xs
xsm
sm
md
lg

เจ้าเสด็จเมืองสุพรรณอาจเป็นบ้า! ร.๕ รับทูลเชิญท้าพิสูจน์ “ฉันก็อยากไป แต่ว่าไม่บ้านะ” !!

เผยแพร่:   โดย: โรม บุนนาค

สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงฉายภาพคู่กับสมเด็จฯกรมพระยาดำรงฯ
มีคติที่ถือกันมาแต่โบราณว่า ห้ามมิให้เจ้านายเสด็จไปเมืองสุพรรณบุรี เพราะเทพารักษ์หลักเมืองไม่ชอบเจ้า หากเสด็จไปแล้วจะมีอันตราย หรือมีอะไรที่เป็นอัปมงคลอยู่ที่เมืองสุพรรณบุรี เคยทำให้เจ้านายที่เสด็จไปเสียพระจริตมาแล้ว แต่จะห้ามกันมาตั้งแต่ครั้งไหนก็ไม่ปรากฏ เป็นที่รู้กันทั่วไปจนทำให้ไม่มีเจ้านายกล้าเสด็จไปเมืองสุพรรณบุรี

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ไว้ใน “นิทานโบราณคดี” ว่า เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๕ ขณะเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้ไปตรวจราชการหัวเมืองฝ่ายเหนือ ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาขึ้นไปถึงเมืองพิษณุโลก สุโขทัย ตาก แล้วกลับมาทางเมืองกำแพงเพชร นครสวรรค์ ลงมาถึงเมืองอ่างทอง แต่เมื่อสั่งเจ้าเมืองอ่างทองให้หาม้าพาหนะกับคนหาบหามสิ่งของที่จะเดินทางต่อไปเมืองสุพรรณบุรี พระยาอินทรวิชิต (เถียร) ผู้ว่าราชการจังหวัด คนคุ้นเคยที่เคยอุ้มสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯมาตั้งแต่เด็ก ก็บ่ายเบี่ยงต่างๆ อ้างว่าหนทางไกล ทุรกันดาร ไม่มีที่พัก เสด็จในกรมก็รับสั่งว่า ลำบากแบบนี้ก็เผชิญมามากแล้ว ทั้งทรงสั่งเรือให้ไปคอยรับอยู่ที่เมืองสุพรรณแล้ว ป่านนี้ก็รู้กันไปทั้งเมืองว่าเสนาบดีจะไป หากไม่ไปก็จะอายเขา พระยาอินทรวิชิตเลยทูลอะไรไม่ออก แต่หันไปหาพระยาวรพุทธิโภคัย ข้าราชการผู้ใหญ่ที่ตามเสด็จไปด้วย แล้วถามว่า

“นี่ในกรมท่านไม่ทรงทราบหรือว่าเขาห้ามไม่ให้เจ้านายไปเมืองสุพรรณ ทำไมเจ้าคุณไม่ทูลห้ามปราม”

พระยาวรพุทธิฯจึงตกใจทูลเสด็จในกรมฯตามที่ผู้ว่าราชการเมืองอ่างทองบอก กรมพระยาดำรงฯจึงทรงสั่งพระยาวรพุทธิฯ ให้ไปชี้แจงแก่พระยาอ่างทองว่า เคยได้ยินมาแล้วที่ว่าไม่ให้เจ้านายเสด็จไปเมืองสุพรรณ เพราะเทพารักษ์หลักเมืองสุพรรณไม่ชอบเจ้านาย แต่ทรงคิดว่าเทพารักษ์มีฤทธิ์เดชถึงสามารถจะให้ร้ายดีแก่ผู้อื่นได้ จะต้องได้สร้างบารมีมาแต่ชาติปางก่อน ผลบุญจึงบันดาลให้มาเป็นเทพารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ ก็การสร้างบารมีนั้นจำต้องประกอบด้วยศีลธรรมความดี ถ้าปราศจากศีลธรรมก็ไม่อาจเป็นเทพารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ เพราะฉะนั้นจึงทรงเห็นว่าเทพารักษ์หลักเมืองสุพรรณคงอยู่ในศีลธรรม หากรู้ว่าพระองค์ไปเมืองสุพรรณเพื่อจะทำนุบำรุงบ้านเมือง ให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุขยิ่งขึ้น ก็น่าจะยินดีอนุโมทนาเสียอีก พระยาอ่างทองจึงจนด้วยถ้อยคำนี้

