xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 29 ก.ค.-4 ส.ค.2561

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

1.ไทยยื่นเรื่องขออังกฤษส่งตัว “ยิ่งลักษณ์” ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว ลุ้นอังกฤษจะทำตามคำขอหรือไม่!
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายทักษิณ ชินวัตร ผู้หลบหนีคำพิพากษาจำคุกของศาลฯ และถูกศาลออกหมายจับ
สัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า สถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศอังกฤษได้ส่งจดหมายถึงกระทรวงต่างประเทศของอังกฤษเมื่อวันที่ 5 ก.ค. ร้องขอให้ทางการอังกฤษส่งตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ในฐานะจำเลยที่หนีหมายจับของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กลับมายังประเทศไทย เนื่องจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นบุคคลที่ทางการไทยต้องการนำตัวกลับมารับโทษจำคุก 5 ปี หลังศาลฯ พิพากษาว่ามีความผิดและออกหมายจับตั้งแต่มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 27 ก.ย.2560

ทั้งนี้ จดหมายของสถานทูตไทยระบุด้วยว่า การขอตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ครั้งนี้ เป็นการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาระหว่างสหราชอาณาจักรและสยาม ปี 1911 ที่ว่าด้วยการส่งตัวอาชญากรผู้หลบหนีคดีกลับประเทศ โดยเชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ พักอยู่ในอังกฤษ นอกจากนี้ ในคำร้องขอให้ส่งตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังได้แนบข้อเท็จจริงของคดี พร้อมสำเนาคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหมายจับให้ทางอังกฤษพิจารณาด้วย พร้อมยืนยันว่า การขอให้ส่งตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่เกี่ยวกับความผิดทางการเมืองหรือการทหาร และย้ำว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังไม่ได้รับการอภัยโทษหรือนิรโทษกรรมแต่อย่างใด รวมทั้งหมายจับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ไม่มีวันหมดอายุด้วย

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในคำร้องขอตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ของสถานทูตไทยได้ขอให้สถานทูตอังกฤษเก็บคำร้องนี้ไว้เป็นความลับ และรีบดำเนินการต่อคำร้องดังกล่าวอย่างเร่งด่วน แต่ในที่สุด คำร้องดังกล่าวก็ไม่ถูกเก็บเป็นความลับตามที่สถานทูตไทยขอแต่อย่างใด

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงข่าวสถานทูตไทยทำหนังสือขอให้อังกฤษส่งตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ กลับมารับโทษตามที่ศาลมีคำพิพากษาและออกหมายจับว่า เป็นการขอตัวตามขั้นตอนโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อัยการสูงสุด กระทรวงการต่างประเทศ มีหน้าที่ในการส่งเรื่องขอตัว “เป็นเรื่องของต่างประเทศที่จะพิจารณาตัดสินใจว่าจะส่งหรือไม่ส่ง และผมไม่จำเป็นต้องไปหารือกับนางเทเรซา เมย์ นายกฯ อังกฤษ เพราะเป็นเรื่องกลไกของรัฐที่ต้องดำเนินการอยู่แล้ว”

ขณะที่นายอำนาจ โชติชัย อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ กล่าวว่า สำนักงานอัยการสูงสุด โดยสำนักงานอัยการต่างประเทศ ได้ทำเรื่องขอตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ไปยังกระทรวงการต่างประเทศของไทยตั้งแต่วันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา และกระทรวงการต่างประเทศได้ส่งคำร้องไปยังกระทรวงต่างประเทศอังกฤษ สำหรับขั้นตอนต่อไป กระทรวงต่างประเทศอังกฤษจะต้องส่งเรื่องไปยังผู้ประสานงานกลางของอังกฤษ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งก็คือ กระทรวงมหาดไทยของอังกฤษ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่มีข่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้วีซ่านักธุรกิจพำนักในอังกฤษ จะเป็นอุปสรรคต่อการขอตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ นายอำนาจยืนยันว่า เป็นคนละส่วนกัน การมีวีซ่าไม่เป็นเหตุที่เราจะไม่ขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังมีข่าวว่าไทยทำเรื่องขอตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ จากอังกฤษกลับมารับโทษตามคำพิพากษาของศาลไทย ปรากฏว่า มีรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เดินทางออกจากอังกฤษไปยังบ้านพักของนายทักษิณ ชินวัตร พี่ชายที่หนีคดีและหนีหมายจับอยู่ที่นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แล้วเมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเดินทางไปดูไบเป็นเรื่องปกติของนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อยู่แล้ว และว่า การเดินทางทุกที่ มีการกำหนดล่วงหน้าไว้หมด ไม่ใช่เพิ่งจะเดินทาง ทุกอย่างเป็น year plan ซึ่งจากดูไบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็จะเดินทางไป ฮ่องกง จีน ส่วนนายทักษิณก็ไปสวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ชัดเจนทุกอย่าง เพราะนายทักษิณทำธุรกิจอยู่หลายประเทศ ก็ต้องเดินทางตลอดและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็เดินทางไปด้วย เพราะนายทักษิณอยากให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์มาทำธุรกิจด้วย จึงเหมือนเป็นการสอนงาน เรียนรู้งาน

