xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 4-10 พ.ย.2561

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

1.“อภิสิทธิ์” คว้าชัยได้เป็นหัวหน้า ปชป.ต่อ ด้านหลานชาย “ทักษิณ” นั่งรองหัวหน้า ทษช.!
ผลการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (10 พ.ย.)
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)เปิดให้มีการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรค โดยมีผู้สมัคร 3 คน คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม และนายอลงกรณ์ พลบุตร ล่าสุด 10 พ.ย. กกต.พรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงผลการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคว่า มีสมาชิกพรรคใช้สิทธิลงคะแนนทั้งหมด 127,479 คน ผลปรากฏว่า นายอภิสิทธิ์ ได้รับเสียง 67,505 คะแนน ตามด้วย นพ.วรงค์ ได้ 57,689 คะแนน และนายอลงกรณ์ ได้ 2,285 คะแนน โดย กกต.พรรคจะนำผลการหยั่งเสียงเสนอที่ประชุมใหญ่ของพรรคในวันที่ 11 พ.ย. ต่อไป

นายอภิสิทธิ์ กล่าวหลังได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง โดยขอบคุณทุกคนที่ร่วมลงคะแนน และผู้สมัครทุกคนที่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประชาธิปไตย ตลอดจนเรียนรู้การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้

ด้านพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ที่ถูกมองว่าเป็นพรรคลูกของพรรคเพื่อไทย ได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคเมื่อวันที่ 7 พ.ย. ซึ่งผลปรากฏว่า ผู้ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคคือ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช อดีต ส.ส.ขอนแก่น บุตรชายนายเสริมศักดิ์ และนางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช ขณะที่นายฤภพ ชินวัตร บุตรชายนายพายัพ ชินวัตร น้องชายนายทักษิณ ชินวัตร ได้เป็นรองหัวหน้าพรรค ส่วน น.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ บุตรสาวนางเยาวเรศ ชินวัตร น้องสาวนายทักษิณ ได้เป็นนายทะเบียนสมาชิกพรรค

ทั้งนี้ ร.ท.ปรีชาพล กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า พรรค ทษช.เป็นพรรคลูกของพรรคเพื่อไทย (พท.) หรือไม่ โดยไม่ได้ปฏิเสธ และกล่าวว่า เราได้ปรึกษาหารือกันแล้วว่า เมื่อมีโอกาสที่จะได้ช่วยเหลือประเทศ เราก็ต้องทำ และว่า “ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เราจะฮั้วกับ พท. คำว่าฮั้วใช้กับธุรกิจ ผมไม่เชื่อว่ามีการฮั้วในทางการเมือง ...เมื่อลงสนามเลือกตั้งแล้ว คงไม่มีการแบ่งคะแนนกัน ผมว่าไม่มีการฮั้วกันแน่นอน เพราะคนที่ลงคะแนนคือประชาชน”

ส่วนสถานการณ์การเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้ง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเผยไทม์ไลน์การเลือกตั้งแล้วว่า เมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ จะต้องจัดเลือกตั้ง ส.ส.ให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน คือไม่เกินวันที่ 9 พ.ค.2562 ซึ่งได้หารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว เห็นว่าวันที่เหมาะสมคือ 24 ก.พ.2562

นายวิษณุกล่าวด้วยว่า เดือน ธ.ค.2561 ช่วง 16-27 ธ.ค. กกต.จะจัดการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ระดับอำเภอ แล้วเข้าสู่การเลือกระดับจังหวัด ต่อด้วยการเลือกระดับประเทศ เพื่อให้ได้ 200 คน แล้วส่งต่อให้ คสช.เลือกตัวจริง 50 คน และตัวสำรอง 50 คน ในวันที่ 2 ม.ค.2562 ขณะที่ คสช.จะตั้งคณะกรรมการสรรหา ส.ว. 9-12 คน เพื่อเตรียมคัดเลือก ส.ว.ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหา ส.ว.ต้องส่งรายชื่อผู้เข้ารอบการคัดเลือก ส.ว.ทั้งหมด 400 คน ให้ คสช.คัดแหลือ 194 คน สำรอง 50 คน ในวันที่ 9 ก.พ.2562 เมื่อรวมกับ ส.ว.ที่มาจากผู้บัญชาการเหล่าทัพโดยตำแหน่งอีก 6 คน รวมเป็น ส.ว.ทั้งหมด 250 คน

