xs
xsm
sm
md
lg

วช.ชู ‘สวนลิ้นจี่ 200 ปี สมุทรสงคราม’ ต้นแบบ ‘ศูนย์วิจัยชุมชน’ ตั้งเป้า 20 ศูนย์ทั่วประเทศ ยกระดับฐานรากสู่ความมั่นคงเศรษฐกิจประเทศ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


จากการที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยอาศัยฐานความรู้ด้านการวิจัยและนวัตกรรมตามนโยบายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และ Thailand 4.0 ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างรากฐานที่แข็งแรง โดยอาศัยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่เน้นการพัฒนาตั้งแต่ระดับชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และระดับจังหวัด ให้สามารถสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์แก้ไขปัญหาของพื้นที่ตนเอง จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยชุมชน” ที่จะเป็นการทำให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงงานวิจัย นำไปใช้และเกิดประโยชน์ในแต่พื้นที่ ส่งผลให้ชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ในการประชุมคณะกรรมการเครือข่ายวิจัยภูมิภาค : ภาคกลาง ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ณ ห้องประชุมสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดสมุทรสงคราม ต.แม่กลอง อ.เมืองสมุทรสงคราม จ.สมุทรสงคราม โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธาน ร่วมด้วย คณะกรรมการเครือข่ายวิจัยภูมิภาค : ภาคกลาง สภาเกษตรกรจังหวัดสมุทรสงคราม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เผยความก้าวหน้าการจัดตั้ง ศูนย์วิจัยชุมชน สวนลิ้นจี่ 200 ปี ต.แควอ้อม อ.อัมพวา และ สวนสระแก้ว จ.สระแก้ว ตัวอย่างความสำเร็จในการนำงานวิจัยไปต่อยอดช่วยแก้ปัญหาผลผลิตลิ้นจี่ และมะม่วงทับทิมทอง พร้อมเปิดเป็นศูนย์วิจัยชุมชน ให้เกษตรกรรายอื่นและผู้สนใจได้เรียนรู้นำไปพัฒนาตนเอง วช.ตั้งเป้าภายในปี 2562 จะมีศูนย์วิจัยชุมชน ได้ครอบคลุม 4 ภูมิภาค คาดหวัง 20 ศูนย์ทั่วประเทศ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. โดย ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ ได้รับนโยบายมาจาก พลเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ในการนำองค์ความรู้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นไปต่อยอด ช่วยแก้ไขปัญหา หรือพัฒนาศักยภาพในแต่ละพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนขยายผลและต่อยอดจากองค์ความรู้ที่คนในชุมชน หรือปราชญ์ชาวบ้านดำเนินการอยู่แล้ว โดยคนในชุมชนเป็นผู้ดำเนินการเอง โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุนส่งเสริมในมิติต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับพื้นที่อย่างแท้จริง ด้วยการจัดตั้งศูนย์วิจัยชุมชน โดยมีพิธีมอบป้าย “ศูนย์วิจัยชุมชน” ให้แก่เครือข่ายวิจัยภูมิภาค ไปแล้วในงานวันที่ 9 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา ในงาน มหกรรมงานวิจัยชาติ 2561 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บางกอกคอนเวนชั่น เซ็นทรัลเวิลด์ ไปแล้วนั้น วช. ได้ทำงานร่วมกับเครือข่ายวิจัยภูมิภาคมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็น ศูนย์วิจัยชุมชน ที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ซึ่ง ศูนย์วิจัยชุมชน สวนลิ้นจี่ 200 ปี ต.แควอ้อม อ.อัมพวา และ สวนสระแก้ว จ.สระแก้ว เป็น 2 ศูนย์นำร่องที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ

รศ.ดร.คณพล จุฑามณี ประธานกรรมการเครือข่ายวิจัยภูมิภาค : ภาคกลาง ในฐานะผู้รับผิดชอบการจัดตั้ง ศูนย์วิจัยชุมชน ในเขตภาคกลาง กล่าวว่า ศูนย์วิจัยชุมชน จังหวังหวัดสมุทรสงคราม นับเป็นศูนย์วิจัยชุมชนแห่งแรกของภาคกลาง เป็นตัวอย่างความสำเร็จของการนำผลงานวิจัยมาต่อยอดช่วยแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ ทำให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อเกษตรกรในพื้นที่ คณะทำงาน คณะนักวิจัย ทำหน้าที่คล้ายกับพี่เลี้ยงที่นำองค์ความรู้มาช่วยแก้ไขปัญหาในระดับหนึ่งจนประสบผลสำเร็จ ศูนย์วิจัยชุมชน จึงเปรียบเสมือนกับศูนย์กลางหรือศูนย์รวมองค์ความรู้ที่อยู่ในชุมชนให้ทุกคนสามารถนำไปหยิบใช้ และสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ หรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพ้นที่ได้ด้วยตัวเอง

