xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 28 ต.ค.-3 พ.ย.2561

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

1.สุดช็อก! ฮ.ตก “เจ้าสัววิชัย” ดับพร้อมทีมงาน-นักบิน รวม 5 ชีวิต หลังบินขึ้นจากสนามคิง เพาเวอร์แค่ 1 นาที!
นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ และประธานกรรมการกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ (ภาพเล็ก) เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวของนายวิชัย ตกและไฟลุกไหม้ที่หน้าสนามคิง เพาเวอร์ สเตเดียม ประเทศอังกฤษ
เมื่อวันที่ 27 ต.ค. เวลาประมาณ 20.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นที่เมืองเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ หรือตรงกับเวลาประมาณ 02.30 น. วันที่ 28 ต.ค. ตามเวลาในไทย ได้เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่บริเวณลานจอดรถด้านนอกสนามคิง เพาเวอร์ สเตเดียม ประเทศอังกฤษ ซึ่งหลังเฮลิคอปเตอร์ตก ได้เกิดไฟลุกไหม้ตามมา

สำหรับเฮลิคอปเตอร์ดังกล่าวเป็นของนายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ และประธานกรรมการกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ที่มักจะบินขึ้นจากสนามฯ เพื่อพานายวิชัยกลับ หลังจบเกมในบ้านของเลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งครั้งนี้ เหตุเกิดหลังจบเกมระหว่างเลสเตอร์ ซิตี้ ลงแข่งฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เสมอเวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1 แต่หลังจากเฮลิคอปเตอร์บินขึ้นแค่ 1 นาที ก็หมุนคว้างก่อนตกลงพื้น ท่ามกลางกระแสข่าวที่สับสนในช่วงแรกว่า นายวิชัยอยู่ในเครื่องหรือไม่ หลังจากนั้นมีรายงานว่า นางเอมอร ศรีวัฒนประภา ภรรยาของนายวิชัย พร้อมลูกและครอบครัว รวมทั้ง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย รีบเดินทางด่วนไปอังกฤษทันที

กระทั่งเช้ามืดวันต่อมา 29 ต.ค.ตามเวลาประเทศไทย สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมในนามกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์, สโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ และสโมสรฟุตบอลโอเอช ลูเวิน ยืนยันการเสียชีวิตของนายวิชัย จากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตอีก 4 คน ประกอบด้วย น.ส.นุสรา สุขหน้าไม้ อดีตนักแสดงและอดีตรองมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สปี 2548 ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมประชาสัมพันธ์ของสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้, นายกวีพร พรรณแพร ผู้ช่วยของนายวิชัย ส่วนนักบินอีก 2 คน คือ เอริค สวัฟเฟอร์ และอิซาเบล่า โรซ่า เลโซวิช โดยแถลงการณ์ได้แสดงความเสียใจต่อการสูญเสียในครั้งนี้ พร้อมระบุว่า “แด่คุณวิชัย โลกใบนี้ได้สูญเสียอีกหนึ่งบุคคลที่ยิ่งใหญ่ บุคคลที่เป็นผู้ที่มีจิตใจดี มีความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น...”

ทั้งนี้ ได้มีบุคคลสำคัญแสดงความเสียใจและไว้อาลัยให้กับนายวิชัย อาทิ เจ้าชายวิลเลียม ดยุค แห่งเคมบริดจ์ของอังกฤษ ในฐานะประธานสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) ทรงมีพระราชสาส์นแสดงความเสียพระทัยต่อการเสียชีวิตของนายวิชัย และทรงชื่นชมนายวิชัยด้วยว่า นับเป็นโชคดีของข้าพเจ้าที่ได้รู้จักกับนายวิชัยมานานหลายปี เขาสร้างคุณูปการยิ่งใหญ่ให้กับวงการฟุตบอล ...ข้าพเจ้าเชื่อว่าแฟนกีฬาและทุกคนที่โชคดีได้รู้จักกับนายวิชัย จะคิดถึงเขาไปตลอดอย่างแน่นอน

ด้านเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้โพสต์ทวิตเตอร์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวนายวิชัยเช่นกัน พร้อมระบุว่า ความอาลัยจากคนรอบข้างสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า ผู้เสียชีวิตมีความสำคัญกับคนรอบข้างขนาดไหน