นอกจากนี้ในเดือน ธ.ค.เช่นกัน จะมีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ซึ่ง กกต.เป็นผู้ยกร่างและเสนอต่อรัฐบาลเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ เมื่อ พ.ร.ฎ.ดังกล่าวออกมาวันใด ภายใน 5 วันหลังจากประกาศใช้ กกต.ต้องออกประกาศยืนยันวันเลือกตั้ง ประกาศเขตเลือกตั้งและจำนวน ส.ส.ในแต่ละเขต และภายใน 25 วันหลังจากประกาศใช้ พ.ร.ฎ.ดังกล่าว ให้ประกาศวันรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. และพรรคการเมืองต้องแจ้งชื่อผู้ที่จะเข้ารับการเสนอเป็นนายกฯ ให้ กกต.ทราบ จากนั้นจะมีการปลดล็อกคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 57/2557 และประกาศ คสช.ฉบับที่ 3/2558 และการห้ามหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งจะส่งผลให้เริ่มทำกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ ได้ หาเสียงเลือกตั้งได้ โดยพรรคต่างๆ จะมีเวลาหาเสียงเลือกตั้ง 60 วัน ถือว่ามากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

สำหรับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะหยุดการพิจารณาร่างกฎหมายทั้งหมดในวันที่ 15 ก.พ.2562 หากมีความจำเป็นต้องออกกฎหมายใด รัฐบาลจะใช้อำนาจออกกฎหมายนั้นเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) หรือใช้อำนาจตามมาตรา 44 ให้ออกเป็นคำสั่ง คสช.

นายวิษณุเผยด้วยว่า หลังเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วประเทศ 500 คนในวันที่ 24 ก.พ.2562 แล้ว กกต.ต้องประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส.ภายใน 60 วัน คือภายในวันที่ 24 เม.ย.2562 สำหรับการทำงานของรัฐบาลนี้และ คสช.จะสิ้นสุดลงเมื่อ ครม.ชุดใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้ารับหน้าที่ คือภายในเดือน มิ.ย.2562

2.“โอ๊ค” ปัดฟอกเงินทุจริตปล่อยกู้แบงก์กรุงไทย เจ้าตัวยันพร้อมเล่นการเมือง ตั้งแต่เกิดเป็นลูก “ทักษิณ”!
(ซ้าย) นายพานทองแท้ ชินวัตร จำเลยคดีฟอกเงินทุจริตปล่อยกู้แบงก์กรุงไทย (ขวา) นายทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคำพิพากษาศาลฎีกาฯ จำคุก 2 ปีคดีซื้อที่รัชดาฯ
เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้นัดสอบคำให้การจำเลย คดีที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค อายุ 38 ปี บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคำพิพากษาศาลฎีกาฯ จำคุก 2 ปีคดีซื้อที่รัชดาฯ เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน ที่ได้จากการทุจริตปล่อยกู้ธนาคาร กรุงไทย ให้แก่กลุ่มกฤษดามหานคร เป็นเช็ค 1 ฉบับ จำนวนเงิน 10 ล้านบาท

คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2548 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุกนายวิชัย กฤษดาธานนท์ ผู้บริหารกลุ่มกฤษดามหานคร กับพวกที่ร่วมกันทุจริต กรณีธนาคาร กรุงไทย ปล่อยกู้ให้แก่บริษัท กฤษดามหานคร โดยระหว่างวันที่ 11 ก.ย.2546-17 พ.ค.2547 นายวิชัย ซึ่งถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยฯ ได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน 10 ล้านบาทให้แก่นายพานทองแท้ จำเลย กระทั่งวันที่ 24 พ.ค.2547 นายพานทองแท้ได้นำเงินดังกล่าวไปซื้อหุ้นของบริษัท การท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. โดยพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการโอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือเพื่อซุกซ่อน ปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง หรือกระทำการเพื่อปกปิด อำพรางการได้มา การโอนซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด อันเป็นการสมคบกันฟอกเงิน โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิดด้วย