มีรายงานด้วยว่า นายทักษิณได้ซื้อบ้านพักส่วนตัวในประเทศอังกฤษให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในราคาหลายล้านปอนด์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้น้องสาวเมื่อเดินทางมาอยู่ในประเทศอังกฤษด้วย

2.ปชป.เดือด เตรียมฟ้องเอาผิด “นคร มาฉิม” หมิ่นประมาท ใส่ร้ายสมคบคิดล้มรัฐบาลทักษิณ!
(ซ้าย) นายทักษิณ ชินวัตร (ขวา) นายนคร มาฉิม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์
สถานการณ์การเมืองสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังนายนคร มาฉิม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความ "จากใจนคร มาฉิม อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ถึงคนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ในช่วงวันคล้ายวันเกิดนายทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยโพสต์ข้อความทำนองสรรเสริญเยินยอนายทักษิณ ต่างๆ นานา ขณะเดียวกันก็โพสต์ทำนองให้ร้ายพรรคที่ตัวเองเคยสังกัด รวมถึงฝ่ายทหาร และตุลาการ โดยระบุว่า “พวกเราได้ร่วมกันทุกฝ่ายระดมสรรพกำลัง ทั้งฝ่ายการเมือง ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายข้าราชการประจำ และฝ่ายตุลาการระดับสูงบางคนที่เชื่อมั่นและศรัทธาฝ่ายเผด็จการอนุรักษนิยมในนามตุลาการภิวัฒน์ ร่วมกันขย้ำท่านให้ตายคามือ ยึดอำนาจด้วยปืน ยุบพรรคท่านทิ้งด้วยกฎหมาย ตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่ก็ชนะพวกเราอีก สุดท้ายพวกเราจึงปรึกษากันว่าคงจะต้องให้ทหารยึดอำนาจอีก และเพื่อตอกฝาโลง ก็ใช้กระบวนการยุติธรรมในมือตัดสินเอาผิดอีก ท่านกับน้องสาวจะต้องไม่อยู่ในประเทศ เพราะถ้าท่านอยู่ พวกเราคงจะไม่ได้มีโอกาสชนะ พวกเราขอแช่แข็งประเทศสัก 5-20 ปีก่อน จนกว่าจะมั่นใจได้ว่าพวกเราจะบริหารจัดการอำนาจและปกครองแบบเบ็ดเสร็จ"

นอกจากนี้นายนครยังได้ขอโทษนายทักษิณและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เคยต่อสู้กับนายทักษิณและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ "ผมจึงขออนุญาตมาร่วมอุดมการณ์เดียวกันกับท่าน ขอร่วมสู้กับท่าน วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดครบ 69 ปีของท่าน ท่านอย่าเพิ่งเป็นอะไรไปเสียก่อน เชื่อว่าอีกไม่นาน ฝ่ายประชาธิปไตยและประชาชนจะเป็นฝ่ายชนะฝ่ายเผด็จการแน่นอน ไม่ต้องรอชาติหน้า เพื่อเป็นของขวัญในวันเกิดของท่าน และขอให้ท่านและน้องสาวยิ่งลักษณ์ ได้กลับมาสู่อ้อมกอดของแผ่นดินแม่"