นายชัยยันต์ เจียมศิริ ประธานกลุ่มเครือข่าย สภาเกษตรกรจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า ในจังหวัดสมุทรสงครามมีพื้นที่ปลูกลิ้นจี่พันธุ์ค่อมกว่า 5,000 ไร่ ใน 2 อำเภอ คือ อำเภออัมพวา และอำเภอบางคนที แต่เกือบ 4 ปีที่ผ่านมาเกษตรกรประสบปัญหาเมื่อต้นลิ้นจี่ออกดอกแล้วไม่ติดผล หรือติดผลที่ไม่มีคุณภาพทำให้ขายไม่ได้ราคา จึงมีเกษตรกรตัดต้นลิ้นจี่ไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน ซึ่งหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ลิ้นจี่พันธุ์ค่อมอาจสูญหายไปจากจังหวัดสมุทรสงคราม จึงได้นำปัญหาดังกล่าวไปขอความช่วยเหลือจาก วช. ผ่านคณะกรรมการเครือข่ายวิจัยภูมิภาค : ภาคกลาง นำโดย รศ.ดร.คณพล จุฑามณี ในการหาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จากองค์ความรู้ที่ได้จากนักวิจัยผสมผสานกับองค์ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น พบว่า การควั่นกิ่งจะช่วยให้ลิ้นจี่ออกดอกติดผลได้ดีขึ้น ซึ่งในปี 2560 ที่ผ่านมา จากกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมการวิจัยจำนวน 5 สวน ต่างประสบความสำเร็จ มีลิ้นจี่ออกสู่ตลาดมากถึง 4,000 ตัน มูลค่ากว่า 400,000,000 บาท จนทำให้เกษตรกรรายอื่นๆ ในพื้นที่มีความต้องการเข้าร่วม สำหรับศูนย์วิจัยชุมชนจังหวัดสมุทรสงคราม จะใช้พื้นที่สวนลิ้นจี่ 200 ปี ของนายจีรศักดิ์ เฮงประเสริฐ เป็นที่ตั้งของศูนย์ ที่จะให้เกษตรกรที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน และจะขยายผลไปสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมชุมชน ต่อไป

ด้าน นางอรพิน พิทักษากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.โอ.สวนสระแก้ว จำกัด เจ้าของ “สวนสระแก้ว” ผู้ผลิตพืชและผลไม้เกรดพรีเมี่ยม ซึ่งประสบความสำเร็จจาการนำ นวัตกรรมการผลิตมะม่วงแบบแม่นยำเพื่อรองรับตลาดผลไม้เกรดพรีเมี่ยม ของ รศ.ดร.คณพล จุฑามณี ไปใช้แก้ไขปัญหาผลผลิตจนได้ผลผลิต “มะม่วงทับทิม” ที่ตลาดต้องการได้เป็นผลสำเร็จ รวมถึงการแปรรูปผักผลไม้พรีเมียม อันช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ อีกทั้งได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตและแปรรูปผักผลไม้พรีเมี่ยม ซึ่งมีความยินดีที่จะจัดตั้ง ศูนย์วิจัยชุมชนจังหวัดสระแก้ว ภายในสวนสระแก้ว เผยว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้มีส่วนช่วยวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่จังหวัดสระแก้วให้มีความมั่นคงมากขึ้น ซึ่งการเป็นศูนย์วิจัยชุมชนนี้จะช่วยให้เกษตรกรมีแหล่งเรียนรู้ที่มีตัวอย่างให้เห็นประจักษ์ชัดเจน สามารถนำปัญหามาพูดคุย ร่วมกันแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ มีราคาดี สร้างผลกำไร ผู้บริโภคเองก็จะได้บริโภคสินค้าดีมีคุณภาพ อีกทั้งการเป็นศูนย์วิจัยชุมชนนั้นไม่ได้ลงทุนอะไรเพิ่ม แต่เป็นการนำสิ่งที่มีอยู่แล้วทำให้เป็นห้องเรียนที่มีชีวิตที่ทุกคนได้ผลประโยชน์ร่วมกัน

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า ศูนย์วิจัยชุมชน ถือว่าเป็นการทำงานแบบบูรณาการที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่อยู่ในชุมชนหรือพื้นที่ ทั้งนี้ศูนย์วิจัยชุมชนไม่ได้มีเฉพาะด้านการเกษตร แต่ขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละพื้นที่ที่ต้องการให้มีศูนย์วิจัยชุมชนเกิดขึ้น โดยในชั้นต้นตั้งเป้าเปิดศูนย์วิจัยชุมชนได้ 8 ศูนย์ 4 ภูมิภาค แต่จาการทำงานของคณะทำงานเห็นตรงกันว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีศูนย์วิจัยชุมชนเกิดขึ้นได้มากกว่า 20 ศูนย์ทั่วประเทศ ช่วยให้เกิดการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของปะเทศ นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และรายได้ที่สูงขึ้นทั้งในระดับชุมชน ภูมิภาค และระดับประเทศต่อไป









กำลังโหลดความคิดเห็น...