ทั้งนี้ นายพานทองแท้ จำเลย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับการประกันตัวจากศาลวงเงินประกัน 1 ล้านบาท ได้เดินทางมาศาลพร้อมผู้ติดตาม โดยมีบุคคลในครอบครัวมาเป็นกำลังใจด้วย ได้แก่ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร มารดา และน้องสาวทั้ง 2 คน คือ นางพินทองทา คุณากรวงศ์ และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ขณะที่แกนนำพรรคเพื่อไทยหลายคนก็มาให้กำลังใจเช่นกัน

หลังศาลออกนั่งบัลลังก์ ได้อ่านคำฟ้องให้จำเลยฟังโดยละเอียด ขณะที่นายพานทองแท้ ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง พร้อมอ้างว่า เงินที่ได้รับมา เป็นการร่วมกันลงทุน เเละขอให้การเป็นลายลักษณ์อักษรต่อศาลภายในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ ซึ่งศาลอนุญาตตามที่ขอ

ทั้งนี้ ศาลได้สอบถามคู่ความว่ามีเอกสารพยานหลักฐานที่จะส่งให้ศาลจำนวนเท่าใด ซึ่งโจทก์เเถลงว่า มีประมาณ 8 เเฟ้ม ส่วนจำเลยเเละทนายก็เเถลงว่า มีประมาณ 8 เเฟ้ม เช่นกัน ศาลจึงกำหนดวันนัดให้เจ้าพนักงานคดีตรวจสอบเเละรวบรวมพยานหลักฐาน และให้คู่ความหรือผู้มีอำนาจกระทำการเเทนของคู่ความทั้ง 2 ฝ่ายมาศาลเพื่อส่งเอกสารพยานหลักฐานให้เจ้าพนักงานคดี 4 นัด คือ ในวันที่ 22 ม.ค. 2562, 26 ก.พ., 20 มี.ค. เเละ 29 เม.ย. ในเวลา 09.00 น. เเละมีคำสั่งนัดตรวจพยานหลักฐานอีกครั้งในวันที่ 25 มิ.ย. เวลา 10.00 น.

ด้านนายพานทองแท้ ให้สัมภาษณ์หลังออกจากห้องพิจารณาคดี โดยปฏิเสธที่จะพูดถึงรายละเอียดของคดีฟอกเงินทุจริตปล่อยกู้แบงก์กรุงไทย โดยอ้างว่า อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ ขณะที่ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีความพร้อมที่จะเข้ามาทำงานการเมืองกับครอบครัวตระกูลชินวัตรเต็มตัวหรือยัง นายพานทองแท้กล่าวว่า “ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ แต่ผมคิดว่าผมพร้อมมาตั้งแต่รู้ว่าเกิดเป็นลูกทักษิณ ชินวัตรแล้วครับ แต่ขอดูจังหวะที่เหมาะสม” ส่วนกรณีที่แกนนำพรรคเพื่อไทยหลายคนแยกออกไปตั้งพรรคใหม่นั้น นายพานทองแท้กล่าวว่า ยังไม่ชัดเจนอะไร และว่า สนับสนุนทุกพรรคการเมืองที่สนันสนุนประชาธิปไตย เมื่อถามว่า พรรคการเมืองแรกที่สนใจจะไปทำงานด้วย คือพรรคไทยรักษาชาติใช่หรือไม่ นายพานทองแท้กล่าวว่า ลงลึกในรายละเอียดไป ยังพูดอะไรไม่ได้