ทั้งนี้ ข้อความที่นายนครโพสต์ชื่นชมนายทักษิณและใส่ร้ายพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงฝ่ายตุลาการ ได้ถูกหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะจากพรรคประชาธิปัตย์ โดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก ปชป. กล่าวว่า นายนครได้ลาออกจาก ปชป.ตั้งแต่ปี 2556 และไปสังกัดพรรคชาติพัฒนา ต่อมาก็ชนะการเลือกตั้งในปี 2557 แต่สุดท้ายผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ซึ่งนายนครก็ไม่เคยต่อว่า ปชป. แต่ตอนนี้กลับมีท่าทีตรงกันข้าม

ขณะที่นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปชป. กล่าวว่า เคยได้ยินนายนครพูดทำนองนี้มาก่อนแล้วในคลิปทีวีเสื้อแดง และว่า "เท่าที่ผมทราบและเห็นด้วยตาตนเอง ได้ยินกับหูคือ นายนครด่าว่าวิพากษ์วิจารณ์นายทักษิณ ชินวัตรไม่มีชิ้นดีกลางสภา แล้ววันนี้มายกยอปอปั้นสรรเสริญในวันเกิด กลับเป็นคนละคนกันกับนายนครวันก่อน อนิจจาคนหนอคน ยืนยันว่าสิ่งที่นายนครเขียนนั้นเป็นเท็จ และกล่าวร้ายให้ ปชป.และวงการตุลาการเสียหาย ผมพร้อมเผชิญหน้ากับนายนครทุกเวลา ให้เอาสัจจะความจริงมาพูดกัน อย่าหลงไปยกย่องทรราชที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ อย่าเห็นแก่เงินของคนชั่ว"

ด้านนายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงนายนครว่า ข้อกล่าวอ้างของนายนครที่ให้ร้ายพรรคประชาธิปัตย์ ล้วนเป็นความเท็จทั้งสิ้น ถือเป็นการสร้างราคาให้กับตัวเอง เพื่อประโยชน์ของตนเอง ทั้งที่เป็นนักกฎหมาย แต่กลับทรยศต่อความยุติธรรม ทรยศต่ออำนาจตุลาการด้วยการให้ร้ายตุลาการ ที่สำคัญนายนครยังทรยศต่อบ้านเก่าที่เคยซุกหัวนอน ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกผู้ชายไม่ทำกัน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 ส.ค.พรรคประชาธิปัตย์ได้ข้อสรุปแล้วว่า จะฟ้องศาลเพื่อดำเนินคดีนายนครที่ให้ร้ายพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรค ปชป.แถลงว่า การโพสต์ข้อความของนายนคร มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โดยพรรค ปชป.จะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาเพื่อดำเนินคดีนายนครในสัปดาห์หน้า และจะพิจารณาด้วยว่า จะเอาผิดนายนครฐานนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 ด้วยหรือไม่ คาดว่าสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนในเรื่องนี้เช่นกัน

ขณะที่นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงกรณีที่พรรค ปชป.จะฟ้องนายนครว่า เป็นสิทธิของพรรค ปชป.ที่จะร้องต่อศาลหรือแจ้งความดำเนินคดีเพื่อปกป้องชื่อเสียงเกียรติภูมิ เพราะข้อกล่าวว่าสมรู้ร่วมคิดดำเนินการอย่างเป็นขบวนการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยวิธีการนอกแนวทางระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงและมีโทษร้ายแรงถึงขั้นยุบพรรค ส่วนที่นายนครขอโทษนายทักษิณและ น.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น นายอลงกรณ์กล่าวว่า เป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่สิ่งที่นายนครไม่กล่าวถึงคือ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นและการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล รวมทั้งการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมแบบสุดซอย

นายอลงกรณ์ยังยอมรับด้วยว่า ไม่รู้เหตุผลหรือเหตุจูงใจให้นายนครแสดงออกเช่นนี้ แต่อยากแนะนำนายนครในฐานะพี่แนะนำน้องว่า “อย่าเข้าพรรคเพื่อไทย มิฉะนั้นจะถูกมองว่า การแสดงออกล่าสุดเป็นเพียงใบเบิกทางตีตั๋วเข้าพรรคเพื่อไทย ด้วยการเผาบ้านเก่า ควรเข้าพรรคอื่นที่มีอุดมการณ์ตรงกันจะดีต่ออนาคตทางการเมือง”