ขณะที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) และสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ตลอดจนสโมสรต่างๆ ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ได้ออกมาแสดงความไว้อาลัยนายวิชัยเช่นกัน

ในส่วนของไทย ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงโพสต์อินสตาแกรมส่วนพระองค์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวศรีวัฒนประภา โดยทรงระบุว่า เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ในโลกวงการฟุตบอล

ขณะที่รัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเสียใจไปยังครอบครัวนายวิชัย และยังกล่าวด้วยว่า นายวิชัยถือเป็นคนไทยที่ไปสร้างชื่อเสียงในวงการกีฬาในต่างประเทศ ได้รับการยอมรับในเวทีต่างประเทศในฐานะที่บริหารทีมเลสเตอร์ ซิตี้ จนได้รับแชมป์ในช่วงที่ผ่านมา

ด้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้หลบหนีคำพิพากษาศาลฎีกาฯ จำคุก 5 ปีคดีทุจริตจำนำข้าว ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กแสดงความเสียใจต่อการจากไปของนายวิชัยเช่นกัน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา ครอบครัวได้นำศพนายวิชัยจากอังกฤษกลับมาประเทศไทย เพื่อบำเพ็ญกุศลที่วัดเทพศิรินทราวาสฯ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พร้อมด้วยเครื่องเกีรยติยศประกอบศพ พร้อมทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานโกศแปดเหลี่ยม ฉัตรเบญจาตั้งประดับ ปี่ กลองชนะประโคมเวลาพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมกำหนด 3 คืน พระราชทานน้ำหลวงอาบศพในวันที่ 3 พ.ย.เวลา 17.00 น. พิธีสวดพระอภิธรรมตั้งแต่วันที่ 4-9 พ.ย.

ด้านนายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ลูกชายนายวิชัย และรองประธานสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ได้โพสต์เปิดใจครั้งแรกผ่านอินสตาแกรมเมื่อวันที่ 31 ต.ค. ซึ่งนอกจากขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจแล้ว ยังยืนยันด้วยว่า จะรับไม้ต่อจากที่พ่อได้ทำไว้ “คุณพ่อสอนผมให้เข้มแข็ง และเป็นคนดูแลครอบครัวมานานมาก ท่านมีวิธีการสอนให้ผมเติบโตแบบไม่รู้ตัว ท่านเป็นแบบอย่างในการทำงานและใช้ชีวิต ซึ่งทุกอย่างอยู่ในตัวผมแล้ว วันนี้ท่านฝากงานชิ้นใหญ่ที่สุดไว้ให้ผมแล้วครับ และผมจะดูและรักษามันให้ดี เท่าที่ความสามารถผมจะทำได้ และจะไม่มี วันไหนเลยที่จะทำให้คุณพ่อผิดหวังในตัวผม"

สำหรับสาเหตุที่เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวของนายวิชัยตกในครั้งนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด อยู่ระหว่างตรวจสอบกล่องบันทึกข้อมูลการบิน หรือกล่องดำ ขณะที่ เลโอนาร์โด้ เฮลิคอปเตอร์ ผู้ผลิตเฮลิคอปเตอร์รุ่น AW169 ของนายวิชัย ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และจะช่วยสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้ พร้อมเผยด้วยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้ตก มีรายงานว่า เฮลิคอปเตอร์ของนายวิชัยรุ่นนี้ มีมูลค่า 8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 256 ล้านบาท

ทั้งนี้ ภาพวิดีโอที่บันทึกภาพได้ขณะเฮลิคอปเตอร์นายวิชัยบินขึ้นจากสนามคิง เพาเวอร์ สเตเดียม ได้แค่ประมาณ 1 นาที ก็เกิดอาการหมุนคว้าง ก่อนร่วงตกพื้นบริเวณลานจอดรถด้านนอกของคิงเพาเวอร์ สเตเดียมนั้น ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า เฮลิคอปเตอร์อาจจะชนเข้ากับอะไรบางอย่าง เช่น นก หรือโดรน หรือใบพัดที่หางของเฮลิคอปเตอร์อาจมีปัญหา

