลบข่าวการเมืองอื่นๆ"

2.กกต.เคาะแล้ว บัตรเลือกตั้งมีชื่อ-โลโก้พรรคด้วย ด้าน พปชร.คึก ระดมทุนได้ 650 ล้าน!
(บน) งานเลี้ยงระดมทุนของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) (ล่าง) งานเลี้ยงระดมทุนของพรรครวมพลังประชาชาติไทย
สถานการณ์การเมืองสัปดาห์ที่ผ่านมา มีความคืบหน้าเรื่องบัตรเลือกตั้ง หลังที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.ว่า ให้บัตรเลือกตั้งมีทั้งหมายเลขผู้สมัคร ชื่อ และโลโก้พรรค โดยให้เหตุผลว่า ต้องการอำนวยความสะดวกให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พร้อมยืนยันสำนักงาน กกต.สามารถบริหารจัดการเรื่องการพิมพ์แยกบัตรเลือกตั้งเป็นรายเขตทั้ง 350 เขตได้

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.เผยว่า โรงพิมพ์ที่จะจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง หลายแห่งมีศักยภาพ แต่จะไม่เลือกทั้งหมด จะจำกัดจำนวนเพื่อป้องกันการปลอมแปลง โดยการจัดพิมพ์ต้องรอปิดรับสมัครก่อนและดูว่าแต่ละเขตมีผู้สมัคร ส.ส.กี่คนกี่พรรค ขนาดของบัตรจะเท่ากันทุกเขตคือ ขนาดเอ 4

วันต่อมา 19 ธ.ค. กกต.ได้จัดประชุมร่วมกับพรรคการเมืองและสื่อมวลชน เพื่อเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง โดยมีพรรคการเมืองตอบรับเข้าร่วมหารือ 77 พรรค ซึ่งมีการคุยกันหลายประเด็น เช่น การกำหนดจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ที่กำหนดค่าใช้จ่ายผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตคนละไม่เกิน 2 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองตามสัดส่วนการส่งผู้สมัครตั้งแต่ 10-70 ล้านบาท การกำหนดหลักเกณฑ์ สถานที่หรือที่ปิดแผ่นป้ายโฆษณาการเลือกตั้ง ให้สามารถระบุชื่อ ภาพถ่ายผู้สมัคร ภาพถ่ายผู้สมัครคู่กับหัวหน้าพรรค หรือบุคคลที่นักการเมืองมีมติเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี ชื่อพรรคการเมือง และโลโก้พรรค หมายเลขผู้สมัคร และข้อความอื่นได้เท่าที่จำเป็น อย่างไรก็ตาม หลังการหารือและรับฟังความคิดเห็นของแต่ละพรรคในประเด็นต่างๆ แล้ว กกต.ยังไม่มีข้อสรุป โดย กกต.ทั้ง 7 คนจะประชุมเพื่อหาข้อสรุปอีกครั้ง โดยยืนยันว่า จะทำร่างระเบียบต่างๆ ให้เสร็จก่อนปีใหม่

ส่วนกรณีที่บางพรรคเรียกร้องให้ต่างประเทศเข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้งของไทยได้นั้น นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.กล่าวว่า กกต.ชุดก่อนก็เปิดให้ต่างประเทศเข้ามาสังเกตการณ์ได้ตั้งแต่ 2546 แต่ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์และกฎหมายที่กำหนด ซึ่งเท่าที่หารือกับ กกต.ทั้ง 7 ทุกคนคนเห็นด้วยในหลักการให้เข้ามาสังเกตการณ์ได้ ไม่มีเหตุผลที่จะไปยุติ อะไรที่เคยทำ ก็ทำต่อไป

ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคการเมือง ที่น่าสนใจ ได้แก่ เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ได้จัดงานกาลาดินเนอร์ “ทุติยบท ภาคสองของการปฏิรูปประเทศ” ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จำนวน 240 โต๊ะ ราคาโต๊ะละ 1 ล้านบาท เพื่อระดมทุน 240 ล้านบาทในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ โดยในงานนอกจากมีแกนนำและผู้ร่วมก่อตั้งพรรค เช่น ม.ร.ว.จตุมงคล โสณกุล, นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ฯลฯ แล้ว ยังมีตัวแทนพรรคอื่นๆ มาร่วมงานด้วย เช่น นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.), นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) , นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ฯลฯ