3.“ตู่ จตุพร” ออกจากเรือนจำแล้ว หลังนอนคุก 1 ปี คดีหมิ่น “อภิสิทธิ์” พร้อมเผยได้พบ “สนธิ-อดีตพระพุทธะอิสระ” ขออโหสิกรรมต่อกันแล้ว!
นายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
ในที่สุด นายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครแล้วเมื่อเวลา 07.00 น.วันที่ 4 ส.ค. หลังได้รับโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีหมิ่นประมาทนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเวลา 1 ปี 15 วัน จากกรณีปราศรัยบนเวทีชุมนุมของ นปช.เมื่อปี 2552 กล่าวหานายอภิสิทธิ์เป็นฆาตกรสั่งฆ่าประชาชน

สำหรับบรรยากาศการออกจากเรือนจำ ได้มีครอบครัว และแกนนำ นปช. อาทิ นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง และมวลชนคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง ไปรอต้อนรับและให้กำลังใจนายจตุพร

โดยนายจตุพรได้กล่าวขอบคุณเพื่อน นปช. และมวลชนคนเสื้อแดงที่ยังอยู่เคียงข้างกัน รวมถึงเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ และบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปี 15 วันในเรือนจำ มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย แต่ก็ผ่านมาได้ ส่วนภารกิจข้างหน้าจะยังคงเดินหน้าหาแนวทางในการหาทางออกให้ประเทศ เพื่อไม่ให้กลับไปอยู่ในจุดวิกฤตทางการเมือง และเกิดความสูญเสียเหมือนเช่นที่เคยเป็นมาในอดีต

นายจตุพรยังกล่าวถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อจากนี้ด้วยว่า จะมีการหารือกันในกลุ่ม นปช.ว่าจะดำเนินไปอย่างไร พร้อมเผยด้วยว่า "ระหว่างถูกคุมขังอยู่นั้น ได้เจอกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรฯ และอดีตพุทธะอิสระ อดีตแกนนำ กปปส. พร้อมกับมีการขออโหสิกรรมต่อกัน และพูดคุยเรื่องที่จะทำประโยชน์ต่อประเทศชาติในอนาคต”

ทั้งนี้ นายจตุพรได้เตรียมไปพบปะมวลชนที่อิมพีเรียลลาดพร้าวในวันพรุ่งนี้ (5 ส.ค.) เวลา 14.00 น. จากนั้น จะแถลงชี้แจงเรื่องราวต่างๆ ด้วยตนเองอีกครั้ง

4.ตำรวจกองปราบฯ บุกรวบ “พนม” อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ พร้อมพวก คดีเงินทอนวัด ด้านศาล ไม่ให้ประกันตัว หวั่นหลบหนี!
นายพนม ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.)
เมื่อวันที่ 1 ส.ค. พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองปราบปราม นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติมในคดีเงินทอนวัด จากที่ก่อนหน้านี้ ได้มีการจับกุมอดีตพระชั้นผู้ใหญ่และบุคคลที่เกี่ยวข้องไปแล้วจำนวนหนึ่ง สำหรับการตรวจค้นจับกุมครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากศาลได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาตามที่ตำรวจขอ

สำหรับผู้ที่ถูกออกหมายจับ 10 คน ประกอบด้วย 1.นายพนม ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) โดยจับกุมได้ที่หมู่บ้านบูเลอวาร์ด ย่านพุทธมณฑลสาย 4 จ.นครปฐม 2.นายแก้ว ชิดตะขบ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (ผอ.พศจ.) อ่างทอง จับได้ที่หมู่บ้านอ่างทองธานี จ.อ่างทอง 3.นายพัฒนา สุอำมาตย์ อดีต ผอ.พศจ.นครปฐม จับได้ที่บ้านพักใน อ.สามพราน จ.นครปฐม 4.นายบุญเลิศ โสภา ผอ.พศจ.ลำปาง จับได้ที่บ้านพัก ต.ปากแพรก จ.กาญจนบุรี 5.นายชยพล พงษ์สีดา อดีตรอง ผอ.พศ. จับได้ที่บ้านพักย่านพระราม 2 กทม.