3.นายก-กรรมการสภามหาวิทยาลัยป่วน ทยอยลาออกหนีประกาศ ป.ป.ช.ฉบับใหม่ให้ยื่นบัญชีทรัพย์สิน ด้าน “บิ๊กตู่” สั่งหาวิธีแก้!
(ซ้าย) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. (ขวา) พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.
สัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มเกิดความปั่นป่วนกับบุคลากรในแวดวงการศึกษาไทย ซึ่งเป็นผลจากประกาศฉบับใหม่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะมีผลใช้บังคับในวันที่ 2 ธ.ค.นี้ ที่กำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.ให้รวมถึงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภา และอธิการบดีมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ รวมถึงมหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ทั้งของตนเองและคู่สมรส ทั้งที่จดทะเบียนสมรสและไม่ได้จดทะเบียนสมรส ปรากฏว่า ได้เกิดกระแสทั้งเห็นด้วยและคัดค้านจำนวนมาก

โดยผู้คัดค้านส่วนใหญ่อยู่ในฐานะที่ต้องยื่นบัญชีฯ ซึ่งมองว่าเป็นการเพิ่มภาระ หากยื่นไม่ครบ อาจมีความผิดทางอาญา ยืนยันว่า ไม่ใช่เพราะกลัวการถูกตรวจสอบแต่อย่างใด ซึ่งเริ่มมีนายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัยบางคนยื่นลาออกแล้ว ขณะที่อีกหลายคนแสดงเจตจำนงขอลาออกจากตำแหน่งเช่นกัน บางคนอยู่ระหว่างชั่งใจว่า ป.ป.ช.จะทบทวนกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ หากไม่ทบทวนก็จะยื่นลาออกต่อไป ทำให้หลายฝ่ายเกรงว่า หากเกิดกระแสลาออกมากๆ อาจกระทบต่อการทำงานของมหาวิทยาลัย และนักศึกษาได้

นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เผยว่า ขณะนี้มีนายกสภามหาวิทยาลัยหลายแห่งโทรศัพท์เข้ามาปรึกษาตน เพราะมีกรรมการสภาหลายแห่งเริ่มทยอยลาออก ทำให้สภากังวล หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ สภาจะเกิดภาวะสุญญากาศ ไม่สามารถอนุมัติเรื่องสำคัญๆ ได้ เพราะองค์ประกอบสภาไม่ครบ

ด้านนายวิโรจน์ ลิ้มไขแสง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) เผยว่า มทร.ทั้ง 9 แห่งมีมติทำหนังสือขอให้ ป.ป.ช.ทบทวนกฎหมายดังกล่าว และว่า ขณะนี้ กรรมการสภาประมาณ 7-8 คน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของกรรมการสภาทั้งหมดกังวล และได้ยื่นความจำนงขอลาออกแล้ว

ขณะที่นายมนตรี นุ่มนาม กรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (มรร.) เผยว่า กรรมการสภาจากภายนอก และนายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายกสภา มรร.อดีตประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้หารือและตกลงกันว่า กรรมการจากภายนอกและนายกสภารวม 12 คน จะยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งในการประชุมสภาวันที่ 17 พ.ย.นี้ และมีผลทันทีวันที่ 18 พ.ย. ดังนั้นจะเหลือแค่กรรมการสภาโดยตำแหน่ง ซึ่งจะทำให้เกิดสภาวะสุญญากาศ ไม่สามารถอนุมัติเรื่องสำคัญอย่างหลักสูตร และปริญญาบัตรได้ พร้อมยืนยันว่า การยื่นลาออกไม่ใช่เพราะทุกคนกลัวการตรวจสอบ แต่ไม่อยากวุ่นวาย เพราะหากเกิดข้อผิดพลาด จะทำให้เกิดความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นตนเอง ภรรยา หรือบุตร หากลืมแจ้งข้อมูลอะไรเพียงนิดเดียว อาจเกิดปัญหา ถูกอายัดบัญชี มีผลกระทบต่อธุรกิจได้