ซึ่งหลังจัดงาน 2 วัน (20 ธ.ค.) พรรค รปช.ได้ออกแถลงการณ์ให้ทราบยอดตัวเลขที่ระดมทุนได้ว่า ตัวเลขการจำหน่ายโต๊ะอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 234 โต๊ะ และ 4 ที่นั่ง รวมเป็นเงิน 234,400,000 บาท โดยเงินที่ได้รับจากการระดมทุนครั้งนี้ หลังหักค่าใช้จ่าย จะเป็นเงินทุนในการดำเนินกิจกรรมของพรรคต่อไป รวมถึงเป็นเงินทุนในการใช้จ่ายหาเสียงเลือกตั้งในปีหน้าด้วย

ด้านพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้จัดงานระดมทุนเช่นกันเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่อิมแพค เมืองทองธานี ใช้ชื่องานว่า “ประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียว” โดยมีโต๊ะจีน 200 โต๊ะ ราคาโต๊ะละ 3 ล้านบาท ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีผู้มาร่วมงานประมาณ 2,000 คน นอกจากแกนนำพรรคที่เป็น 4 รัฐมนตรีในรัฐบาล คือ นายอุตตม สาวนายน, นายสุวิทย์ เมษิณทรีย์, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูลแล้ว ยังมีแกนนำพรรคคนอื่นๆ เช่น นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของพรรค, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีตัวแทนจากพรรคอื่นๆ มาร่วมงานด้วย เช่น นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา, นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ปชป., นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชพท.), นายวราเทพ รัตนากร อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ออกมายืนยันว่า ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยหรือพรรคใด แต่อยู่พรรค (พัก) ผ่อน เพราะอยู่ในช่วงไม่สามารถเป็นสมาชิกพรรคใดได้

ทั้งนี้ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค พปชร.ในฐานะแม่งานในการจัดงานระดมทุนพรรค กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีการจองโต๊ะไว้ครบทั้ง 200 โต๊ะ บางโต๊ะบริจาคเงินให้พรรคเกินกว่า 3 ล้านบาท ทำให้ยอดบริจาคตอนนี้ได้มากเกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 600 ล้านบาท คาดว่าได้เกือบ 650 ล้านบาท หลังจากนี้จะมีการตรวจสอบว่าเงินบริจาคนั้นถูกต้องตามระเบียบที่ กกต.กำหนด หรือตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองหรือไม่ ซึ่งผู้บริจาคส่วนใหญ่เป็นผู้ที่สนับสนุนพรรค

เป็นที่น่าสังเกตว่า เริ่มมีบางพรรคตั้งคำถามและจี้ให้ กกต.ตรวจสอบการจัดงานระดมทุนของพรรค รปช.และ พปชร. เช่น นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ได้ออกมาชี้ว่า ในกฎหมายใหม่มีข้อห้ามว่า ห้ามแสวงหากำไร การขายอาหารโต๊ะละ 1 ล้านบาท หรือ 3 ล้านบาท ไม่รู้ว่า กกต.มองในมุมนี้หรือไม่ เพราะ กกต.เองเคยไปห้ามพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ไม่ให้ขายของออนไลน์ และ กกต.ออกระเบียบว่าสินค้าและบริการ ไม่ให้ขายเกิน 3,000 บาท กกต.ควรจะติดตาม และทางพรรคที่ระดมทุนต้องมีการทำบัญชีชี้แจงภายใน 30 วัน ว่าแหล่งเงินที่ระดมทุนมาจากไหน เพราะอาจเป็นการตั้งหุ่นเชิดขึ้นมาซื้อโต๊ะหรือไม่ เพราะใครจะจ่ายเงินเป็นหลักล้าน เพื่อไปซื้อโต๊ะมานั่งฟังคนพูด