6.นางพรเพ็ญ กิติธรางกูร ผอ.กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร พศ. ซึ่งทั้งหมดถูกควบคุมตัวไปสอบปากคำที่กองปราบฯ 7.นายณรงค์เดช ชัยเนตร ผอ.พศจ.สิงห์บุรี จับได้ที่แสนสบาย รีสอร์ท จ.สิงห์บุรี 8.นายวสวัสดิ์ กิตติธีระสิทธิ์ ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัด พศ. จับได้ที่ อ.บางเลน จ.นครปฐม 9.นายเจษฎา วงศ์เมฆ นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง จับได้ที่ จ.นครศรีธรรมราช ส่วนรายที่ 10.น.ส.ประนอม คงพิกุล ผอ.พศจ.สมุทรปราการ (ตำแหน่งสุดท้ายก่อนลาออกจากราชการคือ รอง ผอ.พศ.) นั้น อยู่ระหว่างติดตามจับกุมตัว โดยมีข่าวว่า น.ส.ประนอมได้หนีไปฮ่องกงแล้ว

มีรายงานว่า นอกจากผู้ต้องหาทั้ง 10 รายแล้ว ตำรวจกองปราบฯ ยังได้ขอศาลออกหมายจับนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.พศ. เนื่องจากมีหลักฐานว่า เป็นตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังเงินทอนวัด โดยมีรายงานว่า ขณะนี้นายนพรัตน์หนีไปอยู่สหรัฐฯ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างประสานขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน

ทั้งนี้ หลังตำรวจกองปราบฯ สอบปากคำผู้ต้องหาแล้ว ทั้งหมดให้การปฏิเสธ หลังจากนั้น วันรุ่งขึ้น 2 ส.ค. ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาไปขอศาลฝากขังเป็นเวลา 12 วัน เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบพยานเพิ่มอีก 10-15 ปาก พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากผู้ต้องหาแต่ละคนมีหมายจับหลายคดี และคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าหากปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ต้องหาอาจหลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

ด้านศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า กลุ่มผู้ต้องหาร่วมกับวัดสมคบกันวางเเผน โดยอาศัยฐานะความเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ อนุมัติงบประมาณสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม เเผนกสามัญให้กับวัดที่ไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมฯ เเละได้ให้วัดคืนเงินงบประมาณบางส่วนให้กับกลุ่มผู้ต้องหา อันเป็นการเบียดบังงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ จึงเป็นต้นตอทำให้เกิดความเสียหายเเก่พุทธศาสนา นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ต้องหาบางคนร่วมกระทำผิดในลักษณะนี้อีกหลายคดี พฤติการณ์เเห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายเเรง อีกทั้งคดีมีอัตราโทษสูง เเละพนักงานสอบสวนก็คัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากเชื่อว่า หากปล่อยตัวชั่วคราวเเล้ว ผู้ต้องหาอาจหลบหนี ดังนั้นศาลจึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งหมด

ทั้งนี้ หลังศาลไม่ให้ประกันตัว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เเละทัณฑ์สถานหญิงกลาง

ด้าน พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองปราบปราม เผยความคืบหน้าคดีเงินทอนวัดว่า นอกจากได้ออกหมายจับและจับกุมข้าราชการที่เกี่ยวข้องในคดีเงินทอนวัดล็อต 3 พนักงานสอบสวนยังได้เตรียมขออนุมัติหมายจับพระสงฆ์ที่ร่วมสนับสนุนการกระทำผิดเพิ่มเติมอีก 1-2 รูป แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจนก่อน

5.ญาติแห่โลงศพ “น้องหญิง” ขอความเป็นธรรม ภ.1 หวั่น ตร.บางปะอินเปลี่ยนคดี “ฆาตกรรม” เป็น “อุบัติเหตุ”!
(บน) นายสุบิน ยาวิราช บิดาของน้องหญิง นำโลงศพลูกสาวร้องขอความเป็นธรรมต่อตำรวจภูธรภาค 1 (ล่างขวา) นายสุรพล ดาราคำ หรืออ๊อฟ ผู้ต้องหาและรถเทรลเลอร์คันเกิดเหตุ (ล่างซ้าย) ค้อนที่ตำรวจพบในรถเทรลเลอร์คันเกิดเหตุ
จากกรณีที่ น.ส.นรีกานต์ ยาวิราช หรือน้องหญิง อายุ 19 ปี เสียชีวิตปริศนาบนถนนใน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 19 ก.ค. โดยนายสุรพล ดาราคำ หรืออ๊อฟ ซึ่งเป็นคนขับรถเทรลเลอร์อ้างว่า น้องหญิงกระโดดลงจากรถเอง แต่ญาติน้องหญิงไม่ปักใจเชื่อ