สำหรับนายวิชัย ศรีวัฒนประภา เป็นเจ้าของธุรกิจร้านค้าปลอดภาษีอากรรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการกลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ ในปี พ.ศ. 2560 นิตยสารฟอบส์ ได้จัดลำดับให้เขาเป็นมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินมากที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ของไทย โดยมีทรัพย์สินทั้งหมด 4,700 ล้านดอลลาร์ หรือราว 155,000 ล้านบาท และปี 2561 นี้ ได้มีการเผยแพร่ว่านายวิชัยมีทรัพย์สิน 5,200 ล้านดอลลาร์ หรือราว 171,000 ล้านบาท ซึ่งมากเป็นลำดับ 5 ของไทย นอกจากนี้ วิชัยยังเป็นเจ้าของและเป็นประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี ในประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 และสโมสรฟุตบอลเอาด์-เฮเฟอร์เลเลอเฟิน หรือสโมสร โอเอช ลูเวินในประเทศเบลเยียม นอกจากนี้ในปี 2559 เขาได้ทุ่มงบกว่า 3,000 ล้านบาท ซื้อหุ้นบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด

2.หมอดูชื่อดัง จ.พะเยา เชื่อ “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯ อีกยาว ด้าน ปชป.หยั่งเสียงเลือก หน.พรรควุ่น ระบบไอทีไม่ทำงาน!
(บน) พ่อหมอแก้วมูล บัวเงินหมอดูชื่อดังของ จ.พะเยา กำลังดูลายมือให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. (ล่าง) กกต.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงขอโทษสมาชิกพรรคทั่วประเทศ หลังระบบไอทีไม่ทำงาน ทำให้ไม่สามารถใช้สิทธิลงคะแนนเลือกหัวหน้าพรรคได้
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองสัปดาห์ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เปิดให้มีการลงคะแนนหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคเป็นวันแรกเมื่อวันที่ 1 พ.ย. โดยสมาชิกพรรคสามารถลงคะแนนได้ 2 ระบบ คือ 1.ผ่าน Application D-elect ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนหนึ่งนาทีของวันที่ 1 พ.ย. จนถึงเที่ยงคืนวันที่ 3 พ.ย. และ 2.ลงคะแนนผ่านหน่วยเลือกตั้ง ที่พรรคจัดเตรียมไว้ผ่านระบบ Raspberry Pi ซึ่งมีการเตรียมเครื่องมือไว้ 230 เครื่อง ลงคะแนนได้ใน 3 พื้นที่ คือ กทม. ภาคกลาง และภาคเหนือ โดยเปิดให้ลงคะแนนตั้งแต่เวลา 08.00 น.วันที่ 1 พ.ย.

แต่ปรากฏว่า เมื่อถึงเวลา 08.00 น. กลับไม่สามารถเชื่อมต่อระบบ Raspberry Pi ได้ หลังเวลาผ่านไป 2 ชั่วโมงก็ยังไม่สามารถเชื่อมต่อระบบได้ ทำให้สมาชิกที่มาลงคะแนนจำนวนมากไม่สามารถใช้สิทธิเลือกหัวหน้าพรรคได้

ต่อมา นายชุมพล กาญจนะ ประธานกรรมการหยั่งเสียง หรือ กกต.พรรค ปชป.พร้อมด้วยกรรมการได้แถลงขอโทษสมาชิกพรรคทั่วประเทศถึงปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมออกตัวว่า ได้พยายามดูอย่างรอบคอบแล้ว แต่เนื่องจากเป็นการดำเนินการครั้งแรกของประเทศไทย และขอยอมรับผิดแต่เพียงผู้เดียว