3.ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ยกฟ้อง “พันธมิตรฯ-สมณะโพธิรักษ์” คดีชุมนุมฝ่าฝืน พ.ร.บ.มั่นคงฯ !
(บน) สมณะโพธิรักษ์ (ล่าง) พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. ศาลแขวงดุสิตได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 3 (ดุสิต) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, นายสนธิ ลิ้มทองกุล, นายประพันธ์ คูณมี,นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, สมณะโพธิรักษ์, นายสุริยะใส กตะศิลา, นายเทิดภูมิ ใจดี, นายพิภพ ธงไชย, นายรัชต์ยุตม์ หรืออมร ศิรโยธินภักดี, นายทศพล แก้วทิมา แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, กลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ และเครือข่ายประชาชนปกป้องแผ่นดิน เป็นจำเลยที่ 1-10 ในความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนประกาศ และข้อกำหนดห้ามบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเข้า หรือให้ออกจากพื้นที่ หรือสถานที่ที่กำหนด ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551

คดีนี้ โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 10 มี.ค.2558 สรุปว่า ระหว่างวันที่ 9-19 ก.พ.2554 ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกประกาศนายกรัฐมนตรี เรื่อง พื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ลงวันที่ 8 ก.พ.2554 และข้อกำหนดนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่ออกตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ พ.ศ.2551 มาตรา 18 มีผลบังคับใช้ จำเลยทั้ง 10 คนกับพวกร่วมกันเข้าไป และไม่ออกจากบริเวณเส้นทางถนนพิษณุโลก ระหว่างแยกพณิชยการพระนคร (ด้านถนนพระราม 5) ถึงแยกสวนมิสกวัน และเส้นทางถนนราชดำเนินนอก ระหว่างแยกสวนมิสกวันถึงแยกมัฆวาน เขตดุสิต กทม. ซึ่งเป็นพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์กระทบต่อความมั่นคงฯ

ต่อมา ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 พ.ค.2560 ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งหมด หลังจากนั้น โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์

ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

4.ศาลรับฟ้องคดี “ครูปรีชา” ฟ้อง “หมวดจรูญ” ยักยอกทรัพย์หวย 30 ล้าน ด้าน “หมวดจรูญ” ปฏิเสธ!
(บน) นายปรีชา ใคร่ครวญ หรือครูปรีชา และทนายความ (ล่าง) ร.ต.ท.จรูญ วิมูล หรือหมวดจรูญ และทนายความ
เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ศาลจังหวัดกาญจนบุรีได้นัดฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องคดีที่นายปรีชา ใคร่ครวญ หรือครูปรีชา เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ร.ต.ท.จรูญ วิมูล หรือหมวดจรูญ ฐานยักยอกทรัพย์และรับของโจรหรือไม่ กรณีหมวดจรูญถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 งวดประจำวันที่ 1 พ.ย.2560 จำนวน 1 ชุด 5 ใบ เป็นเงิน 30 ล้านบาท ซึ่งศาลจังหวัดกาญจนบุรีได้ไต่สวนมูลฟ้อง สืบพยานโจทก์และจำเลยมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 1 ปี เมื่อแล้วเสร็จจึงนัดฟังคำสั่งในวันที่ 20 ธ.ค.

ทั้งนี้ ศาลเห็นว่าคดีมีมูล เนื่องจากพยานโจทก์ให้การสอดคล้องต้องกัน ขณะที่ศาลยุติธรรมประจำภาค 7 ร่วมพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีมีมูล จึงประทับรับฟ้องไว้พิจารณา ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ยื่นพยานที่จะขึ้นให้การ โดยฝ่ายโจทก์ยื่น 22 ปาก ฝ่ายจำเลย 20 ปาก ศาลได้นัดสืบพยานโจทก์ระหว่างวันที่ 26-29 มี.ค. และ 2-3 เม.ย.2562 รวม 6 นัด และนัดสืบพยานจำเลย 20 ปาก วันที่ 4, 5, 11, 12, 18 และ 19 เม.ย.2562 รวม 6 นัด คาดว่า ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาประมาณเดือน พ.ค.2562