โดยนายสุบิน ยาวิราช บิดาของน้องหญิง เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ น้องหญิงเพิ่งย้ายไปอยู่กับเพื่อนชื่อเป็ดที่หอพักย่านสวนอุตสาหกรรมนวนครได้ 3 วัน หลังรู้จักกันได้ประมาณ 1 เดือน ซึ่งน้องหญิงทำงานเป็นพนักงานบัญชีที่ร้านอาหาร ส่วนเป็ดเป็นเด็กเสิร์ฟ วันเกิดเหตุน้องหญิงอยู่ที่ห้อง และเป็ดโทรชวนน้องหญิง บอกว่านัดแฟนหนุ่มเอาไว้ เพื่อไปเที่ยวด้วยกัน ซึ่งน้องหญิงก็ไม่ทราบว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ทราบภายหลังว่าเป็นสถานบันเทิง

นายสุบิน เผยด้วยว่า หลังจากที่ลูกเสียชีวิต ตนได้ไปที่สถานบันเทิงดังกล่าว และสอบถามพนักงานภายในร้าน ทราบว่า น้องหญิงมาเที่ยวกับเพื่อน ช่วงที่น้องหญิงอยู่ที่ร้านก็ไม่ค่อยได้ดื่มสุราและไม่มีอาการมึนเมา พนักงานในร้านได้ทำทีเข้าไปจีบน้องหญิง แต่นายอ๊อฟแสดงฤติกรรมเชิงหึงหวง หลังจากนั้นทุกคนเดินทางกลับ สังเกตได้ว่า นายอ๊อฟได้ขับรถกระบะออกจากหน้าร้านด้วยความเร็วอีกด้วย

ซึ่งนายอ๊อฟอ้างว่า หลังออกจากสถานบันเทิง ได้ขับรถมุ่งตรงไปที่ย่านนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อเปลี่ยนจากรถกระบะเป็นบรรทุกเทรลเลอร์ เพื่อจะไปส่งน้องหญิงที่นวนคร จากนั้นได้ให้น้องหญิงขึ้นรถเทรลเลอร์ ก่อนจะไปเติมน้ำมัน แล้วแวะข้างทางประมาณ 4 นาทีเพื่อลงไปปัสสาวะ จากนั้นออกรถไปได้ประมาณ 3 เสาไฟฟ้า ก่อนที่น้องหญิงจะกระโดดลงจากรถไป นายอ๊อฟจึงขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน นำตัวน้องหญิงส่งโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม ทางบิดาของน้องหญิงไม่เชื่อว่าลูกสาวจะกระโดดลงจากรถ ถ้าน้องกระโดดเอง ต้องมีเหตุที่ทำให้น้องกลัวหรือไม่

ต่อมา วันที่ 30 ก.ค.นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมด้วยนายสุบิน บิดาของน้องหญิงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อตำรวจกองปราบฯ ให้ดำเนินคดีนายสุรพล หรืออ๊อฟ, น.ส.สิรินาถ หรือเป็ด และนายยุทธพงษ์ ไกยะไส หรือท็อป แฟนของเป็ด ในข้อหาร่วมกันฆ่าน้องหญิง โดยครอบครัวของน้องหญิงได้นำโลงศพเปล่า พร้อมรูปน้องหญิงบรรทุกไว้ท้ายรถกระบะมาแสดงเป็นเชิงสัญลักษณ์ด้วย