ด้านนายธนา ชีรวินิจ กกต.พรรค ปชป.ชี้แจงว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เกิดจากระบบที่นำมาติดตั้งเป็นระบบที่มีการเซตอัพเวลาของตัวเครื่องที่ประเทศอังกฤษ เจ้าหน้าที่ไอทีทุกฝ่ายมุ่งมั่นดูแลระบบต่างๆ อย่างใกล้ชิด แต่ลืมแก้ไทม์โซนที่ตั้งเวลาประเทศอังกฤษ ทำให้เครื่องจะเปิดทำการตัวเองเวลาบ่ายสามโมงถึงตีหนึ่งของวันที่ 1 พ.ย. เพราะเวลาอังกฤษช้ากว่าเวลาประเทศไทย 7 ชั่วโมง กกต.พรรค ปชป.จึงตัดสินใจยกเลิกการเลือกตั้งวันที่ 1 พ.ย.ออกไป เพื่อนำเครื่องเลือกตั้งทั้งหมดกลับมาที่พรรคเพื่อแก้ไขเวลาใหม่ และเลื่อนการลงคะแนนหน่วยเลือกตั้งเฉพาะใน กทม. ภาคกลาง และภาคเหนือไปเป็นวันที 9 พ.ย.เวลา 08.00-18.00 น. ส่วนวันเลือกตั้งเดิม วันที่ 5 พ.ย. ของภาคใต้และอีสานคงเดิม พร้อมเชื่อว่า การเลือกตั้งวันที่ 5 พ.ย. และ 9 พ.ย.จะเป็นไปอย่างราบรื่น

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังเกิดปัญหากับระบบไอทีในการลงคะแนนเลือกหัวหน้าพรรค ปชป. ต่างมีการโยนความผิดกันไปมาว่าใครเป็นต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น บางกระแสบอกว่า เป็นเพราะทีมของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ผู้สมัครหัวหน้าพรรค ปชป.หมายเลข 2 ขอให้ตัดการเช็กเวลาอัตโนมัติในเครื่อง Raspberry Pi กับ server และลืม set เวลาให้เป็นโซนเอเชีย ทำให้เวลายังเป็นโซนอังกฤษ แต่นายชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว กกต.พรรค ปชป.ตัวแทนฝ่าย นพ.วรงค์ ก็ปฏิเสธว่า ไม่จริง และว่า มีคนพยายามดิสเครดิต นพ.วรงค์ พร้อมให้ไปถามนายศิริโชค โสภา รองเลขาธิการพรรค ปชป.ว่า บริษัทที่ถูกว่าจ้างให้มาทำแอพพลิเคชั่นนั้นเป็นของใคร

ด้านนายศิริโชค โสภา ก็ออกมาปฏิเสธเช่นกันว่า ตนและบริษัทดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และว่า ปัญหาไทม์โซนเกิดจากกรรมการไอทีตัวแทนของทีม นพ.วรงค์ มองว่าควรจะให้ออฟไลน์ หรือยังไม่เชื่อมต่อระบบจนกว่าจะถึงวันหยั่งเสียงจริง เพราะหากเชื่อมต่อก่อนวันจริง เกรงจะมีคนไปลักลอบแก้ไข server จะมีผลต่อการลงคะแนนได้ จึงซักซ้อมได้เพียงการยิงระบบส่วนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเครื่องลงคะแนน ทางกรรมการส่วนที่เหลือเห็นว่า เมื่อมีความกังวลดังกล่าว เพื่อความสบายใจของทั้งหมด จึงให้มีการออฟไลน์ตามที่ร้องขอ

นอกจากความเคลื่อนไหวของพรรค ปชป.แล้ว ด้านพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้จัดประชุมใหญ่เพื่อคัดเลือกหัวหน้าและคณะกรรมการบริหารพรรคเมื่อวันที่ 28 ต.ค. ซึ่งผลปรากฏว่า ผู้ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคคือ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์, นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นเลขาธิการพรรค, นางลดาวัลย์ วงศ์ศรีวงศ์ เป็นโฆษกพรรค ขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรค

ส่วนความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้นำคณะรัฐมนตรีไปประชุม ครม.สัญจรที่ จ.พะเยาและเชียงราย วันที่ 29-30 ต.ค. เป็นที่น่าสังเกตว่า ระหว่างเยี่ยมตลาดประชารัฐที่ จ.พะเยา พล.อ.ประยุทธ์ได้แวะให้พ่อหมอแก้วมูล บัวเงิน อายุ 78 ปี หมอดูชื่อดังของ จ.พะเยา ผูกสายสิญจน์ ซึ่งหมอแก้วมูลได้ทำนายดวงหลังดูลายมือ พล.อ.ประยุทธ์ด้วยว่า “เป็นคนดวงแข็ง ดูแล้วงานทุกอย่างที่ทำ จะประสบผลสำเร็จ เนื่องจากมีจิตใจที่หนักแน่น มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับทุกคน ดังนั้นงานที่ทำทั้งหมดจะเป็นผลสำเร็จ แต่มีข้อเสียที่เป็นคนโกรธง่ายหน่อยและใจร้อน” ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ฟังแล้ว ถึงกับยิ้มชอบใจ ก่อนบอกว่า “พอแล้ว ไม่ต้องดูต่อ แค่รู้ว่าประสบความสำเร็จก็พอ” ก่อนจะยกมือไหว้ และเข้าไปสวมกอดพ่อหมอแก้วมูล ก่อนขอให้ดูดวงให้รัฐมนตรีคนอื่นๆ ด้วย

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามพ่อหมอแก้วมูลถึงดวงของ พล.อ.ประยุทธ์ พ่อหมอเผยว่า เท่าที่ดูลายมือ มีเส้นลายมือที่ชัดเจน เป็นคนดวงแข็ง และจากการทำนายลายเส้น คิดว่างานการที่ พล.อ.ประยุทธ์ทำอยู่ จะประสบความสำเร็จทุกงานที่ตั้งใจทำ และเชื่อว่า จะได้เป็นนายกฯ อีกยาวนาน

3.“ดอน” รอด! ได้เป็น รมต.ต่อ ศาล รธน. ชี้ ภรรยาถือหุ้นไม่เกิน 5% -แจ้งโอนหุ้นถูกต้องตามกำหนด
นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
เมื่อวันที่ 31 ต.ค. ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดอ่านคำวินิจฉัยกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสามว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนาย ดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สิ้นสุดลงหรือไม่ จากกรณีที่นางนรีรัตน์ ปรมัตถ์วินัย ภรรยานายดอน ถือครองหุ้นเกินร้อยละ 5 ในบริษัท ปานะวงศ์ จำกัด และบริษัท ปานะวงศ์ รีแอลที จำกัด

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 187 บัญญัติว่า รัฐมนตรีต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทหรือไม่คงไว้ ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทต่อไปตามจํานวนที่กฎหมายบัญญัติ กรณีที่รัฐมนตรีผู้ใดประสงค์จะได้รับประโยชน์จากหุ้นที่ถือครองต่อไป ต้องแจ้งประธาน ป.ป.ช.ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง และให้โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทดังกล่าวให้แก่นิติบุคคล ซึ่งจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น โดยรัฐมนตรีจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหุ้นหรือกิจการของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ไม่ว่าในทางใดไม่ได้

ซึ่งนายดอนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2558 เป็นรัฐมนตรีอยู่ใน ครม.ก่อนที่รัฐธรรมนูญ 2560 จะประกาศใช้ การที่นายดอนจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 187 นั้น เคยมีคำวินิจฉัยที่ 20/2544 วางหลักการไว้ว่า การเป็นรัฐมนตรีใน ครม.ที่ได้รับการแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ยังคงเป็นรัฐมนตรีใน ครม. ตามรัฐธรรมนูญนี้ต่อไป แต่จะต้องถือเอาวันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้เป็นวันเริ่มต้นเข้ารับตำแหน่ง เมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้วันที่ 6 เม.ย.2560 จึงต้องถือว่านายดอนได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีและต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 264 ประกอบมาตรา 187 ในวันที่ 6 เม.ย.