หลังศาลมีคำสั่งรับฟ้องคดี ได้มีการสอบคำให้การจำเลย คือ ร.ต.ท.จรูญ ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธ หลังจากนั้น จำเลยได้ยื่นขอประกันตัว ซึ่งศาลอนุญาตโดยตีราคาประกัน 2 แสนบาท

ด้านครูปรีชาให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่า ที่ตัดสินใจฟ้องร้องในครั้งนี้ ไม่ใช่ต้องการเงิน อยากพิสูจน์ความจริงว่า เป็นเจ้าของลอตเตอรี่ตัวจริง อยากให้คนทำผิดถูกลงโทษเท่านั้น หากชนะคดี จะแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 นำไปช่วยเหลือเด็กยากจนขาดแคลนทุนการศึกษา ส่วนที่ 2 นำไปสร้างบ้านพักคนชรา เพื่อช่วยเหลือคนชราที่ไม่มีคนดูแล และส่วนที่ 3 จะนำไปใช้ในกิจกรรมสาธารณกุศล และบำรุงศาลหลักเมืองกาญจนบุรีต่อไป “ยืนยันมาโดยตลอดว่า เราไม่ใช่ขบวนการตามที่ถูกกล่าวหา จะต้องดูกันต่อไป ...กาลเวลาจะพิสูจน์ว่าใครกันแน่ที่เป็นขบวนการ”

ขณะที่นายษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความของ ร.ต.ท.จรูญ เผยว่า ในการสืบพยาน จะได้นำพยานหลักฐาน ทั้งพยานบุคคล เอกสารหลักฐานต่างๆ มานำเสนอเพื่อพิสูจน์ความจริงในชั้นศาล โดยจะมุ่งเน้นประเด็นว่า ในวันที่ 31 ต.ค.2560 ครูปรีชาไม่ได้ไปซื้อลอตเตอรี่ชุดที่ถูกรางวัลที่บริเวณตลาดเรดซิตี้ตามที่ได้กล่าวอ้าง โดยจะนำสำนวนของตำรวจกองปราบฯ พร้อมด้วยคลิปเสียงต่างๆ กว่า 100 คลิป เข้าสู่ชั้นศาลเพื่อพิสูจน์ความจริง และขอต่อศาลให้พิจารณาโดยเร็วที่สุด

ด้าน ร.ต.ท.จรูญ กล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกหนักใจแต่อย่างใด และไม่ได้กลัวอะไร เพราะเป็นตำรวจเก่า ไม่ได้หวั่นไหวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ยังคงมั่นใจในตัวของทนายษิทราว่าจะสามารถต่อสู้คดี พิสูจน์ความจริงให้กับตนเองได้อย่างแน่นอน

5. 5 ทรชนรุมโทรม ด.ญ.วัย 12 ที่สระบุรี ขณะที่ “สาว 16” อ้างไม่ใช่นกต่อ ด้าน ปธ.สภา อบต.ผึ้งรวง ถูกปลดพ้นตำแหน่ง!

ตามที่ได้เกิดเหตุ ด.ญ.อายุ 12 ปี ถูกรุมโทรมโดยเยาวชนอายุระหว่าง 15-16 ปี จำนวน 5 คน ในร้านขายของทุกอย่าง 10 บาท ที่ จ.สระบุรี เมื่อเวลา 02.30 น. วันที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา แต่เมื่อผู้ปกครองพาผู้เสียหายเข้าแจ้งความ ตำรวจกลับไม่ลงบันทึกประจำวัน ทำให้พ่อของผู้เสียหายร้องเรียนว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่เท่านั้นยังมีกรณีประธานสภา อบต.ผึ้งรวง จ.สระบุรี ที่เป็นญาติของผู้ก่อเหตุพยายามไกล่เกลี่ยให้ฝ่ายผู้เสียหายยอมความโดยแลกกับเงินเพียงเล็กน้อย ทั้งยังพูดจากับผู้เสียหายในลักษณะดูหมิ่น เหมือนผู้เสียหายกับผู้ก่อเหตุมั่วกัน ไมใช่การข่มขืน ทำให้บิดาของผู้เสียหายไม่พอใจ มีการชกต่อยกับผู้ก่อเหตุและ อบต.ดังกล่าว

ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่บิดาของผู้เสียหายร้องเรียนว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกรณีบุตรสาวถูกกลุ่มวัยรุ่นรุมข่มขืนว่า มารดาผู้เสียหายพร้อมผู้เสียหายได้มาแจ้งความร้องทุกข์ว่า ลูกสาวถูกผู้ก่อเหตุทั้ง 5 คน ใช้กำลังบังคับขู่เข็ญพาเข้าไปภายในร้านที่เกิดเหตุ และร่วมกันกระทำชำเราผู้เสียหาย เมื่อเวลา 02.30 น.วันที่ 14 ธ.ค.

ต่อมาวันที่ 16 ธ.ค. มารดาผู้เสียหายทราบเรื่องจากบุตรสาว จึงนัดตกลงค่าเสียหายกับผู้ปกครองของผู้ก่อเหตุ แต่ตกลงกันไม่ได้ โดยระหว่างการเจรจาตกลง บิดาของผู้เสียหาย ได้เดินทางมาถึงบริเวณดังกล่าวและเข้าทำร้ายร่างกายผู้ก่อเหตุทั้ง 5 คน จากนั้นได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาระงับเหตุทะเลาะวิวาท และพาบิดาผู้เสียหายมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุกับลูกสาวทั้ง 5 คน ซึ่งพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ไว้ดำเนินคดี ก่อนส่งผู้เสียหายและผู้ก่อเหตุทั้ง 5 คน ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลสระบุรี โดยไม่ได้มีการจับกุมหรือควบคุมตัวไว้ เนื่องจากไม่ใช่ความผิดที่เกิดซึ่งหน้า พนักงานสอบสวนจะสอบสวนเยาวชนทุกคนร่วมกับสหวิชาชีพ และจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป สำหรับคดีทำร้ายร่างกาย พนักงานสอบสวนได้ตรวจสถานที่เกิดเหตุ สอบสวนพยานที่เห็นเหตุการณ์และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีแยกเป็นอีกคดีหนึ่ง

ส่วนประเด็นที่บิดาของผู้เสียหายเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจพูดจาไกล่เกลี่ยทำนองไม่ให้รับคดีนั้น พ.ต.อ.กฤษณะยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานตามกรอบของกฎหมาย และอำนาจหน้าที่แล้ว ไม่มีการช่วยเหลือฝ่ายใดอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายเพื่อนำตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีโดยเร็ว เพราะคดีนี้ถือเป็นเหตุสะเทือนขวัญ เป็นการใช้ความรุนแรงกระทำทางเพศกับเด็ก

ด้าน พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม (ผกก.2 บก.ป.) เผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีเหตุการณ์ข่มขืน ด.ญ.วัย 12 เกิดขึ้นจริง แต่ในวันที่มีการไปแจ้งความดำเนินคดีนั้น ร้อยเวรเจ้าของคดีไม่ได้มีการลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ส่วนหนึ่งอาจจะเห็นว่า คดีกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาและยังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน อย่างไรก็ตาม กรณีนี้หากเป็นความบกพร่องก็ต้องให้หน่วยงานต้นสังกัดตรวจสอบ

นอกจากนี้ เบื้องต้นพบว่า พฤติกรรมของผู้กระทำความผิดทั้ง 5 คน ซึ่งเป็นเยาวชนอาจจะเข้าข่ายผิดข้อหาร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี, พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปจากบิดามารดา, พาเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปกระทำอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวง และร่วมกันโทรมหญิง

ส่วนกรณีที่นายสังวาลย์ สิทธิปัญญา ประธานสภา อบต.ผึ้งรวง เข้าไปไกล่เกลี่ยให้ผู้เสียหายยอมความ พร้อมพูดจาในลักษณะไม่เหมาะสมเชิงดูหมิ่นผู้เสียหายนั้น ในที่สุด เจ้าตัวได้ยอมทำหนังสือลาออกจากตำแหน่งแล้ว หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงคำพูดและการกระทำที่ไม่เหมาะสม จนทางปลัด อบต. นายก อบต.และสมาชิก อบต.หารือกันแล้วเห็นว่าไม่เหมาะสมจริง หากไม่ลาออก จะนำไปสู่การถอดถอนออกจากตำแหน่ง นายสังวาลย์จึงตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งประธานสภา อบต.และสมาชิก อบต.เรียบร้อยแล้ว