นายอัจฉริยะเผยว่า ผลตรวจจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์, โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต พิสูจน์แล้วว่า น้องหญิงถูกตีที่ท้ายทอยด้วยของแข็ง สอดรับกับผลสแกนสมองจากโรงพยาบาลปทุมธานี ว่าถูกตีด้วยของแข็งหลายครั้ง จึงคาดว่าเป็นการฆาตกรรม ซึ่งผิดกับคำกล่าวอ้างของนายอ๊อฟ ที่บอกว่าน้องหญิงกระโดดลงจากรถเอง เพราะแพทย์ระบุว่า หากกระโดดลงจากรถเอง กระดูกต้องมีลักษณะคด ย่น หรือหัก

นายอัจฉริยเผยอีกว่า หลักฐานสำคัญที่เป็นข้อมูลจีพีเอสของรถเทรลเลอร์ พบว่า จุดที่น้องหญิงเสียชีวิตเป็นบริเวณที่รถจอดนาน 7 นาที จึงมั่นใจว่านายอ๊อฟพยายามจะข่มขืนและมีการต่อสู้ขัดขืน ผู้ตายจึงถูกตีเข้าที่ท้ายทอย นอกจากนี้ยังมีคลิปเสียงโทรศัพท์ที่น้องหญิงร้องไห้ขอความช่วยเหลือก่อนถูกตัดสายไป รวมทั้งข้อความแชตในไลน์ระหว่างน้องหญิงกับเพื่อนที่น้องหญิงร้องขอความช่วยเหลือขณะเกิดเหตุด้วย

นายอัจฉริยะแฉด้วยว่า ที่ต้องมาร้องกองปราบฯ เพราะ สภ.บางปะอินไม่รับเรื่องตั้งแต่วันแรกที่พ่อของน้องหญิงไปแจ้งความเมื่อวันที่ 19 ก.ค. ไม่เคยสอบพยานหรือเอาหลักฐานจากผู้เสียหาย พ่อของน้องหญิงต้องไปหามาเอง

ด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ลงมาติดตามคดีนี้ ซึ่งนายอัจฉริยะ ได้ให้ข้อมูลกับ พล.ต.อ.ศรีวราห์เกี่ยวกับขบวนการค้ามนุษย์ที่มีการหลอกลวงหญิงสาวด้วย โดยเชื่อว่า เพื่อนของน้องหญิงคนหนึ่งเป็นคนลวงน้องหญิงไปให้นายอ๊อฟล่วงละเมิดทางเพศ

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลัง พล.ต.อ.ศรีวราห์ลงมาดูคดีนี้ และส่อว่าญาติผู้เสียชีวิตไม่ได้รับความเป็นธรรมจากตำรวจ ส่งผลให้ พล.ต.ต.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 มีคำสั่งให้ ผบก.จว.ปทุมธานี และตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณี ผกก.สภ.พระอินทร์ราชา สภ.บางปะอิน และ สภ.เมืองปทุมธานี ที่ดำเนินคดีล่าช้า และปล่อยให้ผับเปิดเกินเวลา โดยเบื้องต้นให้ ผกก.ทั้ง 3 โรงพัก และนายตำรวจรวม 10 นาย ย้ายไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 1 โดยไม่กำหนดเวลา

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ตำรวจได้ตรวจค้นรถเทรลเลอร์คันเกิดเหตุ พบค้อนด้ามเหล็ก ยาวประมาณ 1 ฟุต 1 อัน บริเวณฝั่งคนขับ ซึ่งจะมีการตรวจสอบต่อไปว่า ร่องรอยการถูกทุบหรือตีบริเวณท้ายทอยของน้องหญิงที่เป็นลักษณะวงกลม 2 จุด เกิดจากค้อนหรือไม่

ต่อมา วันที่ 1 ส.ค. นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมกับบิดาของน้องหญิง ได้เข้าพบตำรวจกองปราบฯ เพื่อแจ้งข้อหาเพิ่มเติมนายสุรพล หรือนายอ๊อฟ ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และแจ้งข้อหาเพิ่มเติม น.ส.สิรินาถ หรือเป็ด และนายยุทธพงษ์ หรือท็อป ข้อหาสนับสนุน กักขัง หน่วงเหนี่ยว ทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บถึงแก่ความตาย