ทั้งนี้ หลังกระแสคัดค้านเริ่มกว้างขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ไปหารือกับ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. เพื่อหาทางวิธีแก้ปัญหาต่อไป

ด้านนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.) ได้ออกมาแสดงความเห็นด้วยและสนับสนุนการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่ออกหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของข้าราชการและนักการเมืองทุกระดับ รวมถึงภรรยานอกสมรส พร้อมถามกลับผู้ที่มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชี แต่ออกมาคัดค้านหรือลาออกจากตำแหน่งเพื่อไม่ต้องยื่นบัญชีว่า “ถามว่าถ้าบุคคลเหล่านี้ หากประกอบอาชีพด้วยความสุจริต ไม่มีพฤติกรรมการฟอกเงิน ไม่แจ้งภาษีเท็จหรือหลบเลี่ยงภาษี ก็ไม่ควรวิตก...”

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 พ.ย. นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เผยหลังหารือร่วมกับที่ประชุมอธิการบดี มรภ. ที่ประชุมอธิการบดี มทร. และอธิการบดีมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ เกี่ยวกับประกาศของ ป.ป.ช.ที่กำหนดตำแหน่งผู้มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินว่า ที่ประชุมเห็นด้วยที่จะให้อธิการบดีและรองอธิการบดียื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. แต่ไม่เห็นด้วยที่จะให้นายกสภาและกรรมการสภายื่นบัญชีทรัพย์สิน เนื่องจากนายกสภาและกรรมการสภาทำหน้าที่ด้านวิชาการเป็นหลัก ไม่ได้มีอำนาจเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างในภาครัฐโดยตรง ที่จะเกิดการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่ ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในการบริหาร หรือเป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์กร จึงไม่จำเป็นต้องกำหนดให้กรรมการสภาต้องยื่นบัญชีทรัพย์ต่อ ป.ป.ช.จึงมีมติเสนอให้ ป.ป.ช.ทบทวนประกาศดังกล่าวให้เหมาะสมกับการบริหารงานของมหาวิทยาลัย

ด้าน พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.เผยเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ว่า “ป.ป.ช.อยู่ระหว่างรอฟังความเห็นจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) รวมทั้งรอหารือกับนายวิษณุ จะพยายามให้ได้ข้อยุติภายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยได้มีเวลาตัดสินใจแบบไม่กระชั้นชิด ในเรื่องนี้ต้องดูองค์รวมว่ามีผลกระทบมากน้อยเพียงใด ยืนยัน ป.ป.ช.พร้อมฟังความเห็นทุกฝ่าย”

4.ศาลฎีกาพิพากษากลับ จำคุก “วิวัฒน์” 37 ปี 4 เดือน หลังเชื่อเป็น “มือปืนป๊อบคอร์น” แม้ไม่มีหลักฐานว่ายิงคนบาดเจ็บ-เสียชีวิต!
นายวิวัฒน์ ยอดประสิทธิ์ หรือท็อป
เมื่อวันที่ 7 พ.ย. ศาลอาญาได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายวิวัฒน์ ยอดประสิทธิ์ หรือท็อป อายุ 26 ปี เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฆ่า, พยายามฆ่าผู้อื่น, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และนำอาวุธปืนออกนอกเคหสถานภายในพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2557 จำเลยกับพวกได้มีปืนเล็กยาวไม่ทราบชนิดและขนาด ติดตัวไปที่ทางแยกหลักสี่ เขตหลักสี่ ซึ่งเป็นพื้นที่ประกาศให้เป็นพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และยิงปืนเข้าไปในอาคารศูนย์การค้าไอทีสแควร์ ซึ่ง น.ส. สมบุญ สักทอง, นายนครินทร์ อุตสาหะ และนายพยนต์ คงปรางค์ ผู้เสียหายที่ 1-4 ได้รับอันตรายสาหัส และนายอะแกว แซ่ลิ้ว เสียชีวิตในเวลาต่อมา ชั้นสอบสวน จำเลยให้การรับสารภาพ แต่จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดีในชั้นพิจารณา