ส่วนประเด็นการถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 5 ของภรรยานายดอนนั้น ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เดิมภรรยานายดอน ถือหุ้นในบริษัท ปานะวงศ์ 7,200 หุ้น และในวันที่ 10 เม.ย. 2560 ภรรยานายดอนได้มีหนังสือแจ้งโอนหุ้น จำนวน 4,800 หุ้นให้นายเพื่อน ปรมัตถ์วินัย บุตรของนายดอน โดยทำหนังสือสัญญาโอนหุ้น ลงวันที่ 27 เม.ย. 2560 ทำให้หุ้นคงเหลือ 2,400 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 4 ขณะที่หุ้นในบริษัทปานะวงศ์ รีแอลที่ เดิมภรรยานายดอนถือหุ้นอยู่ 3,500 หุ้น มีหนังสือประสงค์โอนหุ้น 2,700 หุ้นให้นายเพื่อน โดยทำหนังสือสัญญาโอนหุ้นในวันที่ 30 เม.ย. 2560 ทำให้หุ้นคงเหลือ 800 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 4 เมื่อพิจารณาการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของทั้งสองบริษัท ที่มีการอนุมัติการโอนหุ้นในวันที่ 27 เม.ย. และวันที่ 30 เม.ย. แล้วเห็นว่า การโอนหุ้นเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงฟังได้ว่า ภรรยานายดอนได้โอนหุ้นให้แก่บุคคลอื่นโดยชอบด้วยกฎหมาย และคงเหลือหุ้นในแต่ละบริษัทไม่เกินร้อยละ 5 ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ 6 เม.ย. 2560 ดังนั้นความเป็นรัฐมนตรีของนายดอนจึงไม่สิ้นสุดลง

ด้านนายดอน กล่าวหลังฟังคำวินิจฉัยว่า เมื่อศาลวินิจฉัยแล้วถือว่าเรื่องยุติ หลังจากนี้จะได้ทำงานอย่างเต็มที่ เนื่องจากยังมีงานสำคัญรออยู่อีกมาก โดยเฉพาะกรณีที่ไทยจะเป็นประธานอาเซียนในวันที่ 15 พ.ย.นี้ พร้อมยืนยันว่า จะไม่ร่วมงานกับพรรคการเมืองใด และจะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองหลังเลือกตั้งอีก เพราะเห็นว่าประเทศไทยมีบุคลากรจำนวนมากที่มีความพร้อมที่จะทำงานอยู่แล้ว

4.ศาลพิพากษาจำคุก “อดีตพระพุทธะอิสระ” ปีครึ่ง รอลงอาญา คดีการ์ด กปปส.ทำร้าย ตร.สันติบาล เตรียมบวชใหม่ 1 ธ.ค.นี้!
นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม
เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ศาลอาญาได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ อายุ 59 ปี หรืออดีตพระพุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม และแกนนำ กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยว หรือกักขัง หรือกระทำการใดให้เจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ให้ได้รับอันตรายสาหัส, ร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปข่มขืนใจให้ผู้อื่นกระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายฯ หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 310 ประกอบมาตรา 83

คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 23 พ.ย. 2556 - 1 พ.ค. 2557 ต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกได้ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มีพฤติการณ์เป็นอั้งยี่ซ่องโจร เป็นหัวหน้า ผู้สั่งการกลุ่ม กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ โดยปลุกระดม ยุยง ชักชวนประชาชน และแนวร่วมเพื่อขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และขัดขวางการเลือกตั้ง ส.ส. เข้ายึดหน่วยงานและสถานที่ราชการหลายแห่ง โดยร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง ใช้กำลังประทุษร้าย ร.ต.ต.สมคิด เชยกมล, ด.ต.วชิรพงศ์ อุ่นนวลบูรพงศ์ 2 เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล ได้รับบาดเจ็บสาหัส และทรัพย์สินรวม 8 รายการ มูลค่า 60,900 บาท สูญหาย ซึ่งจำเลยรับสารภาพ และศาลได้มีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะ และพินิจประวัติของจำเลย แล้วส่งให้ศาลเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาพิพากษา

ด้านศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 และ 310 ซึ่งเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกักขังหน่วงเหนี่ยวทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นโทษหนักสุด ให้จำคุก 3 ปี แต่จำเลยให้การสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และเมื่อพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะพินิจประวัติจำเลยแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยได้วางเงินชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองแล้วจำนวน 4 หมื่นบาท ซี่งผู้เสียหายทั้งสองไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีต่อไป ขณะที่จำเลยไม่เคยได้รับโทษคดีอาญามาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ส่วนที่อัยการขอให้นับโทษต่อจากคดีกบฏ กปปส.นั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงให้ยกคำร้อง