นายอัจฉริยะเผยด้วยว่า ขณะนี้มีพยานหลักฐานด้วยว่า มีคนจ้างให้ตำรวจไม่ทำคดีนี้ ด้วยเงิน 3 แสนบาท แต่ไม่ขอเอ่ยว่าเป็นใคร โดยจะฟ้องศาลให้ดำเนินคดีผู้กำกับ สภ.บางปะอินด้วยตัวเอง ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 ส.ค. นายอัจฉริยะได้เผยคลิปเสียงการสนทนาของชาย 3 คน ซึ่งไม่ยืนยันว่าเป็นเสียงใคร หรือตำรวจคนไหนเกี่ยวข้องบ้าง โดยในคลิปพูดกันถึงการนำเงิน 3 แสนบาทเพื่อให้ตำรวจปิดคดี

วันเดียวกัน (3 ส.ค.) นายอัจฉริยะ พร้อมด้วยบิดาและครอบครัวของน้องหญิง ได้เคลื่อนโลงศพน้องหญิงไปที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เพื่อขอความเป็นธรรม โดยระบุว่า แม้ก่อนหน้านี้จะมีคำสั่งย้ายผู้กำกับ สภ.บางปะอิน ไปช่วยราชการที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้ว แต่ผู้กำกับดังกล่าวยังคงไปร่วมสอบปากคำแพทย์ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และเข้าร่วมการประชุมชุดสืบสวนคดีนี้ ทำให้ครอบครัวรู้สึกไม่สบายใจ เพราะผู้กำกับยังมีข้อครหาเกี่ยวกับการเรียกรับสินบนจากครอบครัวผู้ต้องหา เพื่อเปลี่ยนคดีฆาตกรรมให้เป็นคดีอุบัติเหตุ "จึงอยากให้ผู้มีอำนาจมีคำสั่งให้ผู้กำกับ สภ.บางปะอิน กับนายตำรวจที่เกี่ยวข้อง ขาดจากการทำคดีนี้ และให้พนักงานสอบสวนกองปราบเป็นคณะทำงานหลักในคดีนี้แทน"

นายอัจฉริยะยังเผยด้วยว่า ขณะนี้่ น.ส.รุ้ง เพื่อนของน้องหญิง ซึ่งถือว่าเป็นพยานปากสำคัญในคดีนี้ถูกข่มขู่ โดยเมื่อวันที่ 29-30 ก.ค. มีชาย 2 คนขี่รถจักรยานยนต์ไปที่หน้าบ้าน พร้อมกับยิงปืนขึ้นฟ้า ครอบครัวจึงเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของตนเองและพยาน ล่าสุด ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้สั่งการให้ตำรวจกองปราบฯ ทำหน้าที่คุ้มครองพยานแล้ว ขณะที่ พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 รับปากว่า จะสั่งย้ายผู้กำกับ สภ.บางปะอิน และตำรวจที่เกี่ยวข้อง มาปฏิบัติราชการที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ภายในวันเดียวกัน

ล่าสุด 4 ส.ค. นายอัจฉริยะ ได้เผยข้อมูลกรณีที่หลักฐานชิ้นสำคัญบางอย่างหายไป คือ กางเกงชั้นในของน้องหญิงด้วยว่า พยาบาลของโรงพยาบาลการุณเวช จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแรกที่น้องหญิงถูกนำตัวเข้ารักษาอาการบาดเจ็บ ได้รับสารภาพแล้วว่า เป็นคนนำกางเกงชั้นในของน้องหญิง ให้แม่บ้านนำไปทิ้งและให้บริษัทกำจัดขยะไปเผาทำลาย โดยอ้างว่าไม่เห็นร่องรอยผิดปกติ แต่เห็นเปียกน้ำจึงนำไปทิ้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ ตอนที่ญาติน้องหญิงสอบถาม พยาบาลเคยบอกว่า ส่งมอบให้คนรู้จักไปแล้ว แต่มาครั้งนี้ กลับให้การไม่ตรงกัน นอกจากนี้ ยังมีพยานหลักฐานที่เป็นภาพถ่ายภายในรถเทรลเลอร์ หลังเกิดเหตุไม่กี่ชั่วโมง พบร่องรอยการต่อสู้ และสิ่งของที่อยู่ภายในรถกระจัดกระจาย แต่เมื่อเจ้าหน้าที่กลับไปตรวจสอบใหม่อีกครั้ง กลับไม่พบร่องรอยดังกล่าว


กำลังโหลดความคิดเห็น...