ต่อมา ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 3 มี.ค.2559 ว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนเดียวกับคนร้ายที่สวมชุดสีดำ ที่มือสวมถุงกระสอบข้าวโพดสีเขียวเหลือง โดยการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนร้ายแรงที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ มีอาวุธปืนและพกพาไปในที่สาธารณะ และมีความผิดตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ที่ห้ามนำอาวุธออกนอกเคหสถาน ซึ่งเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรม พิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นบทหนักสุด และฐานมีอาวุธปืนและพกพาอาวุธปืน จำคุก 6 ปี แต่คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ มีเหตุให้บรรเทาโทษ 1 ใน 3 คงจำคุกฐานฆ่าผู้อื่น 33 ปี 4 เดือน และความผิดฐานมีอาวุธปืนและพกพาอาวุธปืน จำคุก 4 ปี รวมจำคุกจำเลย 37 ปี 4 เดือน หลังจากนั้นจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลยกฟ้อง

ด้านศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2560 ยกฟ้อง โดยเห็นว่า คดีนี้โจทก์มีพนักงานสอบสวน สืบสวนทราบว่า มีคนร้ายเกี่ยวข้องกับการยิงรวม 21 คน ในจำนวนนี้มีชายชุดดำ คือนายวิวัฒน์ จำเลยคดีนี้รวมอยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม แม้โจทก์จะมีเทปภาพเคลื่อนไหวและภาพถ่ายจากหนังสือพิมพ์ แต่ฝ่ายโจทก์ไม่นำสืบและนำตัวผู้ถ่ายหรือนำประจักษ์พยานมาเบิกความประกอบให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องของภาพกับจำเลย หลักฐานดังกล่าวจึงไม่อาจยืนยันภาพจากกล้องวงจรปิดได้ว่าเป็นตัวจำเลย มีเพียงคำให้การของจำเลยที่ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน ซึ่งมีพิรุธเคลือบแคลงสงสัย ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย จึงพิพากษายกฟ้อง แต่ให้คุมขังไว้ระหว่างฎีกา

ทั้งนี้ ศาลฎีกาพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า โจทก์มีตำรวจเบิกความว่า กล้องวงจรปิดของการรถไฟแห่งประเทศไทยสามารถบันทึกภาพชายใส่เสื้อสีดำ สวมหมวกไหมพรม จำนวน 4-5 คน เดินทางมาจาก ถนนแจ้งวัฒนะ ซอย 5 เพื่อมารอกลุ่มประชาชนที่เดินทางมาจากการชุมนุม กปปส.ห้าแยกลาดพร้าว จากนั้นนำมาเปรียบเทียบกับภาพชายสวมชุดสีดำ สวมหมวกไหมพรม ที่ถืออาวุธปืนใส่ถุงกระสอบข้าวโพดสีเขียวเหลืองซึ่งเป็นภาพที่ได้จากอินเทอร์เน็ตที่มีผู้โพสต์ไว้ จนสืบสวนทราบว่า ชายคนดังกล่าวชื่อ นายวิวัตน์ ยอดประสิทธิ์ ชื่อเล่นว่าท็อป มีชื่อทะเบียนราษฎร์อยู่ที่ จ.พิษณุโลก จึงออกหมายจับ

นอกจากนี้ยังมีคำให้การของพี่ชายจำเลยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำภาพชายสวมชุดดำที่สวมหมวกและเปิดหมวกไหมพรมไปให้ดูแล้วระบุว่า มีลักษณะเหมือนกับน้องชายที่มีลักษณะรูปร่างอ้วนท้วม ขณะเดียวกันเมื่อนำภาพเคลื่อนไหวซึ่งได้จากกล้องวงจรปิดและในอินเทอร์เน็ตบางส่วน มาทำเป็นภาพนิ่งเปรียบเทียบกันก็พบว่า ชายสวมชุดสีดำดังกล่าวมีลักษณะตรงกันหลายจุด จึงเพียงพอให้เชื่อได้ว่า จำเลยคือชายสวมชุดสีดำดังกล่าว