ด้านอดีตพระพุทธะอิสระกล่าวหลังศาลรอลงอาญาว่า เป็นความเมตตาของศาล ที่ก็ยังมีอาการป่วยอยู่ ส่วนที่มีข่าวว่า จะกลับเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์นั้น อดีตพระพุทธะอิสระกล่าวว่า เป็นความจริง โดยเตรียมจะบวชในวันที่ 1 ธ.ค.นี้ แต่จะเป็นวัดอ้อน้อยหรือวัดใดนั้น ยังไม่ทราบ ส่วนเรื่องการเมือง ให้ฝ่ายการเมืองดูแลจัดการไป

5.ศาลฎีกาพิพากษายืนยกฟ้อง “มัลลิกา” คดีหมิ่น “ยิ่งลักษณ์” ว.5 โฟร์ซีซั่นส์ ชี้ ติชมด้วยความเป็นธรรม!
(ซ้าย) นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ขวา) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้หลบหนีคำพิพากษาศาลฎีกาฯ จำคุก 5 ปี คดีทุจริตจำนำข้าว
เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ศาลอาญาได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โจทก์ร่วม ยื่นฟ้องนางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 จากกรณี ว.5 โฟรซีซั่นส์

คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 19-20 ก.พ. 2555 จำเลยได้แถลงข่าวหมิ่นประมาท น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นว่า มีพฤติการณ์และความประพฤติผิดจริยธรรม ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์เสียชื่อเสียง โจทก์จึงขอให้ยึดทำลายเอกสารที่มีข้อความดังกล่าว และโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์เป็นเวลา 7 วัน

ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2556 ยกฟ้อง เนื่องจากคำเบิกความของโจทก์และโจทก์ร่วม แตกต่างกันในเรื่องของห้องที่ใช้ในการประชุมที่โรงแรมโฟรซีซั่นส์ และข้อความที่จำเลยแถลงข่าวนั้นก็ไม่ได้ชี้ชัดว่า เป็นการกล่าวหาโจทก์ร่วมในประเด็นเรื่องที่โจทก์ร่วมผิดจริยธรรมหรือไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างไรบ้าง การแถลงข่าวของจำเลยจึงเป็นการติชมด้วยความสุจริตเป็นธรรม ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

ต่อมา วันที่ 14 ธ.ค. 2559 ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า มีพยานเป็นเจ้าหน้าที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ เบิกความว่า ในวันที่ 8 ก.ย. 2555 เข้าเวรปฏิบัติหน้าที่ที่ห้อง Executive Club ตั้งแต่เวลา 14.30 -23.00 น. ซึ่งมีลูกค้ามารับประทานอาหารและเครื่องดื่ม แต่พยานจำได้ว่าแต่ละคนเป็นลูกค้าที่มาใช้บริการประจำ ดังนั้นจึงแสดงว่าเรื่องที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โจทก์ร่วมเข้าร่วมประชุม น่าจะไม่ใช่เรื่องสำคัญถึงขนาดเป็นความลับที่จำเป็นต้องมาพูดคุยในสถานที่ดังกล่าว จนไม่สามารถเปิดเผยได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ร่วมไม่สามารถเปิดเผยเรื่องเกี่ยวกับการประชุมที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ได้ ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่โจทก์ร่วมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีหน้าที่โดยตรงต้องเข้าประชุม เนื่องจากเป็นการพิจารณากฎหมายซึ่งเป็นประโยชน์ของชาติ จึงย่อมเป็นเหตุให้จำเลย ซึ่งมีหน้าที่ติดตามตรวจสอบการทำงานของโจทก์ร่วมและในฐานะประชาชนมีสิทธิ์ตั้งข้อสงสัยพฤติกรรมของโจทก์ร่วมได้

นอกจากนี้ การแสดงความเห็นของจำเลยเป็นลักษณะเชิงตั้งคำถามมากกว่ายืนยันข้อเท็จจริง อีกทั้งเมื่อโจทก์ร่วมเป็นนายกรัฐมนตรี ย่อมเป็นบุคคลที่ประชาชนสามารถตั้งข้อสงสัย ติดตามพฤติกรรม และแสดงความเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ได้ด้วยความเป็นธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3) การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

ทั้งนี้ ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืนยกฟ้อง
กำลังโหลดความคิดเห็น...