สำหรับผู้ต้องหาที่ก่อเหตุรุมโทรม ด.ญ.วัย 12 ปี ทางตำรวจยืนยันว่า มี 5 คน ซึ่งทั้งหมดได้เดินทางเข้าพบตำรวจและแจ้งข้อหาครบถ้วนแล้ว ก่อนส่งตัวให้สถานพินิจ

สำหรับการก่อเหตุรุมโทรม ด.ญ.วัย 12 ครั้งนี้ มีเพื่อนของผู้ก่อเหตุที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า วันเกิดเหตุ ตนอยู่กับเพื่อนประมาณ 7-8 คน บริเวณหน้าร้านขายของ โดยผู้เสียหายซึ่งรู้จักกับเพื่อนตนทางเฟซบุ๊กเมื่อ 2 วันก่อนเกิดเหตุ และถูกชวนมานั่งเล่นที่ร้าน เดินทางมาพร้อมกับเพื่อนอีกคน โดยช่วงนั้นเวลาประมาณตี 1 ขณะนั่งคุยกันอยู่หน้าร้าน เพื่อนของตนคนหนึ่งในกลุ่มได้ดึงมือผู้เสียหาย และอุ้มเข้าไปในร้าน โดยผู้เสียหายไม่ได้มีท่าทีเต็มใจ ซึ่งตนเตือนแล้วว่า อย่าทำอะไรน้องเขา จากนั้นตนออกไปซื้อของ กระทั่งกลับมาถึงร้านพบว่า เพื่อนกำลังก่อเหตุข่มขืนผู้เสียหาย โดยผู้หญิงที่มาด้วยอีกคนนั่งอยู่หน้าร้าน หลังเกิดเหตุประมาณตี 4 เพื่อนๆ ขับรถกลับไปส่งผู้เสียหายและผู้หญิงอีกคนที่บ้าน เพื่อนของผู้ก่อเหตุบอกด้วยว่า ได้ยินเด็กกลุ่มนี้วางแผนไว้ก่อนหน้าที่จะก่อเหตุ โดยมี 1 ใน 5 เป็นคนพูดชวนเพื่อนให้รุมโทรมผู้เสียหาย

สำหรับผู้หญิงอายุ 16 ปีที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยและถูกมองว่าเป็นนกต่อนั้น เจ้าตัวยืนยันว่า ไม่ได้เป็นนกต่อ เพราะตนก็ตนก็ถูกข่มขืนเช่นกัน พร้อมเผยว่า ผู้ก่อเหตุมี 7 คน และว่า เจ้าของร้านไม่ได้ทำอะไร แต่นั่งเล่นเกมอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย

ล่าสุด 21 ธ.ค. บิดาของ ด.ญ.วัย 12 ได้ออกมายืนยันแล้วว่า ผู้หญิงอายุ 16 ดังกล่าวเป็นนางนกต่อ ไม่ใช่เหยื่อ เพราะมีพฤติกรรมล่อลวงลูกสาวตนไปที่จุดเกิดเหตุ โดยลูกสาวเล่าว่า รุ่นพี่อายุ 16 ปี มีพฤติกรรมรู้เห็นกับกลุ่มวัยรุ่น 5 คน และไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ นอกจากนี้ลูกสาวยังบอกว่า หลังเกิดเหตุ รุ่นพี่คนนี้ได้โทรศัพท์มาหาพยายามติดต่อพูดคุยกับลูกสาวตนในลักษณะข่มขู่จะทำร้ายร่างกายอีกด้วย ซึ่งตอนนี้ไม่รู้ว่ารุ่นพี่ดังกล่าวอยู่ที่ไหน
กำลังโหลดความคิดเห็น...