ตั้งแต่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จไปเมืองสุพรรณครั้งนั้นแล้ว เจ้านายก็เริ่มเสด็จไปเที่ยวเมืองสุพรรณกัน แม้เสด็จในกรมเองต่อมาก็ไปอีกหลายครั้ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริจะเสด็จทอดพระเนตรการปกครองหัวเมืองที่จัดระบบใหม่ ครั้งหนึ่งสมเด็จฯกรมพระยาดำรงฯจึงทูลเชิญเสด็จเมืองสุพรรณบุรี สมเด็จพระปิยมหาราชจึงมีพระราชดำรัสว่า

“ฉันก็นึกอยากไป แต่ว่าไม่บ้านะ”

สมเด็จฯกรมพระยาดำรงฯจึงกราบทูลว่า

“ข้าพระพุทธเจ้าไปเมืองสุพรรณหลายปีแล้ว ก็ยังรับราชการสนองพระเดชพระคุณอยู่ได้”

ทรงพระสรวลตรัสว่า “ไปซี”

สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสเมืองสุพรรณครั้งแรกใน พ.ศ.๒๔๔๗ โดยเสด็จประพาสต้นไปทางลำน้ำนครชัยศรี ถึงอำเภอสองพี่น้องก่อน เสด็จโดยเรือกลไฟลากจูงไปถึงบางปลาม้า ต่อจากนั้นน้ำตื้นเขินต้องใช้เรือแจวขึ้นไปยังเมืองสุพรรณบุรี จอดเรือพระที่นั่งประทับที่ “สุขุมาราม” บ้านเดิมของเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) อันเป็นชื่อพระราชทาน ณ ตำบลบ้านน้ำตก ริมแม่น้ำด้านใต้ของเมืองสุพรรณบุรี เสด็จประพาสในตัวเมือง ทอดพระเนตรสถานที่โบราณต่างๆ ทุกแห่ง เมื่อเสด็จไปทำพิธีพลีกรรมที่ศาลเทพารักษ์หลักเมือง โปรดพระราชทานเงินให้สร้างกำแพงแก้วกับศาลาที่พักขยายบริเวณศาลนั้นให้กว้างขวางออกไปอีก จากนั้นเสด็จวัดป่าเลไลยก์ แล้วกลับมาประทับแรมที่บางปลาม้า ทรงเรือพระที่นั่งเล็ก กลับมาทางวัดบางยี่หน มาบ้านผักไห่ อยุธยา แล้วเสด็จขึ้นรถไฟที่บางปะอินกลับกรุงเทพฯ

ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๕๑ เมื่อเสด็จกลับจากยุโรปครั้งหลังแล้ว เสด็จประพาสเมืองสุพรรณบุรีอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เสด็จขึ้นไปทางแม่น้ำเจ้าพระยาจนถึงเมืองชัยนาท เวลาบ่ายขึ้นบกประทับหน้าที่ว่าการมณฑลนครสวรรค์ แล้วล่องมาทางคลองมะขามเฒ่าเข้าเมืองสุพรรณข้างเหนือ ประพาสอำเภอเดิมบางนางบวช ลงมาจนเมืองสุพรรณ ผ่านท้องทุ่งใต้วัดป่าเลไลยก์ เสด็จประพาสวัดเขาดิน ท่าว้า ทอดพระเนตร ๔ สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้เป็นน้ำมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยามาจนถึงปัจจุบัน แล้วเสด็จไปขึ้นรถไฟที่สถานีงิ้วรายมากรุงเทพฯ

ตั้งแต่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เสด็จประพาสเมืองสุพรรณแล้ว ก็ไม่มีใครพูดถึงคติที่ห้ามเจ้านายมิให้เสด็จไปเมืองสุพรรณบุรีอีก เดี๋ยวนี้คนที่รู้ว่าเคยมีคติเช่นนี้ก็น้อยเต็มทีแล้ว แต่ก็มีหลักฐานจารึกไว้ใน “นิทานโบราณคดี”


กำลังโหลดความคิดเห็น...