ส่วนประเด็นว่า จำเลยเป็นผู้ยิงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายหรือไม่ ศาลเห็นว่า โจทก์มีเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งได้ตรวจสอบอาวุธปืนระบุว่า ตามภาพที่ปรากฎเห็นลำกล้องอาวุธปืนโผล่มาจากถุงกระสอบข้าวโพด น่าจะเป็นอาวุธปืนยาวเอ็ม 16 หรือ เอเค หรือปืนกลมือ ซึ่งมีอานุภาพร้ายแรง โดยที่เกิดเหตุก็พบปลอกกระสุน นอกจากนี้ยังมีผู้ที่เห็นเหตุการณ์ช่วงเกิดเหตุเบิกความว่า ระหว่างที่มีการปะทะกัน เห็นชายสวมชุดสีดำที่อยู่ด้านหลังแท่งปูนแบริเออร์ บริเวณสัญญาณไฟจราจร ใกล้แยกหลักสี่ ที่มีการยิงใส่อีกกลุ่มที่บริเวณไอทีสแควร์ ซึ่งแม้ไม่ปรากฏชัดว่าบุคคลใดเป็นผู้ยิง แต่การที่จำเลยกับพวกร่วมกันก็มีเจตนาร่วม การใช้อาวุธปืนที่มีอานุภาพร้ายแรง ก็ย่อมเล็งเห็นผลอยู่แล้วว่าจะมีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยยกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับให้จำคุกจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นเวลา 37 ปี 4 เดือน

สำหรับนายวิวัฒน์ จำเลย ที่ผ่านมาได้ถูกคุมขังระหว่างดำเนินคดีมาแล้วประมาณ 4 ปี ด้าน น.ส.พวงทิพย์ บุญสนอง ทนายความของจำเลย กล่าวว่า ตอนแรกคาดหวังว่าศาลจะยกฟ้อง แต่เมื่อศาลพิพากษากลับให้จำคุกจำเลย 37 ปี 4 เดือน ก็เคารพคำพิพากษาของศาล และคงต้องไปดำเนินการเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษตามระเบียบของเรือนจำต่อไป

5.ศาลพิพากษาจำคุก “สวัสดิ์” อดีต ปธ.สหกรณ์จุฬาฯ 200 ปี 600 เดือน ตุ๋นลงทุนโควตาลอตเตอรี่!
นายสวัสดิ์ แสงบางปลา อดีตประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬาฯ
เมื่อวันที่ 7 พ.ย. ศาลอาญาได้นัดฟังคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง รศ.ดร. หรือนายสวัสดิ์ แสงบางปลา อายุ 80 ปี อดีตประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬาฯ เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน

คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อต้นเดือน ม.ค.2559 - 9 มิ.ย.2560 จำเลยอาศัยตำแหน่งประธานฯ สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ โดยชักชวน หลอกลวง ประชาชนให้มาลงทุน โดยอ้างว่า จำเลยได้รับโควตาหรือการจัดสรรคัดเลือกเป็นตัวแทนจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล และให้จำเลยกู้ยืมเงินไปซื้อสลากตามโควตาที่ได้รับจัดสรร เพื่อไปขายเอากำไรต่อ จะได้ค่าตอบแทนร้อยละ 1 ต่อเดือน ของจำนวนเงินที่ให้กู้ยืม หรือร้อยละ 12 ต่อปี และเดือนสุดท้ายจะได้รับผลตอบแทนคืนทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ย ทั้งที่ไม่เป็นความจริง จนมีประชาชนหลงเชื่อจำนวนมากนำเงินมาลงทุนกว่า 183.7 ล้านบาท ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์เล้วเห็นว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ให้ลงโทษฐานกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกกระทงละ 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 100 กระทง รวมจำคุก 200 ปี 600 เดือน หรือ 250 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) เเละให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายหลายรายตามฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นที่ผู้เสียหายแต่ละคนได้รับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...